Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
เหลี่ยมรักลวงใจ
Tiger_Saturn/พรรษ
บทที่ 6
8
27/08/2554 15:18:46
660
เนื้อเรื่อง

 บทที่ 6
 
วันนี้คิรากรตื่นสาย คงเพราะเพิ่งฟื้นไข้ ทั้งก่อนหน้านั้นก็นอนไม่หลับเพราะมัวแต่ระแวง พอกลับมาถึงที่พักรู้สึกปลอดภัยและเป็นอิสระเลยนอนเต็มอิ่มกว่าคืนไหน ๆ
พออาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยค่อยมารื้อกระเป๋า เช็คของที่ขาดและต้องหาเพิ่ม ที่แน่ ๆ เธอไม่มีสเปรย์พริกไทย เพราะมันถูกหมีขี้โมโหยึดไปเสียแล้ว ดีว่าหลอดสเปรย์ยาสลบยังอยู่ที่เธอ ที่ยังเก็บไว้ได้ก็เพราะความใจดีของแดเนียลและอเล็กซ์นั่นเอง
คิรากรออกจากห้องด้วยเสื้อยืดคอปาดตัวยาวสีขาว คอเสื้อตกไหลข้างหนึ่งอวดหัวไหล่นวลเนียน ดีว่ามีเสื้อกล้ามสีดำอยู่ข้างในอีกตัวเลยดูไม่โป้ กางเกงวันนี้เป็นยีนส์ขาสั้น มีคนเคยชมว่าบั้นท้ายเธอสวย สวมยีนส์แล้วดูดี ทั้งยังตรงกับไลฟ์สไตล์กระฉับกระเฉงทะมัดทะแมงของเธอด้วย คิรากรเลยติดสวมยีนส์ทั้งสั้นทั้งยาวมาแต่ไหนแต่ไร แต่เธอดูหวานขึ้นด้วยกำไลหนังถักสีชมพูสลับม่วงอ่อน ๆ ก่อนออกจากห้องรองเท้าผ้าใบคู่โปรดถูกหยิบขึ้นมาสวม แต่สิ่งที่เธอลืมวันนี้คือจี้อักษรที่ยังอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ
เธอปรึกษากับพนักงานข้างล่างว่าพอจะหาซื้อของที่เธอต้องการได้ที่ไหน
คิรากรเดินมาที่ตรอกแห่งหนึ่งซึ่งเหมาะแก่การช๊อป เพราะมีร้านค้าและสินค้าหลากหลาย และอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมมานัก พนักงานที่โรงแรมแนะนำว่าที่นี่อาจมีของที่เธอต้องการบ้างสักร้าน
ใช้เวลาไม่นานนักเธอก็ได้สเปรย์พริกไทยที่ต้องการ ของแบบนี้พกไว้ไม่เสียหลาย เผื่อฉุกเฉินมันก็ช่วยให้รอดตัวมาได้อย่างที่เคยเห็น
คิรากรยังเดินต่อไปเรื่อย และไปสะดุดตากับสินค้าแฮนด์เมดร้านหนึ่งเข้า มุมหนึ่งในนั้นร้านดันมีของแบรนด์เนมด้วยแน่ะ เห็นแล้วเธอดันถูกใจหลายชิ้นเสียอีก สอบถามดี ๆ ที่นี่มีบริการส่งพัสดุให้ถึงที่ด้วย
“เข้าท่าแฮะ”
หญิงสาวเลือกสินค้าได้หลายชิ้นสำหรับคุณตา และคนที่เธอคิดถึงที่เมืองไทยอีกหลายคน ส่งไปก่อนคงไม่เป็นไร กลับถึงบ้านเมื่อไหร่ค่อยเอาออกไปแจกจ่ายคงไม่น่าเกลียดเท่าไหร่หรอก
คิรากรเลือกของเพลินจนลืมประเมินราคา
“เท่าไหร่นะคะ”
“1,398 ยูโร รวมค่าจัดส่งค่ะ” แคชเชียร์ตอบเธออีกครั้งด้วยน้ำเสียงสุภาพพร้อมรอยยิ้ม คิดเห็นเงินบาทไทยก็หลายหมื่นอยู่เหมือนกัน คิรากรประเมินสถานะเงินสดในประเป๋า...ไม่พอแน่ ๆ
“รับเครดิตการ์ดไหมคะ” ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดตอนนี้
“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา” ได้ฟังคำตอบแล้วคิรากรค่อยหยิบเครดิตการ์ดออกมา ยื่นให้แคชเชียร์ โดยลืมไปว่านั่นอาจเป็นร่องรอยให้คนที่เธอต้องการหลบลี้ติดตามตัวเธอจนเจอ และกว่าจะนึกขึ้นได้ก็สายไปเสียแล้ว
“ช่วยเซนต์ตรงนี้ด้วยค่ะ ส่วนนี่เป็นเบอร์ติดต่อกลับในกรณีที่สิ้นค้ามีปัญหานะคะ” แคชเชียร์สาวยังช่วยให้รายละเอียดเมื่อยื่นนามบัตรกลับมาให้เธอพร้อมบัตรเครดิตอย่างใจเย็น ไม่ได้สนใจท่าทีรีบร้อนของเธอเลย
คิรากรรับบัตรแล้วรีบออกมากจากร้าน เธอต้องกลับไปเช็คเอาท์ที่โรงแรมก่อนที่คนพวกนั้นจะตามรอยมาเจอ
 
“ที่รัก ฉันจะแวะร้านนี้ก่อน”
นิกกี้พยักหน้ารับเมื่อแฟนสาวบอกอย่างนั้น แต่ตอนนี้เขาหิว และต้องการอาหารสู่กระเพาะโดยเร็ว
“ได้ งั้นผมจะไปรอคุณที่ร้านอาหารตรงนั้นก็แล้วกัน”
“งั้นสั่งสเต็กปลากับสลัดให้ฉันด้วยนะ เดี๋ยวฉันตามไป”
“ไม่มีปัญหา” สาวสวยผิวสีน้ำผึงแบบสาวละตินเขย่งปลายท้ายจูบเขาก่อนจะเดินเข้าไปในร้าน นิกกี้ให้ลูกน้องสองคนของเขาคอยดูแลแฟนสาว ก่อนจะเดินแยกไปที่ร้านอาหารเพียงลำพัง
นิกกี้เลือกโต๊ะที่อยู่หน้าร้าน ความจริงมันเป็นส่วนหนึ่งของทางเดินด้วย ร้านอาหารแห่งนี้ตั้งอยู่ในตรอกเล็ก ๆ เท่านั้นเอง เขาสั่งออร์เดิร์ฟและเครื่องดื่มมาจิบรอแฟนสาว แม้บอกว่าเดี๋ยวจะตามมาแต่ได้ดูกระเป๋าหรือเสื้อผ้าในร้านนั้นก็คงอีกนาน
นิกกี้หันไปเห็นหนังสือพิมพ์บนราวที่ทางร้านมีไว้บริการลูกค้า จึงเลือกหยิบฉบับหนึ่งขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา ความจริงเขาไม่ได้ว่างนักหรอก แต่โชคดีที่ธุระวันนี้เรียบร้อยรวดเร็วก่อนเที่ยง จึงพอมีเวลาได้มาใช้ชีวิตปกติบ้าง ไม่ต้องไปนั่งเบ่งใหญ่เป็นนายที่ไหน วันนี้เลยเป็นผู้ชายธรรมดา ๆ ในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์ เพราะมัวแต่ปลื้มอกปลื้มใจกับบรรยากาศสบาย ๆ ในวันนี้ นึกกี้เลยไม่ทันเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเดินจ้ำ มาร่วมโต๊ะกับเขา กระทั่งได้ยินเสียงหวานใส
“ขอโทษนะคะ ดิฉันขอนั่งด้วยคน”
นิกกี้ลดหนังสือพิมพ์ลงเพื่อจะได้ตอบรับเชื้อเชิญตามประสาคนรักของสวย ๆ งาม ๆ ฟังจากน้ำเสียงเมื่อครู่ก็พอรู้ว่าต้องสวย และเขาไม่ใช่คนปิดกั้นตนเอง ดังนั้นเขาพร้อมที่จะทำความรู้จักกับผู้หญิงทุกคน
แต่นิกกี้ไม่ต้องเอ่ยคำเชื้อเชิญใด ๆ เจ้าหล่อนก็นั่งลงมาก่อนแล้ว และเพียงพบหน้าเขาก็จำผมหน้าม้าพอง ๆ นั้นได้ทันที....เธอคือสาวเอเชียที่เขาพบที่โรงแรมของเควินเมื่อเกือบสัปดาห์ที่แล้ว
หญิงสาวมีท่าทีลุกลนขณะเอาเป้สะพายหลังมากอดไว้ที่ตัก สายตาเธอยังแลเลยไปด้านหลังเขาคล้ายกำลังระแวดระวังภัย นิกกี้อดไม่ได้ที่จะหันไปมองตาม แล้วพอหันมาอีกครั้งเธอก็มองหน้าเขาอยู่ก่อนแล้ว
“คนพวกนั้นตามฉันมาค่ะ ขอฉันนั่งด้วยคนนะคะ ที่นี่คนเยอะเขาคงไม่กล้าทำอะไร” นิกกี้มองกลับไปอีกครั้ง และจริงของเธอ ผู้ชายสองสามคนยืนละล้าละลังอยู่ห่าง ๆ
“ทำไมเขาต้องตามคุณล่ะครับ” เขาหันกลับมาถาม
“เอ่อ...คือ...” ท่าทางเธอลำบากใจ
“ไม่ต้องตอบก็ได้ครับ จะให้ผมช่วยจัดการให้ไหม”
“เอ่อ ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันขอนั่งด้วยสักครู่”
“ได้ครับ ผมนิกกี้ มันท์” นิกกี้ถือโอกาสแนะนำตัว
“เอิ่ม...” หญิงสาวเริ่มคิด จะแนะนำตัวว่า ฉันชื่อ คิรากร เขาคนนี้ก็คงทำหน้างง ๆ เหมือนเควินอีก
“เรียกฉันสั้น ๆ ว่า คีย์ ก็ได้ค่ะ” คิรากรแนะนำง่าย ๆ
คีย์...ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณคีย์” นิกกี้ทวนคำ ก่อนทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการ
“ยินดีเช่นกันค่ะ”
“มีโอกาสได้ร่วมโต๊ะกันแล้ว ผมขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงมื้อกลางก็แล้วกันนะครับ”
“เอ่อ...ไม่...”
“อย่าปฏิเสธเลยครับ นี่อาจเป็นโชค ที่เราได้มีโอกาสพบกัน” ท่าทางเขาดูเป็นผู้ใหญ่ใจดีเกินกว่าหญิงสาวจะกล้าปฏิเสธ
“ขอบคุณค่ะ” ระหว่างมื้อนั้นคิรากรยังคอยระแวดระวังมองข้างหลังอยู่ตลอด ส่วนนิกกี้ไม่นึกเดือดร้อนหากแฟนสาวของเขาจะกลับมาพบ เพราะเธอคงชินเสียแล้วหากจะเดินมาพบว่าเขากำลังทานอาหารอยู่กับผู้หญิงสักคน และยิ่งไม่ต้องห่วงเลยเพราะเธอยังไม่กลับมาง่าย ๆ แน่ เมื่อถูกใจกับการเลือกซื้อของตามแฟชั่นในแบบที่เธอชอบ
“อิ่มแล้วหรือครับ” เขาเอ่ยถามเมื่อเธอรวบช้อนและดื่มน้ำ
“อิ่มแล้วค่ะ ขอบคุณมาก ฉันคงต้องไปแล้ว” คิรากรรีบลุกขึ้นเมื่อมองไปด้านหลังนิกกี้ไม่เจอคนพวกนั้นแล้ว เธอสะพายกระเป๋าพร้อมออกเดินทาง
“คุณพักที่ไหนครับ ผมจะไปส่ง” เขาลุกขึ้นบ้างพร้อมวางธนบัตรสำหรับอาหารบนโต๊ะ
“คือ ฉันพักไม่เป็นหลักแหล่งหรอกค่ะ” เขาเลิกคิ้วขึ้นคล้ายเข้าใจความหมายของเธอ แต่หญิงสาวมองออกว่าเขาคิดมากไปกว่านั้น
“จริง ๆ นะคะ ที่ฉันตอบไปอย่างนั้นไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจอะไร แต่ก็อย่างที่เห็นมีคนคอยตามฉัน ฉะนั้นฉันต้องย้ายที่พักไปเรื่อย ๆ” เธอเริ่มเดินออกจากร้าน เขายังเดินตาม
“ทำไมไม่แจ้งความล่ะครับ บอกว่าคุณกำลังถูกคุกคาม”
“เอ่อ ไม่ล่ะค่ะ บางครั้งฉันก็สนุกกับการหนี” มันทำให้ชีวิตเธอไม่อยู่นิ่ง และมองในแง่ดีว่าเธอได้ออกกำลังกาย ทำนายได้เลยว่าเธอต้องได้วิ่งตลอดทริปอย่างแน่นอน
“แปลก” เขาหัวเราะ
“อืม...ค่ะ ก็คงแปลกจริง ๆ”
“แล้วนี่ คุณจะไปไหนต่อล่ะครับ”
“เอ่อ...”
“บอกผมได้ครับ ผมไม่เอาไปบอกต่อหรอก” หญิงสาวยิ้มออกมาเมื่อเขาล้อราวกับเธอเป็นคนขี้แระแวง
“ฉันว่าจะขึ้นเหนือไปทางมอเนเกตติน่ะค่ะ แต่ยังไม่รู้ว่าจะรอดหูรอดตาพวกนั้นรึเปล่า”
“งั้นผมจะให้คนของผมช่วยยันเอาไว้ก่อนระหว่างที่คุณหาทางไปขึ้นรถก็แล้วกัน” นิกกี้ควักโทรศัพท์ออกมาโทรตามลูกน้อง บอกรูปพรรณและการแต่งกายของผู้ชายสองสามคนที่ตามมานั้นให้ห่างออกไป
“ขอบคุณค่ะ” คิรากรคิดว่าจะได้แยกกันตั้งแต่ตรงนั้นแล้ว แต่เขายังก้าวไปพร้อม ๆ กับเธอ จึงหันไปถาม “นี่ คุณจะ...”
“ไปส่งคุณขึ้นรถไงครับ”
“อุ้ย! ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันอยู่ที่นี่มาพักใหญ่แล้ว พอจะรู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน” เธอเกรงใจเขาจริง ๆ รู้จักมักคุ้นกันมาก่อนรึก็เปล่า
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมยินดี” คิรากรแย้งไม่ได้เลยปล่อยไปตามนั้น
จากนั้นหนึ่งสาวน้อย กับหนึ่งหนุ่มใหญ่ ก็ค่อย ๆ เดินเคียงคู่กันไปยังป้ายรถประจำทาง ซึ่งห่างออกไปไม่ไกลนัก และเป็นช่องทางการคมนาคมที่สะดวกที่สุดสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างคิรากร
ส่วนนิกกี้ เขาแทบลืมไปแล้วว่านัดกับผู้หญิงอีกคนไว้ที่ร้านอาหารแห่งนั้น แต่เขายังให้ความสนใจกับผู้หญิงเอเชียคนนี้อยู่มาก ผิดหวังเล็กน้อยตอนที่ขอแลกเบอร์โทรศัพท์ แต่เธอบอกว่าไม่ได้ใช้เพราะเคยถูกแกะรอยด้วยอุปกรณ์ชนิดนั้น แต่นั่นไม่ได้สั่นคลอนกำลังใจ นิกกี้เชื่อมั่นในพรหมลิขิต หลังจากวันนี้ไปเขาต้องมีโอกาสได้พบเธออีกแน่นอน...เขามั่นใจ
 
การปล่อยโอกาสให้หญิงสาวหลุดมือไปกับก้างชิ้นโตที่คอยเดินเคียงข้างเธอ แล้วไหนจะฝรั่งตัวโต ๆ มาคอยหาเรื่องกันท่า ทำให้สามหนุ่มสัญชาติไทยได้แต่มองหน้ากันเลิกลั่กเมื่อจำใจต้องถอยห่างออกมา
“เอาไงล่ะทีนี้” หนึ่งในสามคนถามนำ
“ทำงานพลาดแบบนี้ เอ็งคอยรับโทรศัพท์จากนายเลย” อีกคนยัดมือถือไปที่กางเกงยีนส์ของเพื่อน วันนี้สามหนุ่มวัยใกล้เลขสามแต่งตัวสบาย ๆ ให้กลมกลืนกับนักท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป
“ไม่เอา ไม่เอา นายไว้ใจเอ็งเลยให้ถือโทรศัพท์ เอากลับไปถือเองเลย” ทุกคนต่างมีโทรศัพท์ของตนเอง แต่เครื่องที่โบ้ยกันไปมานี้เป็นเครื่องหลักของหนึ่งหนุ่มที่รับผิดชอบ แต่ตอนนี้ดันไม่อยากจะถือมัน
ตื๊ดดด.....ตื๊ดดดด.....
เสียงที่ดังจากอุปกรณ์สื่อสารที่กำลังโบ้ยกันไปมา ทำให้สามหนุ่มนิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนจะเริ่มโยนความรับผิดชอบกันไปมาอีกครั้ง
“นั่นไง ๆ รีบเลย เอ็งน่ะรับเลย” เพื่อนบอกมาแล้ว แต่คนที่ถือโทรศัพท์ยังนิ่ง ไม่กล้ารับ
“เอ้า เร็วสิ เดี๋ยวนายก็โมโหหรอก” มีเสียงเร่งมาอีกรอบคนถือโทรศัพท์ก็กดรับสาย
“สวัสดีครับ นาย”
“เป็นไงบ้าง พวกเอ็งจับตัวมาได้ไหม”
“เอ่อ...ไม่ได้ครับนาย”
“อะไรกัน!พวกเอ็งทำงานกันยังไง แค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียว มัวแต่เที่ยวอยู่ละสิ ให้ไปทำงานนะโว้ย ไม่ได้ให้ไปพักร้อน”
“โธ่ นายครับ พวกผมพยายามแล้วครับ เธอย้ายไปเรื่อย เดินทางไม่มีเป้าหมาย แถมยังมีคนคอยช่วยอยู่เรื่อย ๆ“
“ใครวะ”
“คนแถวนี้แหละครับ เธอค่อนข้างรู้จักคนเยอะเหมือนกัน เราไม่อยากกระทบกระทั่งกับใครที่นี่”
“แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะสำเร็จ”
“เอ่อ...ผมขอเวลาอีกสักอาทิตย์เถอะครับ” ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบรับ
“ได้ แต่ถ้าพวกเอ็งยังพลาดอีก ข้าจะส่งชุดใหม่ไปแทน ส่วนพวกเอ็งเตรียมตกงานกันได้เลย”
“ได้ครับ พวกผมจะทำให้ดีที่สุด” กดวางสายไปแล้ว สามหนุ่มก็สุมหัวเมื่อวางแผนสำหรับการติดตามเธอต่อไป
ที่ตามมาจากเมืองไทยเพราะคิดว่าจะจับตัวกลับไปได้ง่าย ๆ ที่ไหนได้ เธอกลับรู้จักเจ้าถิ่นหลายคน และเขาติดตามข่าวสารมาจนพอรู้ว่าแต่ละคนที่เข้าใกล้เธอไม่ใช่พลเมืองธรรมดา หากแต่เป็นพลเมืองที่สร้างรายได้ให้แก่ราชรัฐแห่งนี้แต่ละปีไม่ใช่น้อย ๆ จะเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าก็กลัวจะไปเหยียบเท้าจอมอิทธิพลเข้า มามีเรื่องมีราวอยู่ต่างแดนอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องดีนัก เคราะห์หามยามร้ายจะกลายเป็นศพไม่มีญาติเสียก็ไม่รู้
 
อดีตนายตำรวจชั้นประทวนวัยเกษียณวางสายโทรศัพท์จากลูกน้อง ก่อนจะเดินกลับมาหาผู้ชายอีกคนที่มีวัยใกล้เคียงกัน
“ยังไม่สำเร็จครับท่าน”
“ยังไม่ได้ตัวกลับมาอีกเหรอ”
“พวกนั้นขอเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์ครับ ถ้ายังไม่สำเร็จ ผมจะส่งชุดใหม่ไปจัดการ”
“จะทำยังไงก็ทำ ขอให้ได้ตัวกลับมาไว ๆ” ชายสูงวัยท่าทางภูมิฐานยังเอ่ยออกมาอย่างใจเย็น หากข้างในกลับกำลังร้อนเป็นไฟ
“ครับท่าน”
 
คิรากรถึงที่พักในมอนเนเกตติตอนใกล้ค่ำ มันเป็นโรงแรมที่มีราคาระดับกลาง เธอใช้เวลาเดินทางค่อนข้างมากเทียวขึ้นเทียวลงรถเมล์เป็นว่าเล่น ที่ทำเช่นนั้นเพราะเผื่อมีใครตามมาอีก พวกนั้นจะได้สับสนว่าเธอจะไปไหนกันแน่ บางครั้งเหมือนเธอคิดมากไปเอง แต่ให้ชัวร์ว่าปลอดภัยไว้ก่อน พวกนั้นอาจมีสายจากที่ต่าง ๆ คอยส่งข่าวก็อาจเป็นได้
แต่จะว่ากันจริง ๆ มันก็มีเรื่องแอบแฝงอยู่นิดหน่อยตรงที่เธอได้นั่งรถฟรี ราชรัฐแห่งนี้มีดีอีกอย่างตรงที่เวลามีโอกาสพิเศษหรือวันสำคัญอะไรสักอย่าง รถเมล์ทั้งเมืองจะให้บริการโดยไม่มีค่าตั๋ว และวันนี้ก็เป็นหนึ่งในวันพิเศษนั้นด้วย เธอก็เลยได้แวะเที่ยวชมหลายที่ บ่อยครั้งที่เธอมักจะลืมว่าเป้าหมายจริง ๆ ของการมาที่นี่เพื่ออะไร แต่ปลงใจไว้แล้วว่าชีวิตของเธอคือการเดินทาง แม้มันเป็นจะการเดินทางโดยไร้แบบแผน เธอก็ยังถือว่านั่นเป็นกลยุทธ์การเอาตัวรอดอย่างหนึ่ง
การไม่ได้วางแผนว่าจะต้องเริ่มต้นจากซ้ายไปสิ้นสุดที่ขวา หรือจากเหนือไปใต้ แต่เธอไปตามกระแสเรียกร้องของจิตใจ การเดินทางแบบไม่มีแบบแผนดีตรงที่มันเหนือการคาดเดา คนพวกนั้นจะหาเธอพบก็แค่ตอนเธอเผลอใช้บัตรเครดิต หรือจำเป็นต้องกดเงินสดเท่านั้นเอง และเธอไม่ได้ทำอย่างนั้นบ่อยนัก
คิรากรเทของทุกอย่างออกจากกระเป๋าไว้กลางเตียง เหมือนตอนที่เธอเริ่มเก็บมันเข้าไป เมื่อตอนกลางวันเธอแพ็คกระเป๋าอย่างรีบเร่ง โดยเดินสำรวจทั่วห้องเพื่อเก็บของมากองรวม ๆ ไว้ ก่อนจะเอามือกอบทุกอย่างลงไปในกระเป๋า ไม่เว้นแม้แต่จี้ที่เธอไปเจอในห้องน้ำ บางครั้งคิรากรยังรู้สึกตัวเองว่าเธอป่ำเป๋อเกินกว่าจะรักษาของสำคัญอันใดได้
“งั้นตอนอาบน้ำก็ไม่ต้องถอดละกัน”
หญิงสาวบอกกับตนเองก่อนจะสวมสร้อยคอพร้อมจี้อีกครั้ง
.................
ปล. รออ่านคอมเมนต์นะคะ
 
 

 

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 430 ท่าน