Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
อหังการ์นางพญาเหนือมังกร
Renngae
วิหารเทพมังกร
3
03/04/2555 15:51:57
882
เนื้อเรื่อง

วิหารเทพมังกรน้ำ

                “ตื่นมาเถอะ บุตรข้า” เสียงเข้มที่เหมือนจะดังมาจากทุกทิศทางปลุกเธอให้ตื่นขึ้นจากนิทราได้อย่างง่ายดาย
                แสบตา... เมื่อฟื้นขึ้นมาพบเข้ากับแสงสว่างดวงโตที่ลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้า แม้จะเป็นภาพที่พร่ามัว แต่แสงสว่างที่เจิดจ้าขนาดนี้เหมยหลิงก็อดไม่ได้ต้องใช้มือยกขึ้นมาปิดบังดวงตาเช่นเดียวกัน
                จนเมื่อรู้สึกว่าแสงสว่างนั้นเริ่มจางลงไปจนเหมือนจะดับไปแล้ว เธอถึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง เพ่งมองไปยังพื้นที่ตรงหน้าที่มีชายผู้หนึ่งยืนอยู่ด้วยความสงสัย
                “ใครกัน” เธอสังเกตว่าชายคนนี้มีอะไรบางอย่างที่แตกต่างจากผู้คนทั่วไป ทั้งลักษณะ ท่าทางและการแต่งกาย โดยที่ชายหนุ่มร่างกายสูงใหญ่กำยำนี้อยู่ในชุดเกราะพร้อมออกรบในสมัยโบราณ ผ้าคลุมสีน้ำเงินเข้าผืนใหญ่โบกสะบัดไปมาทั้งที่บริเวณนี้นิ่งสนิทไร้ซึ่งสายลม
                เธอลอบมองรอบๆตัวก็พบว่าในตอนนี้ตัวเองนั้นอยู่ในสถานที่หนึ่งที่มืดมิดเหมือนกลางคืน มืดสนิทจนไม่รู้ว่าทางไหนคือด้านบนและล่าง ความมืดที่ไร้ที่สิ้นสุดกำลังโอบล้อมตัวเธออยู่อย่างน่ากลัว
                “นี่เป็นความฝันใช่มั้ย หรือไม่ก็นรก ฉันจำได้ว่าฉันตกลงมาในสระน้ำของราชวังเก่า ฉันคงจมน้ำตายล่ะสิ” เธอบอกกับตัวเองเสียงเบา
                “เจ้ายังไม่ตายและไม่ได้ฝันไป เพียงถูกพามาที่นี่ด้วยพลังของข้าเท่านั้น” ชายตรงหน้าพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มลึก ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเสียงของก้อนหินยามกระทบผิวน้ำไม่มีผิด
                “ถ้าฉันไม่ได้ฝันไปแล้วคุณเป็นใครกัน” เธอแอบหยิกขาตัวเอง แต่ดูเหมือนแกล้ง เพราะมันทำให้เธอรู้สึกได้ทันทีว่าตอนนี้แผลของเธอคงเริ่มห้อเลือดขึ้นบ้างแล้ว ไม่น่าหยิกซะเต็มแรงเลย เจ็บชะมัด อูย...
                “ข้าคือเทพแห่งน้ำ”
                “หา!”เธอร้องเสียงหลง ถึงเธอจะพอรับรู้ได้ว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่จะมาให้เธอเชื่อว่าใครเป็นเทพเจ้าในตอนนี้มันก็ออกจะเหลือเชื่อเกินไป “โกหกน่า ฉันไม่เชื่อคุณหรอก เทพเจ้าอะไรกัน”
                ครืน!!!
เสียงคลื่นน้ำดังขึ้นมาทันที่สิ้นเสียงเธอเหมือนจะยืนยัน สายน้ำที่ไร้ที่มาพัวพันไปรอบตัวชายตรงหน้าเหมือนเป็นเครื่องประดับทั่วๆ ไปชิ้นหนึ่ง แต่ละอองกระเซ็นของน้ำที่กระเด็นมาโดนเธอ ทำให้เธอรู้สึกได้ว่าชายคนนี้ไม่ได้ต้องการที่จะล้อเล่น
                รัศมีแสงบางอย่างที่ล้อมรอบชายคนนี้ไว้ก็ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นมากอย่างบอกไม่ถูก หากเธอไม่ได้คิดเอง เธอก็อยากบอกว่าเขาคนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับ...พ่อ...ของเธอ
                ใบหน้าหล่อเหลา หันมามองเธออย่างพินิจ ดวงตาคมที่ดูแปลกตาเพราะดูเหมือนในดวงตาของเขาจะมีสายน้ำไหลวนไปมาจับจ้องมาที่เธออย่างไม่วางตา “ข้าตามหาเจ้ามานานแสนนานบุตรข้า บัดนี้เรื่องราวทุกกอย่างจะดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น โดยไม่มีอะไรคลาดเคลื่อน”
                “หา!อะไรนะคะ อะไรกัน”เหมยหลิงเริ่มรู้สึกว่าร่างกายของเธอเริ่มลอยขึ้นสูงเรื่อยๆอย่างไม่สามารถควบคุมได้
                “ขอให้ทุกอย่างราบรื่น” เบื้องล่าง ชายคนที่บอกกับเธอว่าเป็นเทพแห่งน้ำบอกกับเธอเสียงเบา แต่เธอก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน“ทุกอย่างล้วนถูกกำหนดไว้แล้วตามชะตากรรมที่หมุนวนไป โดยมีเจ้าทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์”
                ยังไม่ทันที่จะได้ถามสิ่งที่สงสัยออกไปเหมยหลิงก็รู้สึกถึงสติของคนเองที่เริ่มหลุดลอยออกไปเป็นอย่างดี อย่าหลับนะ อย่าหลับ แต่เธอไม่สามารถควบคุมตนเองได้จริงๆ จริงได้แต่หลับใหลเข้าสู่ห้วงนิทราไปด้วยความรวดเร็ว
 
                “ท่านพี่น่าจะพักผ่อนอยู่ที่จวนนะคะ ไม่น่าลำบากออกมาเป็นเพื่อนข้าเลย” สตรีวัยกลางคนในเครื่องแต่งกายสูงค่าเคียงคู่มากับชายผู้หนึ่งที่ดูเปี่ยมด้วยราศีและอำนาจบารมีเดินเข้ามาในบริเวณของวิหารเทพมังกรตามลำพัง โดยทิ้งให้บรรดาผู้ติดตามทั้งหลายเฝ้ารออยู่ที่ด้านนอกวิหาร
                “การมาเป็นเพื่อนเจ้าไม่ได้ทำให้ข้าลำบากเลยน้องหลิน การได้อยู่กับเจ้าเป็นสิ่งที่ข้าพอใจมากที่สุดเสมอมาและจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”ชายผู้นี้คือท่านอ๋องเหยียน พระเจ้าอาขององค์ฮ่องเต้น้อย บุรุษที่ถูกจับตามองจากบรรดาขุนนางทั้งหลายในฐานะเป็นท่านอ๋องเชื้อพระวงศ์ใกล้ชิดองค์เดียวที่เหลืออยู่
                ชายผู้อยู่ใกล้กับอำนาจสีทองเพียงฝ่ามือ...
                “แคว้นเรายังคงมีเรื่องวุ่นวายไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ ท่านพี่คงเหน็ดเหนื่อยมากพอดู” เหยียนกุ้ยหลิน พระชายาของท่านอ๋องเหยียนพูดอย่างเป็นห่วงในสุขภาพของสามี แม้จะยังดูหนุ่มแน่น แต่ความจริงแล้วท่านอ๋องก็มีอายุมาก จึงไม่ควรที่จะหักโหมกับงานเกินไปนักอย่างเช่นตอนนี้
                “ข้าไม่เหนื่อยเลยสักนิด การได้ทำประโยชน์ให้กับแผ่นดินอย่างนี้คือสิ่งที่ข้าต้องการ หากข้าวางมือลงเมื่อใด แผ่นดินต้าเยี่ยนของเราต้องย่อยยับลงเป็นแน่ เจาพวกบรรดาแร้งกามันจ้องกันตาเป็นมันขนาดนั้น” ท่านอ๋องเหยียนกำหนัดแน่น กัดฟันพูดด้วยความแค้นแทบกระอักเลือด นี่ดีเท่าไหร่ที่เขายังคงเป็นโล่คุ่มกันให้ฮ่องเต้น้อยได้ หากไม่มีเขาแล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับหลานชายน้อยที่น่ารักคนนั้น
                “ใจเย็นๆนะคะท่านพี่ เรื่องราวคงไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกค่ะ” ท่านหญิงกุ้ยหลินแตะแขนท่านอ๋องพระสวามีเบาๆ“หากข้ามีบุตรให้ท่านพี่ได้สักคน ท่านพี่คงไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยขนาดนี้  กุ้ยหลินคนนี้รู้สึกเสียใจนักค่ะ” ท่าหญิงวกกลับมาถึงเรื่องที่เป็นสาเหตุให้ทั้งสองคนต้องเดินทางมาที่วิหารเทพมังกรแห่งนี้
                แม้จะอยู่กินกันมานานเกือบเข้าปีที่ 20 แต่ท่านหญิงกุ้ยหลินกลับไม่มีบุตรสตรีให้ท่านอ๋องแม้สักคน แม้จะถูกมองในแง่ร้ายอยู่บ้าง แต่เนื่องด้วยความรักความใส่ใจที่ท่านอ๋องมีให้กับพระชายาอย่างเต็มเปี่ยม ท่านจึงสามารถผ่านชาวงเวลาเหล่านั้นมาได้
                ครั้นขอร้องให้ท่านอ๋องรับพระชายารองเข้าตำหนักก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะท่านเอาแต่บ่ายเบี่ยงจนท่านเป็นฝ่ายเลิกพูดไปเอง
               “นั่นไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องใส่ใจแม้แค่น้อย ตลอดการใช้ชีวิตร่วมกันมาเจ้าได้ดูแลเอาใจใส่ข้าอย่างดี เพียงแค่นี้ข้าก็มีความสุขมากพอแล้ว”
                “ท่านพี่” ท่านหญิงกุ้ยหลินน้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้งในความรักของสามีที่มีให้เธออย่างเต็มเปี่ยม ทั้งที่ในฐานะที่เธอไม่มีบุตร และบุตรีเช่นนี้ตัวท่านอ๋องเองสามารถเอาเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการรับชายารอง หรือสามารถปลดเธอได้อย่างชอบธรรมแท้ๆ แต่ท่านกลับมองข้ามเรื่องของผู้สืบสกุลไปได้ นั่นทำให้ตัวเธอซาบซึ้งใจเหลือเกิน
                “ไม่เอาน่า อย่าร้องไห้เลยคนดีของข้า” เห็นภรรยาน้ำตาคลอเช่นนี้ท่านอ๋องจึงใช้ชายแขนเสื้อของตนซับน้ำตาให้ด้วยความอ่อนโยน แต่นั่นกลับยิ่งทำให้ท่านหญิงกุ้ยหลินร้องไห้มากขึ้นอย่างหยุดไม่อยู่
                 เหยียนหลี่หมิง ท่านอ๋องที่แม้จะเข้าสู่วัยกลางคน แต่ยังคงเปี่ยมด้วยบุคลิกสง่างามนุ่มนวลตามแบบฉบับที่บ่งบอกถึงสายเลือดสีน้ำเงินอย่างไม่ขาดตกบกพร่องรวบร่างที่ยังคงแบบบางของพระชายาคู่ชีวิตเข้ามาสู่อ้อมกอดอบอุ่นเป็นการปลอบประโลมที่ดูท่าว่าจะได้ผลที่สุดเพราะน้ำตาของกุ้ยหลินนั้นหยุดลงในทันทีเหมือนปิดไว้
                “ต้องขอโทษท่านพี่ด้วยที่ข้าขี้แยเช่นนี้” เหยียนกุ้ยหลินพยายามกลั้นน้ำตา แกะร่างกายตัวเองออกมาจากอ้อมอกอันแสนอบอุ่นของสามีเบาๆ เพราะเริ่มเขินอายที่มาแสดงความรักกันในที่สาธารณะเช่นนี้ ที่ถึงแม้จะไม่มีใครอยู่แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอยู่ดี ใบหน้างดงามจึงแดงก่ำด้วยความขวยอาย
                ท่านอ๋องก้มลงมองใบหน้าของพระชายาที่รักยิ่งอย่างเอ็นดู ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน พระชายาของท่านก็ยังคงขี้อายและขี้แยเหมือนเมื่อครั้งแรกที่เจอกันไม่มีผิด
                “แล้วเจ้ามารู้เรื่องของวิหารแห่งนี้จากใครหรือน้องหญิง ดูร่มรื่นสวยงามยิ่งนัก”
                “เนี่ยนเนี่ยนเป็นคนบอกข้าเพคะ เห็นว่าที่นี่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ใครที่มาขอพรล้วนได้ดังความปรารถนาทุกประการ ข้าเองก็เลยสนใจจะมาขอพรดูบ้าง”ในที่สุดกุ้ยหลินก็หลุดพ้นจากอ้อมแขนท่านอ๋องเป็นผลสำเร็จ ท่านหญิงมองไปยังทิศทางที่ทราบว่าเป็นที่ตั้งของวิหารมาจากพี่เลี้ยงคนสนิทที่เป็นผู้เล่าเรื่องนี้ให้เธอได้ทราบเอง
                ท่านอ๋องเดินนำพระชายาไปตามทางเดินที่สงบรมรื่นจนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่ริมสระน้ำใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำสีฟ้าใสกระจ่างดุจกระจกจนมองเห็นก้นบ่อลึกที่เต็มไปด้วยก้อนหินน้อยใหญ่ กลางสระน้ำมีวิหารหลังน้อยประดิษฐานอยู่อย่างโดดเดี่ยว บรรดาของไหว้สักการะต่างๆล้วนถูกวางไว้ริมสระน้ำอย่างเป็นระเบียบดูสะอาดตา
                 เป็นสถานที่ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายดีจริง สายน้ำและสายลมเย็นๆช่วยให้รู้สึกดีขึ้นมาก จนแทบไม่คิดว่าจะเป็นสถานที่ที่อยู่บนโลกที่แสนวุ่นวายนี้
                  แต่ทันใดนั้นความรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกกดทับก็พลุ่งพล่านขึ้นมาจนแทบหายใจไม่ออก เหยียนหลี่หมิงรีบหันไปมองทางพระชายาที่ค้อมตัวนิ่วหน้าอยู่ใกล้ๆ ก็รู้ได้ในทันทีถึงความผิดปกติ มือใหญ่ที่พยายามจะหยิบเอายาแก้พิษขึ้นมาให้ตนเองและพระชายา เพราะคิดว่าถูกวางยาต้องหยุดชะงักลงเมื่อเห็นถึงสิ่งๆหนึ่งที่ผุดพุ่งขึ้นมาจากบ่อน้ำ
                  ซ่า!!!ครืน!!!
                  ด้วยขนาดที่ใหญ่โตของสิ่งนั้นทำให้ผิวน้ำที่นิ่งสงบอยู่เกิดแตกตัว กระเซ็นซ่านเป็นละอองฝอยเปียกไปทั่วบริเวณ รวมทั้งตัวของบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งสองด้วยที่เปียกน้ำไปหมดทั้งตัว ท่านอ๋องรีบเข้าไปประคองพระชายาอย่างเป็นห่วง
                  “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”
                  “ข้าไม่เป็นอะไรเพคะ แล้วท่านพี่เล่า เป็นอะไรหรือเปล่า”
                  “ข้าไม่เป็นอะไร” เหยียนหลี่หมิงเงยหน้าขึ้นมองสิ่งที่โผล่พ้นขึ้นมาจากสระน้ำด้วยความตกตะลึง ความใหญ่โตนั้นกะประมาณด้วยสายตาแล้วอาจสูงถึง 5 จ้างด้วยกัน แต่ท่านมั่นใจว่าสิ่งนั้นไม่ได้มีความยาวเพียงเท่านี้แน่
                  “นี่มันอะไรกัน”ท่านอ๋องพูดเบาๆ กับตัวเองไม่อยากเชื่อสายตาว่าสิ่งที่ตนเองเห็นอยู่นั้นเป็นความจริง
                   เพราะสิ่งที่ท่านและพระชายาเห็นอยู่นั้นคือ
                   มังกร!!!
                   มังกรสีขาวสะอาดตา เปล่งประกายเรืองรองเหมือนไข่มุกเม็ดงาม ค่อยๆ ก้มเศียรลงมามองสบตาเหยียนหลี่หมิงช้าๆ ดวงตาสีเงินแวววาวเพ่งมองเหมือนต้องการสื่อความหมายให้เขาได้ทราบถึงบางสิ่งบางอย่าง
                    ซ่า!!!
                    ร่างใหญ่โตของมังกรขาวแตกตัวออกเป็นสายน้ำกลับลงสู่สระน้ำเหมือนเดิม บรรยากาศรอบตัวที่เหมือนจะกดทับลงมานั้นจางหายไป สายลมและสภาพแวดล้อมรอบกายกลับมาเป็นเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน แต่สิ่งเดียวที่แตกต่างเป็นหลักฐานว่าเมื่อครู่นั้นเกิดขึ้นจริงคือเบื้องหน้าท่านอ๋องเหยียนแห่งแคว้นต้าเยี่ยนนั้นปรากฏร่างของชายหนุ่มในเครื่องแต่งกายสูงศักดิ์สีน้ำเงินเข้ม เนื้อผ้าและเครื่องประดับที่ละเอียดประณีต  และลายมังกรขาว 5 เล็บบ่งบอกฐานะที่ไม่ธรรมดาของชายหนุ่มตรงหน้านี้ได้ดี
                    เหยียนหลี่หมิงและพระชายามองชายตรงหน้าอย่างระแวดระวัง แต่บางส่วนลึกๆในใจก็ทราบดีว่าคนตรงหน้านี้ไม่มีทางทำอันตรายใดๆกับพวกเขาทั้งคู่เป็นแน่
                    “อ๋องเหยียนหลี่หมิง” เสียงทุ้มกังวานที่ดังขึ้นแทบทำเอากุ้ยหลินสะดุ้ง แต่เนื่องด้วยอยู่ในอ้อมกอดของสามี เธอจึงสามารถสงบสติได้รวดเร็ว                  
                    “จงเข้ามาหาข้า”
                     แม้จะยังระแวงอยู่บ้าง แต่ท่านอ๋องผู้ทรงศักดิ์ก็เดินเข้าไปหาชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยความนอบน้อมอย่างไม่รู้ตัว
                     มือซีดขาวราวกระดาษในชุดผ้าเนื้อดีสีเข้มยกขึ้นโบกเบาๆกลางอากาศ เรียกให้เกิดฟองอากาศใสกระจ่างขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้สองสามีภรรยาเบิกตากว้างด้วยความตกใจนั้นกลับไม่ใช่ขนาดอันใหญ่โตของมัน แต่เป็นภายในของฟองอากาศนั้นที่มีร่างกายของเด็กสาวผู้หนึ่งนอนขดตัวอยู่ต่างหาก
                      เส้นผมสีดำคมกริบราวเส้นไหมสยายบดบังใบหน้าทำให้มองเห็นไม่ถนัดนักว่าเป็นใคร หรือมีหน้าตาอย่างไร ฟองอากาศลอยเข้ามาหาชายลึกลับตรงหน้าช้าๆแล้วก็จางหายไป เหมือนไม่เคยมีมาก่อนหน้านี้ ทิ้งไว้เพียงแต่เด็กสาวในชุดแปลกตาที่ถูกอุ้มอยู่ในอ้อมแขนกว้าง
                       “ได้ยินมาว่าท่านอ๋องแห่งต้าเยี่ยนเป็นคนที่มีจิตใจเมตตา ยุติธรรมและรักความถูกต้องยิ่งนัก แต่เสียดายที่ไร้บุตรสืบสกุลแม้เพียงคน” คนพูดมองใบหน้านวลในอ้อมแขนอย่างห่วงหาอยู่ลึกๆ “หากท่านไม่รังเกียจบุตรี เราจะขอมอบท่านหญิงน้อยผู้นี้เป็นบุตรีของท่านนับแต่นี้สืบไป”
                        ท่านอ๋องเหยียนและพระชายาที่ได้ยินตัวแข็งทื่ออย่างไม่คาดฝันที่มีคนลึกลับผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุแล้วจู่ๆก็มามอบบุตรีให้ แถมดูท่าว่าคนผู้นี้จะไม่ใช่คนธรรมดาสามัญแน่ๆ
                        “ท่านทำไปเพื่ออะไร แล้วท่านคือใครกันแน่”ท่านอ๋องถามอย่างสงสัย
                         ชายตรงหน้ายิ้มที่มุมปากเล็กน้อย วงหน้าเลิศล้ำเชิดขึ้นเหมือนเหยียดหยามซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง “ข้าทำไปด้วยมีเหตุผล ทุกอย่างคือสิ่งที่ลิขิตไว้แล้วไม่อาจเปลี่ยนแปลง ท่านจะยอมรับนางหรือไม่”
                         “ข้า...”ท่านอ๋องหันไปมองคู่ชีวิตเบื้องหลังก็พบเข้ากับดวงตาเป็นประกาย วาบวับราวเด็กน้อยที่ได้ของเล่นถูกใจ ท่านอ๋องลอบถอนในภายในอก อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ลึกๆภายในใจของเขาสั่งการว่าให้เขายอมรับออกไป เพราะฉะนั้น เขาจะขอเชื่อใจตนเอง “ข้าไม่เคยรังเกียจบุตรี หากขึ้นชื่อว่าเป็นลูกนั่นก็คือลูก ไหนเลยจะสำคัญว่าเป็นชายหรือหญิง”
                            “ท่านยอมรับ?”
                            “ข้าขอรับนางเป็นบุตรี หากท่านยินยอม ด้วยเกียรติของอ๋องเหยียนหลี่หมิงแห่งแคว้นต้าเยี่ยนข้าขอสัญญาว่าจะดูแลนางให้ดีที่สุดเท่าที่บิดาคนหนึ่งจะพึงกระทำให้บุตรของตนเองได้” ท่านอ๋องคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นดิน โดยไม่สนใจว่าเสื้อผ้าของตนเองจะแปดเปื้อนฝุ่นธุลีแค่ไหน และไม่ต้องหันกลับไปมองเบื้องหลัง ท่านอ๋องก็รับรู้จากเสียงเสียดสีกันของเนื้อผ้าว่า ภรรยาของตนเองก็คุกเข้าลงโขกศีรษะให้คนตรงหน้านี้เช่นเดียวกัน
                            “ได้ยินเช่นนี้ข้าก็พอใจ นางมีโรคประจำตัวที่รักษาไม่หายอยู่ด้วย ข้าหวังว่าท่านคงจะไม่รังเกียจและดูแลนางให้ดีได้”
“นางป่วยหรือเพคะ แล้วนางเป็นอะไรมากหรือเปล่า”เมื่อได้ยินว่าลูกสาวคนใหม่ของนางมีโรคประจำตัวที่ฟังดูร้ายแรงอยู่ไม่น้อย กุ้ยหลินก็โพล่งออกอย่างไม่ทันคิดด้วยความเป็นห่วง
                             รอยยิ้มเลิศล้ำของชายหนุ่มนิรนามเผยออกมาราวกับชอบใจในความเป็นห่วงนั้นของกุ้ยหลินเป็นอย่างยิ่ง “ดวงตาของนางกำลังจะไร้ซึ่งแสงสว่าง หลังจากนี้นางจึงจะสามารถเห็นได้เป็นปกติ ท่านจึงควรดูแลนางให้มากหน่อยในจุดนี้”
                             “โอ... ข้าจะดูแลนางให้ดีที่สุด” ท่านอ๋องพูดออกมาอย่างเศร้าใจในชะตากรรมของเด็กสาวที่มีอายุไม่เท่าไหร่กลับต้องมามีดวงตาที่มืดมัว ช่างเป็นชะตากรรมที่โหดร้ายเหลือเกิน
                             ท่านอ๋องหนุ่มเดินเข้าไปรับร่างของบุตรสาวคนใหม่เข้ามาสู่อ้อมแขน และก็พบว่าร่างของนางนั้นบอบบางมากกว่าที่เขาคิดไว้มากทีเดียว เหมือนตุ๊กตากระเบื้องที่พร้อมจะแตกหักได้ตลอดเวลาหากไม่ระวังมากพอ
                             “ขอฝากนางผู้ถือครองไว้ซึ่งลิขิตแห่งสวรรค์กับท่านด้วย ข้าขอลาก่อน...”ร่างของชายหนุ่มในชุดสีเข้มเหมือนจะเลือนลางจางไปกับอากาศอย่างรวดเร็ว ท่านอ๋องรีบถามในสิ่งที่ค้างคา
                             “ช้าก่อน!ท่านเป็นใครกันแน่”
                             ริมฝีปากหยักแย้มรอยยิ้ม ก่อนตอบเสียงเบาแทบจางหายไปกับสายลม
                             “ข้าคือผู้เป็นเจ้าของแห่งวิหารนี้ ชุ่ยหลง... มังกรแห่งน้ำ...”
                             สองสามีและภรรยาแห่งตำหนักอ๋องเหยียน เบิกตากว้างเมื่อได้ยินเช่นนั้น จะมีสักกี่คนกันที่ในชีวิตนี้มีโอกาสได้พบและพูดคุยกับเทพมังกรอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ทั้งสองรีบก้มลงคำนับไปทางสระน้ำกว้างด้วยความเลื่อมใสเคารพสุดชีวิต
                             “ข้าขอขอบคุณท่านอย่างแท้จริง และข้าขอรับรองในคำมั่นที่ได้ให้ไว้กับท่านอีกครั้ง”
                             “ข้าก็จะช่วยท่านพี่ด้วยเพคะ”
                             “กุ้ยหลิน”ท่านอ๋องหันไปทางพระชายาที่รักด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจของคนรัก แม้มือกว้างทั้งสองจะไม่ว่างโอบกอดด้วยอุ้มร่างของบุตรี แต่ดุจพระชายาจะรับรู้ถึงความต้องการ จึงเดินเข้ามาอิงแอบร่างกายเข้ากับร่างสูงของผู้เป็นสามีอย่างอ่อนน้อม
                               “จากนี้ไปครอบครัวของเราก็สมบูรณ์ซะที ข้ารักท่านพี่นะเพคะ”
                               “ข้าก็รักเจ้าเช่นกัน กุ้ยหลินของข้า”
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 339 ท่าน