Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
อหังการ์นางพญาเหนือมังกร
Renngae
บทนำ
1
06/02/2555 21:27:42
784
เนื้อเรื่อง

บทนำ

                 สายลมแผ่วเบาของฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านทำให้คลายความร้อนจากแสงแดดยามบ่ายแก่ๆลงไปได้มาก ร่างสูงของเด็กหนุ่มค่อยๆเดินไปตามทางเดินจนกระทั่งมาถึงจุดหมายปลายทางที่เป็นบ้านหลังเล็กกะทัดรัด ล้อมรอบด้วยรั้วไม้สูงเท่าเอว มือหนาเอื้อมไปเปิดประตูและก้าวเข้าไปตามทางเดินจนเข้าไปในตัวบ้านอย่างคุ้นเคย
                “กลับมาแล้วครับ”
                “อาเล่อ อาเล่อเข้ามาหาพี่หน่อยสิ” เสียงใสตอบรับขึ้นทันทีเหมือนกับว่ารอเขาอยู่นานแล้วอย่างนั้น
                อาเล่อหรือหย่งเล่อวางกระเป๋าหนังสือลงบนโซฟาตัวโตที่อยู่ใกล้ พยายามไม่ใส่ใจกับตั้งหนังสือสูงมากมายที่วางกองอยู่บนโซฟาตัวยาวในห้องรับแขกแล้วเดินตามเสียงที่ได้ยินไปหาคนที่เรียก “ครับ”
                ร่างสูงเดินผ่านห้องรับแขกที่ยืนอยู่ไปยังห้องครัวที่มีโต๊ะทานข้าวตัวโต ทะลุออกไปยังห้องนอนที่มีประตูสามบานเรียงกัน ชายหนุ่มเดินไปเปิดประตูบานที่สองโดยลืมที่จะเคาะบอกเช่นทุกที
                ในห้องนอนที่มีเพียงเตียง โต๊ะเขียนหนังสือ ตู้เสื้อผ้าทำให้ดูโล่งกว้างกว่าความเป็นจริง ทำให้หย่งเล่อสะท้อนใจทุกครั้งที่เข้ามาเห็น หากเป็นห้องของหญิงสาวคนอื่นคงเต็มไปด้วยเครื่องเรือนน่ารักๆมากมายแต่ด้วยสาเหตุบางประการทำให้ห้องนี้ต้องเป็นเช่นนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าของห้อง
                ดวงตาคมกริบกวาดแลไปทั่วห้องจนกระทั่งพบคนที่ต้องการนั่งอยู่ใกล้กับบานหน้าต่างที่เปิดออกกว้างรับอากาศบริสุทธิ์เข้ามาในห้อง
ร่างสูงของเด็กหนุ่มหยุดยืนนิ่งราวกับตกอยู่ภวังค์กับภาพที่เห็น ไม่ว่าจะกี่ครั้งกี่คราวที่มองพี่สาวของตนเอง เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าเหมยหลิงพี่สาวของเขาคนนี้ช่างสวยจับตาจริงๆ ราวกับเป็นผลงานที่ถูกสรรสร้างอย่างวิจิตรบรรจง เป็นผลงานศิลปะล้ำค่าของโลกที่ไร้ที่ติไม่มีผิด
                ดวงตาดำกริบใต้แพขนตาหนางอนทำให้ดวงตาดูคู่งามดูโดดเด่นแม้ในยามนี้ที่เจ้าตัวมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง เส้นผมสีดำสนิทราวเส้นไหมปลิวเล่นกับสายลมล้อมกรอบใบหน้ารูปไข่เนียนสวย จมูกได้รูปโด่งรั้นเล็กน้อยรับกับริมฝีปากเล็กน่ารักสีชมพูที่หยักขึ้นเป็นรอยยิ้มน้อยๆบ่งบอกว่าเจ้าตัวมีความสุขมากแค่ไหน
                เหมือนจะรู้ว่าน้องชายเดินเข้ามาในห้องแล้ว เหมยหลิงจึงหันมาหาหย่งเล่อที่ยืนนิ่งค้างอยู่ “มาหาพี่สิจ๊ะ” ทั้งๆที่บอกให้เขาเข้าไปหา แต่ร่างบางกลับเป็นฝ่ายลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินเข้ามาแทน
“อุ้ย!” หย่งเล่อรีบปราดเข้าไปหาเหมยหลิงทันทีที่ได้ยินเสียง ทันรับร่างบอบบางที่เสียหลักจะล้มลงพอดี
                “พี่!ระวังหน่อยสิ”ชายหนุ่มหัวใจแบบหยุดเต้นเมื่อเห็นภาพเมื่อครู่ ดีที่รับไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้น... หย่งเล่อกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัวเมื่อคิดไปในแง่ร้าย แต่ก็ผ่อนคลายลงเมื่อมือเล็กของเหมยหลิงทาบวางลงที่แก้มซ้ายของเขาเบาๆ
                “ไม่เป็นไรน่า พี่ไม่เป็นไรสักหน่อย แค่หน้ามืดนิดเดียวเอง”
                หย่งเล่อไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ย่อตัวลงช้อนร่างของเหมยหลิงขึ้นพาไปส่งที่เตียงเท่านั้น มือหนาของเด็กหนุ่มค่อยๆวางร่างของพี่สาวลงอย่างเบามือ ถนุถนอมเหมือนกลัวว่าจะแตกหักไปเสียอย่างนั้น
                 เมื่อนั่งลงบนเตียงเหมยหลิงก็หยิบหนังสือเล่มหนาจากข้างหมอนมาส่งให้น้องชายพร้อมรอยยิ้ม
                “อ่านหนังสือให้พี่ฟังหน่อยนะ เล่มนี้น่าสนใจมากๆเลย”
                “หืม” หย่งเล่อเลิกคิ้วสูง มองดูหน้าปกที่เป็นรูปนักรบท่ามกลางสงครามอย่างไม่เชื่อสายตา “นี่พี่อ่านหนังสือแบบนี้อีกแล้วเหรอ มีแต่สงครามกับการต่อสู้ น่าสนใจตรงไหน”
                ตัวหนังสือสีเหลืองทองที่ปรากฏรวมตัวกันเป็นชื่อเรื่องนั้นดูโดดเด่นออกมาจากภาพเบื้องหลังที่เป็นความวุ่นวายในสนามรบ ดูเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือเอาเรื่องทีเดียว

ประวัติศาสตร์แผ่นดินแห่งสงคราม

                “น่าๆอ่านให้พี่ฟังหน่อย แสงสว่างเริ่มไม่มีแล้วพี่เลยมองไม่ค่อยเห็น”
                เมื่อได้ฟังเหตุผลของพี่สาวแล้ว ใบหน้าของเด็กหนุ่มก็สลดลง แต่เพียงแวบเดียวเท่านั้นก็กลับเป็นปกติ รับหนังสือเล่มหนามาเปิดและอ่านให้พี่สาวฟังแต่โดยดี “คราวหลังเอาเป็นนิทานอีสป หรือนิยายหวานๆดีกว่ามั้ยพี่”
                “ไม่เอาหรอกพี่ชอบแบบนี้มากกว่านี่นา”
                ในหมู่สามคนพี่น้องเหมยหลิงนับว่าเป็นคนที่โชคร้ายมากที่สุด เพราะเธอนั้นเป็นโรคประหลาดที่รักษาไม่หาย โดยดวงตาทั้งสองข้างของเธอจะพร่ามัวลงเรื่อยๆจนกระทั่งในอนาคตก็จะบอดสนิทในที่สุด ตั้งแต่อายุ 15 ที่เริ่มแสดงอาการเป็นต้นมา ทั้งหย่งเล่อและพี่ชายคนโตก็คอยดูแลเหมยหลิงอย่างใกล้ชิด เมื่อจบการศึกษาภาคบังคับก็ให้เหมยหลิงมาอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ยอมให้ไปโรงเรียนอีก ทำให้เหมยหลิงที่มีเวลาว่างเหลือเฟือกลายเป็นคนชอบอ่านหนังสือไป เพราะว่าในห้องสมุดของบ้านนั้นมีหนังสือมากมาย โดยเฉพาะหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เพราะเป็นอาชีพของบิดามารดาของสามพี่น้อง
               

                “ทำอะไรกันอยู่” ใบหน้าคมสันของชายหนุ่มวัย 19 ปีเยี่ยมหน้าเข้ามาในห้องนอนของน้องสาวคนกลาง กวาดสายตามองน้องสาวคนกลางที่นอนเล่นอยู่บนเตียง โดยมีน้องชายคนเล็กของบ้านอ่านหนังสือให้ฟังอย่างสะดวกสบาย

                “อ่านหนังสือให้พี่สาวฟังน่ะฮะ” หย่งเล่อพลิกปกหนังสือโชว์ให้พี่ชายได้เห็น หย่งเล่อที่มองเข้ามาขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะแสงสลัวของยามค่ำทำให้มองอะไรได้ไม่ถนัดนัก สายตาของเขาจึงมองเห็นหนังสือเล่มหนาที่น้องชายชูให้ดูเป็นม้วนตำราไม้ไผ่ไปเสียได้
หย่งเล่อขมวดคิ้วเล็กน้อย เอื้อมมือไปเปิดสวิทซ์ไฟที่ข้างประตู แสงสว่างสีขาวนวลสาดแสงขับไล่ความมืดออกไปอย่างรวดเร็ว เหมยหลิงค่อยๆลุกขึ้นจากการนอนหนุนตักน้องชายมองพี่ชายที่มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างไม่เข้าใจ
              “ไปทานข้าวได้แล้ว”
เหมือนจะรู้ว่าตนเองที่ทำหน้าเครียดนั้นทำให้น้องๆรู้สึกไม่สบายใจ หย่งคังจึงแย้มรอยยิ้มเล็กน้อยส่งให้น้องชายและน้องสาวทั้งสอง เมื่อยิ้มเช่นนี้แล้วก็ทำให้ใบหน้าที่แต่เดิมก็หล่อเหลามากอยู่แล้วของเจ้าตัวดูมีเสน่ห์มากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า
               ดูน่าเข้าใกล้มากกว่าใบหน้าเฉยชาที่มักทำอยู่นั่นตั้งเยอะ เหมยหลิงแอบค่อนในใจ
                หย่งคังนั้นมีใบหน้าที่คมเป็นที่ต้องตาต้องใจของสาวๆหลายๆคน ทั้งใบหน้าที่คมสัน คิ้วเข้มเหนือดวงตาคมกริบราวมีดโกน จมูกโด่งจนขึ้นสัน รับกับริมฝีปากบางที่นานๆจะเผยรอยยิ้มสักครั้ง และร่างกายสูงใหญ่สมวัยหนุ่ม แต่เจ้าตัวกลับไม่มีทีท่าที่จะสนใจใครเป็นพิเศษเธอจะมีโอกาสได้เห็นพี่สะใภ้ไหมหนอ เหมยหลิงแอบคิดในใจ
                “หยุดอ่านแล้วลงไปทานข้าวก่อนดีกว่า ตอนนี้มืดแล้วจะได้รีบนอนเดี๋ยวเหมยหลิงจะมีไข้อีก”  
                “ก็ได้ค่ะ”
                “ครับ”หย่งเล่อเอาหนังสือไปเก็บที่ชั้น ก่อนจะเดินไปพยุงพี่สาวคนสวยให้เดินไปยังห้องอาหารที่มีอาหารหน้าตาน่าทานมากมายรอให้พวกเขาสามพี่น้องไปจัดการอยู่อย่างระมัดระวัง
               
                 “พี่ใหญ่ รู้มั้ยว่าพี่เหมยหลิงอ่านหนังสือเรื่องความรุนแรงเกี่ยวกับสงครามอีกแล้วนะ”ระหว่างทานอาหาร หย่งเล่อก็ฟ้องพี่ชายคนโต
                 “อะไรกัน เรื่องการชิงไหวชิงพริบกันในสงครามเพื่อเอาชนะศัตรูที่เป็นฝ่ายตรงข้ามแบบนี้ เป็นการใช้ความรุนแรงตรงไหนกัน ต้องเรียกว่าศิลปะแบบหนึ่งต่างหาก” เหมยหลิงรีบแก้ “พี่ใหญ่ก็คิดเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ”
                  หย่งคังที่ถูกลากเข้ามาในบทสนทนาด้วยได้แต่นิ่งเงียบทานข้าวต่อไปไม่มีคำตอบให้น้องสาว แต่ดูเหมือนเหมยหลิงจะรู้อยู่แล้วว่าจะไม่ได้รับการตอบรับจึงไม่ได้คิดอะไรแต่หันไปคุยกับหย่งเล่ออย่างสนุกสนาน
                   เพราะตั้งแต่สูญเสียบิดามารดาไปในอุบัติเหตุ หย่งคังก็ต้องเป็นคนที่ดูแลน้องๆมาด้วยตัวเอง ทำให้เขาค่อนข้างที่จะมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าวัย แต่ทั้งคู่ก็ทราบดีว่าพี่ชายคนโตนั้นมีความเป็นห่วงให้น้องๆมากแค่ไหน
                  “ชอบเรื่องสงครามแบบนี้สงสัยพี่สาวจะเป็นกุนซือชื่อดังกลับชาติมาเกิดซะล่ะมั้ง” หย่งเล่อแซว
                  “ไม่หรอกน่า แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง งั้นพี่ใหญ่ก็ต้องเป็นท่านแม่ทัพผู้เก่งกาจไร้พ่ายน่ะซิ แล้วอาเล่อก็เป็น...” เหมยหลิงนิ่งคิด “นักรบเลื่องชื่อเป็นยังไง”
                  หย่งเล่อหัวเราะร่า ชอบใจในจิตนาการของพี่สาว  “เยี่ยมเลย มีทั้งกุนซือผู้ชาญฉลาด แม่ทัพผู้เก่งกาจแล้วก็นักรบยอดฝีมือ ผมว่าพวกเรามีหวังได้ครองแผ่นดินแหงๆ”
                   เหมยหลินหัวเราะบ้าง กับบทสรุปของน้องชายการปะทะคารมของสองพี่น้องดำเนินต่อไปอย่างครื้นเครง โดยมีพี่ชายตนโตคอยห้ามทัพเวลาจะเลยเถิด ...เหมือนเช่นทุกๆวัน 
                   ไม่ได้คาดคิดเลยว่าสิ่งที่คิดเมื่อครู่ อาจจะเป็นความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้น...
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 374 ท่าน