Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
เหลี่ยมรักลวงใจ
Tiger_Saturn/พรรษ
บทที่ 3
5
30/07/2554 23:01:00
678
เนื้อเรื่อง

บทที่ 3

 

คิรากรมองนาฬิกาที่หัวเตียงเป็นรอบที่สาม พยายามข่มตาแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สำเร็จ เธอนอนไม่หลับเพราะเธอกำลังหิว มื้อเย็นเธอไม่ค่อยได้ทานอะไรในงานเลี้ยงเลย ระหว่างทางเดินกลับมาที่ห้องแดเนียลก็ชวนแต่เธอดันปฏิเสธ ถ้าตอบตกลงซะตั้งแต่ตอนนั้น ก็คงไม่ต้องหิ้วท้องออกมาเปิดตู้เย็นกลางดึกท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยอย่างนี้

นายเควินโรคจิตจะเข้ามาทำอะไรกับเธออีกไหม คิรากรคิดระแวงแต่ความหิวชนะทุกอย่าง โชคดีว่าเมื่อตอนบ่ายเธอให้แดเนียลเป็นธุระให้คนหาของสดแบบที่ทำกินง่าย ๆ มายัดตู้เย็นไว้ให้หลังจากเปิดตู้เย็นครั้งแรกแล้วเธอเห็นเพียงขวดเบียร์อัดแน่นอยู่จนเต็ม

คิรากรเตรียมแซนวิซง่าย ๆ และนมหนึ่งแก้วสำหรับตนเอง

แกร๊ก !

เสียงเปิดประตูทำให้เธอตกใจจนต้องรีบหันมอง และต้องประหลาดใจเมื่อคนที่เดินออกมาจากห้องใกล้ ๆ เธอไม่ใช่นายเควิน แต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดราตรีสั้นสุดเปรี้ยว หุ่นของเจ้าหล่อนอวบอัด ผู้หญิงคนนั้นหยุดหันมามองเธอเหมือนประเมินอะไรสักอย่าง ก่อนจะก้มมองหน้าอกตัวเองแล้วยิ้มอย่างภาคภูมิ คิรากรพอจะรู้ความหมาย...

ถึงฉันไม่ได้บิ๊กบึ้มอย่างหล่อนแล้วจะทำไม นึกอยากตะโกนถาม แต่ฝ่ายนั้นเงียบเธอก็เงียบ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็เดินออกไปจากห้องอย่างสงบ ก่อนคิรากรจะรีบหันกลับมาดูเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูอีกครั้ง และคราวนี้เป็นเควินที่ออกมาจากห้องด้วยชุดนอน

“ทำอะไร ไม่คิดจะหลับจะนอนเหรอ” คิรากรชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อได้ยินคำถาม เธอกระชับเสื้อคลุมแล้วผูกให้แน่นเข้า ก่อนจะล้วงมือเข้าไปสัมผัสของในกระเป๋าเสื้อคลุมที่เป็นเหมือนตัวช่วยที่สร้างความอุ่นใจ และตอบดี ๆ

“ฉันหิว เมื่อตอนเย็นยังไม่ได้กินอะไรเลย” ตอบไปแล้วก็ยังคงก้าวขาพาตัวเองไปใกล้มีดปลอกผลไม้ให้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัยอีกขั้นนั่นเอง

เควินมองออกว่าเธอทำแบบนั้นทำไม

“ไม่ต้องกลัวหรอก ผมเพิ่งเสร็จไปเมื่อยี่สิบนาทีนี่เอง”

คิรากรทำหน้าเหวอ ก็เขาเอ่ยออกมาหน้าตาเฉย ไม่ได้สนว่าสาวเวอร์จิ้นอย่างเธอจะเขินเลยสักนิด...ฉันไม่ได้หน้าด้านหน้าทนอย่างนายนะยะ

“ฉันไม่ได้กลัว” คิรากรทำเสียงแข็ง

“ไม่ได้กลัว แล้วทำไมต้องถอยทุกครั้งที่ผมก้าวเข้าไปหา” เธอทำอย่างนั้นจริง

“แล้วคุณจะก้าวเข้ามาทำไมเล่า”

“ก็แค่จะดูว่าคุณทำอะไรให้ผมกิน” แน่ะ...ยังไม่ยอมหยุด

“ทำให้คุณเหรอ...ไม่มีทาง” เจ้าของเสียงหวานเอ่ยกระแทก ไม่ต้องกลัวมากนักเพราะเธอมีมีดปลอกผลไม้อยู่ในมือแล้วในตอนนี้ กระนั้นก็ยังไม่มีทีท่าว่าเควินจะกลัว แถมยังเอ่ยประโยคถัดมานั้นอีก

“หรือจะให้ผมกินคุณ” เขายังสืบเท้าใกล้เธอเรื่อย คิรากรก็ถอยไปเรื่อยกระทั่งหลังชนกับเคาน์เตอร์ เขาก็ตามติดมายืนตรงหน้า เธอสไลด์ซ้ายเขาก็สไลด์ซ้าย เธอสไลด์ขวา เขาก็สไลด์ขวา

“ยอมดี ๆ ก็สิ้นเรื่อง” เขาเอ่ยออกมาอย่างเป็นต่อ แต่เธอไม่ยอมจนตรอก มีดในมือก็มีต้องกลัวอะไร

คิดได้ถึงตรงนี้คิรากรก็ไม่เกรงกลัว เธอกำลังใช้มีดเล่มเล็กจ้วงแทงเจ้าของพาราไดซ์ ครูซ

หมับ !

มือใหญ่ ๆ กำข้อมือเล็กไว้ได้จนรอบพร้อมบิดมือไปด้านนอก ทำให้มีดเล่มเล็กหลุดจากมือบางทันที คิรากรถึงกับเหวอไปกับความว่องไวของเขา หรือจะคิดไปอีกอย่างคือเธอช้าเอง...แต่ยังมีก๊อกสอง

คิรากรตะหวัดขาเล็ก ๆ ขึ้น เป้าหมายคือตรงหว่างขาของชายหนุ่ม แต่หมอนี่ดันไวอีกล่ะ ...

หมับ !

เขาจับขาของเธอเอาไว้ คิรากรกระโดดหยอย ๆ ด้วยขาเดียวเพื่อตั้งหลักไม่ให้ล้ม ตอนนี้เลยได้แต่ยืนขาเดียว ข้อมือขวาและเท้าขาซ้ายเธอถูกจับเอาไว้

หมดแล้ว ! คนเรามีแค่สองมือ ทีนี่เขาก็ไม่มีมือมาปัดป้องเธออีกต่อไป คิดได้ดังนั้นมือซ้ายข้างที่ไม่ถนัดแต่ก็พอใช้งานได้รีบล้วงกระเป๋าเสื้อคลุม หยิบกระป๋องสเปรย์พริกไทยมาฉีดเต็มหน้าเมื่อเขาเงยขึ้นมามองเธอ

“โอ้ยยยยยย !!!

เควินตะโกนลั่น แล้วยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง เท่ากับว่าตอนนี้เธอเป็นอิสระ คิรากรกำลังจะหนีเข้าห้องแต่นึกได้ว่าเธอหิว จึงหันไปหยิบเอาแซนวิซกับนมสดวิ่งเข้าไปในห้องด้วย เหลือไว้เพียงเควินที่ร้องโอดโอยอยู่ที่แพนทรี่

“ยัยตัวแสบ...โอย !!! แค๊ก ๆ ๆ ๆ”

เควินใช้มือหนึ่งปิดหน้า อีกมือก็ควานหาก๊อกน้ำเพราะตอนนี้เขาแสบตาจนมองไม่เห็นอะไรเลย แถมยังแสบจมูกจนทั้งไอทั้งจามไปตลอดทาง ต้องรีบล้างออก

“ฝากไว้ก่อน เถอะแม่ตัวดี” บ่นไปมือก็วักน้ำจากก๊อกล้างหน้าไปพร้อมกัน ดีว่าอ่างล้างมืออยู่ไม่ไกลไม่งั้นคงต้องคลำทางทนแสบไปอีกนาน

ส่วนคนที่พ้นมือจอมซาดิสซ์เข้าไปในห้องกำลังมองกระป๋องสเปรย์พริกไทยอย่างชื่นชม ไพล่นึกไปถึงผลงานที่กำลังทำเสียงฟึดฟัดอยู่ข้างนอก แล้วขำ

“ไงล่ะ เจอสเปรย์พริกไทยเข้าไป ทั้งฉุนทั้งแสบ...สมน้ำหน้า !

 

รุ่งเช้า...เควินกำลังยืนสำรวจตัวเองที่หน้ากระจก เขาอยู่ในเสื้อยืดคอวีสีขาวกับกางเกงยีนส์สีซีด ขอบตาเขายังแดงอยู่เลย จมูกก็พอกัน กระนั้นยังมีรอยยิ้มที่มุมมปาก ตาแดง ๆ มีแววมุ่งมั่น ...วันนี้ล่ะ เขาจะจัดการสาวเอเชียงร่างบางให้อยู่หมัด เจ้าหล่อนจะได้หมดฤทธิ์ซบนิ่งกับอกผึ่งผาย ทีนี้จะว่าจะอะไรก็คงง่าย

เควินออกมาจากห้องนอนก็พบกับห้องที่เงียบสนิท โซฟาหน้าทีวีไม่มีใคร แพนทรี่ก็เงียบสนิท หรือจะหงอจนไม่กล้าออกจากห้อง

“มื้อเช้าสองที่ พร้อมแล้วครับ” เชฟจากภัตตาคารสุดหรุของพาราไดซ์ ครูซเข้ามาบริการเอง มื้อเช้าถูกจัดที่ระเบียงตรงกราบเรือฝั่งซ้าย รับลมทะเลยามเช้า และแสงแดดอ่อน ๆ ปกติแดเนียลกับอเล็กซ์จะมาร่วมรับประทานมื้อเช้ากับเขาด้วย แต่วันนี้เงียบกริบเพราะมีคำสั่งตั้งแต่เมื่อคืนว่าห้ามรบกวน

ก๊อก ๆ ๆ

เควินยืนเคาะประตูของสาวร่วมห้อง แต่ข้างในนั้นเงียบเสียง เควินเลยเปลี่ยนจากเคาะเป็นทุบ

ปึง ๆ ๆ ๆ

คนที่อยู่ข้างในเลยได้สะดุ้ง เธอเพิ่งแต่งตัวเสร็จและเดินออกมาจาห้องน้ำ เขาตื่นเช้าเหมือนกันนะเนี่ย แต่ขืนออกไปเจอหน้ามีหวังโดยขย้ำแน่

ปึง ๆ ๆ ๆ

ยังไม่ยอมไปอีกแน่ะ ยังจะมาทุบประตูอยู่อีก คิรากรชักรำคาญ แต่เธอจะไม่ออกไปพบหน้าหมอนั่นอย่างแน่นอน เลยได้แต่ตะโกนออกไปทื่อ ๆ

“ไม่มีคนอยู่” เสียงนั้นทำให้คนข้างนอกนึกขำ

“แล้วเสียงตัวอะไรอยู่ข้างใน”

“ไม่ใช่ตัวอะไรทั้งนั้น ไปให้พ้นนะ”

“ผมจะไปทานมื้อเช้าแล้วนะ คุณไม่หิวเหรอ”

“ไม่”

“แซนวิซกับนมเมื่อคืนคงยังอยู่ท้องสินะ คุณนี่เลี้ยงง่ายจริง ๆ เลย”

“ไปให้พ้นนะ อย่ามายุ่งกับฉัน”

“อยากได้อะไรไหมล่ะ เดี๋ยวผมถือมาฝาก”

“ไม่ต้อง”

“งั้นผมไปล่ะนะ”   แม้พูดไปอย่างนั้นแต่เควินยังยืนนิ่งอยู่กับที่ ดูซิว่าเธอจะยอมเปิดประตูไหมเมื่อคิดว่าเขาออกไป...แต่ทุกอย่างยังเงียบ

เจ้าของพาราไดซ์ ครูซเลยเดินเอื่อย ๆ ไปจัดการกับมื้อเช้าเพียงลำพัง ตรงระเบียงที่กราบเรือนี่เอง ไม่ได้ไปที่อื่นอย่างที่พูดให้คนที่เก็บตัวในห้องเข้าใจแต่อย่างใด

อีกสามสัปดาห์เขาจะมีแข่งรถ และการแข่งรถไม่ใช่อาศัยความเร็วของรถเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงสภาพร่างกายต้องพร้อมด้วย ดังนั้นเขาต้องใช้โปรตีนและคาโบไฮเดรตในการสร้างกล้ามเนื้อและพลังงาน อาหารบนโต๊ะตอนนี้จึงเป็นอาหารจำพวกขนมปัง เนื้อ นม ไข่ มองอาหารมากมายบนโต๊ะแล้วนึกขำ...บนเตียงเขาก็กินแบบนี้นี่นา เพิ่งนึกอยากจะเปลี่ยนตอนพบสาวเอเชียร่างเล็กนี่อง

นัยน์ตาสีเทาอมฟ้ายังมองที่ทางเชื่อมจากห้องโถงมายังระเบียง ถ้าเธอเปิดประตูออกมาจากห้องเขาต้องเห็น

 

คิรากรยังคงนั่งกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง เควินเงียบเสียงไปแล้วราวชั่วโมง ตอนนี้เธอชักหิวแล้ว แซนวิซกับนมเมื่อคืนไม่ได้อยู่ท้องอย่างที่หมอนั่นประชดเอาไว้เลยสักนิด

หญิงสาวเริ่มขยับไปที่ประตู เธอเอาหูแนบบานประตูหวังว่าจะรับรู้เสียงจากการเคลื่อนไหวด้านนอกบ้าง ซึ่งมันเงียบกริบ เป็นไปได้ว่าเขาออกไปแล้วยังไม่เข้ามา เธอคงใช้เวลาไม่กี่นาทีสำหรับการไปหยิบของกินแล้ววิ่งกลับเข้ามาในห้อง

คิรากรเตรียมพร้อมโดยกระถือสเปรย์พริกไทยติดมือไปด้วยก่อนเปิดประตูออกไป เป้าหมายแน่วแน่คือตู้เย็นตรงแพนทรี่ จึงไม่ได้สนใจว่าใครนั่งอยู่ตรงระเบียงกราบเรือ

แต่เธอได้มายืนที่หน้าตู้เย็นเพียงไม่ถึงห้านาทีก็ต้องตกใจเมื่อเธอได้กลิ่นน้ำหอม

“อุ้ย” ไม่ทันซะแล้ว...ก่อนที่เธอจะทันได้หันไปมอง กระป๋องสเปรย์ในมือถูกฉวยไปแล้วโดยคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง มาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ คนตัวโตทำไมเดินเบานัก

“คุณ !...” คิรากรกำลังจะประท้วง แต่ยังไม่ได้พูดมากไปกว่านั้นเอวบางก็ถูกลำแขนแข็งแกร่งรวบเข้าไปแนบชิดร่างสูง ชุดที่เธอสวมอยู่คือเสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงยืนพอดีตัว คอลึกเว้าของเสื้อกล้ามทำให้เห็นร่องอกนิดหนึ่ง แต่นั้นมากพอสำหรับการปลุกเร้าอารมณ์ดิบ

ริมฝีปากหนาก้มลงมาหวังฉกชิมริมฝีปากบางแต่มือเล็ก ๆ ดันเอาไว้ก่อน ระยะจวนตัวเช่นนี้เธอไม่รอดแน่ ดังนั้นต้องอ่อนข้อเข้าไว้

“นี่...คุณจะรังแกคนหิวที่ไม่ทีทางสู้เหรอ” เควินยอมหยุดและสบตาคนที่กำลังตัดพ้อ เธอไม่ได้โต้แย้งแข็ง ๆ อย่างที่ผ่านมา

“ขอกินอะไรก่อนสิ นะ ฉันไม่รอดมือคุณอยู่แล้วนี่” เสียงอ่อยหวานขอความเห็นใจ เจ้าของนัยน์ตาคมพยายามค้นหาแววตาลวงหลอก แต่นัยน์ตาของเธอใสซื่อเกินกว่าเขาจะหาเจอ จึงหันมาเชื้อเชิญ

“ทางนี้สิ ผมให้คนเตรียมอาหารให้คุณแล้ว” เควินคว้าข้อมือบางเดินไปที่กราบเรือ เขาขยับเก้าอี้ให้เธอนั่งเยี่ยงสุภาพบุรุษ ตรงนั้นมีเชฟคนหนึ่งคอยบริการ เชฟท่าทางใจดีจัดเมดิเตอร์เรเนียนเบรกฟาสต์ให้เธอหนึ่งที่ จานนี้ประกอบด้วยไข่กวนเนื้อฟูหน้าตาหน้ากินอย่างกับขนมปุยฝ้ายบ้านเรา สีเขียวสีแดงในนั้นคงเป็นผักหลายชนิด ขนมปังปิ้งก็เกรียมกำลังเหมาะ กับฟรุ๊ตสลัดอีกหนึ่งถ้วยเล็ก ๆ ที่เสิร์ฟมาบนจานเดียวกัน เธอจึงขอน้ำส้มเป็นเครื่องดื่ม ในขณะที่เควินนั่งจิบกาแฟอยู่ใกล้ ๆ

“คุณไม่ทานเหรอ” คิรากรอดถามไม่ได้

“ผมอิ่มแล้ว คุณสิต้องกิน เพราะเดี๋ยวคุณต้องใช้แรง” ช้อนที่กำลังจะตักอาหารชะงัก เธอเหลือบตามองเขาเคือง ๆ อย่างลืมตัว ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นเหนียมอาย ปากที่เกือบจะขยับด่าก็อ้ารับซีเรียลเข้าไปแทน ในใจยังกร่นด่า

...หน้าด้านหน้าทน พูดมาได้ไม่อายเชฟที่ยืนนิ่งเป็นเสาอยู่ด้านหลังเธอเลย

“คุณชื่ออะไร” เควินเอ่ยถาม หญิงสาวกลืนอาหารเรียบร้อยแล้วค่อยตอบ

“คิรากร”

“หืม ” เควินขมวดคิ้วเมื่อได้ยินชื่อที่ฟังยาก ก่อนจะทวน “คีย์-ดรากอน”

“ไม่ ๆ ๆ คิ -รา-กอน ” เธอเงยหน้าขึ้นมาพูดให้เขาเห็นการขยับปาก ช้า ชัด ทีละคำ แต่เขายังขมวดคิ้ว

“อืม ยาวไปใช่ไหม งั้นเรียกว่า คีย์ ก็ได้ สั้น ๆ” เธอพยายามช่วยให้มันง่ายสำหรับเขา

“คี ” เควินทวนคำแต่คิดว่ามันสั้นไปหน่อยจึงเสริมให้อีก “คีร่า ผมจะเรียกคุณว่า คีร่า

“อะไรก็ได้ อันไหนง่ายก็ตามใจละกัน” คิรากรยังคงลงมือกับอาหารต่อไป ยิ่งกินยิ่งอร่อย หรือเพราะเธอหิวก็ไม่แน่ใจ

แต่ทุกมื้ออาหารย่อมมีการสิ้นสุด และเควินรอเวลานี้อยู่แล้ว แต่คิรากรยังหาทางเอาตัวรอด

“เราไปเดินย่อยอาหารกันก่อนไม่ดีเหรอ”

เควินทำหน้าเมื่อย หญิงสาวเลยรีบแทรกก่อนที่เขาจะดื้อดึงเอาแต่ใจ

“แหม ก็ฉันเพิ่งกินอิ่ม ๆ แล้วใครเขา...เอ่อ...” คิรากรกระดากที่จะพูดคำต่อไป ทั้งยังนึกอายจนต้องหันไปเหลืบมองเชฟฝีมือเยี่ยมที่ยังไม่เขยื้อนไปไหน แต่มองแล้วหันกลับมาเฉย ๆ มันก็กระไร เธอเลยกล่าวขอบคุณและชมฝีมืออาหารของเชฟใจดี ก่อนจะหันไปหาเควินอีกครั้ง แล้วเอ่ยถามไปใช้เชิงชักชวน

“ตามกำหนดการ วันนี้เรือจอดที่ฟลอเรนซ์ไม่ใช่เหรอ”

 

ตอนนี้คิรากรและเควินเลยได้มาเดินอยู่ในเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางของศิลปะตะวันตกอย่างเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี คิรากรมีเสื้อไหมพรมที่ถักเป็นตาข่ายห่าง ๆ คลุมทับเสื้อกล้ามมาด้วย

อเล็กซ์รีบเตรียมการรักษาความปลอดภัยให้เจ้านายเมื่อจู่ ๆ เควินก็มาบอกว่าจะขึ้นฝั่ง ด้วยเหตุผลที่ว่า... คีร่าอยากชมเมือง

เห็นได้ชัดว่ากิจกรรมที่เควินคิดจะทำร่วมกับสาวน้อยบนเรือไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง คงเริ่มตั้งแต่เมื่อคืนที่เจ้านายโทรหาให้ตามผู้หญิงขึ้นไปส่งให้ที่ห้อง สร้างความแปลกใจให้คนสนิททั้งสองอย่างมาก

คิรากรเดินนำเข้าไปในย่านขายของที่ระลึก และพบกับหมูป่าที่ทำจากโลหะสำริดตัวนึงเข้า คนขายของที่ระลึกแถวนั้นบอกว่าใครไปลูบจมูกและปล่อยเหรียญลงมาจากปลายจมูกให้ลงท่อที่รอรับข้างล่างได้พอดีจะมีโชค คิรากรไม่รั้งรอที่จะทดลองโดยมีเควินยืนมองอยู่ไม่ห่าง

เธอทำหน้าหงอยเมื่อทดลองในครั้งแรกไม่สำเร็จก่อนจะมองซ้ายแลขวาแล้วหยิบเหรียญเดิมมาทดลองอีกครั้ง

“เยส !... สำเร็จ คุณเห็นไหม ฉันจะมีโชค” เควินก็พลอยยิ้มเมื่อความสำเร็จเพียงเล็กน้อยในครั้งที่สองสร้างความยินดีให้แก่เธอได้มากขนาดนั้น

“คุณไม่ลองเหรอ” เธอหันมาถามเขา

“ไม่ล่ะ เดี๋ยวต้องกลับขึ้นเรือกันแล้ว” เควินคว้าข้อมือเธอให้เดินไปด้วยกัน แต่คิรากรยื้อเอาไว้ก่อน

“เราไม่ทานมื้อเที่ยงกันแถวนี้ก่อนเหรอ” เควินส่ายหน้า

“เราจะทานมื้อเที่ยงกันบนเรือ” เควินบอกพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก แล้วเขาก็ฉุดเธอให้ก้าวต่อ ซึ่งคิรากรไม่ได้ปัดป้องทั้งที่กำลังขนลุก ก็ดูแววตาเขาสิ ขึ้นไปบนเรือนี่จะกินมื้อเที่ยง หรือจะกินเธอกันแน่นะ พ่อคุณ

และก็เป็นอย่างที่คิด เพียงพ้นสายตาของอเล็กซ์เข้ามาที่ห้องทางฝั่งซ้ายซึ้งเป็นส่วนตัว เควินก็เกี่ยวเอวบางของเธอแนบชิด ริมฝีปากหนาฉกชิมริมฝีปากบางของเธออย่างไม่รีรอ และเธอไม่มีเวลาจะมาตกใจ เพราะต้องหาทางเอาตัวรอด ซึ่งได้คิดคราว ๆ เอาไว้แล้ว

“เราไม่ทานมื้อเที่ยงกันหรือคะ”

“ผมจะกินคุณก่อน” ผิดจากที่เธอคิดไว้ที่ไหนกัน เขากระชากเสื้อคลุมไหมพรมเธอหลุดไปแล้ว แต่คิรากรไม่มีสิทธิ์แสดงอาหารตื่นกลัว จึงต้องยอมให้เขาแทะโลมเธอเป็นน้ำจิ้มไปก่อน กระทั่งเขาทำท่าจะทุ่มเธอลงบนโซฟาจึงต้องรีบค้าน

“ไม่ได้ค่ะ”

“งั้นห้องใครดี”

“ห้องฉันสิ” คิรากรมีคำตอบให้เขาทันที เควินจึงได้โอบอุ้มเอาร่างบางเข้าไปยังห้องของเธอ และแผ่นหลังของเธอก็สัมผัสเตียงนอนแล้วตอนนี้ ศีรษะของเธอแตะหมอน เควินก็ดึงเสื้อตัวเองพ้นศีรษะแล้วรีบก้าวตามมาทาบทับทั้งอกเปล่า และเฝ้าชิมริมฝีปากแสนหวาน ไล่ลามไปที่แก้มเนียน และลำคอระหง

คิรากรขนลุก ตัวเธอสั่น ห้ามตัวเองไม่ให้เคลิบเคลิ้ม มือก็ยังควานคว้าหาบางสิ่งที่อยู่ใต้หมอน กระทั่งนิ้วเรียบบางสัมผัสกับขวดสเปรย์เล็ก ๆ มันมีขนาดเล็กกว่ากระป๋องสเปรย์พริกไทยมาก และโชคดีที่เธอไม่ได้เอาติดตัวไปด้วย เพราะตอนลงจากเรือเควินค้นตัวเธอจนทั่ว หากเขาเจอเข้า ขวดเล็ก ๆ นี่ต้องหายลงไปในถังขยะสักใบอย่างแน่นอน แต่หมูป่าตัวนั้นบอกว่าเธอจะโชคดี ดังนั้นเธอตั้งรอด เพราะเธอจะไม่พลาด

“เควิน ได้โปรด...สบตาฉัน” คิรากรตั้งใจจะแสร้งทำเสียงกระเส่า แต่ดันไม่ต้องแกล้ง ริมฝีปากที่กับจูบเน้นที่เนินอกทำให้น้ำเสียงเธอแกว่งได้จริง ๆ

“เควิน ได้โปรด...” เธอต้องวิงวอนอีกครั้งให้เขาเงยหน้าขึ้น และสำเร็จ นัยน์ตาเชื่อมของเขากำลังสบตาเธอ และถ้านานกว่านี้เธอต้องโดนสะกดแน่ ๆ

ฟิ๊ด...ฟิ๊ด...ฟิ๊ด...

ต้องยกมือปิดจมูกไว้ตอนที่ฉีดสเปรย์ไปสองครั้ง ...คิรากรท่องตามเอกสารกำกับที่ได้มาตอนซื้อไอ้ขวดเล็ก ๆ นี่

ละอองสเปรย์กระจายทั่วใบหน้า และยาจะออกฤทธิ์ภายใน 20 - 60 วินาที... เริ่มแล้ว

เควินสะลึมสะลือ ตาเขากำลังจะปิด...

“คี...ร่า...” คล้ายเขาจะรู้ว่ามันคืออะไร แต่ก็ช้าไปซะแล้ว...เควินสลบลงมาซบบนตัวเธอ

คิรากรถอนหายใจอย่างโล่งออกก่อนจะค่อย ๆ ดันร่างสูงให้พ้นตัว แผงอกของเขาทำให้เธอขนลุก ...เกือบไปแล้ว ดีว่ากางเกงเขายังอยู่ไม่งั้นเธอคงไม่กล้าแตะ เธอดันจนเขาลงมานอนข้าง ๆ เธอได้สำเร็จ ก่อนจะรีบลุกขึ้น

“ขอโทษนะ” เธอไม่เคยทำอย่างนี้กับใครมาก่อน คิรากรรีบมองนาฬิกา เอกสารกำกับบอกว่ายานี้จะออกฤทธิ์ 2-3 ชั่วโมง เธอจึงเริ่งคำนวณเวลาเป้าหมายเอาไว้

 

02:00 p.m.

เควินหลับไปตั้งแต่ 11:30 a.m. เป็นเวลาสองชั่วโมงครึ่งมาแล้วที่เขาสลบไปและยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น คิรากรชักกลัว แม้ยาอาจจะออกฤทธิ์ได้ถึงสามชั่วโมง แต่แค่เกินสองชั่วโมงไปก็กลัวซะแล้ว

“เควิน...เควิน...” คิรากรเริ่มปลุก

“เอาไงดี ทำไมยังไม่ตื่นอีกเนี่ย” ตัวโตอย่างนี้เวลาประมาณนี้ก็น่าจะตื่นได้แล้วนะ ตามเอกสารบอกให้ฉีดสองเธอก็ฉีดสองนี่นา

“เอ๊ะ !...หรือสาม” คิรากรชัดลังเล ก็ตอนนั้นเธอมือสั่นไปหมดนี่นา ทั้งกลัวว่าจะฉีดไม่สำเร็จ ทั้งกังวลว่าหากสำเร็จแล้วเขาไม่ตื่นจะทำอย่างไร อย่างตอนนี้...

“ทำไงดีเนี่ย” คิรากรกุมขมับ

“เควิน !...ตื่นซะทีสิ เควิน!!” ทั้งเขย่าทั้งผลักก็ยังไม่ยอมตื่นอีก ขืนเขาเป็นอะไรไปเธอรับผิดชอบไม่ไหวแน่

“ต้องบอกใครสักคน” คิรากรพูดกับตนเอง แต่ถ้าบอกแล้วลูกน้องเขาฆ่าเธอล่ะ

“ช่างมัน ยอมตายก็ยังดีกว่าเป็นฆาตกร” นั่นคือคำตอบสำหรับตนเอง คิรากรรีบกว้าโทรศัพท์กดหมายเลยหนึ่ง ติดต่อห้องตรงข้างและแจ้งข่าวทันที

“เกิดอะไรขึ้น” แดเนียลส่งเสียงมาก่อนใคร ตามติดมาด้วยอเล็กซ์ เธอเดินนำทั้งคู่เข้ามาในห้องนอนของเธอ

“เควิน !” อเล็กซ์เข้าไปปลุก แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิน...นิ่งสนิท

“คุณเอาอะไรให้เขากิน” อเล็กซ์หันมาซักฟอกเธอ คิรากรทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ก่อนจะชูขวดสเปรย์เล็กขึ้น อเล็กซ์ฉวยไปพิจารณาแล้วหันมาพูดกับเธอ

“ยาสลบ?” คิรากรพยักหน้า

“ฉีดไปกี่ครั้งครับ”

“สอง หรือ...สาม ไม่แน่ใจค่ะ”

“แล้วไอ้คนขายมันบอกให้ฉีดกี่ครั้ง”

“หนึ่ง ถึง สองครั้ง แต่ฉันไม่ได้ฉีดเกินนั้นนะ” คิรากรรีบออกตัว สองหนุ่มเลยหันมาจ้องหน้าเธอพร้อม ๆ กัน ก็เมื่อกี้เธอบอกอีกอย่างนี่นา

“คือ ฉันฉีดไม่เกินสามหรอก เขาจะเป็นอะไรไหม”

 อเล็กซ์จับที่ข้อมือคล้ายตรวจชีพจร ก่อนจะหันมาส่ายหน้า คิรากรเลยใจเสีย

“เขาจะไม่รอดเหรอ” ทุกคนเงียบ

“ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ ก็ตัวเขาจะใหญ่โตออกอย่างนี้ ไม่น่าใจเสาะเลย” น้ำตาหยดแหมะตามแก้มใส

“เควินตื่นสิ ตัวโตซะเปล่า ตื่นขึ้นมานะ ฉันไม่อยากเป็นฆาตกร เควิน ตื่น !” เธอพร่ำพูดพร้อมเขย่าร่างชายหนุ่มอยู่ไม่หยุด น้ำตายังไหลลงมาทั้งสองแก้ม ไม่ใช่เพราะอาลัย แต่เธอได้กลายเป็นฆาตกรไปแล้วต่างหาก

แต่เพียงเขย่าอาจยังไม่พอ คิรากรเลยใช้กำปั้นน้อย ๆ ทุกไปที่กลางอกหนาดัง อัก อัก

“ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ คนบ้า จะปล่อยให้ฉันเป็นฆาตกรหรือไง ฉันไม่อยากติดคุกต่างบ้านต่างเมืองหรอกนะ เควิน ตื่น !!” ขณะคิรากรพร่ำพูดพร้อมทุบร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ทั้งอเล็กซ์และแดเนียลกับเพียงแค่นิ่งมองสังเกตการณ์

“โอยย”

“เห !...” คิรากรกำลังตื่นเต้นกับเสียงที่ได้ยิน คนที่เธอคิดว่าตายไปแล้วกำลังโอดโอย

“เควิน !” เธอไม่เคยดีใจอะไรอย่างนี่มาก่อน เธอไม่ได้ทุบเขาอีกแล้ว แต่กำลังเขย่าแขนเบา ๆ และเฝ้ารอให้เขาลืมตา ไม่นานเขาก็ทำให้เธอสมหวัง

“ตื่นแล้วเหรอ” คิรากรยิ้มให้แล้วช่วยพยุงเขาลุกนั่งพิงหัวเตียง

“ตื่นเหรอ...หึ...คุณใช้คำว่าตื่นไม่ได้หรอก เพราะผมเพิ่งฟื้นจากความตาย” น้ำเสียงเขาเยาะหยัน สีหน้าเขาชิงชัง

“คุณนี่มันร้าย ผู้หญิงเจ้ามารยา ไปให้พ้น !” เควินสะบัดแขนที่คิรากรเกาะอยู่ทำเอาเธอแทบหงายหลังดีว่าอเล็กซ์อยู่ใกล้ เลยรับเอาไว้ทัน

“เฮ้ เควิน !” แดเนียลส่งเสียงปราม แต่เควินไม่ได้ฟังเสียง ยังคงต่อว่าคิรากรหน้าเครียด

“ไม่อยากนอนกับผมก็บอกกัน ลำบากคุณนักผมจะไม่แตะ ไม่ใช่ทำเป็นสมยอม แล้วพอเผลอก็มาพ่นยาสลบกัน”

“ก็คุณ...”

“หุบปาก ! แล้วไปให้พ้น!!” คิรากรหน้าเจื่อน น้ำตาปริ่มขึ้นมาใหม่ แต่ไม่ได้ขยับไปไหน ภาพนั้นมันขวางตาเควินนัก

Merde!” (แมร์ด คำสบถยอดนิยมตัวหนึ่งในภาษาฝรั่งเศส แปลเป็นภาษาไทยใกล้เคียงกับคำว่า เฮงซวย!)

เควินสลัดผ้าห่มที่คลุมตัวเขาออกแล้วก้าวลงจากเตียง เซหน่อย ๆ อเล็กซ์จะช่วยพยุงแต่เขาสะบัดมือออก ยัยบ้านี่ไม่ไป เขาไปเอง

ปัง !

เควินกระแทกประตูไม่ออมแรง เสียงดังขนาดนั้นทำเอาคิรากรสะดุ้ง น้ำตาปริ่มเมื่อครู่เลยร่วงเผาะ ก่อนจะมองอีกสองหนุ่มที่ยังอยู่ด้วยกัน

“เขาโกรธฉันเหรอ” สองหนุ่มเลยเลิกคิ้วขึ้นไม่พูดอะไร แทนความหมายว่า...ก็รู้ ๆ กันอยู่

“แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจให้เขาโกรธขนาดนี้นะ ก็ฉันกลัว ก็เลยป้องกันตัวเอง...” คิรากรพยายามอธิบายแต่แดเนียลส่ายหน้า

“ไม่ต้องอธิบายกับเราหรอกครับ เควินแค่รู้สึกเสียฟอร์มน่ะ เดี๋ยวก็ดีเอง” นั่นคือคำปลอบใจจากแดเนียล เพราะท่าทางหัวเสียอย่างหนักเมื่อครู่คงมีอะไรรุนแรงยิ่งกว่านั้น

“เราขอตัวก่อนดีกว่าครับ คุณคีร่าจะได้พัก” คิรากรพยักหน้า ไม่รู้จะพูดอะไร

เมื่อทุกคนออกไปแล้วคิรากรก็ได้นั่งคิด ไม่ได้แคร์เขา แต่ทำไมรู้สึกผิดขนาดนี้ หรือเพราะท่าทางโกรธมากของเควินที่ทำให้เธอยิ่งรู้สึกผิด ที่เขาพูดมามันก็ถูก เธอใช้มารยาหลอกว่าสมยอม พอเขาเผลอเธอก็ตลบหลัง เจอกับตัวเองเธอก็คงโกรธ

แล้วถ้าเธอบอกว่า ไม่ ตอนนั้นล่ะ เขาจะหยุดจริง ๆ เหรอ...คิรากรคิดทบทวนวกวน จนต้องกุมขมับอีกรอบ

.................

โปรดติดตามตอนต่อไป !!

สวัสดีค่ะ ฝนเอาบทที่ 3 มาฝากกัน แล้วจะรอดู เลทเตอร์ ซิตี้...ทีมนี้ของคนไทยนะ ต้องช่วยเชียร์กันหน่อยและขอให้คนอ่านที่รักมีความสุขกับบทที่ 3 นะคะ...ขอบคุณทุก ๆ คอมเมนต์และทุกกำลังใจค่ะ

ปล. บทต่อไปเรามาง้อ เควิน กันค่ะ...เอิ๊ก ๆ

-พรรษ : รักคนอ่าน -

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
เริ่มแคร์กันและกัน เริ่มห่วงกันและกันแล้ว
จากคุณ annnam/(annnam) อัพเดตเมื่อ 19/08/2554 18:20:00
ความคิดเห็นที่ 2
สงสารทั้งสองคนเลยค่ะ แต่เควินจะมากว่า คีรานิดหนึ่ง
ตอนทั้งสเปรย์พริกไทยรวมทั้งยาสลบด้วย...งานนี้เควินคงรู้สึกเสียหน้าอยู่ไม่น้อย
แต่ว่าก็อย่างที่คีร่าบอกออกไปนั่นแหละถ้าไม่ทำแบบนี้ไม่รู้ เควินจะหยุดรึเปล่า..อิอิ

จบตอนด้วยการสงสารนางเอกคีร่าค่ะ ร้องให้เสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป..เฮ้อ
ก็ช่วยไม่ได้น้อ..คนมันกลัว เหอๆ

รอตอนต่อไปนะค่ะ อยากรู้ว่าถ้าคีร่าไปง้อเควินเนี่ย..เขาจะหายโกรธไหม?
และอยากรู้ด้วยแหละค่ะ ว่าคีร่าจะง้อเควินยังไง?


จากคุณ maple/(nuchaba_lee) อัพเดตเมื่อ 31/07/2554 21:59:46
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 250 ท่าน