Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
เหลี่ยมรักลวงใจ
Tiger_Saturn/พรรษ
บทที่ 7
9
27/08/2554 15:19:58
601
เนื้อเรื่อง
 บทที่ 7
 
หลายวันมานี้คิรากรอยู่ในเมืองมอเนตเกตติอย่างสงบสุข ก่อนจะย้ายไปพักในย่านท่าเรือที่เรียกกันว่า ลา คอนดาไมน์ เธอนั่งรถเมล์ไปยังเมืองใกล้เคียงเพื่อตามหาใครคนนั้นและถือโอกาสเที่ยวชมเมืองไปด้วยในตัว แม้บางวันจะหนักไปทางเดินเที่ยวมากกว่าทำภารกิจก็เถอะ
วันนี้ก็เช่นกัน คิรากรออกจากห้องในตอนเช้า แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตูก็มีอันต้องมายืนชะงักประจันหน้ากับแม่บ้านของทางโรงแรม เกือบไปแล้ว...เกือบจะชนกันหน้าแหกไปทั้งคู่
“ขอโทษค่ะ” แม่บ้านสาวใหญ่กล่าวขอโทษก่อนเดินหลบให้เธอ คิรากรขมวดคิ้วมองตาม ก่อนจะหันนกลับมาบ่นพึมพำกับตนเอง
“ฤกษ์ไม่ดีแล้วมั้งเนี่ย” ความจริงก็บ่นไปอย่างนั้นเอง เพราะสุดท้ายก็ต้องสะพายเป้เดินออกไปสู่โลกภายนอกอยู่ดี
คิรากรชอบแวะร้านเครื่องประดับเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผลงานแฮนด์เมดจำพวกจี้ หรืองานสลักบนโลหะต่าง ๆ เพราะข้อมูลหนึ่งที่เธอพอจะมีเกี่ยวกับคนที่เธอตามหาคือ ใครคนนั้นเคยทำงานเกี่ยวกับการขึ้นเรือนเครื่องประดับและจี้โลหะมาก่อน อย่างเช่นจี้ที่คอเธอตอนนี้ไง
คิรากรสอบถามจากเจ้าของร้านเกี่ยวกับชิ้นงานที่เธอสนใจ ถามไปถึงช่างฝีมือที่ผลิตชิ้นงานชิ้นนั้นและอีกหลาย ๆ ชิน แต่ไม่เคยสมหวัง เมื่อชื่อที่เธอคอยถามถึงได้รับการปฏิเสธ...ไม่มีใครรู้จักช่างฝีมือคนนั้นอีกแล้ว
แต่หญิงสาวยังไม่สิ้นหวัง เธอสู้อุตส่าห์เดินทางมาแสนไกล จะกลับไปมือเปล่าก็เสียหน้า ถ้าเธอพลิกแผ่นดินหา มีหรือจะไม่เจอ...แม้จะเริ่มท้อไปบ้างแล้วก็ตามที
คิรากรเดินคอตกออกมาจากร้านอีกเช่นเคย และเธอต้องชะงักอีกครั้งเมื่อเห็นสามหนุ่มหน้าไทยยืนรอเธออยู่ก่อนแล้ว
“หาเจอจนได้” หนึ่งในสามพูดขึ้น
คิรากรยึกยักจะหลบซ้ายหรือหลบขวาก็โดนอีกสองคนที่เหลือกันเอาไว้หมด จะหมดท่าเอาวันนี้จริง ๆ หรือไรกัน
“พวกนาย หาฉันเจอได้ยังไง” คิรากรเอ่ยถามหน้าตาบูดบึ้ง ท่าทางไม่พอใจ
“อย่ารู้เลยครับ ไปกับเราก่อนดีกว่า”
“ไม่! ฉันไม่ไปไหนกับพวกนายทั้งนั้น” หญิงสาวทำท่าจะกระโจนหนี แต่หนึ่งในสามไวพอจะคว้าแขนเธอเอาไว้
“เกรงว่าคุณคงไม่มีทางเลือกแล้วครับ”
คิรากรถูกดันให้เดินไปข้างหน้าโดยชายคนหนึ่ง ในขณะที่แขนของเธอทั้งสองข้างยังถูกจับไขว้ไว้ด้านหลัง
“นี่ ปล่อยก่อนได้ไหม ทำอย่างกับฉันเป็นผู้ร้าย”
“ขืนปล่อยคุณก็หนี”
“พวกนายมีกันตั้งสามคน กลัวอะไรนักหนา ฉันก็แค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ” ยังไม่มีใครเห็นด้วยอย่างที่เธอร้องขอ แต่คิรากรไม่สิ้นพยายาม เธอยังส่งเสียงอ้อนขึ้นมาอีก
“น้า...ปล่อยเถอะนะ มันเดินไม่ถนัด เจ็บแขนจะแย่แล้วด้วย”
“อย่าเลยครับ”
“เถอะนะ ปล่อยเถอะนะนุกูล คีย์ไม่หนีหรอก” เจอเสียงอ้อนอย่างนี้เป็นใครก็ต้องชะงัก สามหนุ่มหน้าไทยมองหน้ากันในเชิงปรึกษาหารือและต่างพยักหน้า
สองหนุ่มขยับเข้ามายืนขนาบใกล้ ๆ หญิงสาว แบบที่พร้อมเข้าตะครุบหากเธอตุกติก ก่อนที่ข้อมือของเธอจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระ กระนั้นหญิงสาวก็ยังถูกจับตามองตลอดระยะทางสั้น ๆ เพื่อไปขึ้นรถที่จอดอยู่ไม่ห่างนัก
“ปวดชิ้งฉ่องอ่ะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นก่อนที่จะถูกดันเข้าไปในรถ ขืนเข้าไปนั่งข้างในนั้นมีหวังเสร็จแน่ ๆ
“รีบขึ้นรถสิครับ จะได้กลับไปใช้ห้องน้ำที่โรงแรม”
“แต่หิวด้วยนะ แวะร้านอาหารข้าง ๆ นี้ก่อนไม่ได้เหรอ คีย์ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าแล้ว” ความจริงเธอเพิ่งอิ่มแปร้ไปเมื่อไม่นานมานี้เอง
“เดี๋ยวไปกินที่โรงแรมก็ได้ครับ”
“ไม่เอาหรอก ร้านนี้บรรยากาศดีกว่าโรงแรมเยอะเลย มาเร็ว” คิรากรทำเนียนเดินนำเข้าไปในร้าน สองหนุ่มมองหน้ากันเลิกลั่ก มีนุกูลตั้งตัวทันก่อนใครจึงเดินตามไปติด ๆ แล้วกล่าวสำทับเบา ๆ ที่ข้างหู
“อย่าตุกติกนะ ไม่งั้นเราจะแบกคุณไปแพ็คใส่ถุงขยะยัดไว้ท้ายรถ”
คิรากรไม่ได้รู้สึกหนาวร้อนต่อคำขู่แต่อย่างใด แต่มันหน้าผิดหวังตรงที่ภายในร้านมีคนน้อยเกินกว่าจะช่วยเหลือเธอได้หากคิดจะโวยวายร้องขอ จึงทำได้เพียงเข้าไปหาเครื่องดื่มฆ่าเวลา และหาทางเอาตัวรอดเท่านั้น
 
โรยสรอยซ์คันงามจอดเทียบหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง ชายชุดดำจากรถที่เข้ามาจอดก่อนหน้ารีบก้าวมาเปิดประตูให้คนเป็นนาย
เควินก้าวลงมาจากรถพร้อมแดเนียลและอเล็กซ์ โดยมีเจ้าของกิจการโรงแรมที่กำลังจะถูกควบรวมเข้ามาต้อนรับและกล่าวทักทายอย่างนอบน้อมทั้งที่แก่กว่าเควินหลายปี ก่อนจะเดินนำเข้าไปในโรงแรม แต่ก่อนเควินจะเดินตามเข้าไปแดเนียลก็เข้ามาสะกิดไหล่
“เควิน ดูนั่น” เควินมองไปในทิศทางที่ถูกชี้ชวน ทำให้เห็นผู้หญิงคุ้นหน้ากำลังเดินออกมาจากร้านอาหารพร้อมผู้ชายขนาบข้างอีกสามคน และดูท่าทางเธอไม่ยินดีนัก
“เอาไง” อเล็กซ์ถามเจ้านาย เพราะคิดว่าเควินคงอยากจะทำอะไรสักอย่าง แต่ผิดคาด
“ไม่ใช่เรื่องของเราสักหน่อย” เควินบอกปัดก่อนจะเดินไปหาเจ้าของโรงแรมที่ยืนรออยู่แล้ว พลางคิดในใจ...ผู้หญิงจอมจุ้น เรื่องอะไรเขาจะหาเรื่องใส่ตัว
แต่ช้าไป...
“เควิน!เควิน!!” คิรากรวิ่งแหวกช่องจากสามหนุ่มที่ยืนขนาบ พอมือหนึ่งพยายามยื่นมาคว้า เธอก็สะบัดจนหลุด แล้ววิ่งสุดชีวิตไปหาคนคุ้นหน้า
Hotel De Charlotte... ป้ายด้านหน้าบอกอย่างนั้น และไม่ต้องคิดเลยว่าเธอสมควรจะเอ่ยคำใด
“ช่วยด้วย!ช่วยด้วย!” เธอวิ่งปรี่เข้าไปหาเควิน คนของเขาก็พร้อมใจกันแหวกทางให้ ก่อนจะมายืนขวางหากใครคิดจะตามเธอมา ทำเอาสามหนุ่มหน้าไทยที่กำลังจะออกวิ่งตามมีอันต้องชะงักเมื่อเห็นว่าใครยืนคอยเธออยู่ตรงนั้น จำได้ว่าเคยฉะกับคนพวกนี้ ตอนขับรถตามเธอเมื่อเกือบสองสัปดาห์ที่แล้ว
“นี่คุณ คุณจำฉันได้ไหม ช่วยฉันด้วย!” เควินยืนนิ่งนานก่อนหันมามอง เพราะยังเคืองที่เธอว่าร้ายเขาหลายครั้งหลายครา
ท่าทางของชายหนุ่มทำให้คิรากรไม่มั่นใจว่าเขาจะจำเธอได้ จึงพยายามยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ๆ ความจริงใช้คำว่า เสนอหน้า ท่าจะเหมาะ
“คุณจำฉันได้ใช่ไหม ช่วยฉันด้วยนะ คนพวกนั้น...” คิรากรชี้นิ้วไปด้านหลังหวังให้เขาได้เห็นว่าใครตามเธอ แต่ก็ไม่เห็นใครแล้ว
“อ้าว...ไปไหนหมดแล้วล่ะ” เธอบ่นพึมพำก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของความสูงหกฟุตสองนิ้ว อยากเห็นสีหน้าว่าเขาจะมองว่าเธอโกหกหรือไม่ หน้าคมเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์แต่ยังคงจับจ้องคล้ายรอให้เธอพูดต่อ
“มีคนตามฉันมาจริง ๆ นะ”
“ผมเห็นแล้ว คงเป็นพวกเดียวกับวันนั้น” เขาทราบจากการรายงานของลูกน้อง แต่คนพวกนั้นไม่ยอมเปิดปากว่าเป็นใครมาจากไหน รู้แค่เป็นคนไทยที่กำลังตามเธอ ตอนนั้นเขาไม่ได้สนใจนัก แต่วันนี้ชักสนใจขึ้นมาแล้ว
“ถามจริงเถอะ ไปทำผิดอะไรมานักหนา เจอกันทีไรผมเห็นคุณวิ่งทุกที” แม้น้ำเสียงราบเรียบแต่คล้ายเขากำลังจับผิด เพราะเขาไม่ยอมให้สายตาของเธอหลุดไปจากนัยน์ตาสีเทาอมฟ้าของเขาเลย
“นี่แสดงว่าคุณจำฉันได้ใช่ไหม”
“ผมไม่เคยลืมสิ่งที่คุณทำไว้กับผม”
“อย่าพูดเหมือนฉันผิดฝ่ายเดียวสิ คุณเองก็คิดร้ายกับฉันเหมือนกันนะ”
“อย่าเปลี่ยนเรื่อง บอกผมมาว่าทำไมคุณต้องหนีคนพวกนั้น”
“เอ่อ...ก็พวกเขาประสงค์ร้ายนี่ พวกเขาตามมาจับตัวฉัน แล้วผู้หญิงบอบบางอย่างฉันจะสู้อะไรได้ แต่คุณเป็นคนดี เป็นสุภาพบุรุษ คุณจะปกป้องฉันใช่ไหม” ผู้หญิงช่างจ้อเอ่ยได้ไม่ขาดปากเพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว แต่เควินส่ายหน้ารับไม่ไหว ผู้หญิงอะไรเมื่อกี๋ยังว่าเขาคิดร้าย ตอนนี้มาพูดเอาใจว่าเขาเป็นคนดี เป็นสุภาพบุรุษ...ไม่ใช่ตัวเขาเลยสักนิด
“คุณเป็นใครกันแน่” เควินจ้องหน้าหาความจริง
“ฉันก็เป็นผู้หญิงธรรมดา” คำตอบที่ได้ไม่สร้างความพอใจแก่เควินนัก เขาหันหน้าหนีทำท่าจะเดินเข้าไปข้างใน ไม่สนใจเธอ หญิงสาวต้องรีบยื้อเอาไว้
“เดี๋ยว ๆ ถ้าฉันบอกว่าเป็นเจ้าหญิงจากต่างแดน คุณจะเชื่อหรือไง”คิรากรอดประชดไม่ได้ เควินก็ทำเป็นซื้อเล่นด้วย
“ประเทศอะไร” อยากรู้ว่าเธอจะแถไปทางไหน
“เอ่อ...แคว้นเล็ก ๆ ของฉันยังไม่มีในแผนที่โลก” คิรากรดันทุรังตอบไปได้ คราวนี้ร่างสูงมีรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก
เควินขำเพราะผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา ใช่เขาจะเชื่อว่าเธอเป็นเจ้าหญิงหรอกนะ แต่เพราะเธอกล้าโกหกไม่ยอมจน แต่เดี๋ยวเขาจะตะล่อมจนไม่มีทางไปทีเดียว
“คุณจะปกป้องฉันใช่ไหม” เขาเงียบไปพักหนึ่งเธอก็เลยทวนถาม พยายามทำให้เขาคิดว่าเธอปราบปลื้มภาพคนมีน้ำใจของเขา
“เชิญด้านในเถอะครับ” เจ้าของโรงแรมที่ยืนรถอยู่นานแล้วหันมาย้ำกับหนุ่มสาวที่ทำท่าจะสนทนากันจริงจังอยู่หน้าโรงแรม เควินเลยพยักหน้า แล้วเดินตามไปยังห้องรับรอง เขาให้คิรากรรอในห้องนั้นก่อนจะไปคุยเรื่องการควบรวบกิจการโรงแรมอีกห้องหนึ่ง และเดินชมในส่วนต่าง ๆ อีกไม่นาน โรงแรมเดอ ชาร์ลอตเต้ เป็นอีกหนึ่งโรงแรมในเครือของตระกูลฟรานเชส
เสร็จจากธุระเควินค่อยกลับเข้าไปในห้องรับรองอีกครั้ง สาวเอเชียร่างเล็ก ผิวสีน้ำผึ้ง นั่งตาแป๋วรออยู่ที่โซฟาสีครีม
“พูดความจริงกับผม คุณเป็นใคร มาจากไหน” เควินยิ่งคำถาม เมื่อนั่งตรงข้ามเธอ
“ก็บอกว่าฉันเป็นเจ้า...”
“ถ้าขืนคุณยังจะโกหกต่อไปอีก ผมจะโยนคุณออกไปให้คนพวกนั้นเดี๋ยวนี้” เควินรีบเบรกก่อนที่เธอได้พูดจนจบ หญิงสาวก็ชักร้อนรน
“นี่ ๆ ไม่ได้นะ บอกแล้วจะบอกแล้ว” คิรากรเริ่มเบื่อกับการหลบหนีเสียแล้ว ถ้าวันนี้ไม่เจอเควินมีหวังเธอได้ถูกจับกลับไปเมืองไทยแน่ ๆ  
“ว่ามา คุณเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไรที่นี่” เควินเริ่มสอบสวน
“ฉันมาจากเมืองไทย เพื่อตามหาคนๆนึง” คิรากรละคำตอบของคำถามที่ว่า เป็นใคร เอาไว้
“ใคร”
“พ่อ...ฉันมาตามหาพ่อ”
“แล้วทำไมคนพวกนั้นต้องตามจับตัวคุณ”
“ก็...ก็ ถ้าฉันเจอพ่อ พวกเขาก็จะเสียประโยชน์น่ะสิ เลยต้องมาขัดขวาง แต่ไม่ต้องถามนะว่าประโยชน์อะไร รู้แค่ว่าฉันทำอาชีพสุจริตที่เมืองไทย เดินทางมาที่นี่อย่างถูกกฎหมาย”
แม้ไม่ค่อยแน่ใจว่าที่เธอพูดมาเป็นความจริงทั้งหมด แต่เควินยอมมองผ่านรายละเอียดตรงนั้นไปเพราะท่าทางเธอไม่ยินดีจะไปกับคนพวกนั้นเลยจริง ๆ
“โอเค ไม่ถาม แต่ผมจะได้อะไรจากการปกป้องดูแลคุณ” เควิน ฟรานเชส ไม่ยอมทำอะไรให้ใครฟรี ๆ แน่
“แล้วคุณต้องการอะไรล่ะ”
“สิ่งที่ผมควรจะได้จากคุณตั้งแต่อยู่บนเรือ แต่ผมไม่เคยได้” คิรากรหน้าตื่นขึ้นมา เพราะเธอรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร
“ไม่ ไม่เด็ดขาด” หญิงสาวรีบปฏิเสธ
“งั้นก็ไม่มีประโยชน์ที่ผมจะปกป้องคุณ” เควินจะเดินออกไปจากห้องอยู่แล้ว ถ้าเธอไม่ตะโกนเสียงดังไล่หลังให้เขาต้องชะงัก
“ทำไมคุณเห็นแก่ตัวอย่างนี้เนี่ย”
คำพูดของเธอเปลี่ยนให้เขาเป็นคนเลวได้ในทันที ทั้งที่เมื่อครู่เธอแทบจะกราบกรานขอร้องเขาด้วยซ้ำ และคำพูดนั้นเองที่ดึงให้เควินเดินกลับมาหาเธออีกครั้ง
“คุณว่าไงนะ”
“คุณมันเห็นแก่ตัว เห็นผู้หญิงเป็นของเล่น ฉันไม่ใช่อีตัวที่พอคุณบอกว่าอยากได้แล้วฉันจะต้องถวายกายให้นะ ไม่มีผู้หญิงดี ๆ ที่ไหนจะนอนกับผู้ชายมั่ว ๆ หรอก”
“แล้วผู้หญิงดี ๆ เขาจะนอนกับผู้ชายแบบไหน”
“ก็ผู้ชายดี ๆ ผู้ชายที่ไม่เห็นแก่ตัว ผู้ชายที่ทำให้เธอรักได้น่ะสิ”
“แล้วถ้าผมทำให้คุณรักได้ คุณก็จะนอนกับผมงั้นสิ”
“ก็...เอ่อ...ไม่เสมอไปหรอก”
“แต่ผมจะมีโอกาสมากขึ้นถ้าทำให้คุณรักผมได้”
“คุณไม่มีวันทำให้ฉันรักคุณได้”
“ลองดูไหมล่ะ ผมจะปกป้องดูแลคุณ แลกกับที่คุณมาใช้ชีวิตอยู่กับผม”
“ใช้ชีวิตกับคุณ” หญิงสาวเลิกคิ้วถามเสียงสูง ก่อนจะส่ายหน้า “ฉันไม่เชื่อว่าคุณจะใช้ชีวิตกับผู้หญิงคนไหนโดยที่คุณไม่คิดจะนอนกับเธอ”
“ไม่ได้บอกนี่ว่าผมไม่คิด”
“นี่คุณ!...”
“แต่ผมจะไม่หักหาญ แค่คุณบอกว่าไม่ ก็คือไม่” คิรากรยังลังเล ไม่อยากจะเชื่อ
“คุณไม่ต้องกังวลไปมากนักหรอก ความจริงคุณก็ไม่ใช่สเปกผมหรอกนะ แค่จะทำให้คุณเห็นว่าผมทำให้คุณรักผมได้ ถ้าคุณกล้าลอง นั่นหมายถึงตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกันผมจะปกป้องดูแลคุณ คุณสามารถตามหาพ่อของคุณโดยไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาจับตัวคุณได้อีก กล้าไหมล่ะ”
“ทำไมจะไม่กล้า และคุณเตรียมใจไว้ได้เลย ว่าฉันไม่มีวันรักคุณ”
“ดี เรามาลองดูกัน”
“แต่...”
“อะไรอีกล่ะ”
“ท่าทางคุณเป็นคนกว้างขวางไม่ใช่เหรอ คุณต้องรู้จักคนเยอะแยะแน่ ๆ หาใครสักคนคงไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่หรอก ประเทศนี้ก็เล็ก ๆ แค่นี้เอง ช่วยฉันตามหาพ่อหน่อยสิ” กว่าจะเข้าประเด็นได้ ก็ประโยคสุดท้ายของเธอนั่นแหละ
“แล้วจะให้ตามหายังไง มีรูปหรือมีข้อมูลอะไรบ้าง”
“รู้แค่ว่าเป็นผู้ชาย แต่ไม่มีรูป ไม่มีข้อมูลอะไรเลย” เควินเม้มปากคล้ายรำคาญ ในเมื่อบอกว่าพ่อแล้วจะบอกทำไมว่าเป็นผู้ชาย แถมไม่มีอะไรเลยแบบนี้จะให้เขาตามหาผีที่ไหนกัน
“มีแต่ชื่อ” คิรากรกล่าวต่อมา เควินเลยให้ความสนใจอีกครั้ง
“พ่อฉันชื่อ นิโคลัส มอนทาดีอาร์”
“ฮะ!” เควินส่งเสียงประหลาดใจ คิรากรคิดว่านั่นคงเพราะเธอมีข้อมูลน้อยเกินไป จึงนึกถึงจี้ที่คอขึ้นมาได้
“พ่อฉันชื่อ นิโคลัส มอนทาดีอาร์ แม่ให้จี้นี้กับฉันก่อนที่ท่านจะสิ้นลม แม่บอกว่านี่เป็นจี้ที่พ่อให้แม่ก่อนจะจากมา”
“ขอดูหน่อย” คิรากรถอดจี้ส่งให้เขาตามคำขอ เควินเห็นมันเป็นแค่จี้เงินธรรมดา ๆ เท่านั้นเอง แต่เขาจำต้องริบมันเอาไว้และรับปากอย่างง่ายดายจนผิดคาด
“โอเค ผมรับปากจะช่วยคุณตามหาพ่อ แต่ผมจะขอจี้นี้ไว้ให้อเล็กซ์เขียนแบบเอาไว้ก่อน ถ้าเผื่อเจอใครเข้าเขาจะได้เอาไปเป็นหลักฐานยืนยันให้คุณได้”
“งั้นฉันก็ไม่มีจี้เป็นหลักฐานน่ะสิ”
“เดี๋ยววาดภาพเสร็จก็เอามาคืนแล้วน่า อีกอย่างคุณไม่จำเป็นต้องใช้ด้วยซ้ำ เพราะเมื่อคุณพบเขาคุณก็แค่บอกว่าแม่คุณเป็นใคร เล่าเรื่องราวของคุณให้เขาฟัง หากเขาให้ความสำคัญกับอดีต ให้ความสำคัญกับแม่คุณ ยังไงซะเขาก็ต้องจำคุณได้ หรือหากเขาไม่เชื่อ ผมจะเอาจี้นี้ไปยืนยันให้คุณเอง ตกลงไหม” คิรากรนิ่งฟังสิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมดและเห็นจริงตามนั้น
“ได้ งั้นตกลงตามนี้” หญิงสาวรับปากง่าย ๆ โดยไม่รู้ตัวว่าเธอเป็นอย่างนี้เสมอ คิดตัดสินใจปุบปับไม่ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน และไม่ค่อยคิดถึงผลที่จะตามมา
เควินเรียกสองคนสนิทเข้ามาในห้อง ก่อนจะให้แดเนียลพาหญิงสาวไปจัดการเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเดิม และพาเธอล่วงหน้าไปที่เดอ โมนาโก ส่วนอเล็กซ์ยังอยู่กับเขา แต่เควินไม่ได้ให้จี้แก่คนสนิทไปลอกแบบอย่างที่บอกคิรากรเอาไว้ เพราะต้องการเก็บเอาไว้เอง ก็ถ้าจี้นี้มีความสำคัญเกี่ยวกับความหลังจริง ๆ มันก็ไม่ควรติดตัวเธอให้ไปต้องตาใครเข้า
“นิโคลัส มอนทาดีอาร์...ไข่ไว้ทั่วสมเป็นแกจริง ๆ เลย” เควินยิ้มหยันขณะมองจี้เงินในมือ สร้างความสนใจแก่คนสนิทข้างกายไม่น้อย
.................
ปล. รออ่านคอมเมนต์นะคะ
 

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 357 ท่าน