Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
เหลี่ยมรักลวงใจ
Tiger_Saturn/พรรษ
บทที่ 5
7
27/08/2554 15:16:17
591
เนื้อเรื่อง

บทที่ 5
 
เควินค่อย ๆ ก้าวเข้าไปในห้องที่คิรากรกำลังนอนนิ่งอยู่ เตียงนอนคิงไซส์ยังมีที่ว่างมากพอสำหรับร่างสูงใหญ่ของเขา เควินค่อย ๆ นั่งลงบนเตียง ที่นอนยวบลงจนมีผลให้คนที่นอนอยู่ขยับตัว และเธอกำลังเพ้อด้วยภาษาที่เขาฟังไม่รู้เรื่อง เควินเลยก้มลงไปฟังใกล้ๆ แต่ก็ยังฟังไม่ชัด จึงเอ่ยถามด้วยภาษาที่เขาเข้าใจ
“อะไรนะ”
“แม่...คุณตา...” คราวนี้หญิงสาวเอ่ยด้วยภาษาเดียวกันกับเขา แต่เธอดูกระสับกระส่าย ภาษาที่เปลี่ยนไปคงออกมาจากจิตใต้สำนึก พอสัมผัสผิวกายก็รู้ว่าตัวเธอยังร้อน ทั้งที่แดเนียลบอกว่าได้ให้แม่บ้านเข้ามาเช็ดตัวให้เธอแล้วรอบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอนอนสบาย
“คีร่า”
“คุณตา...” คิรากรยังเพ้อไม่เลิก เธอควรเช็ดตัวอีกสักครั้ง เควินเลยลุกจากเตียงตั้งใจจะออกไปหาใครสักคนมาช่วยเช็ดตัวให้เธอ พอมองกลับมาที่เตียงอีกครั้งก็เปลี่ยนใจ...แค่เช็ดตัว เขาทำให้เองก็ได้
เควินเอาแผ่นเจลลดไข้มาแปะที่หน้าผากให้เธอก่อนจะไปหาผ้าขนหนูผืนเล็กมาพร้อมกะละมังใส่น้ำ เขาไม่ใช่เศรษฐีที่ทำอะไรไม่เป็น อีกทั้งสาเหตุที่ทำให้เธอไม่สบายเขาเองก็มีส่วน
คิรากรสวมชุดนอนแบบแซกผ้าฝ้ายแขนยาวสีขาว เขาต้องถลกแขนเสื้อขึ้นเพื่อเช็ดที่แขนทั้งสองข้างของเธอ ก่อนจะหันมาเช็ดที่ลำคอ โดยต้องแกะกระดุมสามสี่เม็ดตั้งแต่ลำคอลงมาถึงระบายที่กลางอกออกก่อน จะได้เช็ดตัวได้ง่ายขึ้น เขาวนทำอย่างนั้นอยู่หลายรอบจนอุณหภูมิของเธอลดลง ชุดนอนที่เธอสวมอยู่ทำให้หญิงสาวดูน่ารักน่าทะนุถนอมเกินกว่าเขาจะกล้าล่วงเกิน กระนั้นยังอดไม่ได้ที่จะจูบเบา ๆ ตรงเนินอกที่พ้นเนื้อผ้า ก่อนจะติดกระดุมกลับให้เธอเหมือนเดิม และเฝ้ามองเนินอกสูงกำลังเหมาะขยับขึ้นลงตามลมหายใจ
ร่างบางหันตะแครงเอาแก้มซบหมอนแล้วเพ้อออกมาอีก
“อะไร” เควินทวนถามอีกครั้ง คราวนี้คำตอบที่ได้ทำให้เขาส่ายหน้าทั้งอมยิ้ม
"เกาหลัง...ให้หน่อย..."
เควินขยับขึ้นไปนอนข้างกายแล้วลูบหลังให้เธอเบา ๆ แทนการเกาแรง ๆ อดยิ้มไม่ได้เมื่อเธอกำลังทำให้เขานึกถึงใครบางคน
‘เคฟ...เกาหลังให้หน่อย’ เด็กผู้ชายคนหนึ่งเคยพูดกับเขาแบบนี้เหมือนกัน
‘นายจะนอนจริง ๆ ใช่ไหม’ เขาทวนถามเพราะเคยถูกหลอก เจ้าหมอนั่นเป็นเด็กที่เชื่อไม่ได้ เขาเคยเกาหลังให้มันจนเขาเป็นฝ่ายที่ง่วงนอนเสียเอง แต่เจ้าหมอนั่นดันลุกขึ้นมากระโดดเหยง ๆ สนุกสนาน
‘นอนสิ ผมจะนอน’ วันนั้นเจ้าตัวเล็กยืนยัน
‘นายกินยาแล้วใช่ไหม’
‘ใช่ ผมกินยาแล้ว’
‘ทำไมนายต้องกินยารู้ไหม’
‘ครูที่โรงเรียนบอกว่า ผมดื้อ ผมเลยต้องกินยา’
‘ครูคนไหน’ น้ำเสียงของเขากรุ่นโกรธ คิดว่าสักวันต้องไปเอาเรื่อง
‘มาดาม อาแมนด้า’
‘ไม่ใช่หรอกแซม นายไม่ได้ดื้อ แต่แบตเตอรี่ของนายมันชาร์ตได้มากกว่าคนอื่น พลังของนายก็เลยเยอะกว่าคนอื่น’
พลังที่มากกว่าคนอื่นของแซมมี่ มาจากโรคชนิดหนึ่งที่เรียกว่าสมาธิสั้น โรคนี้แบ่งอาการได้หลายกลุ่ม แซมมี่อยู่ในกลุ่มบ้าพลัง อยู่ไม่สุข คนใกล้ชิดต้องเข้าใจ
‘แม่บอกว่าผมต้องทำประโยชน์’
การทำประโยชน์เป็นการปล่อยพลังอย่างหนึ่งในทางที่ถูกต้อง เด็กบางคนปล่อยพลังด้วยการหาเรื่องชกต่อย หรือรังแกผู้อื่นนั้นเป็นทางที่ผิด
‘ใช่ แม่นายพูดถูก แล้วนายทำประโยชน์อะไร’
‘ผมช่วยเก็บขยะที่โรงเรียน หลังเลิกเรียนผมยังช่วยแองจี้เอาขยะไปทิ้งด้วย’
‘แองจี้นี่ใคร’
‘แฟนผมเอง’ น้ำเสียงของเด็กชายไม่ได้ระรื่นเท่าภายในใจที่อยากจะอวดอ้างว่าตนมีแฟน นั่นก็เพราะหนังตาเขาใกล้จะปิดเต็มทนหากไม่มีใครชวนคุยคงหลับไปนานแล้ว
‘เฮอะ ไอ้เด็กแก่แดด’
‘เคฟ’ ตอนนั้นเด็กชายเรียกชื่อเขาเสียงเบาอีกหน
‘หืม’
‘ผมง่วง’
‘ง่วงก็นอน’
‘อย่าชวนคุยสิ’
‘เออ ๆ’
 
คิรากรรู้สึกดีขึ้นเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ความรู้สึกอีกอย่างที่รู้ตอนนี้คือ เธอกำลังอยู่ในอ้อมแขนของใครบางคน และหน้าผากของเธอกำลังสัมผัสกับอกกว้างของคน ๆ นั้น
คิรากรค่อย ๆ ขยับและเงยหน้าขึ้นไปมอง...เควิน!
ตุบ! ตุบ!!
โดยไม่รีรอ กำปั้นน้อย ๆ ทุบลงไปเร็ว ๆ ที่กลางอก ร่างบางผุดลุกขึ้นปากก็ร้องตะโกน
“คนบ้า!...คุณทำอะไรฉัน” นั่นเท่ากับเธอปลุกหมีที่หลับ
เควินหัวเสียทันทีเมื่อเห็นเธอตื่นขึ้นมาแผลงฤทธิ์ แถมทุบลงมาไม่ปรานีทั้งที่ยังไม่ได้ทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เขาลุกจากเตียงทันที
“หุบปากเดี๋ยวนี้นะ” เควินตะโกนก้อง
“ไม่หยุด!ฉันมาอยู่ในชุดนี้ได้ยังไง คุณทำอะไรฉัน แล้วที่นี่ที่ไหน” เสียงแว๊ด ๆ ของเธอเอ่ยถามยาว ๆ เมื่อลงไปยืนอีกฝั่งของเตียง
“บอกให้หุบปาก ก่อนที่ผมจะทำอะไรคุณเข้าจริง ๆ”
“นี่ยังไม่ทำอีกเหรอ คนเลว!”
“ยังอีก!” เควินก้าวพรวดขึ้นมายืนกลางเตียง และทำท่าจะกระโจนข้ามมา แต่คิรากรรีบก้าวถอยและยกมือขึ้นมาปิดปากเอาไว้อย่างที่เขาต้องการ เควินจึงยังหยุดอยู่แค่นั้น หากเดินเข้าไปใกล้ว่านี้เขาคงอดไม่ได้ที่จะจับเธอหักคอ
“ไปอาบน้ำ!” เควินชี้นิ้วบอกตำแหน่งห้องน้ำ
“เดี๋ยวจะมีคนเอาชุดเข้ามาให้ แล้วผมจะให้คนไปส่งตรงที่คุณอยากลงจากรถ” เควินบอกอย่างรวบรัดก่อนจะเดินหัวเสียออกไปจากห้อง
ไม่นานแม่บ้านของที่นี่ก็เดินเข้ามาพร้อมชุดในไม้แขวน เธอรีบสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเมื่อคืน พอได้ฟังคำตอบคิรากรก็รู้สึกผิด เขาไม่ได้ถอดชุดให้เธอ แต่เป็นแม่บ้านคนนี้ต่างหาก
เอาล่ะสิ...เธอทำเขาโกรธอีกแล้ว เฮอะ! ผู้ชายใจน้อย
 
ตั้งแต่แต่งตัวเสร็จ ทานมื้อเช้า จนจะขึ้นรถอยู่แล้วคิรากรก็ยังไม่ได้พบกับเควินอีก แดเนียลมาส่งเธอขึ้นรถ บอกว่าเธอสามารถสั่งคนขับรถได้ว่าจะไปลงตรงไหน
“เควินล่ะคะ”
“ไปทำงานแล้วครับ”
“คือ...ฝากคุณบอกเขาได้ไหม”
“บอกว่าอะไรครับ”
“ขอโทษ” สั้น ง่าย ได้ใจความ สีหน้าของเธอรู้สึกผิดจริง จนแดเนียลอดสงสารไม่ได้
“ได้ครับ ผมจะบอกเขาให้ เควินคงไม่ได้โกรธอะไรนักหนา ฝากอะไรอีกไหมครับ”
“ไม่แล้วค่ะ ขอบคุณมาก ฝากขอบคุณอเล็กซ์ด้วยนะคะ พวกคุณช่วยอำนวยความสะดวกแก่ฉันหลายอย่าง”
“ด้วยความยินดีครับ”
“งั้นฉันลาล่ะค่ะ” คิรากรโบกมือลา ก่อนจะขึ้นรถออกไปจากโรงแรม และโรงแรมนี้เองทำให้เธอนึกได้ว่าทำไมเธอคุ้นหน้าเควินนัก ก็เพราะเธอเคยพบเขาครั้งแรกที่โรงแรมนี้ไง
 
“ทำไมยอมปล่อยไปง่าย ๆ” อเล็กซ์ถามเควินที่กำลังมองรถวิ่งห่างออกไปจากชั้นบนสุดของโรงแรม
“แล้วจะเก็บเอาไว้ทำไม ผู้หญิงแบบนั้น”
“ก็เห็นเข้าขากันดี”
“เฮอะ เข้าขา ไม่นานคงได้ฆ่ากันตาย” เควินพูดไปพลางส่ายหน้า แต่ความคับแค้นใจยังไม่หมดแค่นั้น
“สิ่งผิดพลาดที่สุดของฉันในรอบปี คือรับผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาบนรถ และพาขึ้นไปบนเรือด้วยนั่นแหละ”
“ที่ฟลอเร้นซ์ก็เห็นควงกันเดินเที่ยวท่าทางมีความสุขดีนี่”
“นั่นสร้างภาพโว้ย”
“ทำดีหวังผลว่างั้นเถอะ” อเล็กซ์รู้ทัน
“แล้วเป็นไงล่ะผล...หลับเป็นตาย” แดเนียลกลับขึ้นมาสนับสนุนเสียงอเล็กซ์อีกแรง แถมมีเสียงหัวเราะมาด้วยอีก
“เลิก ๆ ๆ เลิกพูดเรื่องนี้กันได้แล้ว ได้ยินแล้วอารมณ์เสีย วันนี้ไปหาอะไรทำดีกว่า” เควินโบกไม้โบกมือให้ทุกคนเงียบ รู้สึกว่าตนกำลังถูกรุม ยังอุบเงียบเรื่องที่เคยคิดว่าจะเก็บหญิงสาวเอาไว้อวดนิกกี้เพื่อความสะใจ แต่เจ้าหล่อนดันฤทธิ์เยอะ แถมไม่ใช่สเป็ค เก็บไว้มีแต่เหนื่อยกับเหนื่อย ดีไม่ดีจะประสาทเสียเอาเปล่า ๆ
 
วันนี้เควินมีนัดตอนบ่ายแก่ ที่หมายคือบ้านหลังหนึ่งในเมืองมอเนเกตติ (Moneghetti) ซึ่งเงียบสงบ และอุดมไปด้วยพรรณไม้ จะเรียกให้ถูกมันคือคฤหาสน์ และเป็นคฤหาสน์บนเชิงเขาของตระกูลฟรานเชสนั่นเอง
“แซมมี่ วันนี้นายกินยาครบใช่ไหม” เควินเอ่ยถามเด็กชายวัยเจ็ดขวบซึ่งมีผมสีน้ำตาลเข้มไม่ผิดแผกไปจากเขานัก
“เคฟ!มาแล้วเหรอ” เสียงเล็ก ๆ นั้นแสดงถึงความตื่นเต้นยินดี
“นายควรเรียกฉันว่า ลุง” สีหน้าของเควินในไม่ได้ต่างไปจากตอนที่คอนิเลียส บอกให้เขาเรียกท่านว่า พ่อ
“โอเค ลุงว่าจะพาผมไปดูฟุตบอล” นายตัวเล็กยอมเรียกตามนั้น คนถูกทวงสัญญาพยักหน้า
“ใช่ นายพร้อมรึยัง”
“พร้อมสิ พร้อมตั้งนานแล้ว” เด็กชายคงวิ่งออกไปขึ้นรถแล้วถ้าไม่มีอีกเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“เคฟ พี่จะพาหลานกลับบ้านกี่โมง” เคที่ แม่ของเด็กชายเอ่ยถาม
“เห็นเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น” คนสนิทและคนในครอบครัวจะรู้ว่านี่ไม่ใช่ถ้อยคำกวนโมโห เขาแค่พูดตรง ชีวิตของเควินไม่มีตารางเวลา และจุดหมายปลายทางของเขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
“ห้ามพาแซมมี่ไปยิงธนูนะ” เคที่ออกคำสั่งกับพี่ชาย
“นายไม่ชอบหรือแซม” เควินไม่ได้ใส่ใจคำสั่งนักตอนหันไปถามหลาน
“ชอบสิ ผมชอบ” เคที่ส่ายหน้า เข้าขากันดีนักลุงกับหลานคู่นี้
“แซมมี่ ลูกต้องกลับมาทำการบ้าน” พูดกับพี่ชายไม่ได้เรื่องเธอจึงหันไปย้ำกับลูกชาย
“แซมมี่ เราเคยตกลงกันว่านายต้องทำการบ้านก่อนที่เราจะไปดูฟุตบอล” เควินก็มีสีหน้าตำหนิที่นายตัวเล็กไม่ยอมทำตามที่เคยสัญญากันเอาไว้ แซมมี่เลยทักท้วงอย่างมีเหตุผล
“ก็ไม่ทันดูครึ่งแรกกันพอดีสิ” อันนี้ก็จริงของมัน เควินอนุโลม
“งั้นเอาการบ้านใส่กระเป๋าไปด้วย นายจะได้ทำการบ้านก่อนที่เราจะไปยิงธนูกันต่อ” ถ้อยคำของพี่ชายทำให้เคที่ส่ายหน้าอีกคราในขณะที่ลูกชายเธอกระโดดเหยง ๆ 
“เย้!” เด็กชายวิ่งปรู๊ดเข้าไปหยิบการบ้านใส่กระเป๋าเป้สะพายติดหลังไปด้วย
“เควิน พี่กำลังทำให้หลานเสียเด็ก” คนถูกตำหนิมิได้แสดงสีหน้า เพียงเอ่ยออกมาเสียงเรียบไม่บ่งอารมณ์
“อยากให้ได้ดีกว่านี้ ก็ให้พ่อมันมาสอนสิ” เคที่มองเควินอย่างเอือมระอา พี่ชายมีอคติกับอดีตสามีของเธออย่างรุนแรง
 
คิรากรกลับมาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอีกครั้งแต่มันก็เป็นชีวิตที่เธอเลือกเอง เธอให้คนขับรถจอดให้ที่ลิฟต์สาธารณะแห่งหนึ่ง เพื่อไม่ให้เสียเวลาเธอก็ยังออกสืบเสาะตามหาเป้าหมายในย่านนั้นก่อนจะกลับมาที่โรงแรมในโมนาโก-วิลล์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งราชรัฐโมนาโกในตอนเย็น
ตั้งแต่มาที่นี่คิรากรย้ายที่พักบ่อยครั้งจนแทบนับไม่ได้ นั่นเพราะชีวิตเธอจะได้ไม่นิ่งจนกลายเป็นจุดสังเกต หรือคาดเดากิจวัตรของเธอได้ ดีว่ามีเงินเก็บพอที่จะอยู่ได้สักเดือน หากประหยัดหน่อยอาจอยู่ได้นานกว่านั้น
คิรากรพยายามตามหาใครคนหนึ่งในทุก ๆ ที่ ทั้งถามจากสถานราชการ แหล่งชุมชน ย่านธุรกิจ แต่เธอมีข้อมูลเกี่ยวกับเขาคนนั้นน้อยมากจึงยังคงไร้วี่แวว
แผนที่โมนาโกถูกกางไว้กลางเตียง ตรงไหนไปมาแล้วเธอก็ขีดออก ดีว่าโมนาโกไม่ได้กว้างนักแต่ดันเป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก หวังว่าหนึ่งในนั้นจะมีคนที่เธอกำลังตามหารวมอยู่ด้วย ถ้าเขายังไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่นเสียแล้วเชื่อว่าสักวันเธอต้องเจอ คิรากรชะงักเมื่อดูแผนที่ไปถึงท่าเรือ มันทำให้เธอนึกถึงประสบการณ์เพียงไม่กี่วันที่ผ่านมาของเธอ
“รอดมาจนได้นะยัยคีย์” เธอนึกไปถึงเควิน จากที่เคยคิดว่าเขาเป็นเจ้าชายเย็นชา ตอนนี้เธอเริ่มมีฉายาใหม่ นั้นเพราะเขาคล้ายหมีขี้โมโหเสียมากกว่า แต่เธอยังรู้สึกผิดกับเรื่องเมื่อเช้าอยู่ไม่น้อย
“ช่างเหอะ ๆ” คิรากรว่าพลางลุกเข้าไปในห้องน้ำ ปฏิเสธความคิดของตนเองอยู่ที่กระจกตรงอ่างล้างหน้า
“คงไม่ได้เจอแล้วล่ะ” หวังให้ความรู้สึกผิดเหล่านั้นจางหายไปตามกาลเวลา
“เหนื่อยจัง พักก่อน พรุ่งนี้ไปลุยต่อ” หญิงสาวย้ำกับตัวเองในกระจก แม้มีอุปสรรคมากมายแต่เธอไม่เคยท้อ ไม่เคยกลัวว่าวันรุ่งขึ้นจะต้องเจอกับอะไร เพราะเธอพร้อม คิดเสมอว่าเธอมาที่นี่ด้วยหัวใจของนักสู้เต็มร้อย
หญิงสาวอาบน้ำแล้วเปลี่ยนเป็นชุดนอนก่อนไปทิ้งตัวลงบนเตียง พอหัวถึงหมอนเธอก็หลับปุ๋ยในทันที ทั้งที่แผนที่ยังกางอยู่ดังเดิมและเธอกำลังนอนทับมัน
 
“Bonjour, cher” (บงฌูร์ เชอร์/อรุณสวัสดิ์ ที่รัก)
เสียงหวานจากนางแบบสาวชาวฝรั่งเศสทักทายเควินเมื่อเขาเปิดเปลือกตารับรุ่งอรุณใหม่บนเตียงนุ่ม สภาพสองหนุ่มสาวเปล่าเปลือย เพราะผ่านสมรภูมิสวาทมาทั้งคืนและเพิ่งยุติลงเมื่อไม่นานมานี้ มองจากนาฬิกาทำให้รู้ว่าเขาหลับยังไปไม่ถึงสามชั่วโมงดีด้วยซ้ำ
จีเซล อูลิเซียร์ นางแบบสาววัยยี่สิบหก เธอสวยแบบสาวผมบลอนด์ หุ่นดีสมเป็นนางแบบเบอร์หนึ่งของห้องเสื้อชื่อดัง นักข่าวหลายสำนักมองว่าเธอเป็นแฟนเขา แต่เควินไม่เคยยืนยัน
“วันนี้ฉันมีเดินแบบที่ปารีส คุณไปกับฉันนะคะ”
“ไม่ได้หรอก ผมมีธุระ” เควินดันมือบางที่กำลังจะสัมผัสแผงอกให้ห่างออกไป ก่อนก้าวจากเตียงไปหาเสื้อคลุม
“เคฟ พลีส เพื่อน ๆ ฉันอยากเจอคุณทุกคน” รวมทั้งนักข่าวด้วย เควินคิดต่อในใจ
เควิน ฟรานเชสกับนักข่าวนั้นคล้ายของแสลง คงเพราะเขาเป็นคนขี้รำคาญที่ไม่เคยเก็บอารมณ์ หากไม่พอใจจะมองปราดตั้งแต่คนถือไมค์ยันตากล้อง ใครขวัญอ่อนจะรีบถอย แต่ขืนใครยังกล้าเข้ามาใกล้เขายังมีสเต็บสอง เช่น แสยะยิ้มเล็กน้อยก่อนหันไปมองบอร์ดีการ์ดส่วนตัว ร่างสูง ๆ ของอเล็กซ์ขยับเพียงสองก้าวพวกนั้นก็ถอยกรูด
“ผมมีธุระต้องสะสาง ไม่ว่างไปไหนกับคุณหรอก”
“แต่คุณไม่เคยไปเจอเพื่อนฉันเลยนะคะ นอกจากแฟชั่นโชว์วันนั้นเราก็ไม่เคยออกงานด้วยกันอีกเลย” จีเซลโวยวาย เธอและเควินพบกันครั้งแรกเมื่อสี่เดือนที่แล้วในงานประมูลเครื่องเพชร เธอรับหน้าที่เป็นหุ่นให้กับสร้อยคอบลูไดม่อนที่สวยที่สุด เด่นที่สุด และแพงที่สุดในงาน เควินเป็นคนให้ราคาสูงสุดและได้มันไปครอง แถมได้หุ่นโชว์สร้อยไปด้วย ซึ่งจีเซลมองว่าเป็นผลพลอยได้ของเธอที่ได้เคียงกายเควิน ฟรานเชส ทายาทธุรกิจโรงแรมและคาสิโนมูลค่าหลายร้อยหลายพันล้านยูโร แต่มันไม่ง่ายเมื่อเควินไม่ได้หลงเธอหัวปักหัวปำเหมือนผู้ชายคนอื่น ๆ และที่เธอไม่รู้อีกอย่างคือ เควิน คิดเหมือนเธอในเรื่องผลพลอยได้
จีเซล เป็นผลพลอยได้จากการประมูลสร้อยคอให้แม่เมื่อหลายเดือนก่อน เขาเคยควงเธอออกงานครั้งหนึ่งจนเป็นข่าวครึกโครมทั้งที่นี่และที่ฝรั่งเศส รวมถึงอีกหลาย ๆ ประเทศที่รู้จักคาสิโนของเขา จั่วหัวข่าวเลยเถิดไปถึงว่าอาจมีข่าวดีถึงขั้นแต่งงาน แต่ขอโทษเถอะ เควิน ฟรานเชส มีความสุขดีกับชีวิตโสด มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะหาห่วงมาผูกคอ รู้จักกันนานเข้านางแบบสาวยิ่งเรียกร้องมากขึ้นทุกที และเมื่อผลพลอยได้เริ่มมีปัญหาเขาก็พร้อมสลัดทิ้ง
“ถ้าคุณมีปัญหากับเรื่องแค่นี้ เราก็ไม่ต้องมาเจอกันอีก”
“เคฟ คุณพูดอะไรกันคะ” เสียงเธออ่อนลงทันที เรื่องอะไรจะปล่อยให้เขาสลัดเธอทิ้งง่าย ๆ
“อย่างที่ได้ยิน ถ้าคุณคิดว่าผมให้คุณได้ไม่มากพอคุณก็มีสิทธิไปหาคนอื่น เช่นเดียวกัน...หากผมคิดว่าคุณเรียกร้องมากเกินไปจนผมให้ไม่ได้เราก็ไม่ควรเจอกันอีก”
“โธ่เคฟคะ ฉันพอใจกับทุกสิ่งที่เป็นคุณค่ะ” จีเซลรีบเอ่ยเสียงหวาน เธอจะทิ้งผู้ชายที่มีเงินหลายพันล้านไปได้อย่างไร
“งั้นก็ดี นี่เช็คสำหรับชุดสวยของคุณ” จีเซลเดินไปรับเช็คจากมือเขา และมองตัวเลขบนนั้น ดูเหมือนชุดสวยที่สวมเมื่อคืนจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบเท่าเมื่อมันขาด เพราะอย่างนี้ไงเล่า เธอถึงอยากให้เขาฉีกชุดเธอบ่อย ๆ
“ขอบคุณมากค่ะ” เรียวปากสวยสัมผัสที่แก้มสาก เควินหันกลับมาจูบเธอดูดดื่มก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงบนเตียงอีกครั้ง
.................
แจ่มใสปรับปรุงมาแล้วการจัดแบบอักษรยังไม่ดีเท่าไหร่ (หรือฝนหาที่แก้ไม่เจอรึก็ไม่รู้ ทนอ่านแบบนี้ไปก่อนนะคะ)
ปล. รออ่านคอมเมนต์นะคะ
 

 

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 287 ท่าน