Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
คุณหนูสวยร้าย คุณชายเจ้าเสน่ห์
LadyZang
ตอนที่ 4
4
07/08/2554 22:34:33
496
เนื้อเรื่อง
คุณหนูสวยร้าย คุณชายเจ้าเสน่ห์
ตอนที่ 4
                ตั้งแต่ฐาปนิกเองได้เจอกับณิรัชญา มันทำให้เขานึกถึงผู้หญิงคนหนึ่ง คนที่เขาไม่อาจลืมจากหัวใจของเขาไปได้ เขากล้ำกลืนก้อนแข็งๆที่มันไหลมาจุกอยู่ที่คออย่างยากเย็น ตาสองข้างเริ่มมีน้ำมาคลอเต็มหน่วย เขาสะบัดความคิดที่ว่านั่นออกไป ก่อนจะสั่งคนขับรถให้ออกรถแต่ไม่ใช่เส้นทางที่จะกลับบ้าน แต่มันเป็นเส้นทางที่เขาเคยไปมาหาสู่เป็นประจำจนเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
               
บ้านที่ว่านั่นใหญ่พอๆกับราชวัง แต่ภายในกลับตกแต่งประดับประดาด้วยต้นไม้กับสวนร่มรื่นซะเยอะ แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่ายี่สิบกว่าปีแล้วก็ตาม ภาพในวันวานเดิมๆมันซ้อนกับภาพสมัยปัจจุบัน จนเขาคิดว่าเขายังคงอยู่ในอดีตและยังไม่อยากที่จะตื่นเพื่อกลับมาสู่วันปัจจุบัน เสียงล้อรถที่จอดอยู่หน้าบันไดทางเข้าห้องโถงขนาดใหญ่ ทำให้หญิงวัยชราที่นั่งร้อยมาลัยเพื่อเตรียมถวายพระอยู่ที่กลางห้องโถงต้องชะเง้อมองว่าใคร ก่อนที่หล่อนจะสั่งให้เด็กรับใช้ออกไปดู
               
มันเหมือนความฝันกึ่งความจริงทันทีที่บุรุษที่หล่อนไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาร่วมยี่สิบกว่าปี จะปรากฏกายยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยรอยยิ้ม แต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่แสนเศร้าเสียเหลือเกิน
               
“พ่อฐา...คุณพระ!พ่อฐาจริงๆเสียด้วย” หม่อมน้อยยกมือขึ้นทาบอก ตอนนี้หล่อนเองก็ตอบไม่ได้ว่าหล่อนตกอยู่ในอาการตกใจ ดีใจ หรือว่า เศร้าใจ
               
“แม่น้อย สวัสดีครับ ไม่พบกันเสียนาน สบายดีไหมครับ” ฐาปนิกรีบพนมมือไหว้ หม่อมน้อยรีบรับสองมือที่ไหว้เอาไว้ ก่อนจะสั่งให้เด็กไปหาน้ำหาท่ามาให้แขก หล่อนรีบเชื้อเชิญให้ฐาปนิกนั่ง
               
“ลมอะไรหอบพัดพ่อฐามาถึงที่นี่ ไหนบอกจะไปอยู่อเมริกา จะไม่กลับมาที่เมืองไทยอีก” หม่อมน้อยเก็บอาการที่ตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ มือทั้งสองข้างสั่นเทาจนหนุ่มใหญ่ต้องเอามือหนาประคองไว้ก่อนจะบีบมันเบาๆให้หล่อนผ่อนคลาย
               
“ผมกลับมาได้สักเกือบปีแล้วครับแม่น้อย กลับมารับช่วงกิจการต่อจากพี่ยา พอดีวันนี้ผมเห็นโอกาสเหมาะว่างที่จะมาหาแม่น้อยที่บ้าน เพื่อจะมาดูสารทุกข์สุขดิบว่าแม่ยังสบายดี ไม่เจ็บไม่ไข้”
               
“ขอบใจพ่อฐามาก ที่อุตส่าห์มีน้ำใจ ฉันสบายดีจ้ะ”หม่อมน้อยมีสีหน้ายิ้มชื่น น้ำที่เย็นเฉียบในขันเงินที่ลอยด้วยมะลิหอมสร้างความชื่นใจให้กับแขกที่มาที่บ้านนี้เป็นยิ่งนัก
               
“เสียดายที่แม่ริสาไม่อยู่...ถ้าเขารู้ว่าพ่อฐามา คงจะดีใจไม่น้อย” หม่อมน้อยกล่าวถึงลูกสาวของตัวเองด้วยรอยยิ้มเศร้า จนฐาปนิกเองก็อดที่จะคิดถึงหญิงคนรักเก่าไม่ได้เช่นกัน ขอบตาของเขาร้อนผ่าวก่อนที่น้ำใสๆจะหยดลงบนหน้าของเขา เขารีบกระพริบตาถี่ๆเพื่อให้มันไหลกลับเข้าไปด้านในเหมือนไม่อยากให้ใครเห็น
               
“วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้านหรือครับ บ้านเงียบเชียว” ฐาปนิกเปลี่ยนเรื่องคุย ด้วยเกรงว่าถ้าคุยถึงแต่เรื่องในอดีตมากๆการเจอหน้ากันครั้งนี้จะมีแต่เรื่องเศร้าใจมากกว่าสุขใจที่ได้เจอกัน
               
“พ่อหิรัญกับภรรยาเขาไปทำงาน กว่าจะกลับก็ดึกดื่น ส่วนยัยฟ้าคงออกไปเตร็ดเตร่เถลไถลกับเพื่อนกับฝูงอีกตามเคย ก็คงมีแต่ฉันนี่แหละที่อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนไม่ออกไปไหน” เสียงตัดพ้อของหญิงวัยชรา ฐาปนิกนั้นรู้ซึ้งดีว่าหล่อนคงจะเหงามากทีเดียว
               
“พูดถึงก็กลับมาแล้ว...นั่นไง แม่ฟ้า ลูกสาวคนเดียวของพ่อหิรัญกับแม่มนัญญา”

หม่อมน้อยชี้ไปที่ร่างของณิรัชญาที่กำลังสั่งให้เด็กรับใช้เอาของที่เธอหอบมาเสียจนพะรุงพะรังไปเก็บที่ห้องนอนของหล่อน ณิรัชญาโบกมืออำลารุจิดาที่ขับรถมาส่งจนรถแล่นพ้นไปจากสายตาหล่อนถึงจะหันกลับมา ก่อนจะสะดุดกับใบหน้าของหนุ่มใหญ่ที่หล่อนเพิ่งเจอกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

“ฟ้า..สวัสดีคุณลุงเขาซะลูก ลุงฐาปนิกเป็นเพื่อนของป้าริสาจ้ะ” หม่อมน้อยแนะนำให้ทั้งสองคนได้รู้จักกัน ณิรัชญายกมือสวัสดีก่อนจะส่งยิ้มหวานให้กับฐาปนิก แล้วนั่งลงข้างๆหม่อมน้อย

“อ๋อ...หนูนึกออกแล้วว่าเคยเห็นหน้าคุณลุงฐาปนิกที่ไหน งานศพของป้าริสานี่เอง หนูจำได้แล้ว” ณิรัชญาเองไม่รู้ตัวเลยว่าคำพูดของหล่อนจะกระทบเข้ากับจิตใจของคนสองคนอย่างจัง หม่อมน้อยเองก็กระอักกระอ่วนใจไม่น้อย แต่ก็ไม่อยากจะเอ็ดหลานเพราะหล่อนไม่รู้เรื่องต่างๆนานาที่เกิดขึ้น

“ใช่จ้ะ..ตอนนั้นหนูยังเด็กและก็ตัวเล็กมาก ตอนนี้หนูโตขึ้นเยอะเลยจนลุงจำไม่ได้เลยนะ” แม้ฐาปนิกจะกล่าวด้วยสีหน้าแช่มชื่นแต่ข้างในจิตใจกลับอกตรมเมื่อมองหน้าณิรัชญา

“แม่ฟ้า...จะไปพักผ่อนก็ไปเถอะ”
คำพูดของหม่อมน้อยทำให้ณิรัชญารู้สึกได้ว่าเหมือนจะเป็นการเอ่ยปากไล่กลายๆ แสดงว่าผู้ใหญ่ทั้งสองคงจะมีเรื่องคุยกันเป็นการส่วนตัวไม่อยากที่จะให้เด็กอย่างหล่อนต้องมารับรู้ละมั้ง หล่อนจึงขออนุญาตแล้วเดินขึ้นข้างบนไป ฐาปนิกมองตาม ก่อนจะหันไปเอ่ยกับหม่อมน้อย

“หน้าของหนูฟ้า มีเค้าเหมือนริสามากเลยนะครับ ผมเห็นครั้งแรกยังตกใจเลยครับ”

“ใช่...เหมือน...เหมือนมาก ทั้งรูปร่างหน้าตา และก็นิสัยใจคอ รั้นๆแบบแม่ริสาเขาแหละ” หญิงชราเองอดที่จะนึกถึงลูกสาวคนโตที่เสียไปไม่ได้ และแล้วหล่อนก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะบอกให้ฐาปนิกรอเดี๋ยว หม่อมน้อยรีบขึ้นไปข้างบนห้องนอนเก่าของริสาก่อนที่จะหยิบกล่องสีขาวที่อยู่ในลิ้นชักออกมา หล่อนเอ่ยพึมพำกับเจ้าของห้องเบาๆ

“ริสา...แม่มีโอกาสที่จะเอาของที่ลูกได้ฝากไว้ให้กับพ่อฐาแล้วนะ”
หลังจากหล่อนได้เอ่ย มีเพียงลมเบาๆที่พัดเข้ามาในห้อง ทำให้หม่อมน้อยรู้สึกได้ว่าลูกสาวของหล่อนได้รับรู้แล้ว หล่อนจึงค่อยคลี่ยิ้มออกมาอย่างสบายใจ

เมื่อฐาปนิกเห็นหม่อมน้อยถือกล่องสีขาวเดินเข้ามาหาเขา สร้างความประหลาดใจให้กับเขาอย่างมากว่าหล่อนเพิ่งจะพบกับกล่องนี้ที่ห้องของริสาเมื่อสองปีที่แล้ว ตั้งแต่ริสาจากไปห้องๆนั้นก็ถูกปิดตายมาตลอด จนกระทั่งหล่อนทำใจได้บ้างแล้วจึงใช้ให้เด็กไปทำความสะอาดปูผ้าปูเตียงเสียใหม่ จึงได้พบว่ากล่องสีขาวนี้มันเก็บอยู่ที่ใต้เตียงนับตั้งแต่วันที่ริสาจากไป

“ฉันไม่สามารถเปิดดูของข้างในได้หรอกนะ เพราะกุญแจไม่ได้อยู่ที่ฉัน ฉันคิดว่ากล่องนี้ริสาตั้งใจจะมอบให้กับพ่อฐานั่นแหละ” หม่อมน้อยยื่นกล่องสีขาวที่ถูกเช็ดจนเงาวับให้กับฐาปนิก เขารับมาพร้อมกับกอดมันไว้แนบอกอย่างหวงแหน ฐาปนิกเอ่ยขอบคุณหม่อมน้อยเป็นอย่างมาก ก่อนจะขอตัวกลับ เขาเดินออกจากห้องนี้ไปพร้อมกับกล่องสีขาวใบนั้น หม่อมน้อยยิ้มออกมาบางๆว่าอย่างน้อยนี่ก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่หล่อนจะทำให้กับคนทั้งสองได้
 
วันนี้ฐิติกรตั้งใจพาดารัญมาเปิดตัวกับฐาปนิกอย่างเป็นทางการ เขากำชับนักหนาว่าให้ดารัญแต่งตัวสวยๆ ก่อนจะพาหญิงสาวไปเลือกซื้อของฝากให้กับคุณพ่อของเขา ดารัญเองตั้งใจเลือกเป็นอย่างมากหวังจะให้ถูกใจพ่อของฐิติกร เพราะหล่อนเองก็พอรู้มาว่าฐาปนิกไม่ค่อยจะชอบขี้หน้าหล่อนสักเท่าไหร่

พอทั้งสองมาถึงบ้านก็เป็นเวลาอาหารมื้อค่ำพอดี ฐิติกรสั่งให้แม่ครัวทำอาหารที่ล้วนแต่เป็นของชอบของฐาปนิกทั้งนั้น  ฐาปนิกเองก็เพิ่งจะกลับมาก่อนหน้าเขาได้ไม่นาน แม่นมอ่อนรีบรายงานฐิติกรทันทีที่เห็นชายหนุ่มเดินเข้ามาในบ้านว่าตั้งแต่คุณท่านกลับมาก็เอาแต่ขลุกอยู่ข้างบนห้อง ปกติท่านไม่เคยเป็นแบบนี้ นมอ่อนตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เหมือนปกติของฐาปนิก

“ หรือว่า คุณท่านจะคิดมากเรื่องของคุณหนูกับ....”นมอ่อนไม่พูดแต่มิวายชำเลืองมองดารัญที่ยืนถือห่อของขวัญอยู่ข้างๆฐิติกร

“ไม่ใช่หรอกครับนม....เดี๋ยวผมไปตามคุณพ่อมาทานข้าวเย็นดีกว่า” ฐิติกรหันมาบอกให้ดารัญยืนรออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวเขาจะไปตามคุณพ่อลงมาทานข้าวพร้อมกัน ดารัญส่งยิ้มให้เขา ชายหนุ่มยิ้มตอบกลับมาก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งขึ้นไปข้างบน

ภายในห้องนอน ฐาปนิกเอาลุกกุญแจที่เขาเก็บไว้ในกล่องอย่างดีขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทา ลูกกุญแจดอกนี้เป็นของชิ้นสุดท้ายที่ริสาได้มอบให้กับเขา เขาไม่รู้ว่ามันมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับกล่องสีขาวใบนี้ เขารู้แต่เพียงว่า หล่อนบอกให้เขาเก็บลูกกุญแจดอกนี้ให้ดี ถ้าวันใดที่เขาทิ้งลูกกุญแจนี้ไป ก็เท่ากับเขาได้ตัดเธอไปจากหัวใจอย่างถาวร

เขาค่อยๆสอดลุกกุญแจเข้ากับแม่กุญแจดอกเล็ก ลูกกุญแจเล็กๆนี้จะไขความลับที่ถูกซ่อนอยู่ใต้เตียงมาตลอดยี่สิบปี เขาอยากจะรู้เหลือเกินว่าริสาต้องการที่จะสื่ออะไรกับเขา ซึ่งเมื่อเขาได้เปิดมันออก เขาพบเพียงจดหมายซองสีชมพูฉบับหนึ่งเท่านั้น  ฐาปนิกค่อยๆฉีกซองจดหมายนั้นอย่างระวังมือ

รูปถ่ายชายหญิงคู่หนึ่งที่มีฉากหลังเป็นท้องทะเลสีคราม ช่างเข้ากันได้ดีกับรอยยิ้มของคนทั้งสองในรูป แม้เวลาจะผ่านไปนาน สีของภาพจะจืดจางลงไป แต่ความรักของคนทั้งสองในภาพคงไม่มีวันเสื่อมคลายไปตลอดกาล ด้านหลังภาพมีข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือของหญิงสาวที่เขาไม่มีวันลืมไปจากหัวใจ
 
คนสองคน อยู่กันได้ ด้วยความรัก ความเข้าใจ และเชื่อใจซึ่งกันและกัน
                                                                      รักเธอนิรันดร์
                                                                                   ริสา

แม้ว่าของในกล่องมันไม่ได้มีของราคาแพงอยู่ข้างใน แต่แค่ภาพที่เขาได้ถ่ายคู่กันกับริสา มันช่างมีความหมายมากมายเกินกว่าเงินที่เขามีอยู่ในบัญชีธนาคารเสียอีก มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดๆในโลก สิ่งนั้นมันคือความรักของเขากับริสา

เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าห้อง ฐาปนิกรีบเก็บรูปถ่ายนี้ลงกล่องตามเดิมแล้วเก็บเข้าตู้เซฟในห้องของเขาเป็นอย่างดี เสียงฐิติกรร้องเรียกให้เขาลงไปทานข้าวเย็นด้วยกัน ฐาปนิกเดินไปเปิดประตูห้อง

“คุณพ่อฮะ...ทานข้าวเย็นกันเถอะฮะ วันนี้มีกับข้าวที่คุณพ่อชอบทั้งนั้นเลยฮะ” ฐิติกรต่อให้จะโตเป็นหนุ่มเพียงใด แต่ต่อหน้าเขาก็ยังคงเป็นเด็กในสายตาของฐาปนิกเสมอ

“วันนี้ผมพาดารัญมาทานข้าวด้วยกันนะฮะ คุณพ่อคงไม่ว่าอะไรผมใช่ไหมฮะ”

ฐาปนิกนิ่งไปจนฐิติกรเริ่มหน้าเสีย ฐาปนิกบอกกับฐิติกรว่า ต่อแต่นี้ไปเขาจะไม่จับคู่ให้ฐิติกรอีกแล้ว

“ทางเดินชีวิตของแก ฉันปูทางไว้ให้หมดแล้ว แต่ทางเดินของหัวใจ แกต้องเป็นคนที่จะต้องเลือกเองว่าจะเดินไปทางไหน”

ฐิติกรยิ้มกว้างขึ้นมาทันที ฐาปนิกส่งยิ้มบางๆให้กับลูกชาย ก่อนสองคนพ่อลูกจะเดินกอดคอกันลงมาด้านล่าง แม่นมอ่อนเห็นภาพนี้แล้วถึงกับน้ำตาซึมเพราะมันเป็นภาพที่นานๆทีจะมีให้เห็น หล่อนเลยรู้สึกซึ้งใจและก็ปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมาก ดารัญเห็นฐาปนิกก็พนมมือสวัสดีผู้อาวุโส ซึ่งก็ได้การต้อนรับอบอุ่นและเป็นกันเองจากหนุ่มใหญ่ที่หล่อนไม่เคยคาดว่าจะได้รับมันเสียด้วยซ้ำ

หลังจากที่ดารัญกลับมาถึงบ้าน หล่อนนั่งใคร่ทบทวนถึงอาหารมื้อค่ำที่ร่วมรับประทานกับฐิติกรและพ่อของเขา นึกถึงความใจดีมีเมตตาของฐาปนิกแล้วก็อดซึ้งใจขึ้นมาไม่ได้ อีกทั้งชายหนุ่มคนที่เธอรักเขา และเขาเองก็คงรักเธอมากเช่นกัน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่พาหล่อนไปเปิดตัวตามงานต่างๆ อีกทั้งยังพามาแนะนำให้รู้จักกับคนที่บ้านอีก แล้วดูสิ่งที่หล่อนกำลังจะทำกับคนที่หวังดีกับเธอ ด้วยการแต่งงานกับฐิติกร จดทะเบียนสมรส แล้วจากนั้นก็หย่าเพื่อเอาเงินส่วนแบ่งมาให้พ่อของหล่อนอย่างนั้นหรือ ดารัญนั่งคิดทบทวนอยู่ในความมืด จนกระทั่งไฟในห้องรับแขกถูกเปิด ร่างของชายที่อยู่ในสภาพเมาแอ๋ก็แถตรงเข้ามาหาเธอทันที

“กลับมา...แล้วเหรอ...เอิ้ก...แผนที่ฉั..น...เอิ้ก...ให้..เอิ้ก...แกไปท...ทำเป็น...งไง...เอิ้ก...” ดรุณผู้เป็นพ่อกลับมาในสภาพเมามายอย่างนี้แทบทุกวัน เจอหน้าหล่อนก็เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาถามว่า เรื่องระหว่างหล่อนกับฐิติกรไปถึงไหนแล้ว

“รัญว่าพ่อไปอาบน้ำนอนเถอะ...พรุ่งนี้ไว้พ่อสร่างเมาแล้วเราค่อยคุยกัน” ดารัญจูงแขนลากดรุณไปที่บันได แต่เขากลับสะบัดมือของหล่อนทิ้ง ก่อนจะชี้หน้าหล่อนด้วยสภาพที่พูดจาไม่รู้เรื่อง

“นี่แก...เอิ้ก..อย่า..บอ..บอก..นะ..เอิ้ก..ว่าแกชอบ...ไอ้..ฐิ...ติ..กรเข้า..เอิ้ก..จริง..จริง..น่ะ” ถึงแม้จะเมาแต่ดูเหมือนดรุณจะยังคงมีสติพอที่จะระลึกได้ว่าเขาสั่งให้ดารัญทำอะไรบ้าง

“รัญว่าพ่อรีบขึ้นข้างบนไปอาบน้ำนอนเถอะค่ะ...พรุ่งนี้ค่อยคุยกันนะพ่อ” ดารัญพยายามรุนหลังผู้เป็นพ่อให้รีบขึ้นไปข้างบน กว่าจะเอาเขาเข้าไปในห้องน้ำได้เล่นเอาเหนื่อยเสียจนหล่อนแทบจะหมดแรง
 
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 317 ท่าน