Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
คุณหนูสวยร้าย คุณชายเจ้าเสน่ห์
LadyZang
ตอนที่ 7
7
27/08/2554 11:06:00
675
เนื้อเรื่อง
คุณหนูสวยร้าย คุณชายเจ้าเสน่ห์
ตอนที่ 7
                ด้วยความที่ฐิติกรไม่ค่อยได้เข้ามาใกล้ชิดกับธุรกิจของตัวเองมากนัก เขาจึงพาสามสาวไปแนะนำแบบผิดๆถูกๆ ไพลินที่แอบมองทุกการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มถึงกับส่ายหน้า ก่อนจะทนไม่ไหวต้องออกโรงอาสาพาสาวๆทัวร์บริษัทเสียเอง รวมทั้งพาลูกชายเจ้านายเรียนรู้งานเสียด้วยเลย ณิรัชญาแอบมองพฤติกรรมของชายหนุ่มอย่างสงสัยเพราะว่ามันดูแปลกๆยังไงพิกล
                ขณะที่ไพลินแนะนำสามสาวอยู่ เสียงโทรศัพท์มือถือของฐิติกรก็ดังขึ้น พวกสาวๆต่างหันไปมอง ฐิติกรมองหน้าไพลินเป็นเชิงว่าขอตัวสักครู่ แล้วเขาก็ปลีกแยกออกมาอีกมุมหนึ่ง พอเห็นหน้าจอโชว์เบอร์ของดารัญเขาก็นึกขึ้นได้ว่าจริงๆแล้วเขานัดหล่อนไว้ตอนสิบโมงว่าจะไปรับที่บ้าน นี่ปาเข้าไปเกือบเที่ยงแล้ว ตายละวา แล้วเขาจะจัดการกับเรื่องที่ตัวเองผูกเอาไว้ยังไงดีเนี่ยชายหนุ่มตัดสินใจรับโทรศัพท์ที่ยังดังอยู่ไม่ขาดสาย
                “ฮัลโหล..รัญหรือจ๊ะ คือว่าผม...เอ่อ...ยังไงดีล่ะ...ผมติดธุระที่บริษัทนิดหน่อยล่ะจ้ะ..” ฐิติกรพูดยังไม่ทันจบ เสียงของหล่อนก็พูดแทรกขึ้นมาทันที
                “ไม่เป็นไรค่ะทิว ไว้พรุ่งนี้ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวเงียบไปอึดใจ ฐิติกรรู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นเหมือนคนไม่รักษาคำพูด ดารัญเห็น     ฐิติกรนิ่งไม่พูดอะไร เธอเลยบอกกับชายหนุ่มว่า ”ถ้างั้นรัญไม่กวนทิวแล้วดีกว่าค่ะ งานสำคัญกว่า ทิวรีบไปจัดการต่อเถอะค่ะ”
                ดารัญตัดสินใจตัดสายทิ้งโดยไม่รอฟังเสียงชายหนุ่มอีก ส่วนฐิติกรเองรู้สึกหงุดหงิดตัวเองที่เขามาทำบ้าอะไรอยู่ตรงนี้วะ เขามองตามร่างของหญิงสาวที่ยืนเชิดหน้าด้วยท่าทางหยิ่งยโส พลางคิดในใจเพราะยัยเด็กแสบนี่ที่เป็นต้นเหตุทำให้เขาต้องผิดนัดกับคนรักของเขาเสียได้
 
                หลังจากที่ดารัญกดวางสายจากฐิติกรแล้ว ดรุณที่หายจากสภาพสร่างเมาเดินลงมาจากบันไดบ้าน ก่อนจะพูดเยาะหล่อนว่าฐิติกรมันไม่รักหล่อนจริงหรอก อย่าไปเสียเวลากับมันเลย ฉันเปลี่ยนใจที่จะไม่ให้แกแต่งงานกับมันแล้ว แต่ยังไงหน้าที่ของแกคือปอกลอกมันให้ได้มากที่สุด ดารัญส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจว่าพ่อของเธอทำแบบนี้ทำไมกัน
                “ใช่..มันมีความจริงอีกเรื่องที่แกไม่รู้ พ่อของไอ้ฐิติกรมันเลว เลวระยำ ชาติชั่ว” ดรุณใส่อารมณ์จนเลือดขึ้นหน้า ดารัญออกโรงปกป้องพ่อของชายหนุ่มคนที่เธอรักว่าไม่จริง เขาเป็นคนดีมากๆต่างหาก
                “ภาพที่แกเห็น อาจไม่ได้เป็นอย่างที่แกคิด”ดรุณย่างสุขุมเข้ามาหาหล่อน ก่อนจะเอานิ้วจิ้มที่หน้าผากของหญิงสาวว่าให้หล่อนจำใส่สมองเอาไว้ว่าเพราะไอ้ฐาปนิกนั่นแหละ ชีวิตของเขาถึงได้ตกต่ำจนถึงขั้นล้มละลายแทบจะไม่มีที่ซุกหัวนอนอยู่แล้ว
                “ไม่จริงมั้งคะพ่อ..เมื่อวานรัญไปทานข้าวบ้านเขามา เขาไม่เห็นพูดถึงพ่อแม้แต่คำเดียว เขาไม่รู้จักรัญด้วยซ้ำว่ารัญเป็นใคร แล้วเขาจะมาทำร้ายพ่อได้ยังไง” ดารัญโต้เถียงว่าสิ่งที่เธอได้พบเจอมามันไม่เห็นเลวร้ายอย่างที่พ่อเธอพูดสักนิด
                “มันสร้างภาพ!แกนี่มันโง่จริงๆ ยัยรัญ...จำไว้ อย่าโดนหลอกเหมือนพ่อ” ดารัญนิ่งไป หล่อนพยายามคิดว่านี่มันจริงหรือ ชายหนุ่มสูงวัยที่ใจดีผู้นั้นจะเป็นอย่างที่พ่อเธอบอกจริงหรือ
                “ถ้าแกไม่เชื่อฉัน สักวันแกจะเสียใจ” ดรุณทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่เขาหวังว่ามันจะสามารถซึมลึกเข้าไปในสมองของเธอบ้างว่าคนที่ทำร้ายเขาจนตกอับขนาดนี้คือผู้ชายที่ชื่อ ฐาปนิก
 
                ไพลินพาสาวๆเดินทัวร์แผนกต่างๆของบริษัทเสร็จ หล่อนเข้าไปรายงานฐาปนิกที่กำลังง่วนกับการเซนต์เอกสารอยู่ที่โต๊ะกาแฟตั้งแต่เช้าที่หล่อนชงไว้ให้เจ้านายยังคงตั้งอยู่ที่เดิม ไม่ได้พร่องลงไปแม้แต่น้อย เลขาสาวเห็นแล้วถอนใจรู้สึกเป็นห่วงสุขภาพนายใหญ่เหลือเกิน ส่วนเจ้านายคนเล็กก็มัวแต่ใช้ความคิดแผลงๆทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ฐาปนิกเงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสาร เขาถอดแว่นสายตายาวแล้ววางไว้ที่โต๊ะ ก่อนจะเอนหลังพิงกับพนักพิงทรงสูงสีดำ
                “ต่อไปไพลินก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแต่ละแผนกที่จะฝึกเด็กๆละกัน คุณไม่ต้องลงไปดูเองหรอก วันนี้ก็ให้พวกเธออยู่ด้วยกันก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยแยกไปแต่ละแผนก”
                “ช่วงบ่ายเห็นคุณฐิติกรบอกว่าจะมีกิจกรรมให้พวกเด็กฝึกงานทำด้วยล่ะค่ะ เห็นว่าเป็นกิจกรรมที่มีสาระ มีประโยชน์กับพวกน้องๆฝึกงาน” ไพลินรายงานความคืบหน้าของเจ้านายคนเล็กบ้าง ฐาปนิกเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจกับความคิดของลูกชาย
                “...เหรอ...เออ...ปล่อยให้เขาจัดการไปนั่นแหละ แล้วคุณอย่าลืมที่ผมสั่งไว้ล่ะว่า ให้พนักงานทุกคนปฎิบัติตัวกับเจ้าทิวแบบเป็นกันเอง ไม่ต้องมานั่งเกร็ง แล้วก็สอนงานเขาให้เต็มที่ได้เลย” ไพลินรับคำก่อนจะขออนุญาตออกจากห้อง ฐาปนิกเลยตั้งหน้าตั้งตาตรวจงานต่อให้เสร็จ
               
                ที่ห้องประชุมกลาง ณิรัชญาและรุจิดาต่างเขียนรายงานสำหรับกิจกรรมในช่วงเช้าอย่างตั้งใจ ต่างจากโสภิตาที่มัวแต่ฉอเลาะคุยกับฐิติกร ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้อยากจะคุยเล่นกับเธอด้วยเท่าไหร่ แต่หล่อนก็พยายามจะชวนคุยโน่นนี่ เท่านั้นยังไม่พอเจ้าหล่อนเล่นเอาตัวเบียดกระแซะชายหนุ่ม ณิรัชญาเหลือบหันไปมองเห็น หญิงสาวเบ้ปากแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อ ส่วนรุจิดาเห็นแล้วหมั่นไส้อดไม่ได้ต้องพูดแขวะโสภิตา
                “ตกลงเธอตัดใจจากโจ ยองได้แล้วเหรอ ถึงได้กล้าถึงเนื้อถึงตัวกับชายอื่นแบบเนี้ย” รุจิดาพูดไม่ไว้หน้า ฐิติกรจึงโดนพาดพิงเข้าไปด้วย โสภิตายิ้มเหมือนจะเย้ยเล็กๆว่า หล่อนตัดใจได้ตั้งแต่งานวันเกิดคราวนั้นนั่นแหละ
                “แล้วใครกันล่ะที่ชอบแย่งของคนอื่นเขาไปน่ะ” โสภิตาพูดแล้วเหลือบมองหน้าณิรัชญา แต่หล่อนไม่โต้ตอบอะไรยังคงนั่งนิ่งเขียนรายงานของเธอต่อ
                “...งั้นเหรอ แต่ข่าวที่ออกมา รู้สึกว่าจะมีคนบางคนมาทีหลังแล้วก็เที่ยวบอกชาวบ้านเขาผิดๆว่าโดนแย่งของรักไป...ใครน้า” รุจิดาแกล้งทำท่านึก โสภิตาโมโหอยากเข้าไปตบหน้านวลๆที่ลอยเกะกะลูกตานั่นเต็มทน แต่หล่อนยังคงไม่กล้าทำต่อหน้าฐิติกรได้แต่จ้องหน้าทั้งสองสาวด้วยความเกลียดเข้าไส้
                “พี่ว่า เราไปทานข้าวกันเถอะ นี่ก็พักเที่ยงแล้ว”ฐิติกรรีบเปลี่ยนบรรยากาศที่กำลังเริ่มก่อตัวเป็นพายุ ด้วยการชวนสาวๆไปทานข้าว โสภิตารีบเข้ามาคว้าแขนชายหนุ่มให้รีบไปกิน เพราะตอนนี้หล่อนหิวจะแย่แล้ว
                “แล้วเราสองคนไม่ไปกับพี่เหรอ” ชายหนุ่มหันมาถาม ณิรัชญานั่งเขียนรายงานต่อไม่สนใจ ส่วนรุจิดาอยากไปด้วยแต่ติดตรงที่เพื่อนของหล่อนเกลียดขี้หน้าชายหนุ่มยิ่งกว่าหนอนแมลงวัน ยิ่งมียัยโสภิตาด้วยแล้วเกรงว่านอกจากจะทานไม่ลง คงจะสำรอกของเก่าออกมาด้วยแน่ๆ หล่อนเลยปฎิเสธที่จะไปกับเขา
                “เดี๋ยวพวกเราหาทานแถวนี้ก็ได้ค่ะ พี่ทิว ไม่ต้องห่วงค่ะ” รุจิดายิ้มแหยๆให้ชายหนุ่ม ฐิติกรมองหน้าณิรัชญา แต่หล่อนไม่แม้แต่จะเงยหน้ามาสบตาเขาสักวินาทีเดียว โสภิตาเร่งชายหนุ่มให้รีบไป ไม่งั้นหล่อนคงต้องไส้ขาดชักกะแด่วๆตายอยู่ตรงนี้แน่ ชายหนุ่มจำต้องเดินออกไปกินข้าวกับโสภิตาตามลำพัง
หลังจากสองคนนั่นเดินออกไปแล้ว ณิรัชญาเก็บของแล้วชวนรุจิดาไปทานข้าวกัน รุจิดาที่นึกว่าเพื่อนสาวจะไม่ทานอะไรแล้วเสียอีกกะว่าจะเอารายงานมาเขียนต่อกลับต้องรีบกระวีกระวาดเก็บของตามแล้วเดินไปทานข้าวพร้อมกับณิรัชญา

ทั้งสองคนกินข้าวในร้านอาหารเล็กๆแห่งหนึ่ง ถึงแม้มันจะดูคับแคบไปหน่อยแต่บรรยากาศภายในร้านก็ตกแต่งเป็นกันเอง รสชาติอาหารก็อร่อย ธรรมดาแล้วณิรัชญาหล่อนชอบไปกินอาหารตามร้านแพงๆ แต่เพราะแถวนี้ไม่มีร้านอาหารอย่างที่เธออยากทาน ถ้าจะไปก็คงไกลโขกว่าจะกลับมาคงเลยเวลาเข้างานกันพอดี หญิงสาวจำต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ไม่เหมือนรุจิดา หล่อนกินอะไรก็ได้ขอให้อร่อยเป็นพอ
“ฟ้า ฉันว่าอาหารร้านนี้อร่อยดีเนอะ คนก็ไม่ค่อยเยอะด้วย ดูส่วนตัวดี” ณิรัชญาพยักหน้าเห็นด้วยไปอย่างนั้น ดีที่ร้านนี้มีแอร์เย็นฉ่ำหรอกนะ ไม่งั้นอย่าหวังว่าเธอจะเข้ามาเป็นลูกค้า

“เอ...แต่จะว่าไปแล้ว พี่ทิวเขาก็หล่อดีเนอะ ถ้าฉันแข่งจีบพี่ทิวกับยัยโส แกว่าฉันจะชนะมันมั้ยอ่ะ” พอณิรัชญาได้ยินชื่อคนๆนี้ขึ้นมาก็หน้าตึงขึ้นมาทันที รุจิดาหน้าหดเหลือสองนิ้วที่ลืมตัวไปว่าเพื่อนของหล่อนคงไม่อยากได้ยินชื่อนี้ถ้าไม่จำเป็น

“รีบไปเถอะด๋า ขืนเราไปช้าเดี๋ยวจะได้แผลกลับมาเต็มตัว” ณิรัชญาเรียกพนักงานมาเก็บเงิน ส่วนรุจิดาได้แต่นั่งงงว่าแผลอะไรและได้มาตอนไหน
 
เป็นไปตามที่ณิรัชญาคาดไว้ไม่มีผิด ถึงแม้ว่าพวกหล่อนสองคนจะกลับเข้ามาตรงเวลาเข้างานพอดีเป๊ะ แต่โสภิตาก็ไม่วายหันมาพูดจาแขวะว่าปล่อยให้คนอื่นเขานั่งรอ เสียมารยาท ฐิติกรไม่อยากเห็นพวกหล่อนมีปัญหากัน เขาเลยพูดแทรกว่าช่วงบ่ายเขามีเกมมาให้พวกสาวๆเล่นกัน

“เกมอะไรคะพี่ทิว โสตื่นเต้นจังเลยค่ะ” โสภิตาออกหน้าออกตาโอเว่อร์เกินเหตุ จนชายหนุ่มชักจะเอือมๆเหมือนกัน
“เกมที่ว่านี้ก็คือ...แท่น..แท้น...แท๊น เกมจับคู่หาสมบัติ”
หลังฐิติกรพูดจบ โสภิตาก็กรี๊ดกร๊าดว่าช่างน่าตื่นเต้น ณิรัชญาส่ายหน้าพึมพำว่าติ๊งต๊องชะมัด ฐิติกรหยิบก้านไม้ขีดมาสี่ก้าน โดยเขาแต้มสีเอาไว้ที่ปลายด้านหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในมือของเขา แล้วให้ทุกคนจับคนละหนึ่งอัน ถ้าใครได้สีเหมือนกันก็ต้องอยู่คู่กัน โสภิตารีบกระเด้งออกจากเก้าอี้ขอจับเป็นคนแรก หล่อนสวดภาวนาสาธุขอให้ได้คู่กับฐิติกร แล้วหล่อนก็หยิบมาหนึ่งอัน จากนั้นตามด้วย   รุจิดาและก็ณิรัชญาที่ทำท่าทางเซ็งเบื่อโลกเต็มแก่ พอทุกคนจับหมดแล้วให้ทุกคนแบมือออกมาว่าได้สีอะไร แล้วจะได้รู้ว่าใครคู่ใคร พอทุกคนแบมือออกมา ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ โสภิตาได้คู่กับรุจิดา ส่วนณิรัชญาได้คู่กับฐิติกร

“เกมบ้าอะไรก็ไม่รู้ ฉันขอถอนตัว ใครจะเล่นก็เชิญ” ณิรัชญาโวยขึ้นคนแรก ตามมาด้วยโสภิตาที่งอแงว่าอยากคู่กับฐิติกร ไม่อยากคู่กับยัยหน้าจืด รุจิดาเองก็โมโหตอบกลับไปเหมือนกันว่า หล่อนอยากคู่กับคน ไม่ได้อยากจับคู่กับสัตว์

“....กรี๊ด....แกว่าฉันเป็นสัตว์เหรอ ยัยด๋า” โสภิตากรี๊ดเร่าๆราวกับถูกน้ำร้อนลวก รุจิดาบอกว่าใช่ ตอนนี้ก็กลายร่างเต้นเป็นหมาถูกน้ำร้อนลวก ตอนเช้าเป็นชะนีร้องหาผัว ตอนสายๆหน่อยกลายร่างเป็นสัตว์มีนอ มีบางช่วงกลายร่างเป็นสัตว์มีเขาสองข้างอยู่บนหัว
โสภิตาฟังแล้วกรี๊ดหนักกว่าเดิม กระโจนจะเข้าไปตบรุจิดา ฐิติกรเห็นรีบห้ามแต่ไม่ทันฝ่ามือพิฆาตโดนหน้าของเขาไปเต็มๆเสียจนชาไปทั้งแถบ แล้วบังเอิญหน้าของเขาดันโผไปปะทะกับทรวงอกของณิรัชญาที่ยืนอยู่ข้างรุจิดา พอเขาเงยหน้าเท่านั้นถึงได้โดนกำปั้นของหญิงสาวเข้าอีกหมัดที่ลูกตา โสภิตาเห็นฐิติกรโดนต่อยจึงตะโกนร้องด่าณิรัชญาว่าแกกล้าต่อยหน้าพี่ทิวของฉัน แล้วทำท่าจะเข้ามาตบณิรัชญาอีกคน แต่โดนสกัดด้วยเท้าของรุจิดาถีบเข้าที่ก้นของหล่อนเสียจนคะมำหน้าจิ้มพื้น เสียดังเอะอะไปถึงข้างนอกจนไพลินต้องรีบวิ่งเข้ามาดู พอหล่อนเห็นสภาพภายในห้องเท่านั้นแหละจะเป็นลมเสียให้ได้

ทั้งสี่คนโดนเรียกเข้าห้องฝ่ายบุคคลของบริษัท ผู้จัดการฝ่ายบุคคลหน้าโหดที่ชื่อสุมาลี อายุใกล้เกษียณแล้วเป็นสาวแก่ที่ยังไม่แต่งงาน ดังนั้นคารมปากจึงจัดจ้านไม่เบา หล่อนบอกว่าจะทำหนังสือแจ้งไปทางมหาวิทยาลัยว่าจะส่งเด็กสามคนนี้กลับ ไม่ให้มาฝึกงานที่นี่อีกด้วยเหตุผลที่ว่า ทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกันในที่ทำงาน และข้อที่สองส่งเสียงดังทำให้พนักงานของบริษัทเสียสมาธิในการทำงาน แค่สองข้อนี้ก็คงเพียงพอแล้ว ทั้งสามคนหน้าจ๋อย ฐิติกรรีบแย้งว่าถ้าจะโทษให้โทษเขาคนเดียวเถอะ เขาเป็นคนชวนให้พวกเด็กๆเล่นเกม และอีกอย่างพวกเราก็ส่งเสียงดังกันเกินไป

“แล้วเรื่องทะเลาะวิวาทล่ะ คุณจะแก้ตัวว่ายังไง” สุมาลีจ้องหน้าสามสาวด้วยสายตาดุดัน ขนาดฐิติกรเองยังผวากับสายตาของคุณป้ามหาประลัยนี่เลย

“ใครบอกเราทะเลาะกัน..เนอะ..พวกเรา” ฐิติกรรีบหาพวก รุจิดากับโสภิตารีบเออออห่อหมกไปกับเขาด้วย เว้นแต่ณิรัชญาที่ยังนั่งทำหน้านิ่งๆ

“แล้วหน้าของคุณไปโดนอะไรมา”สุมาลียื่นหน้าเข้ามาจ้องใกล้ๆใบหน้าของชายหนุ่ม ฐิติกรรีบบอกว่าเมื่อกลางวันเขาซุ่มซ่ามเอง เดินเอาหน้ากระแทกประตูกระจก เลยมีสีสันบนใบหน้านิดหน่อย
“ฉันว่าไม่นิดอ่ะ ช้ำเลือดช้ำหนองซะขนาดนี้” สุมาลีเลื่อนจากจ้องหน้าชายหนุ่มแล้วเลื่อนไปมองหน้าโสภิตา เห็นหล่อนนั่งแล้วทำปากซี๊ดซ๊าดเลยซักถามว่าหล่อนเป็นอะไร ทำไมนั่งไม่เต็มเก้าอี้

“คือว่า..โอ๊ย..หนู..โดนถีบ..เอ้ย...โดนฉีดยาที่ก้นมาค่ะ” โสภิตาหัวเราะแห้งๆ สุมาลีส่ายหน้าก่อนจะบอกกับสามสาวว่าเอาเป็นว่าหล่อนจะไม่เอาผิดพวกหล่อน แต่ขอเตือนว่าอย่ามีเรื่องกันในที่ทำงาน ทั้งสามคนรับคำก่อนจะลุกออกจากห้องไป ฐิติกรทำท่าจะตาม เสียงเย็นเฉียบเรียกชื่อเขาจนต้องหยุดชะงัก

“คุณยังไปไหนไม่ได้ คุณฐิติกร ฉันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนั้นบ้าง แต่ที่ฉันไม่เอาผิดเด็กสามคนนั่นก็เพราะคุณนะ”
ฐิติกรยิ้มขอบคุณ สุมาลีบอกไม่ต้องขอบคุณเธอหรอก เพราะที่หล่อนไม่เอาผิดเด็กๆพวกนั้น เพราะทั้งหมดมีสาเหตุมาจากฐิติกรคนเดียว ดังนั้นเขาจะต้องรับโทษทั้งหมดแทนเด็กสามคนนั่น

“...ห๊า...ว่ายังไงนะ!” เขาร้องเสียงหลง ว่ายัยป้านี่ชักจะเอาใหญ่แล้ว

“นี่คุณสุมาลี ผมเป็นถึงลูกชายเจ้าของบริษัท คุณกล้าทำอย่างนี้กับผมเชียวรึ” ฐิติกรทำเสียงเข้มข่มใส่ แต่สุมาลีไม่หงอตามที่เขาคิดไว้

สุมาลีบอกกับเขาว่าตอนนี้ คุณฐิติกรอยู่แค่ในฐานะพนักงานฝึกหัด ไม่ใช่ลูกเจ้าของบริษัท คำสั่งก็ประกาศออกมาชัดเจน หล่อนหยิบกระดาษที่ปริ๊นซ์ออกมาจากอีเมลล์ที่ไพลินส่งให้ทุกแผนกว่าให้ปฏิบัติตัวกับเขาอย่างไรบ้างส่งให้เขาดู ฐิติกรนิ่งอึ้งไป ก่อนจะถามสุมาลีอีกครั้งว่าแล้วจะให้เขารับผิดชอบยังไง

“ให้ทุกคนรวมทั้งตัวคุณด้วย ไปจัดเอกสารที่ห้องเก็บเอกสารชั้นใต้ดิน มีอยู่สองห้อง แบ่งๆกันไปทำให้เสร็จภายในวันนี้” สุมาลีขยับแว่นตาหนาๆของหล่อนก่อนจะกดโฟนเรียกไพลินให้มาพาฐิติกรกับพวกเด็กฝึกงานไปที่ห้องใต้ดิน ฐิติกรกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งจะลำบากก็วันนี้วันแรกล่ะวะ

 
 
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 569 ท่าน