Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
Black Floral
Secret เด็กข้างบ้าน
Black Floral 20
23
25/10/2554 15:44:54
1205
เนื้อเรื่อง
20
กลีบดอกไม้ที่โรยราลง
 
 
 
          ทุกคนรู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียดมากแค่ไหน ยิ่งยื้อนานเท่าไหร่ความอดทนอดกลั้นก็ลดต่ำลงทุกที อาจจะมีเพียงแค่ฉันคนเดียวที่ความรู้สึกอาจจะแตกต่างไปจากคนอื่นที่มัวจ้องแต่จะสาดกระสุนกลางแสกหน้าฉัน
            ฉันกำลังมองใบหน้าที่คุ้นเคยนั้น โดยไม่สนใจใครอีก ฉันพยายามมองให้ลึกเข้าไปข้างในดวงตานั้น พยายามที่จะถามเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ทำไม ครั้งนี้กลับยากที่สุด เพราะดูเหมือน ความรู้สึกเหล่านั้นจะมีกำแพงก่อขึ้นบังเอาไว้ เหมือน…ปิดตายเอาไว้
            “นาร์ชา” ศ.พึมพำ
            “ฉันจะไม่ยอมแพ้ ในเมื่อทุกอย่างเป็นแบบนี้ ฉันจะไม่ปฏิเสธ แต่ฉันไม่ก็ยอมรับเด็ดขาดว่าฉันเป็นคนผิด มันคงสนุกมากสินะที่ขายข่าวของชาติตัวเองให้ศัตรู หรือจ้องที่จะฆ่าคนรักของตัวเอง มันน่าสนุกมากสินะที่จะมองความวุ่นวายโดยที่ตัวเองไม่เดือดร้อนอะไรเลย และฉันจะได้อะไรล่ะ เงินทองงั้นเหรอ ก็ในเมื่อฉันไม่ใช่ยาจกซักหน่อยฉันจะต้องการไปเพื่ออะไรกัน ฉันไม่คิดว่าตำรวจพิเศษอย่างพวกคุณจะเชื่อคนง่ายขนาดนี้ได้ ไม่เชื่อจริงๆ ”
            “แฟรี่เป็นคนในแต่ไหนแต่ไรแล้ว หลักฐานก็พุ่งมาที่เธอ เธอจะให้ฉันหลับหูหลับตาเชื่อว่าเธอไม่ใช่ ให้ฉันเชื่อว่าหนูตัวนึงที่ดันตกถังข้าวสารมาจะน่าเชื่อถือกว่าหนูที่รู้วิธีออกจากถังตั้งนานแล้วอย่างนั้นเหรอนาร์ชา”
            “จะยิงฉันก็ได้นะ ทำซะตอนนี้เลยสิ”
            “เธอก็รู้ว่าฉันทำไม่ได้” สายตาที่ศ.หันไปมองมิดเดย์แวบเดียวทำให้ฉันหายใจไม่ทั่วท้อง ฉันสะบัดหัวแรงๆ เพื่อไล่ความอ่อนล้าและความไม่มั่นใจออกไป
            “ทำได้สิ” ฉันตอบทั้งๆ ที่น้ำเสียงเบาหวิว “มิดเดย์ นายถูกฝึกมาให้เลือกแบบนี้แล้วครั้งนึง”
            “…” เดย์เงยหน้ามองฉันแต่แล้วก็กลับเป็นฝ่ายฉันเองที่ต้องหลบตาก่อน ฉันถอนหายใจ ตั้งสติอีกครั้งแล้วหันกลับไปมอง
            “นายเลือกได้อยู่แล้ว”
กริ๊ก
            มือนั้นเตรียมลั่นไกอย่างไม่ลังเล แต่ก็ไม่มีอะไรต่อจากนั้น ฉัน แฟรี่ ศาสตราจารย์ รวมถึงมิดเดย์ยังคงรอเวลาต่อไปอย่างใจเย็น
            “ยิงเลย! ”
ปัง!
            “หุบปาก! ”
            ฉันตวาดใส่แฟรี่พร้อมกับสาดกระสุนเฉียดยัยนั่นไปนิดนึง มือเดย์กระตุกเพราะความตกใจเพียงแค่นิดเดียว ต่อจากนั้นฉันก็รับรู้ถึงความโกรธที่กำลังถูกดึงออกมา
            “วางปืนลง”
            นั่นคือเสียงแข็งกร้าวที่นานแล้วฉันไม่ได้ยิน นับจากวันนั้น
            “…”
            “ฉันบอกว่า วางปืนลง”
            “เดย์รักนาร์ลมั้ย”
            “…”
            น้ำเสียงที่หนักอึ้งและสั่นระริกของฉันคงส่งไปไม่ถึงคนๆ นั้นอีกแล้ว ผู้ชายคนที่ยืนจ่อปืนมาที่ฉันไม่ใช่คนที่เคยรู้จัก ความเจ็บปวดที่ถูกเก็บเอาไว้เริ่มไหลล้นดันออกมาจากอก ใบหน้าฉันเริ่มร้อนผ่าว จมูกเริ่มรู้สึกแสบ หัวใจเต้นรัวพร้อมๆ กับน้ำใสๆ ได้เอ่อล้นขึ้นมาทีละนิด
            “ขอร้องอย่าทำร้ายฉันด้วยการที่ไม่ตอบอะไรเลย เดย์…”
            “…”
            “…ตอนนี้ นายยังรักฉันหรือเปล่า”
            “อย่าบีบให้ฉันต้องทำ”
            “ทำไม กลัวเหรอว่าสิ่งที่นายทำจะฆ่าฉันไปตลอดกาล ถ้าไม่ใช่ที่ร่างกาย”
            ฉันเงยหน้าเพื่อบังคับไม่ให้น้ำตาไหลแล้วก้มกลับมาตำแหน่งเดิมเพื่อมองใบหน้านั้นให้ชัดๆ
            “ก็คงเป็นนี่”
            ก็คงเป็นหัวใจที่เริ่มสมานกับแผลต่างๆ ไม่ไหว เพราะมันมากเกินไป ทำไมกันนะ ความรู้สึกหน่วงๆ นี่มันคืออะไรกัน หนักอึ้งไปหมดแล้วหัวใจ ฉันแทบไม่มีสมาธิกับสิ่งที่ทำอยู่เลย ในใจหนักอึ้งเหมือนแบกโลกทั้งโลกเอาไว้คนเดียวในความมืดที่ไม่มีใครกล้าเข้ามา
            “นาร์ชา เธอก็รู้ว่าฉันจะทำยังไง อย่าให้ฉันต้องทำร้ายเธอ”
            คำพูดนั้นดังขึ้นอีกครั้ง เหมือนๆ กับครั้งนั้นที่เขาเริ่มทำร้ายฉันโดยไม่รู้ตัว
            ขอร้องอย่าพึ่งไหลออกมาตอนนี้นะน้ำตา ฉันยังไม่พร้อมกับความอ่อนแอ ยัง…ขอให้ทนต่อไปอีกนิดนะ
            “ฉันก็แค่รู้ แต่ถ้านายไม่ตอบ ฉันก็ทำได้แค่รู้โดยไม่มีวันแน่ใจ”
            “…”
            “ตอบมาสิ เดย์”
            ฉันจ้องไปยังดวงตาที่เริ่มสั่นระริกของคนตรงหน้า ก่อนที่มันจะถูกบดบังด้วยความเย็นชาอีกครั้ง
            ขอร้องล่ะ รีบๆ ตัดสินใจซักที ก่อนที่ความอ่อนแอของฉันมันจะมาถึง
 
ตึกตึก ตึกตัก ตึกตัก
            เสียงรอบข้างเริ่มเงียบลงในขณะที่เสียงหัวใจยังคงเต้นหนักหน่วงคล้ายๆ ว่าในเวลาสุดท้ายมันเหมือนจะหยุดไปเฉยๆ
            “…”
            “…”
 
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก…
           
            “ฉัน…”
            ฉันยังคงทนเงียบต่อไป ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงที่หวั่นไหวของร่างผมดำทำให้คนฟังต่างสับสน ดวงตาแข็งกร้าวเริ่มส่อแววอ่อนล้าออกมา ทั้งเศร้า เสียใจ ผิดหวัง
            “แก!! ”
            O_o!
            ฉันตกใจเกินกว่าจะยั้งคิดอะไรได้ทัน เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เสียงของแฟรี่ตะโกนดังขึ้นอย่างโกรธแค้นพร้อมกับที่เจ้าตัวพุ่งเข้ามาในระยะประชั้นชิดอย่างรวดเร็ว เวลาที่เดินช้ามาช่วงนึงจึงหมุนรวนวนจนฉันคิดไม่ทัน วินาทีนั้นความรู้สึกทั้งหมดจึงถูกสมองกระตุ้นประสาทรับรู้ให้สั่งการนิ้วชี้ที่แตะกับไกปืนทำงานทันที!
ปัง!
ปัง!!
            “…”
            “…”
ผลั่ก!!
            “นาร์ชา!!! ”
 
 
 
 
            …
 
 
            เสียงสุดท้ายที่ฉันได้ยิน คือเสียงตะโกนจากผู้ชายคนนึง ที่ฉันรู้ก็เพราะว่าเสียงนั้นมันดูทุ้มๆ ไม่แหลมเหมือนผู้หญิงทั่วไปน่ะสิ แต่ฉันไม่รู้ว่าเขาคือใครนี่แหละปัญหา จะว่าไป เสียงนั้นดูตกใจและหวาดกลัวจนฉันรู้สึกได้ แต่ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นมันกลับเบลอจนจับจุดอะไรไม่ได้เลย ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าจะเข้าใจได้ ทำไมกันนะ…ทำไมพอนึกถึงก็จะรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทุกที อกด้านซ้ายมันจะหนักอึ้งไปหมด พอคิดอีกทีทำไรก็จะพาลน้ำตาไหลอยู่ตลอด เฮ้อ~ เข้าใจยากแฮะ แต่เดี๋ยวก่อนนะ นี่ร่างกายถูกชัดดาวน์มานานแค่ไหนแล้วนะ โอ้ย!! ทำไมฉันมีแต่คำถามละเนี่ย แต่ละคำถามก็เข้าใจยาก ให้ตายเถอะ นี่ฉันไม่ใช่ไอน์สไตน์นะ จะได้มานั่งหาคำตอบจากสมการบ้าบอคอแตกแบบนี้!! โอ้ย!! นี่ฉันบ่นบ้าอะไรกับตัวเองเนี่ยย
            โอ้ย! อยู่ดีๆ ก็ปวดหัว บ้าจริง โอ้ย โอ้ย!! ปวดหัว ใครก็ได้ช่วยที โอ้ย ไม่ไหวแล้ว!! ทำไม ทำไมรู้สึกร้อนแบบนี้ ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยที!!
 
            “O_O!!! ”
            ฉันเบิกตาโพลงมองดูบางสิ่งบางอย่างที่โน้มตัวนั่งมองหน้าฉันอยู่ พอเพ่งดูอีกทีก็รู้ว่าไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นคน คนที่…
            “โอ้ย!! ”
            “หนู อย่าพึ่งขยับมากสิจ๊ะ! ”
            ฉันหยีตาด้วยความเจ็บปวด เอามือทั้งสองข้างกุมหัวเอาไว้ แต่พอกระชากแขนนิดนึงร่างกายก็เหมือนจะแตกสลายในพริบตา มืออุ่นๆ ของบางสิ่งที่ฉันเรียกว่า คน ได้เอื้อมมือกุมเอาไว้แน่นก่อนที่เธอคนนั้นจะโน้มตัวเข้ามากอดแล้วลูบผมของฉันเบาๆ
            “ร่างกายคงจะต้านพิษอยู่ อดทนไว้นะ”
            เสียงอ่อนโยนกระซิบข้างๆ หูในขณะที่ตัวฉันหันเข้าหาร่างของคนอีกคนนึงที่กำลังโอบเอาไว้ มือทั้งสองที่กุมหัวจึงคลายร่วงลงบนที่นอนอย่างเหนื่อยอ่อน ใบหน้าของฉันพักอยู่ที่อ้อมกอดของคนที่กอดอยู่ทำให้ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวก่อนที่มันจะค่อยๆ ผ่อนคลาย ดวงตาของฉันเริ่มพร่าเลือนอีกครั้งหลังจากที่เม็ดเหงื่อผุดขึ้นทั่วใบหน้าเพราะความเจ็บปวดที่พรุ่นพรั่นเมื่อกี้ แต่แล้วมันก็ค่อยๆ ถูกปิดลง แสงที่ฉายภาพต่างๆ จึงถูกขั้นกลางด้วยความมืดมิดอีกครั้งตามหลังเสียบกระซิบเหล่านั้นที่ดังเข้ามาในหัวคลอกับเสียงที่กล่อมให้หลับตาลง
            “อดทนไว้นะ หนูนาร์ชา…”
          อดทนไว้นะนาร์ล
          “…”
          อดทนไว้นะ!
 
 
 
            สองวันก่อน…
 
 
 
ติ๊ดดดด~
            “…”
ติ๊ดดด~~~
            “ตาบ้าซีนิคตั้งโทรศัพท์ฉันให้สั่นแล้วใครจะไปได้ยินละฮะตาบ้า….เอ่อ ฮัลโหล”
            ร่างผมสีชายาวสลวยรีบวิ่งขึ้นมาบนห้องตัวเองเพื่อจะเอาของแต่แล้วสายตาก็หันไปมองโทรศัพท์มือถือที่สั่นอยู่บนที่นอนของตัวเอง และเธอก็ต้องขมวดคิ้วหลังจากที่มือได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหน้าจอก็ดันโชว์เบลอแปลกหน้าให้เห็น
            […]
            “ฮัลโหล นั่นใคร”
            […]
            “ปากไม่มีใช่ปะ ฉันจะได้วาง”
            [เดี๋ยว]
            สิ้นเสียง มือเรียวก็สั่นเล็กน้อยก่อนที่เจ้าตัวจะกำโทรศัพท์แน่นแนบหูให้ได้ยินให้ชัด ลางสังหรณ์ของเธอเริ่มรู้สึกบางอย่างที่ไม่ค่อยดีนัก แต่เธอก็ไม่อยากจะคิดอะไรให้เกินเหตุ
            [น…ไนท์]
            “เดย์เหรอ”
            […]
            “เกิดอะไรขึ้นน่ะ”
            [ออกมาเจอฉันที่สุสานหน่อย]
            “…”
            [ถ้าเร็วได้…ก็ทำเถอะนะ]
            “อืม อีกสิบห้านาทีเจอกัน”
 
 
ฟิ้ววว~
           
            ร่างสูงผมดำยืนอยู่หน้าหลุมศพที่มีช่อดอกกุหลาบสีขาววางอยู่ แสงแดดที่อุ่นๆ ถูกสายลมพัดโชยแตะเข้าที่ใบหน้าของเขาก่อนที่เจ้าตัวจะสะดุ้งเพราะสายลมนั้นได้กลายเป็นมือเรียวที่ทาบแก้มเขาเอาไว้
            “นายหน้าซีดนะ”
            “…”
            “ทำงานหนักมากเลยเหรอ”          
            “ไง” ร่างผมดำไม่สนใจแฝดสาวที่ทำท่าจะเป็นห่วงเขา มิดเดย์เอียงหัวเล็กน้อยมองผ่านร่างมิดไนท์เพื่อกล่าวทักทายแฟนของแฝดสาวตัวเองด้วยคำง่ายๆ แต่ได้ใจความ ร่างผมสีทองที่ยืนอยู่ด้านหลังก็พยักหน้าให้เป็นเชิงตอบรับ
            “เออ จะทักฉันเมื่อไหร่ก็บอกนะกะว่าจะกลับบ้านไปรินน้ำมาให้ซักแก้ว นายเอามั้ยซีนิค? ”
            “-_-^ ไนท์อย่าประชดน่า คุยกับแฝดเธอเถอะ เดี๋ยวฉันไปรอในรถ”
            “ไม่ต้อง”
            เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะกลายเป็นเสียงที่อ่อนไหวตรงท่อนสุดท้ายของคำ เล่นทำเอาคนที่กำลังจะเดินจากไปต้องหยุดกึกกับที่หันมามองเขาด้วยความแปลกใจ
            “นายอยู่นี่แหละ ดีแล้ว เผื่อจะได้รั้งอะไรเอาไว้บ้าง”
            “นายหมายถึง..”
            ซีนิคที่กำลังจะทวนคำถามกลับต้องยื่นนิ่งเป็นหินเมื่อคำพูดที่ขัดขึ้นมาต่อจากนั้นทำเอาคำถามของเขาดูไร้ความหมายไปโดยสิ้นเชิง
            “ไนท์…นาร์ชา ตายแล้ว”
            “…”
            “…”
            “…”
เพียะ!
ผัวะ!
            คงไม่ต้องถามซ้ำ เพราะเขารู้ว่ามิดเดย์หมายถึงอะไร ซีนิครีบพุ่งเข้าไปคว้าแขนทั้งสองข้างของแฟนสาวไว้ได้ทันก่อนที่กำปั้นนั้นจะสวนเข้าที่แก้มของอีกฝ่ายเป็นครั้งที่สาม
ตุบ
            ร่างของมิดเดย์หงายหลังไปกับพื้นโดยที่มีแขนยันไว้ข้างหลังทัน มืออีกข้างยกเช็ดเลือดที่มุมปากของเขาช้าๆ ไม่กล้าเงยหน้ามาสบตาแฝดสาวที่ยืนตัวสั่นเพราะความโกรธ
            “พูดออกมาอีกทีนะ…พูดออกมาอีกที! แกอย่าหวังว่าจะรอดจากหมัดของฉัน!!! ” มิดไนท์ตวาดตัวสั่นอยู่ในอ้อมกอดที่กำลังโอบเธอแน่นไม่ให้หลุดไปทำร้ายผู้ชายที่ทรุดอยู่กับพื้นได้อีก หน้าเธอร้อนผ่าวเพราะความโกรธ เส้นเลือดพร้อมจะแตกออกมาเพราะความดันในร่างกายมันปะทุออกมาอย่างกับลาวาจากปากปล่องภูเขาไฟ
            “แกเอาคำพูดแบบนี้มาจากไหนฮะ!! ตาย ตายงั้นเหรอ! แกคิดว่าคำนี้มันดูตลกมาหรือไงฮะ!! ” เสียงตะโกนดังเกินกว่าใครๆ จะรับรู้ความรู้สึกที่เหมือนตายทั้งเป็นของเธอได้ เพราะเธอรู้ดีว่าความหมายของคำๆ นี้คืออะไร และเธอไม่ต้องการให้ใครเผชิญเหมือนเธออีกเป็นครั้งที่สอง
            “ปล่อยฉัน! ปล่อยฉันเซ่! คำว่าตายมันตลกนายมากใช่มั้ยฉันจะได้แสดงให้แกดูเอง! ถ้ามีมีดฉันก็จะแทงให้ร่างแกมันพรุนไปเลย! ไอ้เดย์!! หรือถ้าเป็นปืนฉันก็จะยิงแสกหน้าแกไปซักสิบนัด ระเบิด! ฉันก็จะขว้างให้ตกกลางหัวแก หรือดาบ ฉันก็จะคว้านท้องให้แกตายไปต่อหน้าต่อตาซะโธ่เว่ย!! ปล่อย!!! ”
            “พอไนท์!!!! ”
            “…”
            ร่างที่ถูกกอดหยุดนิ่งเหมือนถูกปิดสวิตซ์ทันทีที่คนกอดตวาดใส่หูเพื่อเตือนสติ ความต่อต้านพยายามจะหลุดจากอ้อมกอดเหือดหายไปเหมือนสายน้ำในฤดูร้อน รู้ตัวอีกทีตัวเธอก็ถูกกระชากเข้าไปในอ้อมกอดของอีกคนแล้ว แต่คราวนี้กับแปลกไป เพราะความอบอุ่นที่ได้รับจากอ้อมกอดเมื่อกี้แปรเปลี่ยนเป็นความเสียใจและหวาดกลัว แต่แล้วดวงตาก็ต้องเบิกกว้างเมื่อฝ่ามือของแฝดชายขยำแขนเสื้อเธอจนยับเพราะความรู้สึกที่เจ็บปวดเกินกว่าจะอธิบายออกมาได้ มิดไนท์หยุดหายใจไปนานหลายวิเพื่อเว้นระยะให้ความกดดันจากอีกฝ่ายผ่านเข้ามาในหัวสมองก่อนที่เธอจะสูดหายใจรับอากาศเข้าไปเฮือกใหญ่นานๆ พลางยกแขนทั้งสองโอบมิดเดย์เอาไว้อย่างอ่อนโยน
            “นาร์ชายังไม่ได้ตาย…อย่างน้อย ก็ไม่ได้ตายจากเธอไป”
            เสียงที่พยายามจะทำให้นิ่งแต่ก็ยังปนด้วยความเจ็บปวดพยายามอธิบายบางอย่างที่แฝดสาวไม่เข้าใจ แต่พอมิดเดย์กระชับกอดให้แน่นขึ้นอีกครั้ง และมิดไนท์เองก็ย้อนกลับไปคิดกับคำพูดนั้นซ้ำอีกที ในที่สุดเธอก็เข้าใจ…
            “ให้ตายสิ เดย์…นี่นายต้องทำเรื่องโง่ๆ ไปอีกแล้วแน่ๆ เลย”
           
 
 
 
 
            ใครจะรู้ว่าในอีกโลกนึงมันยาวนานกว่าแค่ไหน ความเงียบ ความมืด ตั้งคำถามบางอย่างที่คำตอบนั้นแสนเจ็บปวดเหลือเกิน
            ใครจะรู้ว่าสองวันต่อจากนั้น ครั้งแรกที่ตื่นมา มันเจ็บปวดมากแค่ไหน..
 
            “…”
            “…”
            “หนูนาร์ชา…”
            “คะ…ใคร”
            เสียงถามแหบพร่าเหมือนเสียงคนใกล้ตาย ฉันหยีตาเอาปลายนิ้วแตะที่ขมับกดเอาไว้เพราะความเจ็บปวดที่พุ่งจี๊ดในสมองก่อนที่จะค่อยๆ คลายลง อีกครั้ง ฉันค่อยๆ พยุงตัวเองเงยหน้ามองร่างคนแปลกหน้าคนนึงที่เป็นผู้หญิง น้ำเสียงเธออ่อนโยนทำให้รู้สึกถึงความเป็นแม่ได้อย่างชัดเจน แวบแรกที่ได้สบตาร่างกายฉันหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวใดๆ ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างค้างเนิ่นนานอย่างนั้นอีกหลายนาที
            “นาร์ชา! ”
            ฉันไม่รู้ว่าเธอคนนี้คือใคร เธออาจจะเป็นเพียงหญิงวัยกลางคนๆ หนึ่งที่ดันไปเจอฉันเข้าที่ไหนซักแห่ง แต่ด้วยน้ำเสียงของเธอ เสียงกระซิบของเธอที่ดังเรื่อยมา แม้แต่สัมผัสของเธอก็ทำให้ฉันอบอุ่นขึ้นมาเหมือนอยู่กับแม่ อยู่กับคนที่รักฉัน ฉันคิดถึงทุกคน เพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัย มิดไนท์ พ่อ แม่ ฉันอยากให้พวกเขายืนอยู่ตรงนี้ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้ำตามันไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันกอดผู้หญิงคนนั้นเอาไว้แน่นจนเธอตกใจ เสียงสะอื้นของฉันดังขึ้นเรื่อยๆ จนร่างกายรู้สึกเหนื่อยและเจ็บปวด
            “ไม่ต้องกลัวนะ”
            สัมผัสจากปลายนิ้วที่ลูบผมฉันเบาๆ ดึงความเหงาที่ถูกเก็บไว้เนิ่นนานทะลักออกมา ตัวฉันสั่นสะท้าน น้ำตาไหลรินอาบแก้มทั้งสองข้าง นานแล้วที่ฉันไม่ได้ร้องไห้หนักขนาดนี้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ไม่รู้ทำไมจริงๆ
 
 
 
            “ซุปร้อนๆ นะจ๊ะ จะได้มีแรงหน่อย และป้าก็ทำน้ำส้มไว้ให้คั้นสดๆ จากป่าเลยนะ ^_^อ”
            “ขะ…ขอบคุณค่ะ” ฉันพยักหน้ารับถ้วยข้าวต้มมาถือเอาไว้ก่อนจะจัดการซุปถ้วยนั้นให้หายไปในพริบตา ตอนแรกๆ ดูคุณป้าจะกลัวมากเหมือนกับว่าลุ้นอยู่ตลอดว่าฉันจะเขมือบถ้วยซุปตามไปด้วยหรือเปล่า แต่พอหลังๆ คุณป้าคงวางใจมากขึ้นที่ว่าฉันคงไม่คิดอะไรพิสดารขนาดนั้นแน่ เธอจึงค่อยๆ นั่งลงบนเตียงข้างๆ แล้วยื่นแก้วน้ำส้มมาให้แทน
            “ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้จ้า เดี๋ยวก็สำลักหมดหรอก หิวมากสินะ ถึงว่าแหละ…”
            “ถึงว่า…อะไรเหรอคะ” ฉันถามเสียงอู้อี้ขณะที่กระดกน้ำส้มเข้าปาก
            “ก็หนูเล่นสลบไม่รู้วันรู้คืนพระอาทิตย์ยังยอมแพ้ขนาดนี้ ตื่นมาก็ต้องสันหาอะไรเพิ่มพลังงานหน่อยสิจ๊ะ”
            “สลบ? ”
เพล้ง!
            “หนูนาร์ชา! ” คุณป้ารีบเข้ามาพยุงฉันที่ดูเหมือนจะล้มหน้าคว่ำตกจากเตียงไปเฉยๆ ทัน ฉันหันมองคุณป้ากับเศษแก้วที่ตกบนพื้นสลับกันเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูก เหงื่อผุดขึ้นตามตัวและใบหน้า ทั้งเสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับว่าจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
            “หนูไม่เป็นอะไรแน่นะ”
            คุณป้าถามอีกครั้งหลังจากที่ฉันพยายามผละเธอออก สีหน้าเธอดูกังวลในตัวฉันมากซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่ความรู้สึกบางอย่างเมื่อกี้ทำให้ฉันช็อคจริงๆ ตลอดเวลาที่หลับไป มีเหตุการณ์บางอย่างที่ฉันต้องลืมไปแน่ๆ
            “หนูสลบมากี่วันแล้วคะ”
            “4 วันจ่ะ มันบ้ามากเลยรู้มั้ยถ้าไม่มีสายน้ำเกลือหนูคงอยู่ไม่ได้แล้ว”
            “เกิด…อะไรขึ้น” ฉันพึมพำกับตัวเองก้มหน้าลงคิดอยู่คนเดียวสองวินาทีแล้วเงยหน้าสบตากับคุณป้าซึ่งฉันพึ่งจะรู้จักเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วหลังจากฟื้นขึ้น
            “คุณป้าช่วยเล่ารายละเอียดตั้งแต่หนูมาพักอยู่ที่นี่ได้มั้ยคะ”
                “…ได…ได้จ่ะ”
            “และก็…”
            “ชื่อหนู…คุณป้ารู้จักด้วยเหรอคะ”
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
up up up I like:D
จากคุณ lattekiki/(lattekiki) อัพเดตเมื่อ 11/10/2554 16:19:32
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 228 ท่าน