Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
ROMANCES SCENT ? EMBRACE SCENT ? Eps02 [100%] -Aug 05 UP!!-
mu_mu_jung
? ROMANCES CODE ? Eps07
66
23/07/2554 20:44:25
11904
เนื้อเรื่อง

Eps.07

Who Am I to Say You Need Me

 

        คนอื่นนิ่งเงียบเหมือนนาฬิกาหยุดเดิน ฉันได้ยินเพียงฝีเท้าของซีฟที่ก้าวลงขั้นบันไดไปทีละขั้นเท่านั้น ซูซี่ที่ดูเกลียดฉันกลับเป็นฝ่ายลังเลว่าจะเข้ามาใกล้ฉันหรือเปล่า ฉันน้ำตาตกเงียบๆ พร้อมกับซูซี่ที่ยังทำท่าเหมือนจะเข้ามาหาฉัน แต่สุดท้ายเธอก็เดินตามหลังซีฟไป

            ฉันใช้หลังมือป้ายน้ำตาออกไปแล้วก็พยายามจะยันตัวลุกขึ้นจากพื้น ฉันอยากจะเอ่ยปากเรียกให้เอกหรือว่ากอล์ฟช่วยฉุดฉันให้ลุกขึ้น แต่ว่าก็ไม่กล้าพอ ก่อนหน้านี้ที่ได้ยินเสียงพวกเขาคุยกันมันยังก้องอยู่ในหัวของฉัน คนอื่นมองเหมือนกันทุกคนว่าเขาอาจจะชอบฉัน เช่นเดียวกับฉันที่หลงคิดว่าเขาก็อาจจะชอบฉันบ้างเหมือนกัน

            แต่มันก็ช่วยไม่ได้ก็จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ชอบฉันเลยนี่นา

            “ปั้นหยาไหวมั้ย?

            แล้วเอกก็เดินลงบันไดมาหาฉันจนได้ หลังจากที่นิ่งเงียบไปเกือบสองนาที

            “อ๊ะ ไม่เป็นไรๆ” ฉันบอกแล้วก็เหนี่ยวราวบันไดดึงตัวเองเข้ามา

            คงไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้เท้าฉันแพลงหรอกนะ ฉันอยากจะอ้อนพวกเขาเหมือนเดิม แต่สถานการณ์มันเปลี่ยนจากเดิมไปมากจริงๆ เพราะอย่างนั้นฉันเลยทำเพียงส่งยิ้มบางๆ ให้พวกเขาโดยที่ไม่สบตากับใครสักคน แล้วก็หอบหิ้วถุงใส่กล่องเค้กขึ้นมาจากพื้น

            มันเละหมดแล้ว และคงให้ใครไม่ได้ด้วย

            “ช่วยเปิดประตูข้างล่างให้หน่อยสิ ฉันออกไปไม่ได้น่ะ” ฉันบอกกับเอกอีกครั้งแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองพวกเขาในที่สุด

            “ปั้นอย่าร้องไห้เลยนะ ไอ้ซีฟมันเมาค้างน่ะ มันเลยเพี้ยนๆ ไปหมดแล้ว”

            เอกบอกกับฉัน ซึ่งฉันทำได้เพียงแค่หัวเราะแห้งๆ ให้พวกเขาไปก็เท่านั้น ตอนนี้ฉันปวดข้อเท้ามากกว่าเดิมซะอีก แย่จริง ขืนปล่อยไว้นานๆ มันต้องบวมและทำให้ฉันเดินไม่สะดวกไปหลายวันแน่

            “เดินไหวมั้ย ให้ฉันไปส่งหรือเปล่า ที่คณะหรือที่อพาร์ตเม้นต์ก็ได้นะ” เอกอาสาไปส่งฉันอีก แต่ว่าฉันส่ายหน้าปฏิเสธไป

            พวกเขาคงกำลังยุ่งอยู่แน่คงจะตั้งใจไปทานข้าวเพราะนี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว และคงกลับมาทำงานต่อ ฉันเกรงใจที่จะให้เขาไปรับไปส่ง

            “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจะให้พ่อมารับ” ฉันบอกแล้วก็ส่งยิ้มให้เอกเพื่อบอกว่าตัวเองไม่เป็นไร

            “นี่แสดงว่าเจ็บมากเลยสิเนี่ย น้ำตาเธอไหลไม่หยุดเลยนะ!

            กอล์ฟทำตาโตและฉันก็รีบยกมือขึ้นมาแตะแก้มตัวเองทันที จริงด้วย ถึงตอนนี้น้ำตาฉันยังไหลอยู่เลย ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงได้ร้องไห้มากขนาดนี้

            “ไม่เป็นไรแล้วล่ะ เปิดประตูให้หน่อยนะ” ฉันบอกแล้วก็พยายามจะซ่อนถุงเค้กเอาไว้ข้างหลัง

            แม้จะรู้ดีว่าคนอื่นๆ เห็นมันหมดแล้วก็ตาม และฉันก็รู้สึกสมเพชตัวเองมากขึ้นที่ต้องมาอยู่ในสภาพนี้ ไม่น่าเลยปั้นหยา ไม่น่าคิดไปเองคนเดียวเลย

            ฉันคิดในใจก่อนจะค่อยๆ เดินลงบันไดไปทีละขั้นโดยที่มีคนอื่นร่วมให้กำลังใจให้ฉันอยู่ห่างๆ มองดูแล้วมันก็น่าตลกดีเหมือนกันนั่นแหละ

            “ขอบคุณนะ ฉันต้องมาที่คณะวิศวะอีกรึเปล่า ฉันยังต้องช่วยงานพวกนายอีกมั้ย?

            ฉันถามอย่างรู้ตัวดี และหนุ่มๆ คนอื่นก็มองหน้ากันไปมาและต่างทำหน้าไม่ค่อยดีกันเท่าไหร่

            “ไว้เดี๋ยวจะโทรหาแล้วกันนะปั้น”

            แค่นี้ฉันก็รู้แล้วว่าหน้าที่ของตัวเองนั้น จบลงแล้ว

 

        ฉันนั่งนับเวลารอให้ป๊ะป๋ามารับที่คณะวิศวะเพราะเดินไม่ไหวจริงๆ ฉันเองไม่กล้าโทรหาพอสให้มารับด้วย ตอนนี้พอสคงอยู่กับแฟนล่ะมั้ง ขืนให้หมอนั่นมารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันมีหวังเรื่องไม่จบแน่ ฉันอยากจะให้เรื่องนี้มันจบลงเงียบๆ เขาได้ประโยชน์จากฉันไปแล้ว ฉันเองก็ได้ประโยชน์จากซีฟมาแล้วเช่นกัน

            เพราะอย่างนั้นให้เราค่อยๆ ห่างกันไปมันก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว

            ทั้งที่ก็คิดมาตลอดว่าเรื่องแบบนี้มันจะเกิดขึ้นในสักวัน แต่ทำไมตอนนี้ฉันถึงห้ามน้ำตาตัวเองไม่ได้ มันไหลรินทีละหยด และฉันก็ไม่อายด้วยที่จะปล่อยให้มันไหลลงมามากมายต่อหน้าคนอื่นแบบนี้ กอล์ฟกับเพื่อนร่วมทีมอีกคนยังไม่ไปไหน พวกเขายืนมองฉันอยู่เงียบๆ

            ฉันเองก็กำปากถุงเค้กไว้แน่นจนเล็บจิกเข้าไปในอุ้งมือ ความเจ็บที่มือและข้อเท้ามันเทียบไม่ได้เลยแม้แต่เสี้ยวเดียว ที่ตรงหัวใจ

            ตรงนั้น มันเจ็บจนรู้สึกได้

            แล้วฉันก็เงยหน้าขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยแล่นมาตามถนนหน้าคณะวิศวะ แล้วก็ใช่จริงๆ ป๊ะป๋าของฉันมาแล้ว ป๊ะป๋าโจชัวจอดรถไว้ที่ริมฟุตบาทข้างคณะก่อนจะเปิดประตูรถและเดินตรงมาหาฉันอย่างเร่งรีบ

            “ป๊ะป๋า!” ฉันเรียกป๊ะป๋าก่อนที่น้ำตาจะไหลมากกว่าเดิม

            ทำไมกันนะ จะร้องไห้ทำไมกัน

            “ปั้นหยาเป็นอะไรลูก เกิดอะไรขึ้น” ป๊ะป๋าเข้ามาถึงตัวฉันอย่างรวดเร็ว และทำท่าตกใจเมื่อเห็นหยดน้ำตามากมายที่หล่นบนถุงใส่เค้ก จนเหมือนว่ามันเปียกฝนแทนที่มันจะเปียกเพราะน้ำตาของฉัน

            “ป๊ะป๋า ปั้นตกบันได” ฉันบอกพ่อก่อนที่น้ำตาจะไหลพรูลงมา

            ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันว่าทำไมฉันถึงได้เสียน้ำตาง่ายดายแบบนี้ แต่ที่รู้ตอนนี้ฉันกำลังร้องไห้โฮด้วยความเจ็บปวด

            “เหรอ แล้วไม่ได้เจ็บหนักใช่มั้ย?” ป๊ะป๋าถามฉันจากนั้นก็พยุงฉันให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ใต้อาคารตึกวิศวะ

            “ไม่เท่าไหร่ค่ะป๊ะป๋า แต่มันเจ็บเหมือนขาจะแพลง” พูดไปแล้วก็น้ำตาร่วง

            “ไม่ไหวเลยปั้นหยา ทำไมขี้แงแบบนี้ล่ะลูก เหมือนแม่ไม่มีผิด”

            แล้วป๊ะป๋ากลับมองความเจ้าน้ำตาของฉันเป็นเรื่องตลกไปซะอย่างนั้น ฉันทำหน้างอทั้งที่น้ำตาอาบหน้า แล้วก็หันไปยิ้มให้กอล์ฟที่ยังยืนอยู่ห่างๆ

            “เพื่อนเหรอ?” ป๊ะป๋าถามอีก และฉันก็ พยักหน้าให้พ่อไป

            พอก้าวขึ้นรถได้ไม่ทันไร ฉันก็เห็นร่างสูงๆ ของซีฟเดินกลับเข้าคณะมาพอดี ข้างกายของเขายังคงมีซูซี่ขนาบข้างเหมือนเดิม ฉันเห็นแล้วก็เบือนสายตาหนีแล้วก็ขยุ้มถุงพลาสติกที่ข้างในเป็นกล่องเค้กเละๆ ไว้แน่น

            จบแล้วสินะ

        ถึงแม้ว่าอยากจะรู้จากปากของเขาตรงๆ แต่ฉันก็ไม่มีเรี่ยวแรงและกำลังใจจะฟังคำถากถางนั้นจากปากของเขา เอาเถอะ บางที เราอาจจะมาพบกันแล้วก็จากกันอย่างนี้เข้าสักวัน

            “ทำไมทำหน้าหงอยอย่างนั้นล่ะ มีเรื่องอะไรนอกจากตกบันไดหรือเปล่า” ป๊ะป๋าโจชัวถามเหมือนรู้ทุกอย่างแล้ว

            ฉันส่งยิ้มให้พ่อก่อนจะส่ายหน้าแทนคำตอบ เรื่องแบบนี้ให้มันเงียบหายไปกับสายลมมันคงจะดีกว่าในตอนนี้

            “กลับไปอ้อนคุณแม่ให้ทำกับข้าวดีกว่า” ฉันพึมพำกับตัวเอง และเช็ดน้ำตา

            “ไม่กลับไปนอนที่อพาร์ตเม้นต์เหรอ เดี๋ยวพ่อจะพาไปโรงพยาบาลแล้วจะไปส่งที่อพาร์ตเม้นต์”

            “ไม่ดีกว่าค่ะป๊ะป๋า ปั้นอยากกลับบ้าน” ฉันบอกแล้วก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ

            “ก็ได้ค่ะ วันนี้ป๊ะป๋าซื้อเลโก้รถไฟมาด้วย แบบที่หนูชอบไง เราไปต่อด้วยกันนะ”

            “ค่ะ

 

            เช้าอีกวันฉันเดินกะเผลกเข้ามหาวิทยาลัย ตอนแรกฉันนึกว่าตัวเองจะร้องไห้โฮตอนดึกๆ จนหน้าโทรมแล้วซะอีก แต่นึกไม่ถึงว่ายาเม็ดเล็กไม่กี่เม็ดจะทำให้ฉันหลับสนิทเหมือนถูกรมยาสลบ เอาเถอะ มันก็เป็นเรื่องดีแล้วนี่นาที่ฉันจะได้ไม่ต้องคิดเรื่องอะไรมากมายเกินไปน่ะ

            แต่ว่า ฉันคงจะไม่ได้ไปทำอะไรที่คณะวิศวะอีกแล้วสินะ

            นั่นสิ จะไปทำไม ในเมื่อไม่มีใครต้องการอะไรจากฉันแล้ว ฉันคิดอย่างเศร้าสร้อยก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติเมื่อเห็นพอสเดินเข้ามาใกล้ ถ้าเกิดว่าหมอนี่รู้ว่าฉันทะเลาะหรือมีเรื่องกับซีฟมา มีหวังพอสได้ลากซีฟไปปู้ยี้ปู้ยำแหง สังเกตได้จากตอนที่มีเรื่องกันที่สระว่ายน้ำนั่น

            “ไงปั้น ทำการบ้านมารึเปล่า ขอลอกหน่อยสิ”

            “อ่า ได้สิ แต่ไม่แน่ใจนะว่าจะถูกมั้ยน่ะ” ฉันบอกและส่งยิ้มให้พอส ที่กำลังขมวดคิ้วก้มมองดูข้อเท้าของฉันที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าอย่างแน่นหนา

            “เท้าไปโดนอะไรมาน่ะ”

            “อ้อ ขาแพลงนิดหน่อยน่ะ ไม่เป็นไรแล้ว” ฉันบอกก่อนที่พอสจะดึงเอากระเป๋าเป้ของฉันไปสะพายใจ และยังใจดีให้ฉันควงแขนเพื่อพยุงตัวเองด้วย

            ถ้าคนคนนั้นจะใจดีแบบพอสสักนิด

        ฉันคิดก่อนจะส่ายหน้าไปมาทันที ไม่ เลิกคิดถึงคนคนนั้นสักที ไม่อย่างนั้นมีหวังว่าฉันคงได้ร้องไห้แถวนี้แน่

            “แล้วนี่วันนี้จะไปคณะวิศวะอีกมั้ย”

            จะบ้าตาย ทำไมต้องมาตอกย้ำตอนที่ฉันกำลังเศร้าได้โล่แบบนี้ด้วยนะ

            “ไม่ได้ไปแล้วล่ะ ทำไมเหรอ”

            ฉันพยายามที่จะตอบไปโดยไม่ให้มีพิรุธที่สุด แต่เดี๋ยวความต้องแตกแน่ เพราะฉันโกหกคนอื่นเป็นที่ไหนกันล่ะ

            “กิ๊กคนใหม่อยู่คณะวิศวะน่ะ อยากจะไปดูคู่หูวิจัยเธอเหมือนกัน ว่าหมอนั่นนิสัยดีจริงรึเปล่า”

            จบข่าวดีกว่า ขืนพูดมากไปกว่านี้หมอนี่ต้องรู้แน่เลยว่าเมื่อวานซีฟทำใจร้ายกับฉันยังไงบ้าง

            “ว่าไง หมอนั่นเป็นไง ถึงใจใช่มั้ยล่ะ!?

            “พูดบ้าอะไรน่ะ!” ฉันฟาดมือลงกับต้นแขนของเพื่อนเต็มแรง เมื่อจู่ๆ มันก็พูดเรื่องอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้

            ให้ตายเถอะ นี่มันหื่นเบอร์สองรองจากซีฟใช่ไหม สีหน้าแววตางี้เหมือนกันไปหมดเลย บ้าที่สุด

            “โอ๊ะ ทำหน้าแดง หมอนั่นเจ๋งใช่มั้ยล่ะ”

            “เงียบไปเลย! ฉันไม่ได้มีอะไรกับหมอนั่นทั้งนั้นแหละ พอสนายนี่บ้าเกินไปแล้วนะ” ฉันแกล้งทำเสียงแข็งกลบเกลื่อนอาการใจเต้นแรงข้างใน

            พอสนี่รู้ดีมากเกินไปหรือเปล่า ไม่อยากจะเชื่อเลย

            “เห็นหน้าหมอนั่นก็รู้แล้วว่าไม่เบาหรอก ชื่อเสียงของผู้ชายคนนี้เยอะจะตาย แต่ฉันคิดว่าแกคงยังไม่ถึงไหนกับหมอนั่นใช่มั้ยล่ะ?

            “ชื่อเสียง”

            ฉันทวนคำพูดของพอสอีกครั้งอย่างงงๆ หมายความว่ายังไงกันนะ

            “ใครเค้ารู้กันทั่วนั่นแหละว่าซีฟน่ะไวไฟแล้วก็เจ้าชู้มากแค่ไหน ไม่มีผู้หญิงคนไหนรอดมือหมอนั่นไปหรอก เนี่ยแกก็เริ่มมีข่าวกับผู้ชายคนนี้แล้วเหมือนกันนะ

            คำพูดของพอสทำให้ฉันหยุดคิดอะไรบางอย่างได้

            ข่าวเสียๆ หายๆ อย่างนั้นเหรอ มันจะพอเป็นไปได้หรือเปล่าที่ซีฟทำแบบนั้นเพื่อไม่ให้ฉันได้ถูกคนอื่นนินทาน่ะ แต่ว่า เฮ้อ ช่างมันเถอะ

 

            แล้วก็ไม่น่าเชื่อที่จู่ๆ ฉันก็ถูกโทรเรียกตัวให้ไปที่คณะวิศวะอีกครั้ง พอสเองก็ไปหากิ๊กตั้งนานก่อนหน้าที่กอล์ฟจะโทรมา ตอนนี้ฉันเลยปวดหัวเรื่องที่ต้องเดินโขยกเขยกไปคณะวิศวะที่อยู่หลังเขา ทำยังไงดีล่ะทีนี้ มีหวังข้อเท้าได้บวมหนักกว่าเดิมแน่

            พอชักช้าเข้ากอล์ฟก็โทรมาเร่งติดๆ กันจนฉันแทบจะปามือถือทิ้ง

            ฉันยังไม่มีอารมณ์ที่จะเดินไปพบหน้าซีฟตอนนี้ แล้วยังมาเร่งให้ฉันกระวนกระวายอย่างนี้มันทำให้ฉันประสาทเสียนะ แล้วทำไมถึงเป็นกอล์ฟที่โทรมาเร่งล่ะ ทำไมไม่เป็นซีฟ เพราะปกติผู้ชายที่ชื่อซีฟจะมีนิสัยเอาแต่ใจอยากได้อะไรต้องได้อย่างนี้มากกว่าจะเป็นกอล์ฟทำนะ

            เออ ช่างมันเถอะ

            กรี๊ด! กอล์ฟ นายจะโทรมาเร่งอะไรนักหนา แค่เดินธรรมดาสองสามก้าวข้อเท้าของฉันก็แทบจะหลุดออกมาจากข้อต่อแล้ว นายกำลังทำร้ายฉันทางอ้อมอยู่นะ

            ฉันขึ้นคณะวิศวะมาได้ด้วยการเดินตามหลังเด็กวิศวะคนอื่นมาตอนที่เขาเดินผ่านประตูใหญ่ วันนี้ฉันไม่ได้เตรียมขนมอะไรมาทั้งนั้น ขนมเมื่อวานฉันก็โยนทิ้งไว้แถวไหนก็ไม่รู้ อีกอย่างมาทำวิจัยวันนี้คงอึดอัดน่าดูแน่ๆ

            “ให้ช่วยมั้ยครับ” มีนักศึกษาวิศวะปีไหนไม่รู้ยื่นมือมาตรงหน้าฉัน ตอนที่ฉันกำลังไต่ราวบันไดคืบคลานขึ้นไปเหมือนหอยทาก

            ฉันแทบจะหลั่งน้ำตากับความมีน้ำใจของเขา แล้วก็ไม่รอช้าคว้ามือเขาไว้ทันที

            “ขอบคุณนะคะ” ฉันบอกขอบคุณเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งตอนที่เขาพาฉันมาถึงห้องโถงวิจัย

            ฉันเกือบทำเขาตกบันไดไปด้วยตั้งหลายทีแน่ะ โชคดีที่เขาแข็งแรงและพาฉันมาส่งได้อย่างปลอดภัย

            “ไม่เป็นไรครับ ไปนะครับ” เขาบอกก่อนจะยิ้มและเดินเลี่ยงหายไปอีกทาง

            “ฮู้ว์” ฉันเป่าปากแล้วก็ยกมือเช็ดเหงื่อที่เกาะตามหน้าผากออกอย่างโล่งใจ ก่อนจะค่อยๆ หมุนตัวไปยังทิศที่จะไปห้องโถง แล้วก็ต้องเบิกตากว้างมากขึ้นเมื่อเจอเข้ากับใครบางคนที่ทำหน้าถมึงทึงอยู่ไม่ไกล

            ” ฉันควรจะพูด ควรจะทักทายเขายังไงดีนะ

            แต่สุดท้ายฉันก็ทำได้เพียงแค่ยิ้มให้เขาและเดินกะเผลกผ่านหน้าเขาไปยังห้องโถงวิจัยเงียบๆ เท่านั้น ฉันก็ไม่อยากจะแสดงความอ่อนแอออกมาให้เขาเห็นหรอกนะ แต่ทำยังไงได้ ในเมื่อเท้าฉันมันเจ็บมากจริงๆ

            “ปั้นไหวมั้ยน่ะ!” เอกเดินเข้ามาหาฉันก่อนตอนที่ฉันเดินเข้าไปในห้องโถงวิจัย

            แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงได้ใจจดใจจ่อกับคนที่เดินตามหลังมานักก็ไม่รู้ อย่าสนใจเขาปั้นหยา อย่าสนใจเขา

            ยิ่งฉันพร่ำบอกตัวเองแบบนั้นมากเท่าไหร่ เหมือนจะมีเสียงสะท้อนกลับมาดังกว่าเดิมสองสามเท่า ว่าฉันอยากออดอ้อนให้เขามาสนใจฉันเหมือนเดิม

            ฉันคงจะบ้าไปแล้ว

            “ไม่เป็นไร ฉันเดินไหวอยู่” ฉันบอกแล้วก็แอบเกาะแขนเอกเพื่อพยุงตัวเอง

            และไม่รู้ว่าเอกเป็นอะไร ดูท่าทางเขาสบตากับซีฟที่อยู่ข้างหลังฉัน และไม่นานเขาก็หัวเราะแห้งๆ ออกมา

            อย่าสนใจเขา ปั้นหยา!

 

        “แล้วนี่จะกลับยังไง ดึกแล้วนา เดินไหวรึเปล่า” เมื่อเรานั่งประชุมงานกันเสร็จ เอกก็ถามฉันหลังจากที่บรรยากาศการคุยงานวันนี้มันมาคุแบบครึ้มฟ้าครึ้มฝนยังไงชอบกล

            “เดี๋ยวให้โจชัวมารับ” ฉันบอกก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบกระเป๋าตัวเองที่วางบนพื้นมา และพยายามไม่มองหน้าซีฟด้วย

            “หือ โจชัว!” แล้วดูเหมือนทุกคนจะฮือฮามากเมื่อฉันบอกว่าจะให้ใครมารับ

            ก็แค่คุณพ่อของฉันมีอะไรน่าตกใจเหรอ

            “เมื่อวานเขาก็มารับฉันไง นายก็เห็น” ฉันบอกและเอกก็พยักหน้าพลางถอนหายใจเหมือนโล่งอกนักหนา

            แล้วตอนนี้นี่เองที่ฉันเผลอไปสบตากับซีฟเข้า หลังจากที่เกือบสามชั่วโมงนี้ฉันไม่มองหน้าเขาเลย ทำเหมือนว่าฉันไม่รู้จักเขา และเขาเป็นเพียงอากาศเท่านั้น

            ทำไมเขาต้องทำหน้าโกรธด้วยล่ะ ฉันมองเขาแวบหนึ่งแล้วก็ตั้งใจหยิบมือถือออกมาโทรให้ป๊ะป๋ามามารับ แต่นึกไม่ถึงว่าซีฟจะเสียมารยาทคว้าเอามือถือของฉันไปหน้าตาเฉย และยังไม่พอแค่นั้น เขาคว้ากระเป๋าของฉันไปแถมยังช้อนร่างของฉันขึ้นอุ้มด้วย

            “ซีฟ!” ฉันอุทานชื่อของเขาออกมาอย่างตกใจ น้ำตาเหมือนจะไหลทุกเมื่อที่เขาทำแบบนี้

            เขาต้องการอะไรกันแน่น่ะ

            “ฉันกลับล่ะ” ซีฟพูดสั้นๆ กับเพื่อนของเขาก่อนจะอุ้มฉันเดินออกมาอย่างรวดเร็ว

            “ฉันกลับเองได้ นายไม่ต้องไปส่งฉันหรอก” ฉันบอกและจ้องหน้าซีฟเขม็งเมื่อเขาวางฉันลงที่เบาะรถ ก่อนหน้านี้ฉันไม่กล้าส่งเสียงอะไรออกไป เพราะแค่เขาอุ้มฉันก็เรียกสายตาคนอื่นมากพออยู่แล้ว

            ” แต่ฉันนึกไม่ถึงว่าซีฟจะตอบคำถามของฉันด้วยการเลื่อนใบหน้ามาจูบฉันแรงๆ

            จนฉันเบลอและควบคุมตัวเองไม่ได้นั่นแหละ เขาถึงได้ปล่อยฉันออก และหันไปสตาร์ทรถเงียบๆ ท่าทางของเขาฉุนเฉียวจนฉันไม่กล้าจะพูดอะไรนอกจากนั้นอีก

            ใครใจร้าย คนเจ้าอารมณ์

            ซีฟพาฉันมาที่คอนโดของเขาอย่างที่ฉันคิดเอาไว้เขาไม่พูดอะไรเลยนอกจากสะพายกระเป๋าของฉัน มือข้างหนึ่งที่นอกจากจะอุ้มฉันไว้ก็ยังหิ้วรองเท้าให้ฉัน ฉันเองที่หยิ่งมาตั้งนานก็จำต้องกอดคอเขาไว้โดยอัตโนมัติ และต้องยอมรับกับตัวเองจริงๆ ว่าคนคนนี้มีอิทธิพลกับฉันมากเหลือเกิน

            ไม่ได้คุยกันแค่วันเดียว แต่ฉันคิดว่ามันนานเป็นปีที่เราไม่ได้เจอหน้ากัน

            ซีฟโยนรองเท้าของฉันส่งๆ ที่หน้าห้องและสลัดรองเท้าผ้าใบของเขาไปคนละทิศละทางด้วย ฉันนึกว่าเขาจะปล่อยฉันลง แต่มันไม่ใช่ เขายังคงอุ้มฉันเดินตรงไปยังห้องนอนอย่างรวดเร็ว ด้วยบรรยากาศที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนระหว่างฉันกับเขา และตอนนี้ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าเขากำลังโกรธจัดอยู่

            “ฉันไม่เป็นไร” ฉันบอกซีฟเมื่อเขาวางฉันลงที่เตียงและไม่ยอมพูดจาอะไรทั้งนั้น

            “เหรอ?” เขาตอบกลับมาสั้นๆ แล้วก็ผลักให้ฉันนอนหงายไปกับเตียง

            “ซีฟ!

            ฉันอุทานชื่อของเขาออกมาอย่างตกใจ เมื่อเขากระชากเสื้อของฉันเต็มแรงจนกระดุมหลุดออกทุกเม็ด

            “อ๊ะ! ยังรู้จักชื่อของฉันอยู่เหรอ นึกว่าตอนนี้เธอจะจำชื่อฉันไม่ได้แล้วซะอีก เห็นมีชื่อผู้ชายเยอะแยะเหลือเกินที่หลุดออกมาจากปากเธอน่ะ” เขาพูดและใช้มือตรึงคางฉันไว้ให้อยู่นิ่งกับที่

            “นายโกรธฉันเรื่องอะไรกันน่ะ นายพูดเองไม่ใช่รึไงว่าจะไม่สนใจใส่ใจฉันแล้วน่ะ!

            “จำคำพูดของฉันได้ทุกคำเลยนะ สงสัยว่าฉันจะปล่อยเธอไว้นานเกินไป ใครๆ เลยมองฉันโง่เง่าไปหมดแล้ว” ซีฟพึมพำเสียงน่ากลัว ก่อนจะยืดตัวขึ้น ฉันตั้งจะหนีจากเขาตอนนี้แต่ว่าเขาก็เร็วเหลือเกิน ขยับตัวไม่เท่าไหร่ฉันก็นอนหงายอยู่ใต้ร่างของเขาแล้ว

            เขาคร่อมร่างฉันเอาไว้ ก่อนจะถอดเสื้อออกช้าๆ อย่างไม่รีบเร่ง

            “อย่าหวังเลยว่าฉันจะปล่อยเธอไปเหมือนครั้งก่อนๆ ฉันจะทำให้เธอร้องไห้ทั้งคืนเลยปั้นหยา”

 

        “ถ้านายจะทำแบบนี้” เสียงของฉันขาดหายไปกะทันหันเมื่อริมฝีปากของซีฟเข้ามาปิดปากของฉันเอาไว้

            เรียวลิ้นที่ร้อนชื้น บวกกับกลิ่นบุหรี่ที่คุ้นเคยกลับมาเล่นงานฉันอีกครั้ง แม้ในสมองจะรู้ว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะทำกับคนอื่นได้ง่ายๆ เหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคนคนนี้หรือเปล่าฉันถึงไร้เรี่ยวแรงที่จะเอามาใช้ต้านทานเขา

            ไฟในห้องมีเพียงแสงไฟจากโคมไฟข้างเดียวสีส้มแก่เพียงดวงเดียวเท่านั้นที่ให้ความสว่าง และมันทำให้ทุกอย่างรอบตัวแตกต่างไปจากเคยเอมีเขาอยู่ด้วย ริมฝีปากที่ร้อนผ่าวพอกับฝ่ามือของเขาทำให้ฉันร้อนขึ้นทีละนิดตามไปด้วย นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ซีฟเปลี่ยนองศาใบหน้าของเขา โดยที่ไม่ละริมฝีปากออกจากปากของฉัน

            ลมหายใจร้อนๆ นั่นด้วย

            ทุกอย่างปั่นป่วนฉันจนรู้สึกเหมือนว่ากำลังจมอยู่ปริ่มน้ำ หายใจก็หายใจลำบากเหลือเกิน และไม่รู้ว่าควรจะผุดขึ้นมาหายใจกลางอากาศ หรือจมดิ่งลงไปด้านล่างดีกันแน่

            และเมื่อซีฟใจดีผละริมฝีปากออกไป อากาศที่ถูกดันเข้ามาในปอดกะทันหันทำให้ฉันสำลักไอออกมาทันที ฉันไออยู่หลายทีและไม่มองหน้าเขาเลยว่าเขาทำหน้ายังไง แต่ถ้าจะให้เดาฉันคิดว่าตอนนี้ซีฟคงจะหงุดหงิดอยู่แน่ๆ

            “เงยหน้าขึ้น กลืนน้ำลายลงไป หายใจช้าๆ

            ซีฟบอกฉันทีละขึ้นอย่างเย็นชา แต่ว่าปลายนิ้วของเขากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน จนฉันแปลกใจ ไม่รู้ว่าตัวตนของเขาคนไหนกันแน่ที่เป็นตัวตนที่แท้จริงของเขา

            “ทำไมเธอชอบทำให้ฉันรู้สึกเหมือนว่ากำลังขืนใจเด็กประถมด้วยนะ” ซีฟพูดออกมาอย่างขัดใจ ก่อนจะแนบหน้าผากของเขากับหน้าผากของฉัน

            ฉันรู้สึกถึงการเต้นของหัวใจเขาผ่านทางชีพจรบนหน้าผากของเรา รวมไปถึงแผ่นอกของเขาที่เบียดลงมาเต็มที่กับหน้าอกของฉัน

            ผู้ชายคนนี้

        ” ฉันอยากจะพูดอะไรสักอย่าง อยากจะด่าเขา หรือทำอะไรให้เขาเจ็บเหมือนที่ฉันเจ็บบ้าง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสเลย เมื่อระดับลมหายใจของฉันกลับมาเป็นปกติ เขาก็จูบฉันอีกครั้ง ครั้งนี้ยาวนานและหวานซึ้งกว่าครั้งไหนๆ จนฉันเผลอตอบสนองเขาไปโดยไม่รู้ตัว

            ซีฟครางในคออย่างพอใจ แต่เมื่อปลายนิ้วของเขาไต่แตะมาถึงเนินอกของฉัน ฉันก็สั่นไปทั้งร่างน้ำตาก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความกลัวที่เข้ามาจู่โจมอย่างกะทันหันทำให้ฉันทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี จะตบตีหรือสู้กับเขาก็คงไม่ไหว แต่จะปล่อยให้เขาทำตามใจชอบฉันก็อยากจะร้องห้าม

            ถ้าเป็นคนอื่นฉันคงจะดิ้นและขัดขืนเต็มที่ไปแล้ว

            แต่เพราะเป็นผู้ชายคนนี้ คนที่ชนะฉันโดยที่ทำเพียงแค่มองตา

            ฉันถึงได้สับสนตัวเองว่าตอนนี้ควรจะทำยังไงต่อไปดี ถ้าให้เขาไปง่ายดายเขาก็คงจะมองฉันเป็นผู้หญิงใจง่ายที่มอบกายให้กับผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานแน่ ความสับสนที่ยังขัดแย้งกันอยู่ภายในทำให้น้ำตาของฉันไหลพรากลงมาอย่างห้ามไม่อยู่

 

            “ทำไมต้องร้องไห้ด้วยวะ!” ซีฟยันตัวขึ้นให้อยู่เหนือฉันอีกนิดหน่อย ก่อนจะตะคอกออกมาอย่างหัวเสีย

            น้ำเสียงแข็งๆ ของเขายิ่งเร่งให้น้ำตาของฉันไหลมากขึ้นกว่าเดิม และทำให้ฉันกลัวจนตัวสั่น ทำได้เพียงพลิกตัวนอนตะแคงเพื่อหนีสายตาที่หยาบคายของเขา

            “ทำไมล่ะ ทำไมกัน!?” เขาครางออกมาเหมือนไม่เข้าใจ ซึ่งฉันเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

            ซีฟพลิกร่างของฉันให้กลับมานอนหงายตามเดิม และดึงสาบเสื้อที่หลุดลุ่ยแยกออกจากกันด้วยฝีมือของเขาด้วย ทำให้ชั้นในสีหวานที่ฉันสวมอยู่ปรากฏตรงหน้าเขาอย่างไม่มีทางเลี่ยง น้ำตาของฉันเลยไหลรินมากกว่าเดิม และฉันก็สะท้านเฮือก

            “ถ้ายังร้องไห้อยู่ บอกก่อนเลยนะว่าไม่หยุดแน่” เขาขู่และฉันก็เหมือนมีสวิทซ์กดสั่งหยุดน้ำตาได้

            พอฉันหยุดร้องเขาก็ไม่ทำอะไรจริงๆ หน้าตาฉันคงจะตลกมากแน่เพราะเขาหลุดขำพรืดออกมาเลยทันที ฉันเลยค่อยๆ กะพริบตาสองสามทีและมองหน้าเขาอย่างชั่งใจ เขาตั้งจะทำอะไรกันแน่นะ

            ตอนนี้สภาพของเขาก็ไม่ค่อยแตกต่างจากฉันสักเท่าไหร่ เสื้อผ้าหลุดลุ่ยไปกว่าครึ่ง เผยให้เห็นแผงอกขาวๆ ของเขาตรงหน้าฉัน อาการแปลกๆ ก็วิ่งเข้ามาปะทะฉันอย่างจัง ให้ตายสิทำไมฉันถึงได้รู้สึกใจเต้นแปลกๆ กับคนคนนี้ด้วยนะ จำไม่ได้หรือไงว่าเขาร้ายกาจกับเธอยังไงบ้างน่ะ ยัยปั้นหยา!

        “โจชัวเป็นใคร?

            แล้วเขาก็เปิดประเด็นด้วยการถามถึงป๊ะป๋าของฉัน

            ฉันเลิกคิ้วขึ้นพลางทำหน้าเหลอหลา ไม่รู้ว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ในหัวกันแน่ เรื่องนี้ถ้าจะถามมันก็ต้องถามกันตั้งแต่วันก่อนแล้วไม่ใช่หรือไง ตอนที่ฉันแกล้งเขาเล่นว่าจะไปดินเนอร์กับชายอื่นน่ะ แล้วอีกอย่างเขายังไม่รู้อีกเหรอว่าโจชัวน่ะคือพ่อของฉัน

            “เฮ้ย! ตอบมาสิวะ ไม่ใช่ให้มองหน้า” แล้วคนนิสัยแย่อย่างเขาก็กระแทกปลายจมูกลงที่แก้มฉันติดกันหลายที ฉันอยากจะยกมือฟาดหน้าเขากลับไปแรงๆ แต่ก็ติดที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และยังแฝงไอเย็นอำมหิตไว้ เพราะอย่างนั้นฉันเลยได้แต่ขึงตาใส่เขาด้วยความฉุน

            “เอ ไม่บอกเหรอ” ซีฟลากเสียงยานคาง จากนั้นก็ใช้ปลายนิ้วของเขาไล้ไปตามขอบบราเซียของฉันอย่างเชื่องช้า

            แต่ว่าปลายนิ้วของเขาก็ราวกับเปลวไฟที่เงินที่ส่องสว่าง และตัวของฉันก็เป็นเหมือนกระดาษเก่าๆ ที่พร้อมจะลุกเป็นเชื้อเพลิงได้อย่างรวดเร็ว

            “ป๊ะป๋า!” ฉันตะคอกเสียงใส่เขาอย่างเหลืออด แล้วก็ปัดมือเขาออกพร้อมกับกระชับสาบเสื้อทันที

            อยู่กับผู้ชายคนนี้ทีไรเป็นได้ข้าวของพังทุกที เสื้อผ้ามั่งล่ะ ร่างกายสึกหรอมั่งล่ะ แบบนี้เห็นท่าจะไม่ดีแล้วนะ ฉันพยายามจะพลิกตัวหนี แต่ว่าร่างกายสูงใหญ่ของเขาเล่นทาบตรึงฉันไว้ทั้งตัวแบบนี้ ฉันเลยหมดสิทธิ์จะกระดิกตัวไปไหนได้เลย

            “ป๊ะป๋าว้าว เธอนี่มันสุดยอดจริงๆ”

            ซีฟพูดพลางขยับริมฝีปากเผยให้เห็นรอยยิ้มที่แสนชั่วร้ายออกมา ชนิดที่เห็นแล้วหนาวเยือกไปสามวันเจ็ดวันเลย ฉันกลืนน้ำลายลงคอนึกไม่ออกว่าทำไมเขาถึงโกรธอยู่อีก

            “หมอนั่นทำแบบนี้กับเธอมั้ยหือ” เขาถามก่อนจะก้มหน้าลงมาแตะริมฝีปากที่ต้นคอของฉัน

            เขี้ยวสีขาวที่เหมือนกับเขี้ยวของแวมไพร์ซี่เล็กๆ กัดลงบนผิวเนื้อของฉัน ก่อนที่ฉันจะหวีดเสียงร้องแล้วก็ดิ้นรนเพื่อให้พ้นจากซีฟอีกครั้ง

            ความร้อนแล่นไปทั้งร่างของฉัน ฉันดิ้นจนเหนื่อยแต่ว่าซีฟก็ช่างแข็งแรงเหลือเกิน เขาไม่สะเทือนเลยสักนิด และยังเปลี่ยนรอยทั้งกัดทั้งจูบฉันทั่วเนินอก ลามไปที่ต้นคอ ไหล่ ต้นแขน ลามไปเรื่อยเท่าที่ริมฝีปากของเขาจะไปถึง ฉันฟาดหัวฟาดหางด้วยความโมโหน้ำตาซึม เมื่อเขายิ้มอย่างผู้ชนะตอนที่ดึงท่อนแขนของฉันไปประทับรอยจูบ

            คงไม่ถามว่าสภาพเนื้อตัวของฉันจะเป็นยังไง ตอนนี้มันลายซะยิ่งกว่าโดนยุงกัดซะอีก จุดสีแดงจางๆ กระจายเต็มตัวของฉันเหมือนคนเป็นโรคร้าย และคนที่ทำให้ฉันเป็นอย่างนี้ก็เอาแต่หัวเราะคิกคักพอใจคนเดียว แต่ไม่นานเขาก็เปลี่ยนมาทำหน้าเหี้ยมอีกครั้ง

 

            ซีฟดึงตัวฉันขึ้นมาจากกลางเตียงแล้วก็จ้องหน้าฉันเขม็งจนตัวฉันสั่นไปหมด สายตานั่นแทบจะฆ่าฉันให้ตายทั้งเป็นได้เลย เขาใช้มือขางหนึ่งจับแขนฉันไว้ ก่อนที่เขาจะล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงของตัวเอง เมื่อเขากดรับสายฉันก็พยายามจะดิ้นหนี

            แต่เขาหยุดฉันด้วยสายตาของตัวร้ายอีกจนได้เขากดรับสายแล้วก็กรอกเสียงลงไปคุยอะไรสองสามคำที่ฉันจับใจความไม่ทัน เพราะดูเหมือนว่าเขาจะคุยเป็นภาษาอังกฤษที่ทั้งแหบทั้งรัวอีกต่างหาก

            “คืนนี้เธอโชคดีที่ฉันมีธุระ เพราะงั้นฉันจะปล่อยเธอไปก่อน”

            พอสิ้นคำว่า ก่อนฉันเผ่นลงจากเตียงของซีฟทันที แต่ไม่รู้ว่าควรจะเปลี่ยนชื่อของเขาจาก ซีฟ เป็น ซีตาร์ แทนดีหรือเปล่า เพราะเขาตะครุบฉันทันอีกแล้วจากนั้นก็โยนฉันกลับขึ้นเตียงใหม่ เหมือนกับโยนตุ๊กตาตัวเล็กๆ อย่างนั้นเลย

            “เฮ้ย! หรือจะให้ต่อจนจบล่ะฮะ! ขาเจ็บไม่ใช่รึไง” เขาแผดเสียงใส่ฉันครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ ไม่อยากจำ แต่ทำให้ฉันเจ็บขึ้นมาทันตาเห็น

            ยัยปั้นหยาบ้าบอที่สุดเลย

            “เธอออกไปตายแน่ เห็นแก่ที่ฉันเคยเลวไว้บ้างอะไรบ้าง เพราะงั้นการที่เธอนอกใจครั้งหนึ่งก็หายกันแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้เธอต้องไปขนข้าวขนของมาอยู่กับฉัน”

            “ฮะ?

            ฉันนวดข้อเท้าตัวเองและอุทานออกมาอย่างไม่เข้าใจ

            เมื่อกี้เขาว่าอะไรนะ?

            “ไม่! นายคิดเรื่องบ้าอะไรอยู่กันแน่เนี่ย” ฉันครางออกมาอย่างตกใจ ฉันไม่มีวันเข้าใจสิ่งที่เขาคิดอยู่ในหัวเลย สัดนิดก็ไม่เข้าใจ

            “หุบปากไปเลย ถ้าฉันกลับมาแล้วไม่เห็นเธออยู่ที่นี่บอกเลยนะว่าเธอตายแน่!” เขาชี้หน้าฉัน จากนั้นก็กลัดกระดุมเสื้อของตัวเองอย่างลวกๆ

            เขาปรายมาตามองข้อเท้าฉันแวบหนึ่งก่อนจะเม้มปากแน่น จากนั้นก็ยกทั้งสองมือขึ้นเสยผมตัวเอง

            “ฉันจะกลับห้องของฉัน” ฉันบอกอย่างดื้อเพ่ง แล้วกพยายามจะซ่อนข้อเท้าที่พันผ้าเอาไว้หนีจากสายตาของเขาด้วย แม้จะรู้ดีว่าเขาเห็นหมดแล้วก็ตาม

รวมไปถึงทั้งตัวของฉันด้วย

หือ? ทั้งตัวอย่างนั้นเหรอ

            “ไอ้คนบ้ากาม!” ฉันตะคอกเสียงใส่ซีฟ เมื่อเขาเอาแต่จ้องหน้าอกของฉันตาไม่กะพริบ

            กรี๊ด ทำไมเขาไม่บอกว่าเสื้อของฉันมันแยกออกจากกันน่ะ

            “หุบปากไปเลยนะปั้นหยา ฉันเตือนเธอดีๆ แล้วนะ” ซีฟขู่สำทับอีกครั้งก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ฉัน

            เขาใช้หน้าผากของเขาดันหน้าผากของฉันให้เงยขึ้นมองสบตากับเขา

            “ถ้าเกิดเธอไม่ยอมทำตามที่ฉันพูด รู้มั้ยว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น! ต่อให้เธอหนีไปสุดขั้วโลกฉันก็จะไล่ล่าเธอให้ได้ เข้าใจแล้วนะ”

            เขาขู่ทั้งที่มีรอยยิ้ม คนคนนี้อำมหิตและเลือดเย็นจนน่ากลัวจริงๆ จากใจของฉันเลย

            “เจอกันพรุ่งนี้เช้า” เขาพูดแล้วก็เดินออกไปทิ้งให้ฉันนั่งหง่าวนั่งเหงาคนเดียวในห้องชุดของเขาอีกครั้ง

            เขาต้องการอะไร คิดอะไร ฉันไม่เข้าใจผู้ชายที่ชื่อซีฟเอาจริงๆ

 

            เชื่อไหมเชื่อเถอะ

            ฉันกล้ากลับห้องตัวเอง ให้ป๊ะป๋ามารับที่คอนโดของซีฟ หลังจากบอกว่าฉันมาทำรายงานที่ห้องของเพื่อน แล้วเพื่อนต้องไปทำธุระที่อื่นต่อ และเมื่อคิดถึงป๊ะป๋าฉันก็ยกนิ้วขึ้นมากัดอย่างหงุดหงิดใจ ตกลงว่าผู้ชายบ้ากามซีฟรู้ไหมว่าโจชัวที่ฉันพูดถึงคือป๊ะป๋าของฉัน แล้วเขาเข้าใจความหมายของคำว่าป๊ะป๋าบ้างหรือเปล่า

            ฉันคิดเรื่อยเปื่อยจนหัวแทบจะระเบิด เมื่อนึกอะไรไม่ออกสุดท้ายฉันก็ล้มตัวลงนอนหลังจากที่อาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ฉันไม่อยากจะใส่เสื้อผ้าของซีฟด้วย เชอะ คนอย่างนั้นน่ะ ไม่มีความเป็นผู้ใหญ่แล้วก็มีเหตุผลเอาซะเลย ส่วนฉันก็ไม่มีความกล้าหาญเอาซะเลย ขี้ขลาดอะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้

เชื่อไหมเชื่อเถอะอีกที

พรุ่งนี้ฉันคงตายแถวๆ ห้องฉันนี่แหละ

ในฝันก็ยังฝันเห็นกระทิงเปลี่ยวหน้าตาเหมือนซีฟคอยไล่ขวิดจนสะดุ้งตื่น ช่างเป็นลางดีอะไรอย่างนี้ เพราะนอนไม่หลังฉันเลยตื่นแต่เช้านั่งอาบน้ำที่เมื่อคืนไม่ได้อาบ เอ่อ ฉันไม่ได้ซกมกนะ เพียงแค่ว่าฉันไม่มีเวลาเท่านั้นเอง ไม่ทันไรฉันก็ง่วงเพราะฤทธิ์ยาแล้ว เพราะอย่างนั้นมันเลยเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่ฉันจะไม่ได้อาบน้ำ

“แล้วนี่ฉันจะทำยังไงกับเสื้อของหมอนี่ดี” ฉันหยุดอยู่หน้าที่เครื่องซักผ้าและหยิบเอาเสื้อโค้ทคณะของซีฟติดมิอมาด้วยเมื่อคืน

            ลืมไปแล้วหรือไง ว่าก่อนหน้านั้นหมอนั่นทำอะไรกับเสื้อฉันไว้น่ะ แถมแขนขา ต้นคอ เนินอกฉันเต็มไปด้วยรอยจูบสีแดงเต็มตัว ดีแค่ไหนที่ป๊ะป๋ามองไม่เห็นน่ะ โชคดีที่โค้ทของซีฟตัวใหญ่เลยคลุมร่างของฉันไว้ได้ทั้งตัว ไม่อย่างนั้นไม่อยากจะคิดเลยว่ามันจะเกิดเรื่องอะไรหลังจากที่พ่อและแม่ของฉันรู้เรื่องเข้า

            “ช่วยไม่ได้นะ” ฉันบอกก่อนจะโยนเสื้อโค้ทของซีฟลงไปปั่นรวมกับเสื้อผ้าของฉันด้วย

            จากนั้นฉันก็เดินลากเท้าตั้งใจจะเอาเสื้อมาซ่อมกระดุมที่บรรลัยจากฝีมือของซีฟ เรื่องกระดุมไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่รอยขาดนี่สิ เรื่องใหญ่เลยล่ะ เห็นอย่างนี้ฉันก็พอจะเย็บปักถักร้อยเป็นนะ แม้ว่าตอนที่เรียนมัธยมอยู่จะได้แค่เกรดสองมาก็ตาม

            “อ๊ะ!” ฉันครางออกมาเบาๆ เมื่อสุดท้ายเข็มก็ตำมือจนได้

            “เจ็บตัวทุกทีสิน่า”

            ฉันบ่นกับตัวเองก่อนจะย่นจมูกกับผ้าพันแผลที่หลุดลุ่ยของตัวเองด้วย แผลนี้มันปวดมากขึ้นกว่าเดิมเพราะคนใจร้ายอย่างซีฟไม่ยอมช่วยฉันแต่แรก แล้วตอนเช้าฉันอาบน้ำมันเลยเปียกและแน่นอนว่าฉันพันใหม่ไม่เป็น

        อย่าว่าอย่างโง้นอย่างงี้เลยนะปกติพอมีแผลแล้วคนที่ทำแผลให้ฉันจะเป็นคนใกล้ตัวซะมากน่ะ

            ตอนสายๆ คุณแม่จะเข้ามาเยี่ยมฉันกับปะป๋า หรือจะให้พูดความจริงก็คือมาช่วยทำความสะอาดห้องให้ฉันน่ะ

            ฉันเลยกะว่าจะรอให้ป๊ะป๋ามาช่วยพันแผลให้ ถ้าให้ฉันทำเอง เชื่อได้เลยว่ามันต้องหลุดพันข้อเท้าฉัน และทำให้ฉันสะดุดล้มแน่

            “ค่า หนูมาแล้ว” ฉันรีบลุกขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู

            กำลังคิดถึงอยู่พอดีมาแล้วเหรอเนี่ย ฉันคิดในใจก่อนจะเดินโขยกเขยกไปเปิดประตู

            “ป๊ะซีฟ” ฉันลอบกลืนน้ำลายเมื่อเจอกับคนตัวสูงหน้าตาไม่เป็นรออยู่หน้าห้องตั้งแต่เช้า

            ฟ้าส่งผู้ชายคนนี้มาทำไมฉันต้องการป๊ะป๋ากับคุณแม่ของฉันต่างหากล่ะ ฮือ

 

            “เธอคงอยากตายมากสินะ” ซีฟพูดเนิบๆ ก่อนจะยกเข็มขึ้นชูต่อหน้าฉัน

            แม้จะเป็นแค่เข็มเล่มเล็กแต่เมื่ออยู่ในมือของมารร้ายอย่างซีฟ มันก็กลายเป็นอาวุธที่น่ากลัวที่สุดในโลกสำหรับฉันแล้ว

            ” ฉันไม่ตอบอะไรนอกจากนั่งนิ่งหลังจากร้องไห้ไปยกหนึ่งแล้ว

            เรื่องของเรื่องก็คือพอเห็นหน้าซีฟอยู่หน้าประตู ฉันตกใจมากและพยายามจะวิ่งหนีโดยลืมไปว่าตัวเองเดี้ยงอยู่ มันเลยลงท้ายด้วยการถูกเขาจับโยนขึ้นเตียงอีกรอบ

            แต่ฉันก็ปกป้องตัวเองด้วยการคว้าเสื้อตัวเมื่อวานขึ้นมาสวมเอาไว้ ไม่รู้ว่าฉันเพี้ยนหรือปัญญาอ่อนกันแน่ แต่ก็เอาเถอะ ตอนนี้ซีฟไม่ปล้ำฉันก็ดีแค่ไหนแล้ว

            ซีฟกำลังเย็บเสื้อตอบแทนที่เขาทำกระดุมกระจุยกระจายก่อนหน้านี้ล่ะ ทั้งที่เสื้อตัวที่ขาดนั้นจะอยู่บนตัวฉันก็ตาม เขาก็นั่งขัดสมาธิตรงหน้าฉันแล้วก็เย็บเสื้อตรงที่ขาดโดยที่เสื้อนั้นยังอยู่บนตัวของฉันอยู่

            ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเย็บผ้าเป็นด้วย เหลือเชื่อจริงๆ นะ

            “ไหนลองบอกซิ ลูกนกที่ขนยังไม่ขึ้นริจะบินออกจากรังน่ะ มันจะเป็นยังไง” เขาถามเสียงเย็นแล้วก็เย็บรังดุมบนเสื้อไปเรื่อยๆ

            ฉันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อรู้ได้ว่าเขากำลังพูดประชดฉันอยู่

            “แล้วถ้าเกิดว่ามันนอนรอความตายที่พื้นหลังจากที่ตะเกียกตะกายออกมาจากรัง มันจะตายในกี่ชั่วโมงหรือนาที” เขายิ้มกว้าง ก่อนจะใช้ฟัดกัดด้ายหลังจากที่เขาเย็บเสร็จเรียบร้อยแล้ว

            ฉันร้อนวูบวาบไปทั้งตัว เพราะว่าเขาโน้มลงมาเกือบชิดหน้าอกของฉันเพื่อกัดด้ายออก

            ลมหายใจของเขาร้อนผ่าวจนรู้สึกได้ และรอยจูบที่เขาทำเอาไว้เหมือนมีชีวิต มันร้อนขึ้นทีละจุด และทำให้ฉันร้อนไปทั้งตัว

            “คิดไว้แล้วหรือยัง ว่าอยากจะตายแบบไหนน่ะ”

            ซีฟยังคงยิ้มอยู่เหมือนเดิม ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมล่ะ ฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน ถ้าไม่ได้เห็นเขากับตาแบบนี้

            จากนั้นฉันก็เบิกตากว้างขึ้นมาเท่าตัวเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูดังแว่วๆ มา

            “แย่แล้ว” ฉันผลักให้ซีฟออกห่างจากตัว และทำท่าตกใจสุดขีด

            ซีฟเองที่หงุดหงิดอยู่แล้วก็แทบจะตบหน้าฉันซ้ายขวา

            “มันอะไรกันน่ะ ใครมา” เขาถามเสียงเยือกเย็นพลางชี้นิ้วไปยังประตูห้องของฉัน

            “โจชัว” ฉันบอกแล้วก็อยากจะร้องไห้

            แล้วนี่ฉันจะแนะนำให้พ่อของฉันรู้จักกับผู้ชายที่มาหาลูกสาวถึงห้องในเช้าตรู่แบบนี้ยังไงดี

            “ฮะ! ว่าไงนะ โจชัวงั้นเหรอ

            ซีฟตะคอกอกมาเสียงดัง จากนั้นฉันก็มองเขาอย่างอึ้งๆ และตกใจเมื่อเขาถอดเสื้อออกมาโดยที่ไม่มีอะไรสั่งให้เขาทำแบบนี้

            “นายจะทำอะไรน่ะ” ฉันถามเขาอย่างไม่มั่นใจ

            “อ๋อ ก็แค่จะเล่นหนังเรตเอ็กซ์ให้คุณโจชัวของเธอดูไงล่ะปั้นหยา

            เฮือกรอยยิ้มนั่น หมายความว่ายังไงกันซีฟ

 

 


 


Talk 2…
เค้าทำให้ให้พี่ซีฟปล้ำปั้นหยาไม่ได้อ่ะ

ตอนนี้ลังเล อร๊าย อีกตอนเดียวจะจบ ไม่รู้จะเสียทีพี่ซีฟมั้ย

ปั้นหยาสู้ๆ นะ ฮ่าๆ

 

ช่วงนี้ป่วย แถมยังซุ่มซ่ามไอค่อกแค่กเจ็บตัวหลายๆ อย่าง แง

อยากเห็นว่ามีแผลยังไง แวะไปหาที่แฟนเพจนะคะ TT_TT

เจ็บปวด เจ็บแปลบ ฮ่าๆ

สุดท้ายทอล์คอะไรไม่รู้เรื่อง มึนไปหมดเลยค่ะ เป็นไข้

ปวดร้าวมาก แงๆ

แล้วเจอกันนะคะสาวๆ ขอนอนก่อนล่ะ

อ้อ ต้องทานข้าว ทานยา แง ทำไมทรมานอย่างนี้นะ

 

 


Talk 1…

Song :: Hope- Who Am I To Say

>>โหลดเพลงนี้ คลิก!!<<

 

ยังรบราฆ่าฟันกับเนตอยู่ค่ะ

ซึดดด ตอนนี้ซีฟหื่นมาก มาลุ้นกันมั้ยว่าซีฟจะทำสำเร็จหรือเปล่า ฮา

ตอนนี้มู่ทอล์คไรไม่ได้มากนะคะ

ดราม่ากับ TK อยู่ค่ะ โดนด่าเป็นชุดๆ

ยังงงอยู่ ว่าตัวเองทำอะไรผิด กรี๊ด อยากจะร้องไห้




สอบถามข่าวสารของนิยายหรือพูดคุยกันได้ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ

FP สำนักพิมพ์แสนดี Click!!

ID สำนักพิมพ์แสนดี Click!!

FP mu_mu_jung Click!!

 

God blessed you

’m blessed you

 

I http://www.dek-d.com/06pic/dot/heart.gif Readers

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 12 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
งานงอกแล้วมั๊ยล่ะปั้นหยา
จากคุณ worldoflove/(worldoflove) อัพเดตเมื่อ 11/09/2554 12:46:53
ความคิดเห็นที่ 2

Ziffใจร้ายอ่า

จากคุณ Kaew_HaHa/(Kaew_HaHa) อัพเดตเมื่อ 14/08/2554 15:42:00
ความคิดเห็นที่ 3

ซีฟ

จากคุณ noonid75/(noonid75) อัพเดตเมื่อ 10/08/2554 13:04:26
ความคิดเห็นที่ 4
โอ๊ยยย อาการหึงของซีฟเนี่ยเล่นเอาปั้นหยาของเราร้องให้อย่างหนักเลยวุ๊ย
อิอิ ไม่เข้าใจละซินะ....ซีฟว่าป๊ะป๋า อ่ะ ที่แท้ก้คือคุณพ่อของปั้นหยาเองแหละ
อยากรู้จังว่า ถ้ารู้ว่าโจชัวคือใคร ซีฟจะทำหน้ายังไง ,,

ตลกตอนที่ปั้นหยากระเผลกขึ้นตึกคณะวิศวะ นะค่ะ ที่บอกเอาไว้ว่าเหมือนหอยทาก ฮ่า ฮ่า
จากคุณ maple/(nuchaba_lee) อัพเดตเมื่อ 02/08/2554 19:40:44
ความคิดเห็นที่ 5

จากคุณ atomic/(atomicnation) อัพเดตเมื่อ 27/07/2554 23:23:03
ความคิดเห็นที่ 6
อิซีฟเลวววว

แกจะปล้ำปั้นหยาหน้าป๋ะป๋าโจเลยหรอ

จะกล้ามากเกินไปแล้วน่ะ
จากคุณ jane/(15575) อัพเดตเมื่อ 27/07/2554 22:58:44
ความคิดเห็นที่ 7
อ้ากกกกกก !!!
ซีฟเล่นบ้าๆแบบนี้ ปั้นหยาก็แย่นะสิ

งานเข้าจังๆเลย 55555
จากคุณ jinny/(nattakarn_moo) อัพเดตเมื่อ 27/07/2554 16:59:54
ความคิดเห็นที่ 8
ซิปบ้าไม่เข้าเรื่องจิงๆ
55
สู้สู้คัฟฟพี่มู่
 P'MU
จากคุณ หลิว/(liew_tm) อัพเดตเมื่อ 24/07/2554 23:43:58
ความคิดเห็นที่ 9

ซีฟซาดิดอ่ะ

จากคุณ ดรีม/(dd_mm) อัพเดตเมื่อ 24/07/2554 20:27:52
ความคิดเห็นที่ 10
เหมือนปั้นหยาเป็นเด็กอนุบาลจริงๆ แหละ
ใสเกิ๊นนนนน อย่าเพิ่งให้ซีฟมาทำอะไรเลย
สงสารเด็ก (?)
ฮึๆ ปั้นสู้ๆๆๆๆๆ ><b
จากคุณ Arun /(khamphay0) อัพเดตเมื่อ 24/07/2554 12:14:03
หน้าที่ 1 จาก 12 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 284 ท่าน