Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
ROMANCES SCENT ? EMBRACE SCENT ? Eps02 [100%] -Aug 05 UP!!-
mu_mu_jung
? EMBRACE SCENT ? EP01
68
01/08/2554 21:32:51
8478
เนื้อเรื่อง

EMBRACE SCENT

(Story of Wills & Wan-Jan)

 

EP01

I Wanna Be More than Just Your Friend

 

UNTIL THE STARS FALL FROM THE SKY
UNTIL THE RIVERS ALL RUN DRY
UNTIL THE DAY I DIE
I'LL BE YOUR...


...
ตราบจนกระทั่งดวงดาวร่วงหล่นลงม?าจากฟากฟ้า
ตราบจนกระทั่งแม่น้ำทุกสายแห้งเหือดหาย
ตราบจนกระทั่งในวันที่ฉันตาย
ฉันยังจะเป็นของคุณ

       

        เรื่องราวของฉันได้เริ่มต้นอีกครั้งในวันหนึ่ง เพราะความบ้าคลั่งและไม่มีสมองของตัวเอง หลังจากที่เวลาผ่านไปเกือบสองปีแล้วล่ะมั้งที่ฉันได้เจอหน้ากับเขาอีกครั้ง

            “นี่หมายความว่าไงเนี่ย

            ชายร่างสูงตรงหน้าถามฉันและมองฉันอย่างไม่เชื่อสายตา เขาที่กำลังเดินมาพร้อมกับคุยโทรศัพท์มาด้วยถึงกับลดโทรศัพท์ลงจากหูอย่างหมดแรง และจ้องหน้าฉันอย่างไม่เป็นมิตร

            ใช่เขาดูไม่เป็นมิตรเอาซะเลย

            ฉันเองก็กำลังถือกล่องกระดาษใส่ของจุกจิกของตัวเองเพื่อย้ายเข้าแฟลตใหม่ก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก เพราะฉันเองก็ไม่คิดไม่ผันเหมือนกันว่าจะได้มาเจอเขาที่นี่

            วิลส์

        ผู้ชายที่ไม่ว่ายังไงฉันก็ลืมเขาไม่ลงเสียที จะบอกว่ารู้จักกันมาก่อนก็พูดได้ หรือจะบอกว่าไม่รู้จักกันก็พูดได้อีกเหมือนกันนั่นแหละ เห็นไหมว่ามันแลดูซับซ้อนซ่อนเงื่อน เอาเถอะ ฉันพยายามจะไม่มองหน้าเขามากเกินความจำเป็น เพราะตอนนี้เขาก็แทบแผดเผาฉันให้ตายเพราะสายตาของเขาได้อยู่แล้ว

            “ทำไมฉันต้องมาเจอที่นี่ด้วย” เขาถามและฉันก็ไม่รู้จะตอบยังไง

            สายลมที่พัดมาตอนดึกๆ แบบนี้มันหนาวเอาเรื่องนะ เขาจะไม่ให้ฉันเข้าไปข้างในก่อนหรือไง ของที่ฉันถือมาก็หนักเหมือนกันนะ พอลองเงยหน้าขึ้นมองเขาและสายตาของเขาสบกันในรอบห้านาทีเขาก็ไม่รอช้าแผดเสียงใส่ฉันทันที

            วันจันทร์!!

            ฉันสะดุ้งเฮือกจนตัวโยนเมื่อเขาเรียกชื่อของฉันถูกต้องและชัดเจน จนหัวใจของฉันเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง

            “เธอมาทำบ้าอะไรที่นี่!” เขาถามเสียงขุ่นก่อนจะจะเอนตัวพิงกรอบประตูตามความสูงของเขา

            ท่าทีตอนนี้ของเขาเหมือนจะบอกฉันกลายๆ ว่าจะไม่ยอมให้ฉันผ่านเข้าไปข้างในเด็ดขาด ถ้าหากว่าฉันยังเล่นเป็นหุ่นฟางอยู่หน้าห้องเขาแบบนี้

            ใช่ นี่เป็นความจริงอีกข้อ ตอนนี้ฉันยืนอยู่หน้าห้องของเขา

            “คือ” ฉันพูดได้คำเดียวก่อนที่ผ้าพันคอจูกลมพัดปิดปากให้ฉันพูดไม่ออก

            ลมบ้า พัดมาอะไรตอนนี้นะ เขายิ่งหงุดหงิดกับฉันอยู่ด้วย

            ตอนนี้สามทุ่มแล้วและฉันเพิ่งจะเลิกจากการติวข้อสอบมิดเทอม หลังจากวันนี้ฉันต้องอยู่คนเดียวแล้วเลยย้ายมาที่นี่ หลังจากที่คุณลุงเจ้าของแฟลตบอกว่ามีห้องว่างห้องหนึ่ง อันที่จริงก็ไม่เชิงว่าว่างหรอก แต่เจ้าของห้องต้องการคนมาแชร์อยู่ด้วยน่ะ ฉันเลยตอบตกลงโดยที่ไม่คิดอะไรเลย

            แต่นึกไม่ถึงว่าคนที่เป็นเจ้าของห้องจะกลายมาเป็นวิลส์ ผู้ชายที่เกลียดฉันจับใจ

            เมื่อก่อนเราสองคน

        “เธออยากตายใช่มั้ยวันจันทร์!

            วิสล์ช่วยหยุดการรื้อฟื้นความหลังของฉันด้วยการดึงผ้าพันคอให้ฉัน เมื่อปากของฉันเป็นอิสระฉันก็เผลอร้องอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ

            “อ๊ะ!

        “ฉันไม่ต้อนรับเธอ กลับไปซะ!

            แล้ววิลส์ก็ปิดประตูใส่หน้าฉันเต็มแรงฉันทำอะไรไม่ถูก นอกจากกะพริบตาปริบๆ กับกองกล่องลังกระดาษในมืออย่างไม่รู้จะทำยังไงดีเท่านั้นเอง สุดท้ายฉันก็หอบกล่องกระดาษไปนั่งแปะที่ขั้นบันไดชั้นสองเท่านั้น แฟลตที่ฉันมาเพื่อขอแชร์อยู่กับวิลส์นั้นเป็นเป็นบ้านสามชั้น ทั้งหรูหราและสะดวกสบายมากๆ แถมการรักษาความปลอดภัยก็ดีเยี่ยมด้วย

            เพราะอย่างนั้นค่าเช่าที่นี่ต่อเดือนเลยแพงมากตามไปด้วยน่ะสิ มิล่าล่ะ วิลส์ถึงได้หาคนมาแชร์ห้องด้วย ทั้งที่ปกติเขาแทบจะไม่สุงสิงกับคนอื่นโดยไม่จำเป็นเลยล่ะ บางทีเขาอาจจะกำลังมีปัญหาอะไรบางอย่างเลยต้องหาคนมาเช่าห้องร่วมด้วย

            “นี่! ไม่มีที่ไปหรือไงเธอ”

            แล้ววิลส์ก็ทำให้ฉันสะดุ้งอีกครั้งเมื่อเขาเปิดประตูออกมาอย่างกะทันหัน และโผล่แค่หน้าออกมาให้เห็น ฉันเอี้ยวตัวกลับไปมองเขาและกอดลังกระดาษของตัวเองไว้แน่นตามเดิม

            “ชิ เข้ามาสิ ถ้างั้นน่ะ”

 

            “ถอดผ้าพันคอกับเสื้อคลุมเธอออก มันสกปรก” เสียงที่ฟังยังไงก็ดูขุ่นมัวของวิลส์ดังขึ้น ทำให้ฉันต้องรีบวางกล่องลังลงกับพื้นแล้วดึงเอาผ้าพันคอออกจากคอ

            “ร้อนจะตายยังจะใส่ผ้าพันคออยู่ได้” เขาบ่นพึมพำให้ได้ยินเบาๆ จากนั้นก็เดินเลยไปที่ห้องครัวและเปิดตู้เย็น

            ฉันมองตามเขาไปก่อนจะถอดเสื้อคลุมออกจากตัวแล้วก็ซุกมันลงที่กล่องลังอีกที รวมถึงผ้าพันคอที่เขาบอกว่ามันสกปรกนั่นด้วย

            “น้ำ เหงื่อเธอเต็มตัวเลย ไปดำนามาเหรอ ท่าทางดูไม่ได้เลย”

            คำพูดถากถางของเขาดังติดต่อกันเรื่อยๆ ราวกับว่าเราสองคนเจอหน้ากันทุกวันอย่างนั้นแหละ ทั้งที่ความจริงแล้วเราะเพิ่งจะมาพบกันในรอบสองปีต่างหาก

            “ฉันไม่ให้เธออยู่ที่นี่นะ แต่คืนนี้มันดึกแล้ว เพราะงั้นก็ค้างที่นี่ซักคืนเห็นแก่ความมีมนุษยธรรมกับเพื่อนร่วมโลก เลือกเอาว่าจะนอนที่ห้องน้ำหรือห้องครัว”

            “ฮะ!?” ฉันครางในคอเพื่อถามเขา

            ห้องน้ำ ห้องครัว เขาพูดเรื่องอะไรกันน่ะ

            “ฉันรับไม่ได้หรอกเรื่องที่ต้องมาอยู่ชายคาเดียวกับเธอน่ะ แค่วันเดียวก็รู้สึกจะแย่อยู่แล้ว” เขาพูดออกมาตรงๆ ซึ่งฉันไม่โกรธอะไรเขา เพราะว่านี่เป็นนิสัยของเขามันก็ดีเหมือนกันนะ เพราะว่าเขารู้สึกยังไงก็พูดออกมาอย่างนั้น ไม่ต้องมานั่งตีความเองว่าที่เขาพูดออกมานั้นมีความหมายแฝงอะไรไว้หรือเปล่า

            “เธอมีปากหรือเปล่านะ ให้ตายเถอะ ฉันชักจะหงุดหงิดเข้าไปทุกทีแล้วนะ!

            “อ้อคือ คุณลุงเจ้าของแฟลตเค้าติดต่อฉันมาน่ะ อีกอย่างฉันไม่คิดด้วยว่าคนที่จะมาอยู่ด้วยเป็นผู้ชาย” ฉันบอกแล้วก็เม้มปากแน่น เมื่อเขาสาดประกายความโกรธออกมาทางสายตา

            คือปกติเขาก็น่ากลัวมากอยู่แล้วล่ะนะ ไม่ต้องทำตาอย่างนั้นหรอก เพราะแค่นี้ฉันก็กลัวจนหัวหดไปหมดแล้ว

            “เคยมีคนบอกหรือเปล่า ว่าเธอน่ะโง่มาก” เขาบอกก่อนจะวางแก้วน้ำลงที่โต๊ะตรงหน้าฉันแรงๆ

            นายไง…’

ฉันคิดในใจแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรเขาไป

“ขอบคุณนะ” ฉันพึมพำบอกเขาเบาๆ เพื่อขอบคุณเรื่องน้ำที่เขาเอามาให้

ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ถึงเขาจะดูเป็นคนอารมณ์ร้ายขี้หงุดหงิด แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เปลี่ยนไป นั่นคือความใจดีที่ซุกซ่อนเอาไว้ลึกข้างใน นี่แหละ วิลส์

“ฉันให้เธออยู่แค่คืนนี้คืนเดียว จำใส่หัวเอาไว้ด้วย พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาฉันต้องไม่เจอหน้าเธอ โอเค้!?” เขาถามแต่ไม่รอคำตอบหมุนตัวเดินไปอีกทางทันที

            ฉันอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่มันก็ติดที่ริมฝีปากจนพูดอะไรไม่ออก สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วก็ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเงียบๆ ก่อนจะตกใจอีกหนเมื่อวิลส์เปิดประตูออกมาและเขวี้ยงหมอนใส่หัวฉัน จนฉันเซไปทางซ้ายก้าวหนึ่ง ก่อนจะล้มทั้งยืนเมื่อเขาโยนผ้าห่มนวมใส่ฉันอีกชุด

            และตามด้วยเสียงปิดประตูที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา

 

            “ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าต้องไม่เห็นหน้าเธอตอนเช้าน่ะ” วิลส์ทักทายฉันด้วยประโยคที่หวานซึ้งในเช้าวันใหม่

            คำว่า อรุณสวัสดิ์ของฉันมีอันต้องกลืนหายลงคออย่างรวดเร็ว

            “ฉันจะออกไปแล้ว ปิดประตูให้ฉันด้วย” แล้ววิลส์ก็ตึงตังออกไปโดยใช่เวลาไม่ถึงสามวินาที ตอนนี้ฉันเหนื่อยแสนเหนื่อย ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีแล้วจริงๆ

            เพราะว่าเราเรียนมหาลัยคนละที่ เพราะฉะนั้นเราเลยไม่ได้เจอกันเท่าไหร่ ฉันออกจากห้องของเขาหลังจากที่เขาออกจากห้องไปไม่ทันไร ของเพียงไม่กี่ชิ้นของฉันยังอยู่ในห้องของเขา เนื่องจากว่าฉันมีเรียนตอนเช้าและคงก็หิ้วมันไปด้วยไม่ได้แน่

            ฉันพยายามจะวิ่งกลับไปถึงห้องของวิลส์ให้เร็วที่สุดหลังจากที่เลิกเรียน เพื่อเก็บของและไปให้พ้นๆ จากหน้าของเขาตามที่บอกไว้ แต่ก็เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นจนได้เมื่อลุงเจ้าของแฟลตคิดว่าฉันตกลงจะอยู่ห้องเดียวกับวิลส์แล้ว เขาเอากุญแจห้องและให้ฉันตั้งรหัสผ่านที่เครื่องแสกนนิ้วหน้าห้องไปด้วย

            “คุณลุงคะ หนูว่ามันไม่ดีแน่ๆ เลยค่ะ” ฉันบอกและก้มลงมองกุญแจในมืออย่างใจเสีย

            ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าวิลส์จะอาละวาดหนักขนาดไหน บอกไปแล้วหรือยังว่าเขาน่ะเกลียดฉันเข้าเส้นเลย

            “มันดีกว่าที่จะอยู่ข้างนอกคนเดียวนะ อีกอย่างคุณพ่อกับคุณแม่ย้ายไปอยู่ที่อเมริกาแล้วไม่ใช่หรือไง” คุณลุงถามกับฉัน ซึ่งฉันก็พยักหน้าให้ท่านไปอย่างหมดแรง

            เมื่อก่อนท่านสนิทกับคุณพ่อของฉันมากน่ะ เพราะฉะนั้นท่านเลยรู้เรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของฉันมากกว่าใครๆ

            “อยู่ที่นี่เถอะ มันปลอดภัยดีนะ” คุณลุงเจ้าของแฟลตบอกก่อนจะเดินลงบันไดไปเงียบๆ

            ฉันถอนหายใจแล้วก็ไม่เข้าใจเลย ว่าคุณลุงคิดอะไรอยู่ ท่านยังจำได้หรือเปล่าน่ะว่าคนเช่าห้องนี้คนแรกเป็นผู้ชายนะ อีกอย่างผู้ชายคนนั้นก็ชอบฉันที่ไหนกันล่ะ

        ฉันล่ะอยากตาย

            “เธอยังไม่กลับไปอีกเรอะ!” แล้วเมื่อคิดถึงความตาย ยมทูตก็มาปรากฏตัวตรงหน้าทันที

วิลส์เดินขึ้นบันไดมาสีหน้าไม่พอใจอย่างรุนแรง ฉันยิ้มแห้งๆ ให้เขาก่อนจะเกาท้ายทอยไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไปดี อันที่จริงฉันก็อยากอยู่ที่นี่นะ เพราะคุณลุงเจ้าของแฟลตต้องบอกคุณพ่อคุณแม่ฉันแล้วแน่ ว่าฉันอยู่ที่นี่ อีกอย่าง เพราะมีวิลส์อยู่ด้วย ฉันถึงได้รับรู้เงียบๆ ว่าที่นี่จะเป็นที่ปลอดภัยที่สุดของฉัน

“ฉันกำลังจะออกไปค่ะ” ฉันบอกก่อนจะไขว้มือที่ถือกุญแจห้องไว้ไปด้านหลัง

            “งั้นก็ไปเก็บของเธอสิ ออกไปซะ ฉันไม่ต้องการผู้หญิงอยู่ด้วย” เขาบอกเสียงเย็นชาก่อนจะเปิดประตูเข้าไปด้านใน

            ฉันเดินตามเขาไปเพราะไม่รู้จะทำยังไงดี วิลส์กวาดของลวกๆ ใส่ในกล่องลังนั่นแล้วก็ยัดมันใส่ในมือของฉัน

            “ฉันจะออกไปข้างนอก เดินออกมาพร้อมกันเลย” วิลส์บอกเสียงเรียบและสั่งฉันด้วยสายตาให้ออกมาโดยเร็ว

            นี่คือการพบหน้ากันครั้งแรกในรอบสองปีของเราอย่างนั้นเหรอ ฉันอยากถามเขาเหลือเกินแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะพูดอะไรออกไป

            “นายคิดถึงฉันมั้ยนะ?” ฉันพึมพำเบาๆ เมื่อเราเดินลงมาถึงชั้นล่างแล้ว

            เขาเดินจากไปพร้อมกับคุยโทรศัพท์ไปด้วย ท่าทีของคนมั่นใจไม่สนใจคนอื่นนั้นยังเหมือนเดิม และที่มันยังเหมือนเดิมมากที่สุดเห็นจะเป็นดวงตาของเขา ที่บอกว่าเขายังเกลียดฉันอยู่เหมือนเดิม

 

            ฉันทิ้งกล่องใส่ของของตัวเองไว้ที่ม้านั่งก่อนจะเดินไปกดเครื่องดื่มที่ตู้ขายอัตโนมัติ แล้วฉันก็ต้องตัวแข็งทื่อเพราะว่าเห็นใครบางคนอยู่ตรงนั้นด้วยวิลส์น่ะ เขากำลังโมโหอะไรสักอย่างอยู่และยังคุยโทรศัพท์เหมือนก่อนหน้านี้ สีหน้าและระดับเสียงของเขาทำให้ฉันกลัวไม่น้อย

            แต่สุดท้ายฉันก็ค่อยๆ พาตัวองไปนั่งที่ม้านั่งตรงนั้นจนได้ โดยที่วิลส์หันมาปรายตามองฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีราวกับว่าเจอกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาเข้า

            ฉันไม่รู้จะวางตัวยังไง สุดท้ายก็ได้แต่กุมกระป๋องกาแฟที่เย็นจนมีหยดน้ำเกาะเต็มอยู่ข้างกระป๋อง และมันค่อยๆ ไหลตามนิ้วมือของฉันด้วย

            “อะไรนะ ฉันไม่ไปแล้ว เรื่องอะไรที่ฉันต้องรับผิดชอบทุกเรื่องเลยวะ ครั้งก่อนแล้วทีหนึ่งแล้ว ลากขอไอ้แฝดเดือนสิบสองไอ้มาร์ชกับออกัสไปเซ่! มายุ่งกับฉันอะไรนักหนาวะ!!

            เชื่อไหมว่าฉันสะดุ้งเป็นพักๆ แล้วก็ไม่กล้ามองหน้าเขาเลย แล้วที่บ้าที่สุดคือฉันขาแข็งจนลุกขึ้นจากม้านั่งนี่ไม่ได้ด้วย

            “ก็ถึงได้พูดๆ อยู่เนี่ย ว่าไปไม่ได้ๆ หูแตกรึไงวะ ไปเรียกไอ้แพ็คมาเซะ มันเป็นบ้าอะไรไปแล้ววะ!” เขายังคุยกับเพื่อนอย่างออกรส โดยที่ฉันนั่งเอ๋ออยู่ข้างๆ เขา ไม่มีความกล้าที่จะลุกขึ้นเดินจากไป คงต้องรอให้เขาคุยธุระกับเพื่อนเสร็จก่อน แล้วเป็นคนเดินออกไปเองนั่นแหละ ฉันถึงจะมีโอกาสได้ไสหัวตัวเองจากที่นั่งนิ่งเป็นหุ่นตรงนี้ได้

            “วะ! ก็บอกว่าไปไม่ได้ เออ ไม่อยากไปด้วย แค่นี้นะ”

            แล้วสุดท้ายเขาก็วางสายไป ฉันเผลอตัวมองไปทางเขาแวบหนึ่งก่อนจะดึงสายตาตัวเองให้มองตรงไปข้างหน้าตามเดิม เรานั่งใกล้กันอยู่แค่นี้ แล้วทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่าเราห่างกันแสนห่างนักก็ไม่รู้

            “หงุดหงิดจริง จะทำยังไงให้หายฉุนได้นะ”

            วิลส์พูดเหมือนพึมพำกับตัวเอง และกดรัวลงกับแป้นปุ่มโทรศัพท์จนฉันกลัวมันจะพังคามือของเขา

            เมื่อกี้เขาว่าไงแล้วนะ เขากำลังหงุดหงิดและอยากจะหายจากอารมณ์อย่างนั้นใช่ไหม

            และไม่รู้ว่าปีศาจตัวไหนข้าสิงฉัน ฉันเลยลืมตัวเผลอพูดออกไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ

            “ไปหาอะไรทานกันมั้ย?

            วิลส์หยุดกดโทรศัพท์และหันมาจ้องหน้าฉันเขม็ง ฉันเองก็หันขวับไปมองเขาทันที เขาขมวดคิ้วและมองหน้าฉันอย่างไม่พอใจ สุดท้ายเขาก็ลุกเดินจากไปเงียบๆ

            นั่นสิอย่างฉันจะมีอะไรฉุดรั้งให้เขามองหรือว่าพูดคุยด้วยได้กันล่ะ มันมันเป็นแค่ผู้หญิงงี่เง่า โง่ และน่าสมเพชมากที่สุด เท่านั้นเอง

        “ฝนตก ขนาดฟ้าก็ยังหัวเราะฉันเหรอเนี่ย” ฉันพึมพำกับตัวเองก่อนจะยื่นมือไปรองน้ำฝนที่ร่วงลงมาจากท้องฟ้า

            “ฉันนี่โง่ที่สุดเลย

 

Wills talks…

            ยัยนั่นมาทำอะไรแถวนี้นะ

        ผมคิดในใจคนเดียวด้วยความอยากรู้ นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเธอโผล่หน้ามาให้เห็นอีกทำไม ทั้งที่เรื่องของเรามันจบกันไปตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน ตอนที่ผมยังมีน้ำใจและรอยยิ้มมากกว่านี้ล่ะมั้ง เพราะหงุดหงิดเรื่องเพื่อนๆ ไม่หายผมเลยต้องเดินไปเดินมาเพื่อที่จะไม่กลับห้อง

            เชื่อดิ ถ้ากลับไปของในห้องต้องพังแหงๆ และสุดท้ายเมื่อไม่รู้จะไปที่ไหนผมก็เดินกลับไปที่ม้านั่งตัวเดิมที่เจอวันจันทร์ก่อนหน้านี้

            ใช่ ยัยนั่นชื่อวันจันทร์ ชื่อแปลกดีไหม แต่ผมชอบนะ เพราะมันทำให้ผมจำเธอได้ทันทีตอนที่ได้ยินชื่อและใบหน้าของเธอ

            วันจันทร์

        ผมนั่งลงที่ม้านั่งแล้วก็เห็นเสื้อคลุมตัวหนึ่งตกอยู่ พอหยิบมันขึ้นมาและได้กลิ่นน้ำหอนจางๆ จากเสื้อตัวนี้ผมก็อดไม่ได้ที่จะสบถกับตัวเอง

            ยัยนั่นอีกแล้ว

            วันจันทร์เป็นอย่างนี้เสมอแหละ ชอบลืมข้าวของไว้โน้นไว้นี่เป็นประจำ ซึ่งมันเป็นหลักฐานบอกว่ายัยนั่นเคยนั่งตรงนี้ และจะมีอะไรอีกหลายอย่างที่จะนำทางไปเจอยัยนั่น ผมถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นอีกครั้งก่อนจะกวาดสายตามองหาไปทั่ว แล้วก็จริงอย่างที่คิด

            ตอนนี้ผมเห็นร่างเล็กๆ ของวันจันทร์กำลังนั่งคุดตู้กอดกล่องกระดาษในอ้อมแขนตัวเอง และดูเหมือนว่ากำลังหลับอยู่

            เดินผ่านไปเลยดีไหมนะ แกล้งทำเป็นไม่เห็นดีไหมนะ แล้วสุดท้ายสำนึกความเป็นคนของผมก็สั่งให้เท้าก้าวไปหายัยนั่นจนได้ ผมทรุดตัวลงนั่งข้างวันจันทร์ก่อนจะเรียกเธอ

            “นี่! เธอมาทำอะไรที่นี่น่ะ”

            เงียบยัยนี่ไม่ยอมตอบอะไรกลับมา ผมเลยจับไหล่ยัยนี่เขย่าก่อนจะทำตาโตเมื่อยัยนี่ตัวร้อนจี๋ บ้าจริง ยัยนี่ไข้ขึ้น ผมยกมือตบหน้าผากตัวเองทีหนึ่งก่อนจะทำในสิ่งที่คนคนหนึ่งควรจะทำ แม้ว่าผมจะไม่ได้เต็มใจเลยสักนิดก็ตาม

            “ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธอ ทำไมต้องโผล่มาเรื่อยเลยนะ ทั้งที่ฉันจะลืมเธออยู่แล้ว”

 

            ผมแบกร่างของวันจันทร์กลับมาที่ห้องด้วยความไม่เต็มใจ เพราะฝนที่ตกปรอยๆ เลยทำให้ผมเปียกไปด้วย และดูเหมือนว่าตัวเองก็คล้ายจะเป็นหวัดด้วยเหมือนกัน ผมเหวี่ยงร่างของวันจันทร์ที่นิ่งสนิทไม่หือไม่อือลงกับเตียง แต่ยัยนี่ก็ยังไม่รู้สึกตัวสักนิดเชื่อเลย

            ผมถอดเสื้อตัวเองออกก่อนจะเหลือแค่กางเกงยีนติดตัวเพียงตัวเดียว จากนั้นก็ปรายตามองวันจันทร์ที่ก็เปียกด้วยเช่นกัน

            “ฮึ่ย หงุดหงิดจริง” ผมพึมพำบอกตัวเองเบาๆ ก่อนจะเดินไปหาวันจันทร์อย่างหงุดหงิดอีกครั้ง

            ผมไม่รู้สึกอะไรตอนที่พลิกร่างของเธอเพื่อจะถอดเสื้อผ้าให้ แน่นอนว่าไม่! แต่ลึกลงไปแล้วผมหลอกตัวเองไม่ได้ ว่าผมยังคิดถึงเธอคนนี้ในบางครั้ง

            “อื้อ” ความคิดของผมสะดุดลงเมื่อวันจันทร์พลิกตัวนอนหงายจากที่นอนคว่ำหน้าอยู่

            “ฉันฝันรึเปล่า” วันจันทร์ทำเสียงอู้อี้ก่อนจะยื่นมือเล็กๆ บางๆ นั่นมาแตะที่ปลายคางผม

            เสียงของเธอสั่นพร่าจนน่ากลัว ไม่คิดเลยว่ายัยนี่จะป่วยหนักขนาดนี้ แสดงว่ายัยนี่ไข้ขึ้นตั้งแต่เมื่อวานอย่างนั้นสินะ

            “ทำไงดี ตอนนี้ฉันเห็นร่างผู้ชายเปลือยคนหนึ่งตรงหน้า” วันจันทร์ทำเสียงอู้อี้และทำให้ผมต้องก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง

            ก็ไม่ได้เปลือยนี่นา ท่อนล่างก็ยังอยู่

            “นี่ฉันมีชู้อย่างนั้นเหรอ” แล้วคำพูดต่อมาของเธอก็ทำให้ผมเบิกตากว้างมากขึ้นกว่าเดิม

            “แล้วที่น่าสงสารตัวเองที่สุด ชู้ของฉันหล่อกว่าแฟนฉันอีก

            แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อวันจันทร์ดึงหน้าผมเข้าไปจูบและทำให้ผมเสียหลักล้มลงไปเตียงและคร่อมร่างเธอเอาไว้ทั้งตัว พอจะลุกขึ้นยัยนี่ก็ดันเหนี่ยวคอผมไม่ให้ผมลุกอย่างใจคิดซะอีก

            “คิก” ยัยนี่หัวเราะเพราะเรื่องอะไรไม่รู้ จากนั้นริมฝีปากอุ่นๆ ของเธอก็แตะลงที่ต้นคอผม

            ผมดึงมือของวันจันทร์ออกเต็มแรงและจ้องหน้าเธอ เห็นเพียงแววตาท้าทายและเชิญชวนเท่านั้นที่เล็ดลอดผ่านสายตาของผู้หญิงคนนี้ออกมา

            “แล้วเธอจะเสียใจที่มายั่วฉันแบบนี้ วันจันทร์” ผมบอกก่อนที่จะเอนตัวตามแรงดึงของวันจันทร์

            เมื่อเธอใช้สองแขนโอบรอบคอผมแล้วดึงให้ผมโน้มลงไปจูบเธออีกครั้ง

 

            “แค่กๆ”

            แล้วเสียงไอของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นในเช้าของอีกวันผมยกมือขยี้ผมตัวเองตัวเองด้วยความมึนงงแล้วก็ยันตัวเองให้ลุกขึ้นจากที่นอนอยู่บนเตียงเป็นนั่งพิงหัวเตียงเอาไว้

            และเมื่อหันไปมองคนข้างตัวก็เห็นว่าวันจันทร์นอนคุดคู้หน้าแดงก่ำอยู่ คงยังไม่หายจากอาการไข้แน่ๆ ผมมองดูแล้วก็อดไม่ได้ที่จะแตะฝ่ามือลงที่หน้าผากของเธอ เพื่อดูว่าอุณหภูมิร่างกายของผู้หญิงคนนี้ลดลงบ้างแล้วหรือเปล่า แล้วก็อย่างที่คิด ยัยนี่ไข้ไม่ลดลงเลย

            “อือ

            เสียงวันจันทร์ครางอะไรออกมาไม่รู้ และผมฟังไม่ออก แล้วทำไมยัยนี่ไม่ตื่นล่ะ แล้วแผนที่ผมวางเอาไว้ซะดิบดีก่อนหน้านี้มันไม่ได้กลายเป็นหมันไปหมดหรือไง

            “แค่กๆ”

            เออ เอาเข้าไป ไออีก ยัยนี่รู้ตัวว่าป่วยง่ายแล้วทำไมถึงพาตัวเองไปตากฝนอย่างนั้นล่ะ ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ

            ไม่นานผมก็ลุกออกมาจากเตียง เพราะคิดว่าถ้าเกิดนั่งอยู่ข้างวันจันทร์นานเกินไปมีหวังได้ติดหวัดด้วยแหงๆ ผมลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจสองสามทีก่อนจะเดินตรงเข้าไปในห้องน้ำ และระหว่างนั้นก็ได้เสียงไอเสียงจามของยัยนี่ดังขึ้นถี่ตลอดเวลาจนน่าโมโห

            ผมเป็นพวกโรบอตที่ไม่เคยจะเจ็บป่วยอะไรเลยน่ะ นานทีปีหนผมถึงจะป่วยสักที ไม่เหมือนยัยวันจันทร์ ทำไมถึงป่วยหนักป่วยบ่อยเหลือเกินก็ไม่รู้ มันทำให้คนแข็งแรงอย่างผมหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นคนป่วยอ่อนแอที่ขยับตัวไปไหนไม่ได้ ให้ตายเถอะ ผมอยากจะเอาผ้าไปอุดปากยัยนี่ให้ขาดใจตายไปเลย

            พอเดินออกมาจากห้องน้ำก็เห็นว่ายัยวันจันทร์กึ่งหลับกึ่งตื่นสะลึมสะลือลุกขึ้นมา ท่าทางแบบว่าผมอยากจะเข้าไปตบกะโหลกของเธอให้หัวหมุนนั่นแหละ

            ไม่รู้บ้าอะไร ยัยนี่ถึงได้ชอบทำให้ผมหงุดหงิดอารมณ์เสียเรื่อยเวลาที่ผมมองเห็นเธอ

            “ใกล้ตายหรือยังน่ะ!

            ผมเดินเข้าไปใกล้วันจันทร์ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงถากถาง แต่ว่าดวงตาที่ดูพร่าเลือนของวันจันทร์กลับมองผมอย่างเลื่อนลอย

            “วิลส์

            เสียงแหบพร่าของวันจันทร์ทำให้ผมใจกระตุกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน น้ำเสียงหวานๆ ของเธอเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครเลยจริงๆ ได้ยินครั้งใดผมก็นึกไปถึงรอยจูบ

        บ้าจริง เลิกคิดถึงมันซะวิลส์

            “เธอไม่สบายน่ะ รู้หรือเปล่าว่าเพราะอะไร” ผมถามแล้วก็กระตุกยิ้มที่มุมปาก

            ผมไล่สายตาตัวเองเรื่อยลงไปที่เนินอกและต้นขาของเธอที่โผล่พ้นชายเสื้อออกมา แต่ว่ายัยนี่เหมือนไม่เข้าใจ เธอมองผมด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะพยุงตัวลุกขึ้น ผมมองแล้วก็เห็นเหมือนภาพของคนไร้กระดูกที่กำลังโซซัดโซเซ กลัวว่ายัยนี่จะล้มพับไปกองกับพื้นอีกจริงๆ

            “ตายตาย

            ผมขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงของวันจันทร์บ่นพึมพำอะไรสักอย่างอยู่คนเดียว

            “ว่าไงนะ เฮ้ย!” ผมร้องออกไปอย่างตกใจเมื่อร่างบางของวันจันทร์โงนเงนและจะล้มลงกับพื้น

            ผมจึงรีบเข้าไปรับเธอไว้ก่อนที่ยัยนี่จะหัวเหม่งพื้น ก่อให้เกิดความหงุดหงิดกับผมอีก

            “หิว หิวจะตายอยู่แล้ว”

            Dammit!!

 

            สุดท้ายผมก็ย้ายร่างของตัวเองมาที่ห้องครัวและทำอะไรก๊อกแก๊กอยู่คนเดียว เฮอะ ไม่น่าเชื่อว่ายัยนั่นจะมีอิทธิพลกับตัวเองมากขนาดนี้ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยจริงๆ

            เสียงไอแค่กๆ ของยัยนี่ก็ลอยเข้าหูผมอยู่เรื่อย จนผมอยากจะดึงเอาหลอดลมของยัยนี่ออกมาขยำเล่น ให้ตาย มันทำให้ผมไม่มีสมาธิเอาซะเลย

            “เว้ย! จะไออะไรนักหนาวะ” ผมสบถอย่างหัวเสีย ก่อนจะโยนผักที่หั่นแล้วลงไปในกระทะ

            และดูเหมือนว่ายัยนั่นจะแกล้งให้ผมหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ เพราะว่าเสียงไอและเสียงจามเลยดังมากกว่าเดิมเสียอย่างนั้น

            ผมพยายามข่มความโกรธเอาไว้ และลงมือทำกับข้าวต่อไปเงียบๆ จนเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว ผมเลยไปลากวันจันทร์ที่ตอนนี้ห่อตัวเหมือนดักแด้ในผ้าห่ม โผล่แค่ใบหน้าเล็กๆ ออกมาให้เห็นเท่านั้น

            แม้ไม่อยากจะยอมรับ แต่ว่าผู้หญิงคนนี้ก็น่ารักเหลือเกิน ผมได้แต่ด่าตัวเองที่หวั่นไหวไม่รู้จักจำเสียที ครั้งหนึ่งที่เราเจอกันน่ะ เพราะว่าความน่ารักไร้เดียงสาของยัยนี่แหละ แต่ว่ามันก็แฝงไว้ด้วยนิสัยเปิ่นๆ เอ๋อๆ ที่ผมไม่สามารถอธิบายออกมาได้เลย

            “ทานซะสิ” ผมบอกและกดไหล่ให้วันจันทร์นั่งตัวตรงกับเก้าอี้ ที่เจ้าหล่อนโอนเอนตัวไปมาเหมือนโดมิโนจะล้มมิล้มแหล่

            “ซืดดด” และยัยบ้านี่ก็ตอบคำถามผมด้วยการสูดน้ำมูกเสียงดัง

            ให้ตายเถอะ ผมอยากจะบ้าจริงๆ แล้วนะ

            เมื่อเห็นว่าเธอนั่งตัวตรงได้แล้ว ผมก็ย้ายตัวเองมานั่งเก้าอี้ที่อยู่ตรงกันข้ามกับยัยนี่ แต่ว่าพอหย่อนสะโพกนั่งลงไม่ทันไร วันจันทร์ก็เอียงวูบไปทางซ้าย ผมเลยต้องรีบขยับตัวไปนั่งข้างๆ แทน จะบ้าตาย ผมสูญเสียพลังงานโดยไม่จำเป็นไปเท่าไหร่แล้วเนี่ย

            โอย อยากจะเป็นบ้าให้รู้แล้วรู้รอดไป

            หลังจากทานข้าวโดยที่ผมเป็นคนจับยัดแล้ว ผมก็กรอกยาลงคอให้ยัยนี่ต่อ ไม่อยากจะบอกว่ายัยนี่ดิ้นพล่านเหมือนกินยาพิษเข้าไปอย่างนั้นแหละ และสุดท้ายยัยนี่ก็หมดฤทธิ์อีกครั้งและนอนบนเตียงของผมตามเดิม เหลือเชื่อที่ผมยังไม่ขาดสติและเตะโด่งยัยนี่ออกไปจากห้อง

            และเมื่อไม่รู้จะจัดการยังไงกับตัวเองแล้ว ผมก็พาตัวเองออกมาจากห้องก่อนที่ทุกอย่างจะระเบิดออกมาซะก่อน บ้าจริง

        สองวันที่ผ่านมานี้ผมเอาแต่คิดถึงเรื่องของวันจันทร์ไม่หยุด

            ไม่น่าเลย เราไม่น่าจะมาเจอกันเลย ให้ตายเถอะ

 

        “ลมอะไรหอบแกมาที่นี่วะ!  วินเพื่อนสนิทของผมถามขึ้น เมื่อผมพาตัวเองไปที่ห้องพักของมัน

            “ไม่มีไร ขอบุหรี่หน่อยสิ” ผมบอกก่อนจะขยับนิ้วไปมาตรงหน้าของวิน

            หมอนี่เป็นลูกครึ่งเกาหลีที่หล่อลากไส้ที่สุด ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่ผู้หญิงเหลียวมองคอจะหลุด แต่ก็น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ที่หมอนี่ไม่เคยรักใครมาก่อนเลย อย่าหาว่าผมพูดเกินจริง แต่นี่มันคือความจริงที่วินไม่เคยคบใครเป็นตัวเป็นตน แม้แต่คำว่ากิ๊กก็ยังไม่มีเลยล่ะมั้ง

            ทั้งที่หน้าตาของมันแทบจะหาผู้หญิงได้เป็นจังหวัด เพราะอะไร มันเป็นเหตุผลที่เพื่อนในกลุ่มเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน

            “มาถึงก็เครียดเชียวนะ มีเรื่องอะไรรึเปล่า?” วินถามผมก่อนจะส่งกล่องบุหรี่และไฟแช็คมาให้

            ผมใช้ปลายนิ้วเคาะที่ก้นกล่องบุหรี่เบาๆ และไม่นานมวนบุหรี่ก็ค่อยๆ เด้งขึ้นมาที่ด้านบนของกล่อง ผมจุดไฟแล้วก็สูบควันอัดเข้าปอดลึกๆ

            “นิดหน่อย” ผมบอกก่อนจะพ่นควันสีขาวขุ่นออกมาเป็นรูปวงกลม

            วินมองแล้วก็หัวเราะพรืดออกมา ไม่รู้ว่ามันตลกอะไรตรงไหน

            “ทำไม มีเรื่องอะไรรึเปล่า” ไอ้วินถามซ้ำ และผมก็เสยผมขึ้นด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่าน

            “บางทีฉันอาจจะต้องย้ายที่พัก รู้สึกว่ายังไงก็หนีไม่พ้น”

            ใช่ สงสัยว่าผมจะหนีวันจันทร์ไม่พ้นแน่ ผมต้องรีบไปให้ไกลก่อนที่ข้างในมันจะระเบิดออกมาซะก่อน

            “ที่พักเหรอ ทำไม ที่เก่าแกก็ออกจะดี ฉันยังอยากจะอยู่เลย แล้วได้ยินจากไอ้แพ็คว่าแกประกาศหาแฟลตแชร์ด้วย จริงเหรอ”

            “ไอ้แพ็คนี่ปากสว่างจริงๆ” ผมบ่นงึมงำด้วยความไม่พอใจ

            “อยู่แล้ว ไอ้แพ็คก็เงี้ย จอมใส่ไฟ ว่าแต่เดี๋ยวก็หาแฟลตแชร์ เดี๋ยวก็จะย้ายออกมันยังไงกันแน่”

            “ฉันเอาเงินไปถลุงกับรถหมดแล้วน่ะสิ ตอนนี้เลยถังแตกกะว่าจะหาแฟลตเมทซะหน่อย เพราะปกติฉันก็ไม่ได้อยู่ห้องแล้วด้วย แต่ก็ไม่อยากจะทิ้งห้องนั้นเพราะมันเงียบดีน่ะ ฉันประกาศหาแฟลตเมทชั่วคราวที่มาเรียนแลกเปลี่ยนอะไรทำนองนั้น”

            ผมอธิบายและไอ้วินก็พยักหน้ารับรู้เงียบๆ

            “แล้วเจอคนไม่ถูกใจเข้าให้งั้นสิ” ไอ้วินถามต่อ และผมก็พยักหน้าหงึกหงัก

            “งั้นห้องของไอ้ซีฟล่ะ ถึงจะไกลไปหน่อยแต่ว่าก็สบายมากเลยนะ”

            “หือ? แล้วไอ้ซีฟย้ายไปไหนซะล่ะ ห้องมันมันหวงยังกะอะไรดี คงไม่ยอมให้คนอื่นไปอยู่ด้วยหรอกหมอนั่นน่ะ” ผมพูดตามความจริง เพราะรู้จักนิสัยของซีฟดีพอ

            “ซีฟมันย้ายไปอยู่กับแฟนน่ะ เห็บแวบๆ แล้ว น่ารักเป็นบ้า ถึงจะดูเอ๋อๆ เหม่อๆ ไปหน่อย แต่ว่ายัยนั่นน่ารักมากเลยล่ะ ไอ้ซีฟหวงเวอร์ด้วย”

            “ซีฟเนี่ยนะ มีแฟนแล้ว” ผมอุทานออกมาอย่างตกใจ

            “ใช่ลองถามมันดูสิ ไม่แน่ว่ามันอาจจะตกลงก็ได้นะ”

        ผมเงียบไม่ได้ตอบอะไรต่อจากนั้น แต่คิดไปถึงใครบางคนที่นอนบนเตียงผมมากกว่า

            “โอ๊ย! ฉันอยากจะบ้าตาย”

 

            หลังจากที่นั่งคุยและดื่มกับไอ้วินพักหนึ่งผมก็กลับมาที่ห้อง ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะไปที่ไหนดี ที่ทำได้ตอนนี้ก็กลับไปที่ห้องอย่างมึนงงสับสนในความรู้สึกตัวเอง จะว่าเป็นห่วงยัยนั่นก็ห่วง แต่นอกจากนี้มันยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ผมบอกได้ในคราวเดียวไม่หมด

            และเมื่อไปถึงผมก็เห็นว่าวันจันทร์กำลังถูกฉุดกระชากจากผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่ง และเจ้าของแฟลตที่กำลังพูดเกลี้ยกล่อมอะไรบางอย่างกับทั้งคู่

            ผมก้าวเท้ายาวๆ ตรงไปหาวันจันทร์ทันที เมื่อเจ้าของแฟลตหันมาเจอผมเขาถอนหายใจ และวันจันทร์ก็เบ้ปากก่อนจะเข้ามากอดผมไว้แน่น ทำเอาผมถึงกับตั้งตัวไม่ถูกและได้แต่มองคนโน้นคนนี้ด้วยความงงงัน

            “มันอะไรกันน่ะ”

            “วิลส์” เสียงแหบๆ ที่ฟังแล้วน่าหัวเราะของวันจันทร์ดังขึ้น แต่ผมไม่รู้สึกตลกเลยสักนิด และเธอก็กอดผมแน่นจนผมแทบจะหายใจไม่ออก

            “อ้อ นายเองงั้นเหรอ?

            แล้วผู้ชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ พวกเราก็เรียกความสนใจให้ผมหันไปมอง

            ผู้ชายตัวสูง ขาว และดูดีมากคนหนึ่ง หรือนี่จะเป็นแฟนของวันจันทร์ที่ผมรู้ว่าเธอกำลังคบใครบางคน

            หน้าตาก็ถือว่าไม่เลว แต่ว่าสายตากับนิสัยคงต้องเปลี่ยนอีกเยอะเลยล่ะ ผมคิดในใจแล้วก็มองหน้าหมอนี่อย่างหมิ่นๆ

            “มีอะไร” ผมถามและพยายามจะไม่สนใจคนที่กอดเอวไว้แน่น

            ชนิดที่ว่าถ้าเอาหน้าฝังลงกับอกผมได้ ยัยนี่ก็คงจะทำไปแล้ว

            “นายเป็นคนทำรอยจูบให้ยัยนี่สินะวู้ กล้าดียังไงน่ะ”

            ตอนแรกหมอนี่ก็ทำหน้ายิ้มแย้มอยู่หรอกนะ แต่ว่าท้ายประโยคหมอนี่กลับจ้องหน้าผมด้วยสีหน้าเดือดจัด

            แบบนี้ก็สนุกเลยล่ะ ผมแกล้งยกมือขึ้นโอบร่างของวันจันทร์ให้หมอนี่เห็นกันจะๆ ไปเลย และผมเองก็จ้องหน้าหมอนี่ไปด้วย ส่วนรอยจูบอะไรที่ว่านั่น ผมทำไว้เมื่อคืนเองแหละ เพราะกะจะแกล้งให้ยัยนี่ตกใจตอนเช้า แต่ว่ามันกลับไม่เป็นอย่างที่วางแผนเอาไว้ ยัยนี่กลับมาป่วยซะอย่างนั้นน่ะ

            “แล้วมันหนักส่วนไหนอะไรของนายงั้นเหรอ?” ผมถามและรู้สึกเหมือนว่าวันจันทร์กำลังร้องไห้

            มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ ไม่เจอกันสองปี เกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอวันจันทร์

        “แกแตะต้องแฟนฉันไง!!” ไอ้นี่ตะโกนเสียงดังลั่น แล้วก็ตั้งท่าจะต่อยผม

            ผมเลยกอดวันจันทร์ไว้แน่นเบี่ยงตัวนิดหน่อยให้หันข้างให้กับไอ้ผู้ชายทุเรศคนนี้ ก่อนที่ผมจะยันเปรี้ยงเข้าที่ปลายคางแรงๆ จนมันทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น จากนั้นผมเลยหันไปมองเจ้าของแฟลตอีกครั้ง

            “ช่วยลากไอ้หมอนี่ลงไปหน่อยนะครับ ผมมีเรื่องต้องคุยกับวันจันทร์” ผมบอกก่อนจะพาร่างที่สั่นระริกของวันจันทร์เข้าไปในห้อง ไม่ได้สนใจกับเสียงครางและสบถด่าของหมอนั่นอีกต่อไป

            “บอกมา ว่าเกิดอะไรขึ้นวันจันทร์” ผมถามและผลักเธอออกจากตัวเองแรงๆ จนวันจันทร์ทรุดลงไปนั่งกับพื้นและร้องไห้เหมือนเด็กๆ

            “วันจันทร์” ผมตะคอกชื่อของเธออีกครั้ง ขืนปล่อยให้ร้องไห้ต่อแบบนี้คงจะคุยกันรู้เรื่องหรอกนะ

            “นี่! มีอะไรก็พูดมาสิ เธอกำลังทำให้ฉันหงุดหงิด รู้ตัวมั้ย?

            “วิลส์” วันจันทร์เรียกชื่อผมก่อนจะโผเข้ามากอดผมไว้แน่น

            “นี่ ยัยบ้า!

            เชื่อสิ ว่ายัยนี่ไข้ขึ้นจนหลอนไปแล้วแน่ๆ

            …!

            แล้ววันจันทร์ก็ทำให้ผมช็อกขึ้นมาอีกหน เพราะว่าตอนนี้เธอจูบผมอย่างอาเป็นเอาตาย

            เฮ้ย! ยัยนี่ไปกินยาปลุกเซ็กมาหรือไงวะ ผมสบถและพยายามยันร่างนุ่มนิ่มของวันจันทร์ให้ออกห่างจากตัว แต่เหมือนว่ายัยนี่จะไม่ให้ความร่วมมือเลย

           

ท่อนแขนของวันจันทร์เป็นเหมือนหนวดปลาหมึกเหนียวๆ ที่ทั้งดึงทั้งเหนี่ยวผมและกอดคอให้ผมหายใจแทบไม่ออก และสุดท้ายผมก็ได้แต่ยอมรับจูบของยัยนี่เงียบๆ เพื่อแลกเปลี่ยมลมหายใจของกันและกัน ไม่นานจูบที่เงอะงะไม่ได้เรื่องได้ราวของวันจันทร์ก็ทำให้ผมควบคุมตัวเองเอาไว้ไม่ไหว

            ผมเริ่มจูบตอบและผลักร่างของวันจันทร์ไปติดกับโซฟาเบดตัวยาวที่ตั้งอยู่ที่มุมรับแขก ระหว่างนั้นมือไม่รักดีของผมก็สอดเข้าไปใต้เสื้อของวันจันทร์อย่างลืมตัว เนื้อนุ่มนิ่มของเธอทำให้ผมคิดอะไรแทบไม่ออก นอกจากจูบตอบเธอและเริ่มรุกคืบเข้าไปมากขึ้น

            แต่ไม่นานผมก็เบือนหน้าออกจากริมฝีปากของวันจันทร์จนได้

            “เฮ้ย! มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ” ผมบอกและพยายามจะดันร่างของเธอออกห่างให้มากที่สุด

            แล้วทำไมยัยนี่ต้องร้องไห้ด้วยวะเนี่ย ผมไม่เข้าใจเลย ให้ตายเถอะ

            “วิลส์ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ ช่วยกอดฉันที”

            “เธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เธอไม่เข้าใจหรอกว่าสถานการณ์ตอนนี้มันเป็นยังไงน่ะ!!” เชื่อสิ ว่ายัยนี่ป่วยหนักจนเลอะเลือนไปแล้ว

            “ฉันไม่ได้บ้า ฉันมีสติทุกอย่างเลยนะ แค่ครั้งนี้เท่านั้นวิลส์กอดฉันที ก่อนที่ฉันจะต้องเป็นของคนอื่น”

            “เธอพูดเรื่องบ้าอะไรน่ะ” ผมถามอย่างไม่เข้าใจ และยอมรับว่าคำพูดเมื่อกี้นั่นทำให้ผมฉุนนิดๆ

            ของคนอื่น ใครกัน ไอ้บ้าที่ผมเพิ่งถีบหน้าไปก่อนหน้านี้น่ะเหรอ

            “ฉันไม่อยากให้ใครกอดเลยนะ สาบานได้เลย เพราะงั้น กอดฉันที ครั้งนี้ ครั้งเดียว นะ” เธอบอกและไม่พูดเปล่า ยันเลื่อนหน้ามาจูบผมเองอีกต่างหาก

            และสุดท้ายความรู้สึกผิดชอบชั่วดีทั้งหลายก็หายไปเมื่อผมได้กอดเธอเอาไว้อีกครั้ง ผมอุ้มวันจันทร์ที่อ่อนปวกเปียกขึ้นมาจากพื้นและตรงไปที่ห้องนอน หลังจากเรื่องนี้ผ่านพ้นไปผมสาบานได้ว่าวันจันทร์ต้องร้องไห้ไม่หยุดแน่ๆ

        “ฉัน ฉัน” วันจันทร์ทำเสียงตะกุกตะกักทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมาจากต้นคอของเธอทันที

            “นี่เป็นครั้งแรกของฉัน เพราะฉะนั้น

            ผมไม่รอให้วันจันทร์ได้พูดจบรีบโน้มหน้าลงไปใกล้เธออีกครั้ง ก่อนที่จะกระซิบเสียงข้างหูของเธออย่างแผ่วเบา

            “เรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของฉันเถอะน่า” ผมบอกและยืดตัวขึ้นเพื่อถอดเสื้อออกจากตัว

            ตอนนี้ใบหน้า ต้นคอ ใบหูเล็กๆ ขาวๆ และลามเรื่อยไปทั่วตัวของวันจันทร์แดงเรื่อเหมือนถูกด้วยน้ำร้อน และมันทำให้ผมรู้สึกเอ็นดูเธอไม่น้อย

            แต่ผมไม่เชื่อหรอกนะว่านี่คือครั้งแรกของเธอ เพราะถ้าเป็นครั้งแรกจริงๆ เธอคงไม่ยอมให้ผมง่ายๆ แบบนี้หรอก

            “แล้วเรามาดูกัน ว่าเธอจะหลอกลวงอะไรฉันอีกหรือเปล่า

End Wills talks…


 

 

Talk 2…

 

ตอนนี้กำลังอยู่ในจุดจุดหนึ่งที่ใกล้เคียงกับคำว่า ใกล้ตายเป็นอย่างมาก

งานหนังสือที่จะถึงนี้ ทำให้มู่ใกล้จะบ้าตาย แค่กๆ

ใครที่รอเรื่อง ROMANCES CODE กับ Hood-War

เค้ามีข่าวดีด้วยล่ะ ฮี่ๆ

แต่ขออุบไว้อีกนิด เดี๋ยวให้แน่ชัดอะไรๆ ลงตัวมากกว่านี้เดี๋ยวมู่จะบอกอีกทีนะคะ

 

เรื่องของซีฟ ที่หลายๆ คนกำลังคลั่งไม่ได้อ่านที่เหลือ

ขอบอกว่าซีฟน่ารักมวากกกกกกกกกกกกกกกกกกก ฮ่าๆ พยายามจะเน้น

คนอ่านเอาระเบิดปาทันทีทันใด

พี่ บก เห็นเหมือนกันค่ะว่าพวกเรากำลังจะคลั่งตายแล้ว

ตอนนี้เลยอาจจะได้ลัดคิวออก ไม่ได้แซงคิวของคนอื่นๆ ใน สนพ นะคะ

คือลัดคิวนิยายของตัวเองนี่แหละ ฮ่าๆ เค้าไปขอให้สาวๆ มาแล้ว

อย่างเร็วอาจจะออกเดือนกันยานะคะ สำหรับเรื่องของซีฟ

หรือไม่เราก็เจอกันในงานหนังสือเลย พร้อมกับนิยายที่เป็นเซตพิเศษด้วย

จะเป็นเรื่องอะไร รอติดตามกันดีๆ นะเออ กอดสาวๆ ทุกคน

 

แต่ตอนนี้กำลังนอนจมกองเลือด แค่กๆ

เรื่องของวิลส์ บอกว่าตอนต่อไป พี่เค้าจะโหด หวง หึง อย่างน่ากลัวแน่ๆ

เค้าชอบ ผช แบบนี้ ฮ่าๆ

ปล ใครถามถึง TK บอกสั้นๆ ว่ามันกำลังมองจับตาอยู่ค่ะ

เค้าพูดมากไม่ได้ เค้าพูดอะไรมากไม่ได้ แง้ๆ

แล้วเจอกันนะคะ กอดสาวๆ

 

 

Talk 1…

Song :: I wish you loved me - Tynisha keli

Down Load this song >>CLICK!!<<

 

EMBRACE SCENT

มันจะกลายเป็น ROMANCE SCENE แทนซะแล้ว

คู่นี้ฮอตค่ะ เดี๋ยวหลังๆ ทุกคนต้องกรีดร้องหาวิลส์แน่ๆ คึคึ

ผช คนนี้เค้าร้อนกว่าที่คิดค่ะ

 

เรื่องนี้จะมีปมอยู่ลายอย่าง ไม่แน่ใจว่าจะคลายหมดในตอนที่8

เท่าที่จะอัพได้ตามสัญญาหรือเปล่า มีแววว่าคนอ่านได้คลั่งกันแหงๆ

เซตนี้จะสลับไปมาระหว่าง ROMANCES กับ SCENT นะคะ

เค้ากำลังปั่นจนหัวสั่นหัวคลอน นอตหลุดทีละตัวสองตัวแล้ว แง้ๆ

และไม่ดราม่าเท่าไหร่ค่ะ อาจจะมีนิดๆ และ หวง หึง หื่น ทั้งเรื่อง คึคึ

สนองความต้องการตัวเอง ฮ่าๆ

 

วันจันทร์ เป็นลูกสาวของใครลองทายกันมั้ยคะ อิอิ

แล้วเจอกันค่ะสาวๆ แวะไปพูดคุยกันได้ในแฟนเพจนะเออ

กอดสาวๆ ทุกคน

ส่งจูบบบ




สอบถามข่าวสารของนิยายหรือพูดคุยกันได้ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ

FP สำนักพิมพ์แสนดี Click!!

ID สำนักพิมพ์แสนดี Click!!

FP mu_mu_jung Click!!

 

God blessed you

’m blessed you

 

I http://www.dek-d.com/06pic/dot/heart.gif Readers
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 7 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
ลุ้นนนนนนนนนนนนน
จากคุณ sophidathosaeng/(sophidathosaeng) อัพเดตเมื่อ 05/05/2556 22:31:51
ความคิดเห็นที่ 2
กรี้ดดดดดดดดด
นั่งเขินบ้าอยุ่คนเดียว
55 
ที่จิงเค้ามีสอบพุ่งนี้
แต่ต้องเข้ามาอ่านก่อนไม่งั้นไม่มีกำลังใจสอบ
ฮวากกกก
สู้สู้คัฟฟฟ
 P'Mu
จากคุณ หลิว/(liew_tm) อัพเดตเมื่อ 03/08/2554 00:59:29
ความคิดเห็นที่ 3
ฟังแค่นี้ก็จะคลั่งตายแล้วคะ

อัพๆๆ

จากคุณ บลู/(Blueny110) อัพเดตเมื่อ 03/08/2554 00:25:56
ความคิดเห็นที่ 4

เรื่องนี้มีปมเยอะจัง ,,

จากคุณ Neew/(JULANEEW) อัพเดตเมื่อ 02/08/2554 13:37:15
ความคิดเห็นที่ 5
สองคนนี้มีความหลังไงกันอ่า
อยากรู้เร็วๆจัง
จากคุณ Palmmy/(poohpikket) อัพเดตเมื่อ 01/08/2554 20:04:42
ความคิดเห็นที่ 6
ทำไมวิลล์ต้องหนีวันจันทร์ด้วยเนี่ย?
จากคุณ PiaNo ^^/(P_orNap_A) อัพเดตเมื่อ 01/08/2554 19:19:09
ความคิดเห็นที่ 7
สนุกมากๆค่ะ อัพเร็วๆนะคะ
จากคุณ Chanya/(kowwow_woo) อัพเดตเมื่อ 01/08/2554 18:19:42
ความคิดเห็นที่ 8
จ๊ากกก ก     >< !!

จากคุณ บูม/(chaptero) อัพเดตเมื่อ 01/08/2554 01:53:15
ความคิดเห็นที่ 9
อ๊ากกกกก ><
จากคุณ minmint/(Minimintminmin) อัพเดตเมื่อ 31/07/2554 22:15:39
ความคิดเห็นที่ 10
อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย-///-

จากคุณ จอย/(joyjuju191) อัพเดตเมื่อ 31/07/2554 20:55:32
หน้าที่ 1 จาก 7 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 237 ท่าน