Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
ROMANCES SCENT ? EMBRACE SCENT ? Eps02 [100%] -Aug 05 UP!!-
mu_mu_jung
? ROMANCES CODE ? Eps06
65
19/07/2554 21:17:53
12750
เนื้อเรื่อง

Eps.06

I'm Genie for You Girl~

 

        และหลังจากที่นั่งซัก นั่งเอาไดร์เป่าผมเป่าชั้นในยัยนั่นให้เหมือนทาสที่ไร้ศักดิ์ศรีแล้ว ผมก็เคาะประตูห้องน้ำอีกชั้นหนึ่ง ที่เป็นห้องชักโครก ส่วนก่อนหน้านี้ผมนั่งซักชั้นในให้ยัยจืดด้านนอกอีกที

            “เอ้า!” ผมส่งให้ยัยแกงจืดที่โผล่แค่หน้าออกมาจากบานประตู

            “เสื้อในฉันอ่ะ” เสียงแหบๆ ของยัยแกงจืดดังขึ้นจนฟังดูน่ากลัว พอได้ยินอย่างนั้นแล้วผมก็ตกใจเพราะไม่คิดว่ายัยนี่จะป่วยหนักถึงขนาดนี้

            “ฉันซักแค่นี้แหละ”

            ผมบอกและพยายามจะซ่อนรอยยิ้มไว้อย่างสุดความสามารถ เรื่องอะไรจะบอกว่าผมจงใจซักแค่ชิ้นเดียวล่ะ แต่ผมไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรเลยนะ ก็แค่กลัวยัยนี่จะรอนานเพราะอย่างนั้นผมเลยซักแค่ชิ้นเดียวยังไงล่ะ คิก~

        “นายนี่มัน” ปั้นหยาทำเสียงฉุนๆ ก่อนจะกระชากเอาชั้นในและผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำตามเดิม

            ผมผิวปากยืนรอยัยจืดอยู่อย่างใจเย็นรออยู่ไม่นาน ใบหน้าซีดเซียวของปั้นหยาก็โผล่มาให้เห็น ทำให้ผมก็อดเป็นห่วงมากกว่าเดิมไม่ได้ เพราะว่าหน้าเธอซีดลงไปจากเดิมตั้งเยอะ สงสัยเสียเลือดเยอะแหง เห็นอย่างนี้แล้วผมก็รู้สึกสงสารผู้หญิงที่ต้องทรมานเพราะรอบเดือนไม่ได้

            “ไหนยกทรงฉันเล่า!

            ปั้นหยาทำเสียงแข็งแล้วก็มองผมเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ไม่ต้องปรายตามองก็รู้ว่ายัยนี่โนบรา คิก ทำไมผมรู้สึกชอบใจอย่างนี้นะ

            “นายเอาแช่กะละมังตรงนั้นใช่มั้ย!?” ปั้นหยาถามมาอีก และชี้นิ้วไปยังกะละมังที่ผมแช่บบราเซียของยัยนี่วางไว้ที่พื้น

            เมื่อร่างเล็กของปั้นหยาทำท่าจะเดินมาทางนี้ผมก็ใช้เท้าเขี่ยกะละมังนั่นให้พ้นทาง และรวบมือของปั้นหยาก่อนจะพาเดินออกมาจากห้องน้ำ

            “นายจะทำอย่างนี้ไม่ได้นะ โอ๊ย! ฉันจะตายอยู่แล้วนะ” ปั้นหยาเริ่มยกมือขึ้นมากุมขมับตัวเองแล้วก็จ้องหน้าผมอย่างแค้นๆ ผมแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตานั่นและกึ่งลากกึ่งจูงให้ยัยตัวดีกลับมานอนที่เตียง

            “หิวมั้ย อยากทานอะไรรึเปล่า”

            “ฉันอยากกลับบ้าน”

            “อะไรนะ ข้าวต้มอะไรนะ” ผมแกล้งรวนและหัวเราะ เมื่อปั้นหยากัดริมฝีปากตัวเองแน่น และถลึงตาใส่ผมยกใหญ่

            “เธอไม่สบายนะ กลับไปได้ไงอยู่คนเดียวไม่ใช่เหรอ” ผมบอกแล้วก็ผลักหัวให้ยัยนี่เอนตัวล้มลงนอน

            แต่เด็กดื้อก็คือเด็กดื้อ ยัยปั้นหยาพยายามจะลุกขึ้นนั่งจนผมต้องเลื่อนหน้าไปจูบริมฝีปากยัยนี่แรงๆ อีกทีหนึ่ง

            “จะลุกอีกมั้ย หรือจะให้ฉันทำอะไรมากว่านี้” ผมขู่และปั้นหยาก็ยกมือเล็กนั่นฟาดอกผมเต็มแรงทันที

            “นายมันเศษเหล็กไร้หัวใจ ฉันเกลียดนายแล้ว!

            “เค้าว่าเกลียดอย่างไหนได้อย่างนั้นนะ เอ๊ะ หรือว่าความจริงเธอชอบฉันล่ะ”

            “ฮือ ฉันปวดหัว ปวดท้องจะตายแล้วนะ”

            แล้วเด็กดื้อก็สิ้นฤทธิ์หงายหลังล้มตัวนอนตามเดิม แต่ก็ไม่วายดีดขาไปมาและนอนคว่ำหน้าหนีผมทันที ผมมองแล้วก็อดส่ายหน้าด้วยความระอาใจกับยัยคนนี้ไม่ได้ และลุกขึ้นจากเตียงเพื่อหาอะไรให้ปั้นหยาทานสักหน่อย

            เมื่อทานข้าวทานยาเสร็จก็ดูเหมือนว่ายัยจืดชืดจะเหนื่อยและอยากจะนอนพักเอามากๆ ดวงตาเริ่มปรือและไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายอีกแล้ว ผมเองก็ตั้งใจจะอาบน้ำและไปที่คณะเพื่อไปทำวิจัยต่อ แล้วตอนเที่ยงๆ ค่อยกลับมาดูยัยนี่อีกที

 

            แต่พอเดินออกมาจากห้องน้ำและแต่งตัวไปด้วย ผมก็เห็นว่าปั้นหยานอนทอดตัวบนเตียงของผมและทำตาแป๋วแหวว มันก็รู้สึกแปลกๆ อยู่เหมือนกันที่มีใครบางคนมานอนอยู่บนเตียงด้วยอย่างนี้ ผมไม่พูดอะไรนอกจากกลัดกระดุมเสื้อรอดูว่าปั้นหยาจะพูดอะไรหรือเปล่า

            แต่เธอก็ไม่พูดจนแล้วจนรอด และสุดท้ายก็เป็นผมนี่แหละที่ทนไม่ไหวต้องถามเธอออกไปแทน

            “มีอะไรรึเปล่า ทำตาล่อกแล่กอยู่ได้” ผมทรุดตัวลงนั่งที่ข้างเตียง และยกมือแตะหน้าผากของปั้นหยาเพื่อเช็กดูอุณหภูมิของร่างกาย

            นึกแปลกใจอยู่เหมือนกันที่ยัยนี่ไม่ถอยห่างหรือโวยวายเหมือนทุกที อาการหวัดทำให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย

            “ปวดท้องจัง” ปั้นหยาพึมพำซะน่าสงสาร

            แล้วแบบนี้ผมจะกล้าเสี่ยงทิ้งยัยนี่ไว้คนเดียวได้ไงเนี่ย

            “วันนี้มีเรียนมั้ย” ผมถามและปัดผมที่ปรกหน้าออกให้อย่างแผ่วเบา

            “วันนี้วันเสาร์นะ จะมีได้ไง” ปั้นหยาครางตอบและส่ายหน้าไปมาน้อยๆ

            “งั้นก็นอนไปแล้วกัน ตอนเที่ยงฉันจะแวะมาอีกที”

            “นายมีวิจัยไม่ใช่เหรอ” ยัยจืดชืดถามและทำให้ผมเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความแปลกใจ เพระไม่นึกว่ายัยนี่จะจำได้หรือใส่ใจอะไรเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับตัวผมได้

            “อือ แต่จะแวะมาเที่ยงๆ เธอนอนไปเลยไม่ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรนะ ไม่งั้นห้องฉันต้องพังแน่ๆ ฉันเตือนแล้วนะ” ผมแกล้งชี้หน้าขู่เอาไว้ และปั้นหยาก็ทำหน้าตึงขึ้นมาทันที

            “ฉันแค่ป่วยไม่ได้พิการซะหน่อย”

            “ไม่เหมือนกันเหมือนนั่นแหละ ไปแล้วนะ” ผมบอกและตัดใจเดินออกมาทันที

            เพราะขืนยังโอ้เอ้อยู่หวังได้คลุกวงในนัวเนียกับยัยนี่บนเตียงแล้วแน่ๆ ผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้ ยิ่งดูยิ่งน่ารักแล้วก็น่าฟัดที่สุดเลยล่ะ

            “อือ” ปั้นหยาครางแล้วก็ดึงผ้าห่มจนคิดปลายคางจากนั้นก็หลับตาลง

            ผมเลยผละออกห่างจากเตียงและหยิบเอาเป้ตัวเองขึ้นมา ตรวจดูของที่จะต้องเอาไปที่คณะหันไปมองที่เตียงอีกทียัยจืดชืดก็หลับไปซะแล้ว ผมส่ายหน้าอย่างปลงๆ แล้วก็เดินออกมาจากห้องด้วยความเงียบเชียบ เพราะกลัวจะทำให้เด็กดื้อตื่นขึ้นมา

            คิดแล้วก็น่าตลกดีเหมือนกัน ทำไมผมต้องกลัวโน่นนี่ไปสารพัดด้วยก็ไม่รู้

            ก็แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียว ก็แค่นั้นเอง

 

            “อารมณ์ดีเชียว” เพื่อนร่วมคณะและกลุ่มวิจัยทักเป็นคำแรกหลังจากที่ผมโผล่หน้าเข้าไปในห้องโถงวิจัย

            “แล้วไง ฉันจะอารมณ์ดีบ้างไม่ได้เลยรึไง” ผมแกล้งรวนและปลดเป้วางลงที่พื้น ก่อนจะเดินไปยังคอมพิวเตอร์ทันที หน้าที่หลักของผมคือเขียนโปรแกรมและใกล้จะเสร็จแล้วด้วย

            “เมื่อคืนแกเมาเละเลย ทำอะไรปั้นหยารึเปล่าน่ะ” ไอ้เอกขยับเข้ามาใกล้ และใช้ศอกถองผมใหญ่

            “ไม่มีอะไรทั้งนั้น” ผมบอกและถลึงตาใส่ไอ้เอกไปด้วย

            “ทะลึ่งใหญ่แล้วนะเอ็ง”

            “แน่ใจอ่ะ แหม น่าเสียดายโอกาสอุตส่าห์โผล่มาในจังหวะดีๆ ทั้งที”

            “ฉันยังมีเวลาอีกเยอะเว้ย” ผมบอกและจรดนิ้วลงกับคีย์บอร์ดเพื่อจะเขียนโปรแกรมต่อจากของเดิม

            “ก็ขอให้แกไปได้ดีแล้วกัน” เพื่อนคนอื่นพูดแต่ผมไม่ได้สนใจฟังเท่าไหร่ นอกจากกดคีย์บอร์ดเขียนโปรแกรมไปเรื่อยๆ จนเริ่มเบื่อและเมื่อยแขนนิดๆ แล้วนั่นแหละ ผมถึงได้หันหน้าไปหาเพื่อนร่วมทีมวิจัยอีกที

            “วันนี้มีอะไรต้องทำเยอะมั้ย” ผมถาม นึกเป็นห่วงยัยจืดหัวฟูที่นอนไม่สบายอยู่คนเดียวยังไงก็ไม่รู้

            “ก็ไม่นะ ฉันต้องต่อวงจรน่ะ แล้วก็เทสว่าสีไฟนาฬิกามันจะวิ่งตรงมั้ย ข้อมูลที่ได้จากปั้นหยาก็ใช้ได้แล้วล่ะ ฉันไปขอจากน้องสาวกับคนอื่นๆ มาเพิ่มด้วย เพราะใช้คนทดลองคนเดียวกลัวจะไม่แม่นน่ะ” กอล์ฟโชว์กระดาษที่ร่างรายการที่จะต้องทำขึ้นมาให้ผมดู

            ผมหยิบมาแล้วก็กวาดสายตามองอย่างลวกๆ แล้วก็ส่งคืนให้ไป

            “งั้นฉันกลับก่อนได้มั้ย มีธุระน่ะ แต่เดี๋ยวจะเขียนโปรแกรมแล้วก็ส่งมาทางนี้เรื่อยๆ” ผมลองหยั่งเชิงถามดู ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

            “อืม แกจะออนเอ็มตลอดมั้ยล่ะ ถ้าออนได้ตลอดก็ไม่มีปัญหา” กอล์ฟมองผมและก็ยิ้มออกมาเหมือนรู้ทัน

            “จะพยายามออนให้แล้วกัน งั้นฉันกลับก่อนนะ” ผมบอกแล้วก็เซฟงานที่พิมพ์ไว้ ก่อนจะหยิบเอาเป้ขึ้นมาจากพื้น และเดินออกจากห้องโถงวิจัยไปเงียบๆ

            “เฮ้! ซีฟ เพิ่งมาจะไปแล้วเหรอ”

            ใครสักคนตะโกนถามผม ซึ่งผมทำได้เพียงแค่ยกมือโบกตอบแล้วก็เดินลิ่วไปยังประตูไม่ได้มองหน้าใคร

            ผมคิดว่าหัวใจตัวเองมันวิ่งกลับไปถึงห้องตั้งนานแล้ว หรือไม่บางทีมันก็ไม่ได้ออกมาจากห้องเลยแต่แรก

 

        เมื่อเปิดประตูห้องนอนเข้าไปเงียบๆ คนป่วยก็ยังหลับอยู่เหมือนเดิม ผมเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก่อนจะเป่าปากด้วยความโล่งอก และเดินไปอีกมุมหนึ่งเพื่อเปิดคอมพิวเตอร์เตรียมจะทำงานต่อ แต่เมื่อมองไปทางห้องน้ำอีกครั้งผมก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า

            มีงานหินที่รอผมอยู่อีกอย่างหนึ่ง

        ให้เดาว่าตอนนี้ผมกำลังทำอะไรอยู่

            ใช่แล้วครับ ผมกำลังนั่งซักบราเซียให้ยัยเอ๋อปั้นหยาอยู่

            หลังจากตากให้เรียบร้อยด้วยการตากปนๆ กับบอกเซอร์ตัวเอง ผมก็กลับเข้ามาในห้องอีกครั้งก่อนจะลงมือเขียนโปรแกรมให้เสร็จเสียที นี่ก็ใกล้วันที่จะต้องพรีเซนต์โปรเจ็คแล้วด้วย ผมหักนิ้วตัวเองสองสามทีก่อนจะนั่งเขียนโปรแกรมคนเดียวเงียบๆ พร้อมกับส่งข้อมูลไปให้เพื่อนร่วมทีมทางอีเมลเป็นระยะด้วย

            เวลาผ่านไปนานเหมือนกันเมื่อผมละมืออกจากคีย์บอร์ดและหันไปมองเตียงนอนอีกครั้ง คนที่คิดว่าหลับอยู่อย่างปั้นหยากลับทำตาแป๋วและจ้องมองผมเงียบๆ เมื่อเราสบตากันเธอก็ทำท่าสะดุ้งแล้วยกผ้าห่มปิดหน้าตัวเอง

            ผมหัวเราะกับท่าทางนั้นของเธอก่อนจะลุกขึ้นบิดขี้เกียจและตรงไปหาร่างเล็กที่นอนอยู่บนเตียง พอผมเท้าแขนลงบนเตียงปั้นหยาก็ครางออกมาเบาๆ จับใจความได้แค่ แม่จ๋าๆ คุณตำรวจอะไรสักอย่างเนี่ยแหละ

            “นี่ หิวยัง อยากทานอะไรมั้ย” ผมถามและพยายามจะดึงผ้าห่มออกจากหน้าของยัยนี่ด้วย

            เดี๋ยวก็ได้เป็นลมตายเพราะหายใจไม่ออกหรอก

            เพราะอย่างนี้ไงล่ะ ผมถึงไม่วางใจให้ยัยนี่อยู่คนเดียวน่ะ

            “ปั้นหยา!” ผมทำเสียงดุอีกหน่อย เพราะยัยตัวดีไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาฟังอะไรเลย

            เหมือนเธอจะรู้ว่าผมกำลังจะโกรธเลยโผล่หน้าเล็กๆ นั่นขึ้นมองผมจนได้ เวลาปกติยัยนี่ก็น่าแกล้งมากอยู่แล้วนะ ตอนนี้ยิ่งน่าแกล้งเข้าไปใหญ่ ทั้งหน้าทั้งปลายจมูกนั่นแดงจัดจนผมอดไม่ไหวที่จะยื่นมือออกไปบีบเบาๆ จนมันแดงมากกว่าเดิม

            “เป็นไร” ผมถามและเห็นปั้นหยาทำจมูกฟุดฟิด คล้ายๆ กำลังสูดน้ำมูก และย่นจมูกไปมา

            “มีอะไรก็ว่ามาสิ” ผมถามและเห็นว่าหน้ายัยนี่แดงขึ้นอีกนิดหน่อย

            “อยาก

            “หือ” ผมครางในคอเพราะยัยนี่ไม่ยอมพูดอะไรต่อเลย

            “ฉันอยากทานมะม่วงอ่ะ”

            วันนี้ผมคงจะเป็นทาสยัยนี่เต็มตัวแล้วล่ะ

 

            ผมนั่งปอกมะม่วงให้ปั้นหยาเป็นชิ้นๆ สลับกับนั่งพิมพ์โปรแกรมอย่างนี้ซ้ำๆ จนกระทั่งยัยนี่อิ่ม บอกตามตรงผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีความอดทนสูงมากก็วันนี้แหละ และไม่นานเจ้าหญิงปั้นหยาก็เสด็จกลับขึ้นไปประทับบนเตียงอีกครั้ง ตอนนี้ที่คณะไม่มีใครอยู่แล้ว เพราะออกไปหาอะไรทาน ผมเลยหยุดพักเขียนโปรแกรมเอาไว้ก่อนและนั่งดูรายการทีวีไปเงียบๆ

            แต่ไม่นานผมก็ต้องหันไปมองคนที่กำลังร้องครวญครางบนเตียงอีกครั้ง ยัยตัวดีหาเรื่องให้ผมปวดหัวอีกแล้ว

            “เป็นอะไรอีกล่ะ” ผมถาม ถ้าคราวนี้ไม่ใช่เรื่องผมจะอาละวาดจริงๆ ด้วย

            “ปวดท้อง” เธอบอกและผมก็ขมวดคิ้ว

            ยาที่กินเข้าไปตั้งเยอะนั่นไม่ช่วยอะไรเลยอย่างนั้นเหรอ

            “นายพอจะมีถุงน้ำร้อนบ้างมั้ย”

            “จะไปมีได้ไงเล่า!” ผมบอกแล้วก็ทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง

            ตัวยัยนี่เย็นเฉียบผมรู้เมื่อผมลองทาบฝ่ามือที่หน้าผากของยัยนี่ไป แต่ทำไมหน้าเล็กๆ นี่ถึงเต็มไปด้วยเหงื่ออย่างนี้ล่ะ

            “ปวดมากเลยเหรอ” ผมถามและปั้นหยาก็พยักหน้าให้

            เวลาผ่านไปสักพักปั้นหยาก็ดึงมือของผมออกจากหน้าผากและลองเอาทาบที่แก้มตัวเอง ผมมองดูด้วยความรู้สึกแปลกๆ ที่ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดทำตัวไม่ถูกยังไงก็ไม่รู้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมอยากอยู่ห่างจากยัยนี่แม้แต่น้อย

            “มือนายร้อนจัง ฉันเคยบอกรึเปล่าว่ามือนายร้อนมากน่ะ” ปั้นหยาถามและผมก็ส่ายหน้าไปมา

            “ขอยืมมือนายสักเดี๋ยวนะ”

            ว่าแล้วปั้นหยาก็ดึงมือของผมให้วางทาบที่หน้าท้องของตัวเอง ทำให้หน้าผมร้อนวาบไปด้วย ให้ตายสิ ยัยนี่รู้ไหมนะว่าสถานการณ์ตอนนี้มันเป็นยังไงน่ะ ผมขยับตัวอย่างอึดอัดอยู่พักหนึ่งแล้วก็ล้มตัวลงนอนข้างๆ ปั้นหยาอย่างช่วยไม่ได้

            แขนข้างหนึ่งของผมสอดใต้ท้ายทอยของเธอ และมืออีกข้างก็วางบนหน้าท้องของปั้นหยา ท่าทางเธอจะปวดเอามากๆ แน่ เพราะแค่ผมทาบมือลงไปก็รู้ว่าหน้าท้องเธอดูแข็งๆ และร้อนมากอีกต่างหาก

            “ดีขึ้นมั้ย?” ผมถามและปั้นหยาก็พยักหน้าเบาๆ

            “เธอรู้บ้างมั้ยเนี่ย ว่าถ้าฉันเลื่อนมือขึ้นไปหรือลงมามันจะเป็นยังไงน่ะ” ผมบอกด้วยความอึดอัด แต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้เธอออกห่าง

            ปั้นหยาเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะยกมือตบหน้าอกผมดัง เพี๊ยะ!

        “เจ็บนะ” ผมบอกและอดไม่ได้ที่จะลูบหน้าอกตัวเองไปด้วย

            “นายคิดอะไรอยู่น่ะ ไอ้คนหื่นกาม!

            “ก็มันจริงนี่นา” ผมบอกแล้วก็รู้สึกง่วงไม่น้อย อาการเมาค้างยังเหลืออยู่และทำให้ผมอ่อนเพลียจริงๆ

            “ไม่รู้เลยนะว่านายจะเป็นคนอย่างนี้น่ะ”

            “ผู้ชายมันก็หมาป่ากันทุกคนแหละน่า” ผมพึมพำก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นชิดตัวเราสองคนอีกที

            “ปล่อยเลยนะ แง้ๆ ฉันไม่น่าไว้ใจนายเลย”

            “โอ๋ๆ ฉันไม่ทำอะไรคนเมนส์มาหรอกน่า วันนี้ฉันจะเป็นยักษ์จินนี่ในตะเกียงให้เธอวันนึง ดีมั้ย อยากได้อะไรบัญชามาเลยครับเจ้าหญิง” ผมบอกและค่อยๆ หลับตาลง

            “คิกๆ จินนี่หนวดเฟิ้มด้วย”

            “เดี๋ยวเถอะปั้นหยา ฉันยังไม่หายงอนเรื่องเมนส์เธอเลยนะ”

            “เงียบไปเลยนะ ไอ้หุ่นยนต์หื่นกามยักษ์จินนี่!!

End Ziff talks…

 

        จำไม่ได้ว่าฉันใช้ชีวิตอยู่กับเศษเหล็กไร้หัวใจอย่างซีฟกี่วันกันแน่ แต่ที่รู้ๆ ฉันสบายเหมือนเป็นเจ้าหญิงจริงๆ นั่นแหละ ไม่ว่าอยากได้อะไรเขาก็เหมือนเสกมันมาวางตรงหน้าฉันอย่างนั้นเลย อีกอย่าง ไอ้เรื่องที่เขาซักชั้นในให้ฉันน่ะ มันทำให้ฉันช็อกจริงๆ นะ

            ไม่รู้ว่าคนอื่นจะทำอย่างนี้ให้แฟนหรือเปล่า ไม่รู้ว่าป๊ะป๋าโจชัวจะทำอย่างนี้ให้คุณแม่ด้วยไหม

            ฉันไม่รู้จริงๆ แต่ก็น่าเหลือเชื่อที่คนเอาแต่ใจและดูไม่ยอมใครอย่างซีฟจะทำให้ฉัน และมันทำให้ฉันรู้สึกดี แต่อีกไม่นานฉันต้องเคยตัวแน่เลย ให้ตายสิ

วันนี้ฉันต้องมาทำวิจัยกับทีมวิศวะของซีฟที่คณะวิศวะด้วย แต่ก่อนจะไปคณะซีฟกับเพื่อนๆ แวะเล่นฟุตบอลกันก่อนที่สนามเล็กของคณะนิติศาสตร์ เลยเป็นการดวลเล็กๆ ระหว่างวิศวะกับนิติศาสตร์ไป ซีฟผูกจุกที่ผมม้าเขาด้วยล่ะ อย่าคิดว่าหวานแววนะ

เวลาเขาวิ่งในสนามน่ะ กระทิงเปลี่ยวชัดๆ เลย

            “อยากทานอะไรมั้ย” ฉันถามเขาเมื่อเดินไปหาตอนที่เขาพักครึ่งจากการแข่ง

            “เดินไหวเหรอ?” เขาถามและมองหน้าฉันอย่างไม่ไว้ใจ

            ฉันแค่รอบเดือนมานะ ไม่ได้ป่วยหนักขนาดขยับตัวทำอะไรไม่ได้สักหน่อย

            “ไปซื้อน้ำให้หน่อยสปอนเซอร์ละกัน กับอะไรก็ได้เผื่อคนอื่นด้วยนะ” ซีฟบอกแล้วก็พยักพเยิดหน้าให้ฉันมองที่มือตัวเอง ที่ถือกระเป๋าสตางค์ให้เขาไว้

            “อือ” ฉันรับคำเบาๆ และเตรียมจะเดินออกไป แต่ว่าซีฟคว้าแขนฉันไว้และลากฉันเข้าไปใกล้ จากนั้นก็กระซิบคำพูดข้างหูฉัน

            “เดี๋ยวคืนนี้ไม่มีแรงเลยต้องโด๊ปสักหน่อย ว่าแต่เมนส์เธอหมดแล้วสินะ”

            คงไม่ต้องบอกว่าหลังจากนั้นฉันทำร้ายร่างกายของซีฟยังไงบ้าง ฉันยกมือมาพัดๆ หน้าตัวเองจากนั้นก็เดินออกมาเงียบๆ เพื่อซื้อของที่เขาเอาไว้

            ระหว่างที่รอเงินทอนฉันก็เงยหน้ามองดูละครทีวีเพลิน ละครสมัยนี้แสดงออกถึงด้านร้ายของผู้หญิงได้น่ากลัวเหลือเกิน อย่างตอนนี้มีนางร้ายเดินเข้ามาหาพระเอกกับนางเอกที่อยู่ด้วยกันแล้วก็บอกว่า ในท้องของเธอมีเด็กที่เป็นลูกของอยู่ อือหือฉันคิดว่าซูซี่ร้ายพอๆ กับตัวร้ายคนนี้เลยล่ะ

            เอ๊ะ!? เมื่อกี้ฉันคิดอะไรออกไปน่ะ

แล้วไม่นานก็เดินออกมาหลังจากที่มันพักโฆษณา ตอนที่เห็นซีฟวิ่งไล่ลูกฟุตบอลอยู่กลางสนามแล้วมันรู้สึกแปลกๆ ยังไงชอบกล ฉันไม่ค่อยได้เจอเขาในรูปแบบนี้อย่างนี้สักเท่าไหร่ แต่ไม่ว่าจะเป็นยังไง ฉันคิดว่าคนคนนี้สามารถดึงดูดสายตาของทั้งผู้ชายผู้หญิงได้ดีทีเดียวล่ะ

            และเมื่อพักอีกครั้งฉันก็ส่งถุงที่ใส่เครื่องดื่มและขนมรวมถุงไอศกรีมให้เขาไป เขาแกะไอศกรีมออกมาดูดไม้หนึ่ง ก่อนจะมองหน้าฉันเขม็ง

            “หายไปซะนาน นึกว่าจะเดินตกท่อน้ำไปแล้วซะอีก มีอะไรรึไง”

            “ในท้องของฉันมีลูกของนายอยู่น่ะ”

            ฉันพูดไปโดยไม่ทันคิด ก่อนจะตบปากตัวเองแรงๆ เมื่อประมวลผลได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป แย่แล้ว ฉันดูละครจนเผลอพูดออกมาโดยไม่ทันคิด แง้ๆ

            ซีฟอึ้ง ทุกคนอึ้ง และมองฉันเหมือนตัวประหลาด แง

            “ว่าไงนะ” ซีฟถามและทำไอศกรีมหลุดออกจากปาก

            “ฉันท้องได้สามเดือนแล้ว อ๊า ไม่ใช่ ฉันพูดผิด แง้ๆ!!

 

        “เธอพูดบ้าอะไรน่ะ!” ซีฟลุกขึ้นมาเอามือปิดปากฉันไว้ และฉันไม่รู้ว่าเขาทำหน้ายังไง แต่สำหรับฉัน ตอนนี้ทุกคนกำลังอึ้ง ทึ่ง เสียว กับคำพูดบ้าบอของฉันก่อนหน้านี้

            “เมื่อเมื่อกี้เธอว่าไงนะปั้นหยา

            ใครสักคนถามฉัน ฉันเองก็พยายามที่จะอธิบายว่าเมื่อกี้ฉันพูดผิดไปและจะแก้ตัว แต่ว่ามือของซีฟที่ปิดปากฉันไว้อยู่นี่สิ

            “อ้อ ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่เมื่อคืนเราผ่านเวลาที่แสนหวานมาด้วยกันน่ะ”

            ซีฟบอกกับคนอื่นเสียงหวานแต่ฉันกำลังจะตาย มือของฉันที่ยื่นออกไปในอากาศพยายามจะตะเกียกตะกายหาอะไรสักอย่าง แต่ว่าโรคจิตหื่นกามอย่างซีฟก็ไม่ยอมปล่อยให่ฉันได้เป็นอิสระเลย

            คนชั่วฉันบอกแล้วไง ว่าฉันพูดผิดแงๆ

            “ฮะ ว่าไงนะ!

            คราวนี้เพื่อนๆ ของซีฟอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกันและมองหน้าฉันเขม็ง ฉันน้ำตาแทบร่วง เพราะนอกจากจะปากพล่อยพูดอะไรออกไปโดยไม่ทันคิดแล้ว ตาบ้าซีฟก็ล็อกคอฉันไว้แน่นแทบจะไม่มีอากาศหายใจอยู่แล้ว

            “ก็อย่างที่ว่าแหละนะ คิก ที่รัก ฉันว่าเธอไปตรวจดูให้แน่ใจก่อนไม่ดีกว่าเหรอ ก็รู้น่าว่าเธอรักฉันมาก ไม่อยากให้ฉันเจ้าชู้ แต่การพูดต่อหน้าคนอื่นเยอะๆ แบบนี้ฉันก็เขินเป็นเหมือนกันนะ”

            ซีฟพูดเสียงหวานและทุกคนก็โห่ร้องออกมาทันที กรี๊ด!

            “อ๋อย อั๋น อ๊ะ!!” เสียงของฉันที่หลุดลอดออกมาจากฝ่ามือของซีฟมีเพียงแค่นี้ ฟังอะไรไม่รู้เรื่องเลย บ้าบอที่สุด แง้

            “โอ๋ๆ กลับไปที่รอที่รถเลยไป พวกเราเลิกเล่นกันแล้วน่ะ”

            ซีฟพูดแล้วก็ปล่อยมือออกจากที่ปิดปากฉันไว้ตั้งนานออก ฉันรีบสูดอากาศเข้าปอดแทนที่เกือบตายเมื่อกี้ พอจะอ้าปากแก้ตัวเรื่องที่พูดพล่อยๆ ออกไปเมื่อกี้ซีฟก็เลื่อนหน้าเข้ามาใกล้และใช้ปลายนิ้วของเขาแตะกับริมฝีปากล่างของฉันเอาไว้

        “อ๊ะ!” ฉันอุทานออกมาเบาๆ และเห็นปลายจมูกใสๆ ของซีฟอยู่ตรงหน้านี่เอง

            “เงียบเลยนะ ขืนเธอพูดมากกว่านี้ฉันคงต้องหาอย่างอื่นมาปิดปากเธอแทนมือแล้วล่ะ”

            เท่านั้นฉันก็เงียบเสียงก่อนที่ซีฟจะส่งแบกเป้ที่หนักเหมือนใส่หินลงไปสิบตันที่บ่าของฉัน และดันหลังให้ฉันเดินไปยังรถที่จอดอยู่ข้างๆ สนามฟุตบอล

            “อยากได้ก็ไม่บอก เดี๋ยวจะทำให้เร็วๆ” ขนาดฉันจะผละออกไป เขาก็ไม่วายจะเอ่ยแซวให้ฉันหน้าร้อนผ่าวแทบจะไหม้

            บางทีฉันก็สับสนกับความรู้สึกของตัวเอง

            บางทีฉันก็ชอบเขา แต่ว่าเวลานี้ฉันเกลียดเขาจับหัวใจเลยล่ะ ฮือ

 

        “ฉันไม่ได้ท้อง!

            คำคำนี้ฉันบอกไปไม่รู้กี่หนแล้ว แต่ว่าเพื่อนคนอื่นของซีฟก็พากันหัวเราะคิกคักและส่ายหน้าไปมา เป็นทำนองว่าไม่เชื่อคำพูดของฉัน

            “เค้าว่ากันว่า คำพูดแรกที่หลุดอกมาจากปากนั่นแหละ เป็นคำพูดที่มาจากใจและเป็นความจริง”

            “ก็บอกแล้วไง ว่าฉันพูดผิดน่ะ ฉันดูละครมาแล้วมันก็หลุดปากออกไป” ฉันครวญครางแต่ว่าไม่มีใครเชื่อเอาซะเลย

            ตอนนี้ความโกรธของฉันก็เลยหันไปลงที่ซีฟ เศษเหล็กไร้หัวใจที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรทั้งนั้น เขากำลังติดระบบเซนเซอร์วัดจังหวะการเต้นของหัวใจลงในนาฬิกาไซส์พี่บิ๊กอยู่ แถมยังผิวปากและหันมายิ้มให้ฉันเป็นระยะด้วย สีหน้าของเขาทำให้ฉันอยากจะแยกเขี้ยวและกัดเขาให้จนเขี้ยวไปเลย

            “มานี่ซิ” แล้วไอ้เศษเหล็กก็กวักมือเรียกให้ฉันเข้าไปหา

            “หรือจะให้ฉันเดินไปหาเธอแทน บอกเลยนะว่าฉันจะไม่เดินไปอย่างเดียว

            “ลุกแล้ว!” ฉันไม่รอให้เขาพูดจบ รีบลุกไปหาคนเอาแต่ใจทันที

            ซีฟยิ้มกริ่มชอบใจสีหน้าน่าหมั่นไส้เอามากๆ ในสายตาของฉัน ฉันเคยบอกไปหรือยังนะว่าเวลาผู้ชายคนนี้ทำหน้าเฉยๆ จะเหมือนคนเย็นชาเย่อหยิ่งเอาแต่ใจและไม่สนใจใครเหมือนกับตอนแรกๆ ที่ฉันได้เจอเขา

            แต่ถ้าเกิดว่าคนคนนี้ได้ยิ้มหรือหัวเราะขึ้นมาแล้วเขาเหมือนตัวโกงที่แสนเจ้าเล่ห์และร้ายกาจเอามากๆ เลยล่ะ

            และไม่ว่าจะยิ้มหรือไม่ยิ้ม เขาก็คือตัวร้ายเท่านั้นแหละ

            “ขอเทสนาฬิกาหน่อยสิ” เขาบอกและไม่พูดพร่ำทำเพลง ดึงเอานาฬิกาขึ้นคาดเข้ากับข้อมือของฉันทันที

            “ข้อมือเธอเล็กแล้วก็ผอมมากเลย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เห็นเส้นเลือดชัดดี เห็นมั้ยตรงนี้น่ะ” ซีฟอธิบายจากนั้นก็พลิกมือฉันให้หงายขึ้น

            ตรงข้อมือขาวๆ ของฉันนั้นมองเห็นเส้นเลือดได้ชัดเจนอย่างที่เขาว่าจริงๆ และเมื่อเขาเลื่อนนาฬิกามาจนชิดข้อมือฉันและรัดเอาไว้ ตรงตัวนาฬิกาที่เขาประกบเครื่องเอาไว้ลวกๆ ก็อยู่ตรงข้อมือฉันพอดีกับเส้นเลือด และเมื่อดูตรงหน้าปัดนาฬิกา ฉันก็เห็นกราฟจังหวะของชีพจรด้วย

            “มันยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ ต้องแก้อีกเยอะเลยล่ะ” เขาบอกแล้วก็จัดนาฬิกาของฉันให้เข้าที่มากยิ่งขึ้น

            “ข้อมือเธอนี่เล็กกว่าที่คิดไว้ซะอีก มันหลวมมากไปมั้ยเนี่ย” เขาถามและขยับนาฬิกาอีกสองสามที

            “ก็นายทำสายมันยาวไป” ฉันแก้ตัวและเอาแต่จ้องมองกราฟชีพจรของตัวเองไปเรื่อยๆ

            ไม่รู้ทำไมสิน่า เวลาที่เขาเข้ามาใกล้ๆ หัวใจของฉันมันเต้นเร็วขึ้น สังเกตได้จากนาฬิกาที่ฉันสวมอยู่นี่เลย เหมือนว่าซีฟจะรู้เขาถึงได้ยิ้มเหมือนโรคจิต ฉันเลยพลิกข้อมือหนีและมองหน้าเขาอย่างงอนๆ

“ตอนนี้นาฬิกามีไฟกะพริบเป็นสีมั้ย?” เขาถามและฉันก็ก้มมองดูนาฬิกาอีกครั้ง

            ตัวเรือนที่เป็นสีขาวสะอาดตาไม่มีสีอะไรให้เห็น ฉันเลยส่ายหน้าไปมาบอกเขา

            “ฉันขอเทสหน่อยก็แล้วกันนะ เอ เอาอะไรก่อนดีนะ เขินดีมั้ย” ซีฟพูดพลางทำหน้าเจ้าเล่ห์ ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ฉัน

            ฉันเองพอเห็นว่าเขาทำท่าหื่นๆ ก็รีบถอยออกห่างแต่ว่าซีฟก็ไม่ขยับออกไปเลย หนำซ้ำเขายังจับไหล่ฉันไว้แน่นและลากฉันให้เข้าไปใกล้เขามากขึ้นอีกต่างหาก

            “เขินหน่อยสิ” เขาพูดทำเหมือนว่าฉันเป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่กดปุ่มสั่งให้รู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ได้

        “ยิ่งนายทำท่าแบบนี้ฉันยิ่งกลัวนะ” ฉันบอกแล้วก็พยายามกระเถิบตัวถอยออกห่าง

            แต่มีเหรอที่คนเอาแต่ใจอย่างซีฟจะพอใจแค่นั้น เขาคว้ามือของฉันไว้และดึงไปดูนาฬิกาทันที คราวนี้ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจแกมแปลกใจ

            เพราะนาฬิกาสีขาวล้วนก่อนหน้านี้มีไฟกะพริบเป็นสีน้ำตาลออกมา แล้วไม่นานมันก็กลายเป็นสีเหลือง ว้าวฉันไม่นึกเลยว่าคนอย่างซีฟจะสามารถทำอะไรออกมาได้ถึงขนาดนี้น่ะ

            “แล้วกันสิ ไอ้เอกสีน้ำตาลกับสีเหลืองนี่มันอารมณ์ไหนน่ะ!” ซีฟหันไปตะโกนถามเพื่อน หลังจากที่มองดูสีไฟกะพริบที่วิ่งรอบนาฬิกาอยู่แวบหนึ่ง

            “สีน้ำตาลน่ะคนใส่จะรู้สึกกลัว แต่สีเหลืองน่ะจะเป็นอารมณ์ตอนที่คนใส่รู้สึกประหลาดใจ” เอกขยับแว่นตาที่สันจมูกเพื่อนตรวจดูจากรายงาน แล้วก็บอกกับพวกเรา

            เพราะอย่างนั้นซีฟเลยหันมาทำหน้าไม่พอใจกับฉันแทน

            “ได้ไงน่ะ เธอต้องเขินก่อนสิ เห็นหน้าฉันแล้วต้องเขินสิ นาฬิกานี่พังแล้วหรือไงน่ะ!” แล้วตาบ้าซีฟก็พยายามจะปล้ำถอดนาฬิกาออกจากข้อมือของฉัน

ดูไว้ซะ นี่แหละตาบ้าโรคจิตขนานแท้

“ไม่ๆ ฉันจะต้องเห็นสีชมพูสิ ให้ตายสีน้ำตาลนี่มาจากไหนน่ะ”

พูดมาได้ ก็มาจากนายนั่นแหละ เขาไม่รู้ตัวเลยหรือไงนะ ตอนนี้เขาน่ากลัวมากแค่ไหนน่ะ

            แล้วการทะเลาะของฉันกับซีฟก็จบลงเมื่อมีรูปภาพรูปหนึ่งร่วงลงมาตกอยู่หน้าตักของฉันพอดี รูปที่ว่านี่คือรูปแมวตัวอ้วนๆ กำลังเกาะขอนไม้เหมือนกำลังมองหาเหยื่อ

            ทั้งสีหน้าและท่าทางของมันทำให้ฉันหัวเราะลั่นออกมาด้วยความขบขันทันที

            “ฮ่าๆ ดูมินสิ ตลกจังเลย ฮา แง้ ฉันหัวเราะไม่ไหวแล้วน้า~” ฉันหัวเราะแต่ว่าซีฟโกรธหนัก เขาคว้ารูปนั่นออกไปดูแล้วก็ขมวดคิ้วพลางมองฉันอย่างไม่เข้าใจ

            “มันตลกตรงไหนของเธอเนี่ย ไอ้นาฬิกาที่กำลังเป็นสีเขียวนี่คือคนใส่กำลังอยู่ในอารมณ์ตลกสินะ”

            “แง้ ซีฟ ฉันปวดท้อง ฮ่าๆ~

            “เฮ้ย! หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้นะเว้ย”

 

            นาฬิกาของซีฟใช้ได้จริงๆ นั่นแหละ ถึงแม้ว่าฉันจะทดสอบได้ไม่ครบทุกอารมณ์ก็ตาม ตอนที่ฉันใส่นาฬิกานั่นมีแต่ไฟสีเขียววาบขึ้นมาเป็นระยะๆ อันที่จริงฉันมองภาพนั้นทีไรมันก็หัวเราะจนปวดท้องทุกครั้งสิน่า ซีฟหงุดหงิดบอกว่าฉันเส้นตื้นมากเกินไป

            ไม่ว่าใครที่มองภาพนั้นส่วนมากก็เฉยๆ มีบางคนเท่านั้นที่ยิ้มออกมาเพราะมันน่ารักดี แต่สำหรับฉัน ฉันหัวเราะจนเกือบจะตาย ซีฟเปรียบเทียบการหัวเราะของฉันเหมือนการจ้างให้หัวเราะ เขาจ้างฉันแค่ยี่สิบ แต่ฉันหัวเราะไปซะสองพัน ฉันว่าเขาเวอร์ไปมากกว่านะ

            “คิก~” และพอคิดถึงรูปนั้นขึ้นมา ฉันก็หลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง

            ซีฟที่เดินข้างๆ ถึงกับรับไม่ได้กับฉัน รีบเดินถอยห่างออกไปซะไกล ฉันย่นจมูกใส่เขาอย่างหมั่นไส้แล้วก็เดินตามไปห่างๆ

            แล้วก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่เราต้องมามหาวิทยาลัยด้วย กลับด้วยกัน ทานข้าวด้วยกัน แถมมีบางวันที่เราผลัดกันไปค้างห้องของอีกฝ่ายด้วย

            อย่างคืนก่อนเขาก็ไปค้างกับฉัน ไม่รู้ว่าเขามีกุญแจกับการ์ดเข้าออกของอพาร์ตเม้นต์ฉันตั้งแต่ตอนไหน และก็เหมือนกับฉันที่มีการ์ดเข้าออกห้องของเขาเช่นกัน ถึงตอนนี้ฉันก็ยังไม่แน่ใจกับสถานภาพของเราอยู่ดีนั่นแหละ ว่าตอนนี้เราสองคนเป็นอะไรกันแน่

            เพื่อนร่วมทีมวิจัยกันเฉยๆ หรือเป็นมากกว่านั้นกันแน่

        “คืนนี้นายจะไปไหนรึเปล่า?” ฉันลองเลียบเคียงถามเขา เมื่อเราเดินออกจากร้านอาหารใกล้ๆ กับอพาร์ตเม้นต์ของฉันเรียบร้อยแล้ว เขาขับรถมาส่งฉันที่นี่แล้วก็ทานข้าวด้วยกันเหมือนจะเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว

            “ถามอย่างนี้หมายความว่าไง” ซีฟเอียงคอถามฉันกลับมา ในปากของเขายังมีไม้ไอศกรีมที่ดูดอยู่เลย

นี่เป็นอีกหนึ่งนิสัยเด็กๆ ของซีฟที่น้อยคนจะไม่รู้ ผู้ชายคนนี้ชอบทานไอศกรีมแล้วก็ไม่ชอบดื่มกาแฟด้วย ส่วนแอลกอฮอล์นี่คงเป็นสสารส่วนหนึ่งของร่างกายเขาไปแล้ว

“ปกตินายชอบไปดื่มตอนดึกๆ นี่นา” ฉันบอกไปตามที่ได้เห็นมา

            “ก็คงจะไป วันนี้รุ่นพี่จะพาไปเลี้ยงน่ะ แล้วก็พวกรุ่นน้องด้วย โอ๊ะ มีเด็กรุ่นน้องของฉันอยู่อพาร์ตเม้นต์เดียวกับเธอด้วย” ว่าแล้วซีฟก็โบกมือให้ใครบางคนที่อยู่ด้านหลังของฉัน

            พอฉันหันไปก็เห็นว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่เป็นรุ่นน้อง ใส่เสื้อชอร์ปเหมือนกับซีฟด้วย หน้าตาน่ารักเบาและนี่ก็เป็นสเป็กของเขาด้วย ฉันแอบถามจากคนอื่นว่าผู้หญิงแบบที่ซีฟชอบน่ะเป็นยังไง คำตอบที่ได้รับกลับมามันทำให้ฉันท้อแท้เอามากๆ เลยล่ะ เพราะเขาชอบผู้หญิงที่ตรงกันข้ามกับฉันทุกอย่าง

            อย่างเด็กคนที่เห็นนี่น่ะ ใช่เลยล่ะ

            “งั้นเหรอ” ฉันรับคำเสียงอ่อนซีฟเลยเลิกคิ้วขึ้นสูง

            เขาไม่พูดอะไรนอกจากยื่นมือมาบีบแก้มฉันจนมันยืดออกมา โอ๊ย! หมอนี่ชอบทำอะไรเจ็บๆ อยู่เรื่อย เขาไม่รู้หรอกว่าน้ำหนักมือของเขาน่ะหนักแค่ไหน

            “ขึ้นห้องแล้วก็ล็อกห้องดีๆ ด้วยล่ะ” เขาบอกและจับหัวฉันโยกไปมาอีกสองสามที ก่อนที่จะหันไปกวักมือเรียกเด็กรุ่นน้องคนนั้น

            เธอวิ่งเข้ามาใกล้พวกเราและยกมือขึ้นไหว้ฉันด้วย ฉันรับไหว้แล้วก็ยิ้มแห้งๆ ให้เธอไป

            “ฉันไปนะ” ฉันบอกกับซีฟแล้วก็ก้าวถอยหลังเพื่อจะขึ้นอพาร์ตเม้นต์

            ซีฟพยักหน้าและยิ้มให้ฉันก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับเด็กรุ่นน้องคนนั้น ฉันมองแล้วก็คอตกก่อนจะหันหลังและเดินออกมาเงียบๆ แต่นึกไม่ถึงว่าตาบ้าไร้หัวใจอย่างซีฟจะเข้ามาดึงฉันไว้จากด้านหลัง และยังกระซิบอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันหน้าร้อนฉ่าไปทั้งหน้าอีกด้วย

            “เธอเป็นแม่ของลูกฉันนะ ฉันไม่มีคนอื่นหรอกน่า

            “นายนี่บ้าจริงๆ เลยนะซีฟ!

            ฉันยกมือขึ้นมาลูบหูข้างที่เขาจงใจพ่นลมหายใจร้อนๆ ใส่ด้วยความเขินปนหงุดหงิด ก่อนจะถอยห่างออกมาจากเขาในที่สุด และฉันก็โล่งใจมากขึ้นเมื่อเห็นเด็กรุ่นน้องคนนั้นมีเด็กรุ่นน้องผู้ชายอีกคนยืนอยู่ข้างๆ ด้วย

            “เธอนี่ขี้หึงเอาเรื่องนะ” ซีฟย้ำให้ฉันหน้าร้อนมากกว่าเดิม ก่อนจะยกมือขึ้นมาขยี้ผมฉันเล่น

            “ไปนะ แล้วเจอกัน”

            คราวนี้คงถึงตอนที่เขาจะออกไปข้างนอกจริงๆ แล้วล่ะนะ

            เมื่อคล้อยหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงฉันก็ต้องเปิดประตูออกไปอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงคนมาเคาะและเปิดออกไปเจอผู้ชายที่มีชื่อว่าซีฟ

            “ฉันเมาน่ะ ขับรถกลับไม่ไหว ขอนอนด้วยนะยัยแกงจืด

 

            “วันนี้ฉันไม่ค้างคืนที่ห้องนะ” ฉันบอกกับซีฟหลังจากที่เรากลับจากคณะวิศวะแล้ว

            ผลทดลองนาฬิกาของซีฟยังมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง เห็นว่าอารมณ์โกรธกับอารมณ์ตื่นเต้น สีของไฟบนหน้าปัดนาฬิกายังไม่แสดงผล เพราะอย่างนั้นซีฟเลยต้องอยู่ค้างคืนที่คณะทั้งคืนและไม่กลับห้อง เขาอาสาจะไปส่งฉันที่อพาร์ตเม้นต์ และบอกว่าดึกๆ อาจจะแวะกลับเข้ามาอีกที และอยากจะทานอะไรหรือเปล่า เพราะเขาจะซื้อเข้ามาฝาก ฉันเลยรีบปฏิเสธเพราะกลัวเขาจะเหนื่อยที่ต้องเทียวไปเทียวมา และฉันก็ไม่ได้ค้างที่ห้องด้วยคืนนี้

            “แล้วจะไปไหนไม่ทราบ” น้ำเสียงของเขาสะบัดนิดๆ เมื่อฉันบอกไปอย่างนั้น

            “เอ่อวันนี้ฉันมีนัดทานข้าวกับคนอื่นแล้วน่ะ”

            ฉันบอกและทำหน้าลอยไปมาเพราะอยากจะรู้ว่าเขาจะหึงยังไงให้เห็นอีก เพราะว่าผู้ชายคนนี้มีนิสัยขี้หึงที่น่ารักมากๆ เลยน่ะสิ ถ้ารู้ว่าฉันไปทานข้าวกับคนอื่นเขาต้องเดือดแน่ แล้วก็จริงซะด้วย หน้าเขาหงิกขึ้นมาทันทีที่ได้ยินฉันบอกว่ามีนัดทานข้าวแล้ว

            “ใคร?” เขาถามเสียงห้วน ทำให้ฉันยิ้มกว้างมากกว่าเดิม

            ตรงข้ามกับซีฟที่หน้าหงิกเข้าไปเรื่อยๆ ฉันเห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าคนคนนี้น่ารักมากในความคิดของฉัน

            “โจชัว” พอบอกไปเขาก็ยิ่งทำหน้าราบเรียบไร้อารมณ์เข้าไปใหญ่ จนคิดว่าล้อเล่นมากไปไม่ได้แล้วนั่นแหละ ฉันเลยยิ้มให้เขา ตั้งใจจะบอกว่าไม่ใช่อย่างที่เขาคิด

            แต่ก็คงจะไม่ทันเพราะว่าซีฟหันหลังให้ฉันอย่างรวดเร็ว

            “ซีฟ! เดี๋ยวก่อน”

            “มีอะไร จะไปทานข้าวกับโจชัวไม่ใช่เหรอ หรือว่าแค่ล้อเล่นล่ะ” คราวนี้เขาหันกลับมาพร้อมกับยิ้มกว้าง

            เป็นรอยยิ้มที่ว่าไม่สามารถจะทำร้ายน้ำใจเขาได้เลย เหมือนเขากำลังตั้งความหวังไว้เต็มที่ แต่ว่าฉันก็ต้องออกไปฉลองกับป๊ะป๋าโจชัวกับคุณแม่ยะหยาจริงๆ

            “ขอโทษนะซีฟ คือว่าฉันต้องไปจริงๆ น่ะ แต่ว่าโจชัวน่ะเป็นปะป๋าของฉันนะ

            ฉันพูดถึงคำว่า ขอโทษแค่นั้น ซีฟก็เดินหนีไปแล้ว ทำไมเขาถึงทำท่าโกรธฉันแบบนี้ด้วยล่ะ ก็บอกไปแล้วไงว่าโจชัวน่ะคือป๊ะป๋าของฉัน

            ฉันมองแผ่นหลังของซีฟที่เดินกลับไปยังรถที่จอดอยู่ด้วยความไม่เข้าใจ เขาขี้หึงมากไปหรือเปล่า ขนาดคุณพ่อของฉันยังทำท่าโมโหซะขนาดนี้เลยเนี่ยนะ ผู้ชายคนนี้นี่แสนงอนมากไปหรือเปล่า แต่เอาเถอะ เขาก็เป็นอย่างนี้ทุกทีอยู่แล้วนี่นา

            ฉันแอบย่นจมูกลับหลังเขาก่อนจะเดินเข้าไปในอพาร์ตเม้นต์ นี่ก็ใกล้จะถึงเวลาที่ฉันนัดดินเนอร์กับป๊ะป๋าแล้วก็คุณแม่แล้ว พรุ่งนี้ฉันค่อยไปง้อเขาก็แล้วกัน คนคนนั้นน่ะง้อง่ายจะตายไป

            และเหมือนว่าฉันจะออกอาการกระวนกระวายจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ป๊ะป๋าเลยถามฉันตอนที่ดินเนอร์ว่าฉันกังวลเรื่องอะไรอยู่ ฮะๆ ซีฟนี่มีอิทธิพลกับฉันมากกว่าที่ฉันเคยคิดเอาไว้ซะอีกนะเนี่ย

            พอตอนสายๆ ของอีกวันฉันก็รีบไปซื้อเค้กร้านโปรดของซีฟเพื่อเป็นของกำนัลให้เขาทันที หวังว่าเขาคงหายงอนนะ แต่ก็ติดปัญหาอีกอย่างนั่นคือฉันขึ้นคณะของเขาไม่ได้ เพราะฉันไม่ได้เรียนที่คณะนี้ แล้วก็เหมือนฟ้ามาโปรด ฉันเจอคิงอีกแล้วล่ะ มาได้จังหวะทุกทีเลย

            “ไม่รู้ทำไม เราต้องมาเจอกันอย่างนี้ทุกทีเลย” ฉันบอกแล้วก็หัวเราะก่อนจะส่งเค้กให้เขาไปกล่องหนึ่ง

            “นั่นสิ เขาเรียกพรหมลิขิตล่ะมั้ง?” คิงโบกมือลาและส่งยิ้มให้ฉัน ก่อนจะเดินเลี่ยงไปเข้ากลุ่มของเขา

            ฉันเองก็ปลอบใจตัวเองให้ฮึดสู้ เพื่อรวมรวบแรงกายแรงใจที่จะต่อสู้กับซีฟ แล้วก็มุ่งหน้าไปยังทีมวิจัยของซีฟที่กำลังทำหน้าคร่ำเคร่งกันอยู่ ท่าทางซีฟไม่ได้นอนแน่ๆ เพราะว่าหมวดของเขาขึ้นมาให้เห็นบ้างแล้ว เขายังไม่เห็นฉันเหมือนทุกครั้งที่เขาใจจดใจจ่ออยู่กับอะไรสักอย่าง เขาจะไม่รับรู้เรื่องราวรอบข้างเลย

 

            “ซีฟ” ฉันตั้งใจจะเรียกซีฟแต่ก็ต้องหยุด เมื่อเห็นสีหน้าของเขาเคร่งเครียดกว่าทุกวัน รวมไปถึงเพื่อนๆ ในทีมด้วย ที่ดูกำลังทะเลาะหรือโต้เถียงกันอยู่

            พวกเขาทะเลาะกันอยู่อย่างนั้นเหรอ ฉันคิดแล้วก็ลังเลใจไม่รู้ว่าจะปรากฏตัวตอนไหนดี

            “งานของเราก็แค่ทำโปรเจ็คให้เสร็จไม่ใช่หรือไง ตอนนี้ก็ใกล้เสร็จแล้ว ทำไมต้องถามถึงยัยจืดปั้นหยาอยู่ได้”

            ฉันกะพริบตาถี่ๆ เมื่อได้ยินชื่อของตัวเองจากปากของซีฟ พวกเขาพูดถึงฉัน และท่าทางของซีฟก็ไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่

            “จริงเหรอ แกคิดงั้นจริงเหรอ?” เสียงเพื่อนร่วมทีมสักคนถามขึ้น และฉันก็ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเพื่อรอฟังว่าเขาจะพูดถึงฉันยังไงต่อ

            “ก็ใช่ไง อีกอย่างผู้หญิงคนนั้นคงมีผู้ชายอีกเป็นโหลที่จะตามเทียวรับเทียวส่ง อย่างน้อยเราก็ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์มากพอแล้ว ไม่ต้องติดต่อยัยนั่นอีกเลยก็ได้” ฉันชาวาบตั้งแต่หัวจรดเท้าเมื่อได้ยินซีฟพูดประโยคก่อนหน้านี้ออกมา

            “แกชอบปั้นหยาไม่ใช่รึไง ทำไมแกพูดงี้ล่ะ

            “ชอบเหรอ ตลกรึเปล่า แกก็รู้สเป็กของฉันนี่ ฉันชอบผู้หญิงสวยๆ มากกว่าอย่างซูซี่นั่นยังไงล่ะ แล้วยัยจืดผมฟูนั่นเป็นใครกัน ถึงตอนนี้ยัยนั่นจะไม่ใส่แว่นก็เหอะ แต่หน้าตาท่าทางแบบนั้น ฉันชอบไม่ลงหรอกนะ ก่อนหน้านี้ก็แค่อยู่ด้วยเพื่อทำวิจัยเท่านั้นแหละ!

            ฉันเดินออกมาทันทีพร้อมกับน้ำตาที่ร่วงลงมาไม่หยุด

            ผู้หญิงโง่งี่เง่า และน่าสงสารที่สุดในโลก แม้ว่าคนคนนั้นจะทำให้เจ็บปวดสักแค่ไหน แต่ฉันก็ยังรู้อยู่แก่ใจว่าฉันชอบผู้ชายคนนั้นเขาแล้วจริงๆ

            “อ้าวเธอ! มีหน้ามาโผล่ที่นี่ด้วยเหรอ” เสียงทักของผู้หญิงที่ดังขึ้นตรงหน้า ทำให้ฉันต้องเช็ดน้ำตาแล้วเงยหน้ามองคนพูด

            ” ซูซี่น่ะ เธอมาพร้อมกับเพื่อนอีกสองคนที่ดูเหมือนตัวร้ายในหนังวัยรุ่นของอเมริกา ที่เวลาไปไหนมาไหนต้องมีลูกสมุนอย่างน้อยสองคนตามตัวเสมอ

            “นี่คนพูดด้วยน่ะ หยุดฟังบ้างสิ!” ซูซี่เหนี่ยวต้นแขนฉันไว้ เมื่อฉันทำท่าจะเดินหนี และนั่นทำให้ฉันเสียการทรงตัวแล้วก็เซไปยังบันไดก่อนจะไถลตกบันไดสองสามขั้น และนั่งพับเพียบอยู่กับพื้น ท่ามกลางเสียงร้องที่ตกใจของซูซี่และลูกสมุนที่ตามเธอมาด้วย

        “ซีฟ ฉันรู้น่าว่าแกชอบปั้นหยา บอกมาตามตรงเถอะน่า” เสียงพูดคุยดังเข้ามาใกล้ทางเดินนี่ทุกที และซีฟก็น่าจะกำลังเดินมาด้วย ฉันไม่อยากให้เขามาเห็นสภาพที่น่าเวทนาของฉันเลยพยายามจะลุกขึ้น แต่ว่ายังไงมันก็ลุกไม่ขึ้นสักที

            “บอกแล้วไงว่าไม่ใช่น่ะ ตอนนี้นะ ต่อให้ยัยนั่นเจ็บตัวต่อหน้าฉัน ฉันก็จะไม่แยแสใส่ใจเลยสักนิด อ้าวซูซี่ มาแล้วเหรอ ฉันว่าจะชวนเธอไปทานข้าว แล้วมองอะไรอยู่” ซีฟเดินมาแล้วก็หยุดยืนข้างๆ ซูซี่ที่ยังไม่ขยับตัวไปไหน ฉันเองก็กุมข้อเท้าตัวเองไว้และทำหน้าสงบนิ่ง

            ที่เขาพูดออกมาเมื่อกี้นั่นเป็นความในใจที่เขาอยากจะบอกฉันด้วยหรือเปล่า ฉันรู้ว่าเขามองแต่ไม่รู้ว่าเขาทำหน้ายังไงอยู่

            “ไปเถอะ”

แล้วคนใจร้ายซีฟก็เดินลงบันไดลงมาและผ่านร่างฉันไป

 






Talk 2…

เนตมีปัญหามาสองสามวันแล้วที่รักทุกคน T_T

ไม่ได้โกหกนะ ลองดูจากภาพที่มู่เช็คความเร็วอินเตอร์เน็ตได้เลย

ไซโคกับพนักงานทรูไปหลายทีแล้ว งอแงๆ

 

ใครเห็นรูปน้องแมวตัวนี้แล้วขำบ้าง แง ช่วยด้วย มู่หัวเราะไม่หยุดเลยค่ะ
http://28.media.tumblr.com/tumblr_lmqjkaEx4w1qeoujio1_500.jpg

ตั้งแต่เห็นรูปนี้อ่ะ มันตลกจริงๆ นะ ทำไมเพื่อนบอกว่ามู่บ้าล่ะ

ไม่เห็นตากับพุงมันเหรอ ก๊ากก แง หัวเราะจนปวดท้องเลย

 

มีคนถามหาภาพของแซมที่เป็นภาพอิมเมจในตอนนี้

คลิกที่รูปเลยค่ะ เซฟได้เลยรูปนี้ เค้าชอบมาก น่ารักดูเจ้าเล่ห์ๆ

แต่ว่าตอนนี้อีซีฟเปลี่ยนไป แง้ ใจร้าย อีซีฟใจร้าย

ปล มันจะโดนด่ามั้ยนะ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีแต่คนเพ้อ ฮ่าๆ

 

 

 

 

Talk 1…

Song :: CN Blue - Love Light

Download >>>Click!!<<

ใครไปงานหนังสือเด็กบ้างคะ ที่นั่นจัดบูธของแสนดีด้วยนะคะ

ใครอยากไปหาหนังสือไปได้เลยเน้อ ลดราคาเกือบ 20% เลยค่ะ

รับรองว่าหาได้ทุกเล่มและราคาถูกแน่นอนจ้า

พบกับนิยายแสนดีที่ยกขบวนไปลดลา?คาพิเศษสุดๆ ได้ที่งาน

เทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชนครั้?งที่ 9

ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-17 กรกฎาคม 2554

เจอกับบูธของแสนดีได้ที่ F 47 โซน C2

ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

ส่วนหนังสือของคนที่เล่มเกมเจ้จะทยอยส่งไปนะคะ

มีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้เอาที่อยู่ไว้ให้อ่ะ ขอรออีกนิดนะคะ

จะรวบยอดไปส่งทีเดียวค่ะ เจ้ไม่ค่อยมีเวลาแค่กๆ

ตอนนี้ป่วยด้วย แล้วก็งานเยอะจัดๆ เลยค่ะ

 

ฝากปั้นหยาและซีฟไว้ด้วยนะคะ

ใครคิดถึง TK มันก็มีเรื่องของต้นข้าวแทรกๆ ในนี้ไปด้วยอะไรด้วย

ฮา แต่ปั้นหยานี่มาจากมู่เต็มๆ เลย งืดๆ เขียนไปอ่านไปอายไป

ทำไมฉันถึงได้บ้าขนาดนี้ ฮ่าๆๆ

แล้วเจอกันนะคะสาวๆ ทำงานต่อล่ะ เหนื่อยใจจะเพลียแล้ว แง



สอบถามข่าวสารของนิยายหรือพูดคุยกันได้ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ

FP สำนักพิมพ์แสนดี Click!!

ID สำนักพิมพ์แสนดี Click!!

FP mu_mu_jung Click!!

 

God blessed you

’m blessed you

 

I http://www.dek-d.com/06pic/dot/heart.gif Readers

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 12 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
T^T อ่าว ปัยกานใหญ่แล้ววว
จากคุณ worldoflove/(worldoflove) อัพเดตเมื่อ 11/09/2554 12:33:10
ความคิดเห็นที่ 2
น่ารักอ่า
จากคุณ Kaew_HaHa/() อัพเดตเมื่อ 14/08/2554 15:40:29
ความคิดเห็นที่ 3
ซีฟทำไมถึงพุดออกมาแบบนั้นละ
งอนปั้นหยาเรื่องที่ไปกินข้าวกับป๊ะป๋าโจชัวเหรอ
ติดตามตอนต่อไปดีกว่า
จากคุณ maple/(nuchaba_lee) อัพเดตเมื่อ 02/08/2554 19:11:36
ความคิดเห็นที่ 4
อิซีฟฟฟฟฟฟฟ  เลววววววววววว

ทำไมไม่ฟังที่ปั้นหยาของเค้าบ้างงง(โมเมเอง)
จากคุณ jane/(15575) อัพเดตเมื่อ 27/07/2554 22:35:46
ความคิดเห็นที่ 5
ซิปใจร้านอะ
แต่อิมเมจภาพนี้หล่อ
หั้ยอภัยๆ
55
สู้สู้ค่ะ
 P'MU
จากคุณ หลิว/(liew_tm) อัพเดตเมื่อ 24/07/2554 23:09:18
ความคิดเห็นที่ 6
แมวน่ารักดีนะเจ้ ฮ่าๆ ==
เจ้เส้นตื้นจริงๆ แหละ ฮ่าาาาๆๆ

อิซีฟเลวววววววววววววววววว กระทืบมัน! - -+
จากคุณ Arun /(khamphay0) อัพเดตเมื่อ 24/07/2554 11:51:44
ความคิดเห็นที่ 7
ชิ  ไอ่ซิฟบ้ากา ม
จากคุณ N'na ><'/(armcorps) อัพเดตเมื่อ 23/07/2554 15:59:36
ความคิดเห็นที่ 8
ซีฟเป็นไรไป!!!
จากคุณ brown/(bozeq) อัพเดตเมื่อ 23/07/2554 13:30:37
ความคิดเห็นที่ 9
เห็นแมวตัวนี้แล้วก็น่าขำจริง
จากคุณ fanta/(fanatar) อัพเดตเมื่อ 22/07/2554 11:42:45
ความคิดเห็นที่ 10
ง่าซีฟอ่า ไม่คิดจะช่วยยะหยาหน่อยหรอ
จากคุณ Palmmy/(poohpikket) อัพเดตเมื่อ 20/07/2554 01:05:52
หน้าที่ 1 จาก 12 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 3160 ท่าน