Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
Blackmail ต้นเหตุรัก แผนร้ายกับยัยประหลาด Update Episode 12 Nymphomania กับความจริง [ไรเตอร์สำนึกผิดแล้วที่หายหัวไป TT^TT 40% แรกค้าบ... ]
kyo
Blackmail Episode 8 เธอไม่ผิด แล้วใครกันที่ผิด Upload 100%
9
20/07/2554 11:25:39
1526
เนื้อเรื่อง
 

        ฉันเดินผ่านประตูข้างบ้านที่เชื่อมต่อบ้านฉันกับพี่บอย หลังจากที่เอากระเป๋าสะพายข้างขึ้นไปเก็บบนห้องเรียบร้อยแล้ว

        บ้านหลังใหญ่แบบเดียวกับบ้านของฉัน เปิดไฟสว่างไสวรับแสงจันทร์ยามค่ำคืน ฉันเดินผ่านสนามเข้าไปยังตัวบ้าน ผ่านห้องรับแขกว่างเปล่า แล้วขึ้นไปยังชั้นสอง ไม่มีอะไรนอกจากโซฟาหนังสีขาวตั้งติดผนังในโถงกลาง ฉันเดินแยกไปทางปีกขวาของบ้าน ที่ห้องนอนแรก ก่อนจะเปิดประตูเข้าไป ภายในห้องที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หลากสี ไม่ว่าจะเตียงไม้สีขาว ผ้าห่มนวมคลุมเตียงสีแดง ตู้บานสไลด์สีดำ ทำฉันปวดตา แต่ชายที่ฉันตามหากลับไม่อยู่ที่นี่

        ไปไหนของเขานะ (ฤ___-)

        ฉันเดินกลับลงมายังชั้นล่าง ก่อนจะเดินแยกไปทางห้องกินข้าว ข้างๆ กับบันไดแบบ ceremonial ห้องกินข้าวขนาดใหญ่ ฉันเห็นแล้ว…

        ชายผมสีน้ำตาลอ่อนซอยสั้น ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สูงด้านในสุดของห้อง Blue lable ขวดใหญ่วางอยู่ มือที่แกว่งแก้วทรงทิสเซิลไปมาอยู่บนเคาน์เตอร์บาร์ ก่อนจะจัดการน้ำสีอำพันจนหมดในรวดเดียว

        “พี่ทำแบบนั้นทำไม”

        ฉันถามขณะที่พี่ชายกำลังจัดการรินน้ำสีอำพันลงในแก้วนั่นอีกครั้ง

        “....”

        ชายตาสีน้ำตาลเพียงปรายตามองมายังฉัน ก่อนจะกลับไปสนใจแก้วในมือดังเดิม

        “ฉันถามพี่อยู่นะ ว่าจะกินไอ้เหล้านั่นทำไม”

        “พี่เป็นลูกชายของตระกูลส่งออกวิสกี้นะ ทำไมจะกินไม่ได้”

        “ตอบให้มันตรงๆ หน่อย ปกติถ้าไม่มีงานสังคม ไม่ต้องไปทำวิสกี้เทสติ้ง พี่ไม่เคยจะแตะเหล้าพวกนี้ด้วยซ้ำ”

        “....”

        “อย่ามาทำเงียบใส่ฉันนะ”

        “พี่อยากจะทึ้งหัวเธอจริงๆ พี่ไม่อยู่แค่สองเดือนกว่า นี่มันอะไร ไอ้ผู้ชายสองคนนั่น เอามันมาจากไหน”

        นั่นไง! ของขึ้นล่ะสิ มีผู้ชายเข้าใกล้ฉันหน่อยล่ะของขึ้นเชียว

        “มันคือชะตาฟ้าลิขิต”

        ใช่ๆ จริงๆ นะพี่จ๋า ถ้าไม่มีเรื่องลายเซ็นนั่น คงไม่มีวันที่อิตาดารานรกนั่นจะแบล็กเมลล์ฉันได้ และฉันก็คงไม่ต้องถูกอิตาบ้านั่นลากไปพัทยา แล้วบังเอิญไปเจอแซมหรอก ทั้งหมดคือ ชะตาฟ้าลิขิต ~

        “อย่ามาทำเสียงใสแบบนั้นนะ”

        “ฉันแค่อยากให้พี่อารมณ์ดี”

        “พี่อารมณ์ดีไม่ออกแล้ว ดูที่ไอ้พวกนั้นมันทำ แต่ละคนแสดงออกชัดเจนเลยว่าอยากจะเป็นเจ้าของเธอมากแค่ไหน”

        “ไม่ดีหรือไง จะได้มีคนมาดูแลฉันแทนพี่ไง”

        “พี่ไม่ไว้ใจพวกมัน ทั้งคู่เลย คนนึงความหื่นผ่านออกมาทางสายตาขนาดนั้น อีกคนก็ทะเล้นทะลึ่งไม่แพ้กันหรอก”

        “พี่คิดมากไปรึเปล่า”

        ที่ฉันแย้งออกมานี่ แย้งเพื่อแซมเลยนะเนี่ย ก็แซมไม่น่าจะใช่ผู้ชายแบบนั้นหรอก พี่เข้าใจผิดแล้ว ? ? ?

        “ลองให้พวกมันอยู่บนเตียงกับเธอแค่สองคนสิ ดูสิว่ามันจะดีได้มั้ย”

        “...”

        “แล้วไปทำอีท่าไหนฮะ! ไอ้บ้านั่นถึงมาเรียกเธอว่าที่รัก”

        “พี่อย่าพึ่งดุสิ ฉันกลัวแล้วนะ”

        “บอกมา!”

        “ก็แค่ เขาอยากให้ช่วยกันผู้หญิงออกไปเฉยๆ แลกกับลายเซ็นน่ะ”

        “เธอเนี่ยนะอยากได้ลายเซ็นมัน เอาอะไรคิดฮะ”

        “เปล่าซักหน่อย ฉันแค่เอาลายเซ็นของเค้าไปแลกกับชุดหนังสือนักสืบ”

        “พี่ซื้อให้กี่ชุดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปแลก!!”

        โอ๊ยย~ พี่จ๋า ทำไมต้องตะคอกหนูด้วย

        “ก็เพราะมันแลกไม่ได้น่ะสิ มันไม่มีขาย ฉันเลยต้องทำแบบนี้”

        “มันไม่คุ้มหรอกนะ หมอนั่นมันไม่ได้ต้องการให้เธอเป็นแค่ตัวกันผู้หญิง แต่มันต้องการมากกว่านั้น”

        พี่พูดจบพร้อมกับจัดการวิสกี้ในแก้วจนหมด ก่อนจะหยิบกุญแจรถที่วางอยู่ข้างๆ แก้ว แล้วลุกจากเก้าอี้

        “พี่จะไปไหนน่ะ”

        ฉันถาม มือก็รั้งที่แขนของพี่ชายไว้ ตัวเขาค่อนข้างร้อน ไม่รู้ว่าเพราะความโกรธหรือว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์กันแน่

        “ไปดูหนัง”

        “นี่เครียดขนาดนั้นเลยหรอ”

        “มันเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้พี่ผ่อนคลาย... ไม่เป็นไรหรอก พี่จะไม่ปล่อยให้เธอตกไปเป็นของพวกสารเลวที่ไหนแน่นอน” พี่บอยกล่าวพร้อมดึงฉันเข้าไปกอด ก่อนจะคลายออกแล้วระบายยิ้มให้บางๆ “นี่พึ่งจะทุ่มกว่าๆ พี่สัญญา ว่าจะกลับไม่ดึก ส่วนเธอก็ไปนอน กินยาซะด้วย ตัวเธอร้อนๆ”

        ฉันยิ้มให้พี่ก่อนจะมองตามแผ่นหลังเขาออกไปจากบ้าน ถึงบางครั้งฉันจะรู้สึกหงุดหงิดบ้างที่พี่เข้ามายุ่งกับชีวิตฉันมากขนาดนี้ แต่ทั้งหมดนี่ก็เพราะฉันทั้งนั้น เพราะพี่อยากให้ฉันได้รับแต่สิ่งดีๆ พี่บอยถึงได้ทั้งห่วง ทั้งหวงมากขนาดนี้

______________________ 10%____

        ฉันตื่นตั้งแต่ตะวันยังไม่ทอแสง นั่นเป็นเพราะยัยเฟรนด์ ยัยเพื่อนตัวดีที่อุตส่าห์โทรมาปลุกบอกให้ฉันไปแต่เช้า เพราะมีเรื่องเม้าท์เยอะแยะไปหมดและที่สำคัญ อย่าลืมลายเซ็นด้วย (_ _?)

        ฉันอาบน้ำแต่งตัวในชุดนักศึกษาเรียบร้อยตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง หยิบหนังสือและสะพายกระเป๋าเดินลงมายังชั้นล่าง ห้องรับแขกที่ไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่ฉันคิด ชายผมดำนั่งกินช็อคโกแลตอยู่ที่โซฟาตัวยาว เปลือกช็อคโกแลตกว่าสิบชิ้นถูกโยนไว้บนโต๊ะกลาง

        สกปรกที่สุด!! ทำบ้านคนอื่นเลอะเทอะ

        “มาทำอะไรแต่เช้าน่ะ”

ฉันทักขึ้นขณะที่เขากำลังแกะช็อคโกแลตชิ้นที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้เข้าปากตัวเอง

        “มารอยัยประหลาดอย่างเธอไง มาสายอีกนิดเธอคงหนีฉันไปมหา’ลัยแล้วล่ะสิ”

        “ฉันไม่ได้คิดจะหนีซักหน่อย”

        “จริงหรอ”

        เขาถามสีหน้าไม่อยากเชื่อเต็มที่

        “ไม่จริง ฉันไม่อยู่ให้นายโขกสับหรอก”

เขาเบ้หน้าใส่ฉัน ก่อนจะส่งถุงช็อคโกแลตถุงโตมาให้

        “ให้เธอ... ฉันพึ่งจะได้มา”

        “ถ้าได้มาจากพวกผู้หญิงของนายล่ะก็ เอากลับไปเลย ฉันไม่อยากกิน”

        “นี่ถ้าฉันไม่ได้คิดไปเอง ฉันคิดว่าเธอกำลังหึงฉันอยู่นะ” อ๊ากก!! ฉันไม่ได้หึงซักหน่อย ก็แค่ไม่อยากกิน “ฉันไม่ได้ว่าอะไรหรอกถ้าเธอจะหึง แต่ที่บอกว่าพึ่งได้มาน่ะ ฉันสั่งมาจากเบลเยี่ยม ฉะนั้น ไม่ใช่ของผู้หญิง เอาไว้กินจะได้อารมณ์ดีๆ”

        “แล้วของนายล่ะ”

        “ที่บ้านฉันยังมีอีกเยอะ ฉันเป็นโรคติดช็อคโกแลตน่ะ ส่วนอันนี้ เธอเอาไปเถอะ”

        ฉันรับถุงช็อคโกแลตถุงใหญ่ไปจากมือเค้า ก่อนที่เค้าจะเก็บกวาดซากห่อช็อคโกแลตแล้วเดินเอาไปฝากป้านิ่มที่กำลังเช็ดถูบันไดอยู่ แล้วเดินกลับมาดึงมือฉันออกไปยังรถ Lamborghini สีขาวที่จอดเทียบประตูรั้วเหล็กอิตาลีหน้าบ้าน ทันทีที่รถเคลื่อนไปข้างหน้า ฉันก็ทำการแกะช็อคโกแลตก่อนจะยัดมันเข้าไปในปาก ถึงบนห่อจะบอกว่าเป็น dark chocolate แต่มันไม่ได้ขมและรสชาติแย่เลยแม้แต่น้อย กลับหอมหวานอยู่ที่ปลายลิ้น กลิ่นช็อคโกแลตยังคงคลุ้งไปทั่ว สมแล้วที่เป็นขนมเพิ่มความสุข ~(???)~

        “ขอฉันบ้างสิ” เสียงชายในที่คนขับ ขัดจังหวะเวลาความสุขของฉันซะเหลือเกิน ฉันได้แต่หันไปมองค้อนใส่เขาก่อนจะแกะช็อคโกแลตแล้วส่งไปให้ “ฉันไม่อยากให้มือเปื้อน”

        “นายนี่เริ่มจะเรื่องมากแล้วนะ”

        “น่า... ป้อนหน่อยสิ ฉันขับรถนะ ไม่อยากมือเปื้อน”

        “ฉันไม่ใช่พวกผู้หญิงของนายนะ ไม่ต้องมาใช้เลย” ? ? ?

        “ฉันก็ไม่ได้เห็นเธอเป็นแบบพวกนั้นนี่ แล้วก็ไม่ได้ใช้ด้วย แต่ฉันขอให้ป้อน”

        ?_? พักหลังนี้ ทำไมอิตาดาราโรคจิตถึงได้ชอบทำอะไรแปลกๆ พูดอะไรแปลกๆ ให้ในอกด้านซ้ายฉันทำงานแปลกๆ ด้วยนะ

        ฉันหยิบช็อคโกแลตในมือตัวเองยื่นไปให้เขา เขารับมันด้วยปากก่อนจะส่งยิ้มอย่างได้ใจมาให้ฉัน

        ตลอดทางไปมหา’ลัย ช็อคโกแลตช่วยเราสองคนได้มาก เพราะมันทำให้ฉันกับเขาทะเลาะกันน้อยลงกว่าครึ่งเลยด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีกับเขามากขึ้นมาหรอก ก็ยังมีนิสัยโรคจิตหื่นกามเหมือนเดิมน่ะสิ ขนาดไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ยังรับโทรศัพท์น้องลิงค์เล้งอะไรซักอย่าง และก็เหมือนเดิม คือจบลงที่คอนโด ชื่อผู้หญิงแต่ละคนยังไม่ซ้ำกันเลย ทุเรสที่สุด!!

        “เย็นนี้เลิกเรียนกี่โมง”

        อิตานรกนั่นถามทันทีที่จอดรถสนิทอยู่ที่ลานจอดรถของมหา’ลัยฉัน

        “4 โมงครึ่ง แต่ไม่ต้องมารับเลยนะ ฉันจะกลับกับบอย”

        “หมอนั่นจะมารับเธอรึไง”

        “เค้าเรียนกับฉันเลยต่างหากล่ะ ฉะนั้นนายไม่ต้องมา ฉันจะกลับกับเค้าเอง”

        “เธอไม่มีสิทธิกลับกับคนอื่น ฉันจะมารับเธอเอง”

        “นี่นาย เลิกยุ่งกับฉันซักนิดนึงเนี่ยมันยากมากรึไง รู้มั้ยว่าฉันรำคาญ”

        “แล้วฉันสนความรู้สึกเธอด้วยรึไง”

        “งั้นก็เรื่องของนาย แต่ฉันจะกลับกับบอย”

        “ฉันจะมารับเธอตอน 4 โมงครึ่ง ถ้าเธอไม่มาล่ะก็ เตรียมดูตัวเองในเน็ตได้เลย”

        “นี่นาย! เมื่อไหร่จะเลิกขู่ฉันซักที”

        เขาไม่ได้ตอบฉัน ได้แต่ยิ้มอย่างชอบใจที่รังแกฉันได้ ก่อนจะไล่ให้ฉันลงจากรถ แล้วโบกมือลาอย่างมีความสุขแล้วขับรถออกไป

        ฉันเดินไปยังตึกเรียนอย่างหงุดหงิดก่อนจะเข้าลิฟท์สู่ชั้นเก้า เดินมายังห้องเรียนที่คุ้นเคย ภายในห้องเรียนขนาดไม่เกิน 50 ที่นั่ง มีเพื่อนๆ มารอเวลาเรียนกันบ้างแล้ว และก็รวมถึงเพื่อนรักของฉันสองคนด้วย

        ทันทีที่ฉันเปิดประตูเข้าไป สองสาวที่กำลังเมาท์อะไรบางอย่างกันอย่างเมามันส์ ก็หันมาหาฉันก่อนจะลุกจากเก้าอี้โผตัวเข้ากอดฉันกันยกใหญ่

        “ที่ร้าก~ “ ยัยเฟรนด์ทำเสียงสยิวใส่ฉัน ดึงกระเป๋าพร้อมหนังสือวางลงบนโต๊ะแลคเชอร์ ก่อนจะลากฉันออกมาจากห้อง และจัดการดันฉันให้นั่งลงกับเก้าอี้ตัวยาวหน้าห้องเรียน “แกกับสุดหล่อของฉันไปกันได้ดีรึเปล่า”

        ดูยัยเพื่อนตัวดี เจอกันครั้งแรกในรอบหลายเดือนแทนที่จะถามสารทุกข์สุขดิบกันก่อน นี่ดันถามเรื่องที่ฉันไม่อยากจะตอบซะอย่างนั้นแหล่ะ (_ _?)

        “ใช่ๆ เป็นไงบ้าง ตั้งแต่ที่แกหนีโรคจิตไปอยู่กับแฟนแกอ่ะ มีเรื่องน่าตื่นเต้นมั้ยว้า~”

        “พวกแกสองคนเลิกทำหน้าหื่นใส่ฉันซักทีเหอะ มันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นทั้งนั้นแหล่ะ แล้วฉันก็ไม่อยากจะพูดถึงด้วย” ฉันว่าส่งสายตาหงุดหงิดไปให้เพื่อนทั้งสอง “ส่วนนี่ ของแก เอาไปบูชาซะเลยไป”

        ยัยเฟรนด์ เพื่อนที่นำพาทุกอย่างมาสู่ฉัน รับลายเซ็นตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดไปด้วยอาการหน้าชื่นตาบาน สายตาแพรวพราวเหมือนในมือมีเงินก้อนโต ก่อนจะเดินเอากระดาษเข้าไปเก็บในห้องเรียน

        “แกมีปัญหาอะไรกับพี่แอร์รึเปล่าน่ะ”

        รู้สึกว่าจะรุ่นเดียวกัน แล้วแกไปเป็นน้องอิตาบ้านั่นตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย (_ _?)

        “ก็... ไม่รู้สิ”

        ฉันควรจะบอกอีฟดีมั้ยนะ หรือว่าจะปล่อยไปแบบนี้ ฉันก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกันนะที่พูดอะไรกับใครไม่ได้ แม้แต่กับพี่ตัวเอง ที่รู้เรื่องของฉันไปซะหมด อย่างน้อยถ้าช่วยอะไรไม่ได้ ก็ยังช่วยแบ่งเบาความทุกข์ไปจากฉันบ้าง

        “แกก็รู้ใช่มั้ยว่าคุยกับฉันกับเฟรนด์ได้ทุกเรื่อง”

        เรื่องนั้นฉันรู้ดีหรอก แต่ฉันยังสองจิตสองใจที่จะเล่า แต่กับเฟรนด์ ฉันคงตัดยัยนั่นออกไปเลย ก็ยัยนั่นคลั่งอิตาดาราบ้ากามซะขนาดนั้น ฉันจะกล้าเอาเรื่องเลวทรามของตานั่นไปพูดให้เพื่อนฉันเจ็บช้ำน้ำใจได้ยังไง

        “ฉันพูดกับเฟรนด์ไม่ได้หรอก เรื่องนี้” ฉันพูด มองหน้าเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้างๆ อีฟส่งสายตาเข้าใจในความหมายมาให้

        “งั้นก็พูดกับฉัน เพราะพี่แอร์นั่นไม่ได้ทำให้ฉันคลั่งใคร้จนขนาดจะรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจหรือผิดหวังได้หรอก”

        ฉันตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับฉันกับอิตานั่น เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากงานมหกรรมดนตรีและภาพยนตร์ เรื่องคืนนั้นที่เกิดขึ้น เรื่องแบล็กเมลล์นั่นและหลังจากที่อีฟได้รู้เรื่องราวทั้งหมด ยัยนี่ก็โกรธจนแทบประสาทแตก ฉันคิดว่าอีฟจะควบคุมอารมณ์ได้มากกว่านี้ซะอีก

        “อย่าให้ฉันเจอนะ ฉันจะฆ่าหมกถังขยะหน้ามหา’ลัยเลย คอยดูเถอะ”

        “แกไปโกรธใครมาถึงขนาดจะฆ่ากันเลยหรอเนี่ย”

        เฟรนด์ที่หายเข้าไปในห้องนานสองนานเดินออกมาร่วมบทสนทนาที่ไม่ได้รับเชิญ

        “แกออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ยเฟรนด์”

        “ก็ทันได้ฟังตอนที่แกจะฆ่าใครซักคนหมกถังขยะนั่นแหล่ะ” เฟรนด์ที่ยังคงยิ้มอย่างมีความสุขกับลายเซ็นนั่น นั่งลงที่ว่างข้างๆ ฉัน “แล้วตกลงแกจะฆ่าใครน่ะ”

        “ฆ่า... ฆ่าคนที่จะมาแย่งพี่แอร์ไปจากยัยเฟิฬไง” แถไปได้เรื่อยๆ เลยนะ (ฤ___-)

        ยัยเฟรนด์หัวเราะอย่างชอบใจ ก่อนจะเริ่มบทสนทนาใหม่อีกหลายๆ เรื่อง เฟรนด์ไปโฮมสเตย์ที่เชียงใหม่ตลอดทั้งปิดเทอม ยัยนั่นเลยมีเรื่องเล่าเยอะแยะเต็มไปหมด เพื่อนๆ ในชั้นก็เริ่มทยอยกันมามากแล้ว ก็อีกไม่ถึง 15 นาที ก็จะถึงเวลาทำการเรียนการสอน

        “เปิดเทอมวันแรกก็มาซะเช้าเชียวนะเฟิฬ”

ชายร่างสูงผมสีน้ำตาลทองในชุดนักศึกษาที่ยืนค้ำหัวฉันอยู่ทักขึ้นพร้อมกับส่งยิ้มสดใสมาให้

        “ใครจะไปเหมือนนายล่ะ มาซะเกือบจะเข้าเรียน ไม่รู้จักมาเตรียมตัว”

        “ก็ถ้ารู้ว่าเธอมาแต่เช้า ฉันคงจะมาให้เร็วกว่านี้แหล่ะ”

        “นี่เดย์ นายเห็นพวกฉันเป็นอากาศรึไง อยู่กันสามคน แต่ทำไมทักแต่เฟิฬฮะ”

        อีฟเบ้หน้าใส่เดย์ ที่ดูเหมือนไม่ได้สนใจอะไรอีฟซักเท่าไหร่

        “พวกเธอคงจะเป็นอากาศล่ะมั้ง”

        “เจ็บแล้วไม่จำนะนาย”C

        เฟรนด์กล่าวพร้อมเบ้หน้าใส่ก่อนจะนั่งลงข้างๆ อีฟ

        “จำทำไมล่ะ เรื่องที่ทำให้เจ็บน่ะ”

        เดย์ส่งยิ้มให้ฉันบางๆ ก่อนที่ฉันจำใจต้องฝืนยิ้มกลับไป แน่นอนที่เฟรนด์พูดเมื่อกี้ ฉันเคยมีคดีกับผู้ชายคนนี้มาก่อน หนึ่งในผู้ชายใจกล้าที่กล้าเข้ามาบอกว่าชอบฉัน และฉันก็ทำการบอกปัดปฏิเสธไปอย่างรวดเร็ว และไร้เยื่อใย ถึงแม้ว่าฉันจะมีเพื่อนผู้ชายเยอะ และมักใจดีกับพวกเขา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ฉันจะต้องคอยให้ความหวังใครต่อใครที่อยู่ใกล้ตัวฉันไปด้วย เพราะมันยิ่งทำให้ฉันไม่สนิทใจที่จะคบกับเขาต่อ

        ฉันมักถูกมองเป็นผู้หญิงใจร้าย แต่ถึงอย่างนั้น พวกผู้ชายก็หมั่นที่จะเข้าหาฉันเสียเหลือเกิน ฉันไม่ได้ปิดกั้น ไม่ได้สร้างกำแพงความเป็นเพื่อนที่ควรจะมีต่อพวกเขา ฉันเลยได้แต่ทำตัวตามปกติธรรมดาแบบที่ฉันเป็น แต่ถ้าเกิดความใจดีของฉันทำให้ผู้ชายเหล่านั้นหวั่นไหว ฉันคงตอบได้ว่าสุดท้าย คงจบแบบเดียวกัน ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย นั่นเพราะ

        “ทำไมไม่รอฉันเลย”

        นั่นเพราะชายผมสีน้ำตาลอ่อนที่นั่งลงข้างฉัน ถ้าฉันไม่ปฏิเสธไปเอง ผู้ชายคนนี้ก็ต้องจัดการเรื่องนี้ให้กับฉันเองแน่นอน นั่นเพราะคอนเซ็ปต์ของพี่บอยก็คือ ถ้าหาคนที่ดีกว่าตัวเองไม่ได้ ฉันคงต้องขึ้นคาน {{{(>_<)}}}

        “ก็ตื่นสายทุกที นอนกินบ้านกินเมือง”

        พี่บอยหันมาส่งค้อนให้ฉันก่อนจะหันไปมองชายผมน้ำตาลทองที่ยืนค้ำหัวฉันอยู่ เดย์มองพี่บอยกลับอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนที่จะเดินเข้าห้องเรียนไป

        “ไอ้คนไหนที่มาส่งเธอ ฉันเห็นรถเธอยังจอดอยู่ที่บ้าน”

        พี่บอยกระซิบเข้าที่ข้างหูฉันเบาๆ ก่อนจะหันกับไปสนใจบางอย่างในถุงพลาสติกเซเว่น เขาส่งแซนวิชให้อีฟและเฟรนด์คนละชิ้น ก่อนจะแกะห่อแซนวิชคาโบนาร่าแล้วส่งมันมาให้ฉัน

        “มากับอิตาดารานั่น แล้ววันนี้ฉันก็จะกลับกับเค้า”

        ชายที่นั่งข้างๆ ฉันมีสีหน้าตกใจนิดๆ ปกติถ้าเป็นเรื่องของผู้ชาย ฉันจะปล่อยพี่จัดการ อยากจะให้ฉันทำอะไรฉันก็จะทำ แต่ตอนนี้ ฉันกลับตัดสินอย่างเอาแต่ใจว่าจะไปกับผู้ชายที่พี่บอยกำลังกีดกันออกไปจากฉัน

        “พี่ไม่อนุญาต”

        “พี่เชื่อใจฉันหน่อยได้มั้ย ฉันไม่ปล่อยให้อิตานั่นทำอะไรได้หรอก แต่ที่ต้องกลับกับตานั่นเพราะมันจำเป็น”

        ฉันพูดเบาๆ พอให้ได้ยินกันแค่สองคน ในขณะที่เพื่อนสาวทั้งสองของฉันกำลังพูดถึงชายผมสองน้ำตาลทองที่พึ่งจะเดินเข้าห้องไปเมื่อไม่กี่นาทีนี้

        “พี่เชื่อใจเธอ แต่ไม่เชื่อใจไอ้บ้านั่น พี่ไปเช็คดูข่าวย้อนหลังมา มีแต่ข่าวฉาวทั้งนั้น แล้วจะให้พี่ปล่อยเธอไปกับเสือแบบนั้นได้ยังไง”

        “พี่แค่เชื่อฉันก็พอว่าฉันเอาตัวรอดได้ แล้วก็ไม่ต้องห่วง”

        “...” พี่เงียบเหมือนรอให้ฉันพูดต่อ

        “ถ้าครั้งนี้ฉันดูแลตัวเองไม่ได้ ฉันยอมทำตามที่พี่บอกทุกอย่าง แม้แต่ขึ้นคานเลยเอา”

        คำสัญญาของฉันดูเหมือนจะทำให้พี่บอยพอใจเป็นอย่างมาก เขายิ้มให้ฉันก่อนจะเดินสะพายกระเป๋าเข้าห้องเรียนไป

________________________ 60%____

        วิชาเรียนในช่วงเช้าค่อนข้างทำให้ฉันปวดหัวอยู่ไม่ใช่น้อย กับวิชาแรกลักษณะหนี้และวิชาที่สองคือนิติกรรมสัญญา ฉันมีปัญหากับการเรียนวิชาสายแพ่งอยู่ไม่ใช่น้อย ก็มีปัญหาอยู่สองอย่าง คือไม่อยากเรียนกับไม่อยากอ่าน (?_?)

        ฉันเผลอนั่งหลับในระหว่างคาบนิติกรรมสัญญา แล้วดันซวยที่อาจารย์ดันเรียกชื่อฉันเพื่อตอบคำถาม ฉันได้แต่อึ้งเป็นไก่ตาแตก นี่ถ้าไม่ได้พี่บอยที่คอยเขียนคำตอบลงกระดาษแผ่นเล็กให้ล่ะก็ ฉันคงจะเป็นลูกศิษย์มีประวัติเสียตั้งแต่คาบแรกแน่นอน

        ฉันเดินออกจากห้องพร้อมกับบ่นงุบงิบอย่างเบื่อหน่ายกับวิชาสายแพ่ง แต่สายตากลับต้องสะดุดอยู่ที่ชายตาสีเทาในเสื้อคอโปโลสีดำ กางเกงยีนส์สีเทาซีด นั่งอ่านหนังสือนิยายเล่มหนาที่เก้าอี้ยาวหน้าห้องเรียน สมาธิสูงทำให้เขายังคงนั่งอ่านหนังสือนิ่ง แม้จะมีนักศึกษาทยอยเดินออกจากห้องเรียนคุยกันจ๊อกแจ๊กเสียงดัง

        เขาที่นั่งยิ้มให้กับหนังสือ ดูดียิ่งกว่าดาราหลายคน ทำให้นักศึกษาที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างก็ต้องเหลียวมองไปที่เขา แม้แต่ฉันเอง ที่เผลอจ้องมองเขาอยู่เนิ่นนาน ภาพที่ดึงสายตาไว้ ไม่สามารถละจากเขาไปได้ จนกระทั่งเนื้อหาในหนังสือมาจนถึงตัวสุดท้ายของหน้า เขาหยิบที่คั่นหนังสือที่วางข้างตัวขึ้นมาคั่นก่อนจะปิดหนังสือ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับฉันอย่างพอดิบพอดี และตาสีเทานั่นยิ่งสะกดนิ่งฉันไว้นานกว่าเดิม

        “นายมาที่นี่ทำไม”

        เสียงเข้มของพี่ชายที่คุ้นเคยดังขึ้นจากข้างหลังของฉัน ทำให้ฉันละสายตาจากชายที่นั่งบนเก้าอี้หน้าห้องเรียน

        “ก็แค่... ออกมาหาบ้าน” ชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวกล่าวอย่างเฉยชาในขณะที่ลุกจากเก้าอี้และเดินเข้ามาอยู่เบื้องหน้าของฉัน “ออกมากินข้าวเที่ยงกับเธอน่ะ”

        แว๊กก!! อย่าส่งสายตาแบบนั้นให้ฉันบ่อยๆ ได้มั้ย ใจมันจะละลาย~

        ชายทั้งสองไม่พูดอะไรนอกซะจากเดินตามบรรดานักศึกษาคนอื่นไปที่ลิฟท์ขนาดใหญ่ก่อนจะลงไปยังชั้นล่าง อีฟกับเฟรนด์อาสาเป็นผู้ล่วงหน้าไปจองโต๊ะในโรงอาหาร แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง แต่เป็นเพราะยัยสองคนนั่นต้องการจะหนีจากบรรยากาศอันแสนอึดอัดที่แผ่ออกมาจากชายข้างตัวฉันทั้งสอง

        กว่าจะถึงโรงอาหาร ฉันต้องทนรับสายตาทั้งจากชายสองคนที่เดินขนาบทั้งสองข้างของฉัน อีกทั้งสายตาของเหล่านักศึกษาที่เดินผ่านไปผ่านมา ถึงฉันจะไม่มีบทบาทหน้าที่ในมหา’ลัย แต่น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักฉัน ผู้หญิงหลายคนอิจฉาทุกอย่างที่เป็นฉัน พวกเธอติดตามความเป็นไปในตัวฉันในแต่ละวัน ผู้ชายหลายคนก็คอยจ้องจะเขมือบฉัน (แบบที่พี่บอยเคยบอก) ฉะนั้น ฉันก็ถือได้ว่าเป็นคนดังของมหา’ลัยนี่เลยก็ว่าได้

        ฉันเดินเข้าโรงอาหารพร้อมชายทั้งสอง อีฟกับเฟรนด์ได้โต๊ะในมุมที่ดีที่สุดแล้ว ฉันนั่งลงตามด้วยพี่บอยที่นั่งข้างๆ ส่วนชายตาสีเทาอีกคนก็เลือกที่จะนั่งตรงข้ามกับฉัน แต่ยังไม่ทันที่จะได้ไปซื้อข้าวกับพี่บอย (ฉันได้แต่เดินตามเพื่อให้พี่เป็นคนซื้อให้ จะได้ไม่ต้องเสียเงิน ~(???)~) พี่บอยก็ถูกเรียกตัวให้ไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาซะก่อน ฉันเลยรับหน้าที่เป็นคนไปซื้อข้าวให้พี่บอยเอง

        “มีอะไรแนะนำมั้ย” ชายตาสีเทาเดินขนาบข้างฉันตลอดเวลาที่เดินเลือกหาร้านอาหารที่ถูกใจ

        “ฉันไม่เคยซื้ออะไรกินเองเลย บอยซื้อให้ตลอด ฉะนั้นเลยไม่รู้ว่าของอร่อยน่ะอยู่ร้านไหน”

        ฉันส่งยิ้มเจื่อนๆ ไปให้ น่าขายหน้าจริงๆ ถิ่นของตัวเองแท้ๆ แต่กลับแนะนำอะไรไม่ได้ (_ _?) แซมไม่ได้ต่อว่าอะไร เขาแค่เดินนำแล้วไปหยุดอยู่หน้าร้านที่คิดว่าดีที่สุด สั่งอาหารทั้งหมด 3 จาน (เผื่อพี่บอย) ก่อนจะหันมายิ้มให้ฉัน

        ชายคนนี้ ไม่ต้องพูดอะไร ไม่ต้องทำอะไรมาก แต่มันกลับทำให้ฉันรู้สึกดีที่ได้อยู่ด้วย ฉันมีความสุขที่เขากลับมาอีกครั้ง รักครั้งแรกของฉัน ฉันจะสานต่อความรู้สึกเก่าๆ ของฉันดีมั้ยนะ ถ้าเป็นคนๆ นี้ ฉันเชื่อว่า พี่บอยจะต้องยอมรับแน่ แต่อาจจะต้องใช้เวลาซักหน่อย <(???)/



        ภายในห้องเรียนภาคบ่าย อาญาภาคความผิด ถึงแม้จะเป็นสายวิชาที่ฉันชอบ แต่กลับไม่สามารถดึงความสนใจไปจากฉันได้เลย ฉันยังคงคิดถึงชายตาสีเทาที่ไปหาบ้านหรืออะไรซักอย่างหลายนาทีก่อนหน้านี้ ระยะเวลาหลายปีที่เราต้องห่างกัน มันทำให้ฉันไม่รู้เรื่องของเขาเลย ถ้าเขาเกิดมีคนที่รักอยู่ แล้วฉันตัดสินใจสานต่อรักครั้งแรก ฉันไม่ต้องเสียเพื่อนเลยหรอกหรอ (???)

        “เฟิฬ... เฟิฬ เฟิฬ!”

        เสียงเรียกของชายข้างตัวดังขึ้นขัดความคิดของฉัน อาจารย์ออกจากห้องไปแล้ว ฉันหันไปมองหน้าเขาก่อนจะก้มลงมองหน้าฬิกาที่ข้อมือตัวเอง สี่โมงสามสิบห้านาทีแล้ว อิตาดาราบ้ากามนั่นคงจะมารอแล้วสินะ

        “ฉันต้องไปแล้วนะ อิตานั่นรออยู่”

        ฉันกล่าวกับพี่ชายขณะเก็บหนังสือ สมุดโน้ตให้เรียบร้อย พี่บอยส่งสายตาเป็นกังวลก่อนจะระบายยิ้มไม่เต็มใจมาให้ ฉันเดินออกจากห้องเรียนลงบันไดจากชั้น 3 ชั้นที่ฉันเรียนลงมายังขั้นล่าง เดินผ่านโดมหอสมุดขนาดใหญ่ไปยังโรงจอดรถ Lamborghini สีขาวจอดเด่นรอฉันอย่างที่คาดไว้แล้ว ฉันเดินตรงไปที่นั่น เปิดประตูขึ้นไปนั่งบนรถ ก่อนจะหันไปหาชายที่ดูเหมือนจะพึ่งตื่น สภาพงัวเงียที่ฉันไม่เคยเห็น ดูแปลกตาและน่ามองเป็นที่สุด >?<

        “มองอะไรนักหนา”

        เขาเอ่ยทักหลังจากที่ออกรถได้ซักพักแล้ว

        “เปล่าซักหน่อย” ฉันกล่าว เบือนสายตาออกไปยังนอกรถ “แล้วนี่นายจะพาฉันไปไหน”

        “ไปดินเนอร์”

        “ดินเนอร์อะไรของนาย ข้าวที่บ้านฉันมี ฉันจะกลับบ้าน”

        “ไม่ได้ เธอต้องไปกินข้าวกับฉัน แล้วก็ไม่ต้องถามว่าที่ไหน ไม่ต้องมาบ่นในใจด้วย”

        รู้ทันอีกนะ ไอ้บ้า (ฤ___-)

        “ถ้านายไม่บอกว่าจะไปที่ไหน ฉันก็ไม่ไป” ฉันส่งสายตาจริงจังไปให้เขา เขาได้แต่ส่งยิ้มบางๆ กลับมาให้

        อย่ามาส่งยิ้มละลายใจให้ฉันนะ ไอ้ดาราบ้ากาม -///-^

        “ก็แค่ไปภัตตาคารในโรงแรมแถวๆ นี้แหล่ะน่า”

        “นั่นฉันก็ไม่ไป”

        “เธอนี่มันเรื่องมากจริงๆเลย”

        อย่ามาทำเสียงหงุดหงิดใส่ฉันนะ ใครใช้ให้นายมารับฉันล่ะฮะ!!

        “ฉันจะไม่เรื่องมากถ้านายพาฉันไปกินร้านทั่วๆ ไป”

        “ไม่เอา! ร้านทั่วไปเธอรู้รึไงว่าเขาใส่อะไรให้เธอกิน แล้วฉันก็กินแต่ในโรงแรม ฉันไม่ไปกินที่อื่น”

        “ฉันรู้ว่านายขึ้นแต่ภัตตาคาร ดูจากตอนไปทะเลนั่นก็รู้แล้ว ไอ้พวกบ้าแบรนด์ หัวสูง” เขาเงียบไป เหมือนกำลังคิดคำโต้แย้งอยู่ในใจ “แล้วนายรู้รึไงว่าที่ภัตตาคารเค้าใส่อะไรให้นายกิน มันก็เหมือนกันนั่นแหล่ะ”

        “ก็ฉันกินข้าวภัตตาคารทุกวัน ก่อนขึ้นคอนโด”

        “อ้อ~ เข้าใจแล้ว พายัยผู้หญิงพวกนั้นไปกินล่ะสิ”

        “แหงล่ะ ผู้หญิงที่ฉันพาไป ไม่เห็นจะมีใครมีปัญหาซักคน ออกจะชอบด้วยซ้ำไป”

        “งี่เง่า ปัญญาอ่อน”

        “นี่เธอ!!”

        โอ้โห ด่านิดด่าหน่อย ของขึ้นเลยรึไงฮะ ?_?

        “ทำไม ฉันด่าน้อยไปรึไง” ฉันหันไปหาเขาที่ตอนนี้สีหน้าไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก “ฉันรู้หรอกนะว่านายน่ะรวย นายมีชื่อเสียง นายเป็นดารา นายหาเงินใช้ได้มากมหาศาล แต่ก็แค่นั้น ถ้าไม่รู้จักเก็บ ซักวันเงินนายมันก็ไม่เหลือหรอก ความเชื่อถือก็ไม่มี”

        “ความเชื่อถือไม่มีอะไร”

        “พฤติกรรมนายน่ะใครๆ เขาก็รู้ เพลบอยบ้ากาม” เขาทำท่าจะแย้ง แต่ฉันชี้นิ้วห้ามไว้ซะก่อน “สนุกสุดเหวี่ยงกับชีวิตและบรรดาผู้หญิง นายไม่ทำธุรกิจของที่บ้าน นายแค่รับหน้าที่อย่างเดียวคือ ดาราฉาวหน้าหนึ่ง แล้วอย่างนี้ใครจะเชื่อถือ ถ้าวันนึงนายต้องสานต่อธุรกิจของครอบครัวนาย นายคิดว่าใครเค้าจะอยากร่วมธุรกิจด้วย นายน่าจะรู้ดีนี่ สิ่งสำคัญของนักธุรกิจก็คือความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ แล้วนายน่ะมีรึยัง”

        เขาได้แต่ขับรถไปอย่างเงียบๆ และตั้งใจฟังในสิ่งที่ฉันพูด ไม่ได้อยากจะสอนนะแต่เห็นพฤติกรรมแล้วรำคาญลูกตา

        “ฉันไม่ได้อยากจะวุ่นวายเรื่องความประพฤติหรือการใช้จ่ายเงินของนายหรอกนะ นายจะไปถลุงเงินกับผู้หญิงคนไหนก็เรื่องของนาย แต่ถ้าจะกินข้าวกับฉัน ฉันจะไม่ให้นายต้องมาเสียเงินค่าอาหารหลายพันกับค่าเซอร์วิสชาร์ทที่ไร้ประโยชน์เพื่อฉัน”

        “แล้วถ้าเป็นโอกาสพิเศษล่ะ”

        “โอกาสพิเศษอะไรของนายอีก”

        “ก็อย่างเช่น วันเกิด วันครบรอบ วันสำคัญอะไรประมาณนี้”

        “นี่นายคิดเองไม่ได้รึไง จะมาถามฉันทำไม”

        “ฉันก็แค่อยากรู้ ว่าเธอคิดยังไงก็แค่นั้น” ฉันไม่ได้ตอบอะไร ปล่อยความเงียบให้กินเวลากว่า 5 นาที “งั้นวันนี้เธอจะให้ฉันพาเธอไปที่ไหนล่ะ”

        “ขับไปเรื่อยๆ ใกล้ถึงแล้วฉันจะบอก”

        เขาทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย (ว่างายเกินไปรึเปล่านะ มันดูแปลกๆ) ขับรถไปกว่าครึ่งชั่วโมง ก่อนจะขับรถเข้าไปจอดภายในลานจอดรถของร้านอาหารแห่งหนึ่ง ร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านฉันนัก ฉันมักจะมาที่นี่บ่อยๆ กับพี่และเพื่อนๆ ร้านอาหารที่บรรยากาศดี ดนตรีเบาๆ ฟังสบาย อาหารอร่อย และราคาที่ไม่มีเซอร์วิสชาร์ท

        ฉันนั่งตรงข้ามกับเขาบนเก้าอี้โซฟาสีขาวที่ถูกจัดวางอยู่ข้างๆ ทะเลสาบ รายการอาหารที่สั่งไปหลายอย่าง ถูกเอามาเสิร์ฟบ้างแล้ว ผู้ชายตาสีดำจางที่นั่งตรงข้ามฉัน ดูจะชอบพื้นที่นี้ไม่ใช่น้อย ก็เขาพูดคำว่า ‘ที่นี่ดีเนอะ’ มากจนนับครั้งไม่ถ้วนได้แล้วน่ะสิ

        “ขอบใจนะที่ด่าฉันวันนี้” ยิ้มละลายใจให้ฉันอีกแล้วว~ “เธอเป็นอะไรรึเปล่า หน้าเธอแดงๆ”

        “อ่อ... เปล่าหรอก”

        “ไม่เป็นอะไรแน่นะ เธอดูแปลกๆ” นายน่ะสิแปลกๆ สามวันดีสี่วันไข้ ทำใจดีเป็นระยะๆ แบบนี้ “หรือว่า... ยัยประหลาดอย่างเธอ จะมีความรู้สึกอะไรกับฉัน”

        แว๊กกก!! ไม่นะ ฉันจะไปมีความรู้สึกแบบนั้นได้ยังไง ???

        “นายยังปัญญาอ่อนไม่เลิกนะ”

        “ก็ พฤติกรรมเธอมันน่าคิดจะตายไป จ้องฉันมั่ง หน้าแดงมั่ง แล้วยังจะมาด่าสั่งสอนฉันอีก ถ้าไม่คิดอะไรแล้วทั้งหมดนี่ทำไปเพื่ออะไร”

        อะไรเนี่ย!! นายจะต้อนให้ฉันจนมุมรึไงฮะ ฉันไม่มีทางชอบผู้ชายบ้ากามนี่แน่ >_<

        “ฉันก็แค่รำคาญลูกตา ทนเห็นพฤติกรรมนายไม่ได้ก็เท่านั้นเอง ผู้ชายโรคจิตบ้ากามอย่างนาย ฉันไม่เอามาเป็นแฟนหรอก แล้วนี่ถ้านายไม่เอาเรื่องงี่เง่านั่นมาขู่ฉันนะ ฉันไม่มีวันเกี่ยวข้องกับนายแน่นอน”

        ชายตาสีเทาไม่พูดอะไรนอกจากหยิบเงินออกจากกระเป๋าสตางค์สองพันก่อนจะวางมันไว้บนโต๊ะแล้วกระชากฉันออกมา ฉันฉวยหยิบเงินสองพันนั่นตามาด้วย ก่อนจะส่งให้พนักงานที่กำลังเดินสวนเข้ามา

        “ไม่ต้องทอนค่ะ”

        ฉันพูดเร็วๆ ให้กับพนักงานคนนั้น ฉันคิดค่าราคาอาหารคร่าวๆ แล้ว ยังไงก็ไม่เกิน 1200 บาท ก่อนจะถูกกระชากลากถูกแล้วจับโยนขึ้นไปบนรถสปอร์ตสีขาว

        “นี่เป็นบ้าอะไรของนายอีกฮะ!!.. มาหงุดหงิดอะไรอีก แล้วคิดว่าตัวเองกินข้าวที่ไหน ภัตตาคารรึไง ถึงได้ร่อนเงินไว้บนโต๊ะแบบนั้น นี่มันข้างทะเลสาบนะ ไม่เกินสองนาทีมันก็ปลิวตกน้ำไปแล้ว”

        “เมื่อไหร่จะหยุดพูดซะทีฮะ!!”

        “นายนั่นแหล่ะเป็นบ้าอะไร ฉันทำอะไรผิดรึไงถึงได้มาขึ้นเสียงทำสีหน้าหงุดหงิดใส่ฉันแบบนี้ ฉันสิสมควรจะโกรธ อยู่ดีๆ ก็มาลากฉันออกจากเวลาอาหารแบบนี้ ฉันกินยังไม่ได้เสี้ยวกระเพาะเลยนะไอ้บ้า!!”

        “ถ้าเธอยังไม่หยุดพูด เธอไม่ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยแน่!!”

        ฉันรู้ดีอยู่แล้วว่าวิธีการลงโทษฉันเวลาที่เขาโมโหมันคงไม่พ้นเรื่องเนื้อตัวฉันแน่นอน ฉะนั้น เพื่อความปลอดภัย ฉันจำใจต้องนั่งเงียบไปตลอดทางกลับบ้าน

        “ลงไป”

        เขาพูดขึ้นหลังจากที่จอดรถเทียบรั้วอิตาลีหน้าบ้านฉันแล้ว

        “นายจะไปไหนน่ะ”

        ฉันทำใจกล้า ถามอิตานรกบ้าที่กำลังโมโหฉันอย่างไม่มีสาเหตุ

        “ไปนอนกับผู้หญิง ส่วนเธอ ฉันไม่มีธุระด้วยแล้ว”

        เสียงเข้มขู่พร้อมกับสายตาขับไล่ของเขาทำให้ฉันโมโห หงุดหงิด แต่จริงๆ แล้ว ฉันยังไม่อยากลงจากรถของเขาตอนนี้ ฉันอยากจะถามเค้าว่าโกรธอะไรฉันกันแน่ แต่สายตานั่นยังคงจับจ้องมาที่ฉันไม่วางตา ฉันจึงจำเป็นที่จะต้องก้าวลงจากรถแต่โดยดี

        ทันทีที่ฉันก้าวเข้าไปภายในรั้วบ้าน รถสปอร์ตสีขาวก็แล่นทะยานออกจากหน้าบ้านฉันไป

        ฉันเดินไปตามถนนภายในบ้าน ถือโทรศัพท์อยู่ในมือ สมองก็ชั่งใจว่าจะโทรไปหาอิตาบ้านั่นดีรึเปล่า แน่นอนว่าฉันไม่ได้ผิดอะไร ฉันคิดจริงๆ นะว่าไม่ได้ผิดอะไร แต่ว่าฉันก็อยากรู้ ฉันทำอะไรให้เค้าไม่พอใจรึเปล่า

        “ทำไมกลับค่ำแบบนี้ล่ะ”

        เสียงแซมที่ฉันคุ้นหูทักขึ้นจากด้านหลัง ฉันหันกลับไปหาต้นเสียงก่อนจะยิ้มให้โดยไม่ได้ให้คำตอบ เขาฉวยประมวลกฎหมายเล่มหนาพร้อมสุดโน๊ตในมือไปถือก่อนจะดึงมือฉันผ่านห้องรับแขกขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง

        “ฉันเห็นบอยกลับมาได้ซักพักแล้ว ว่าจะโทรหาเธอแต่เธอก็มาซะก่อน”

        “แล้ววันนี้เป็นไง ได้บ้านที่ถูกใจรึเปล่า”

        “ยังเลย คงต้องอยู่กวนใจเธอซักพัก”

        เขาหันกลับมาระบายยิ้มให้ก่อนจะเปิดประตูห้องฉันเข้าไปข้างใน วางหนังสือไว้บนชั้น แล้วกระโดดขึ้นไปนั่งบนเตียง 6 ฟุต ฉันเลยจำเป็นต้องนั่งลงข้างเตียงข้างตุ๊กตาหมาตัวใหญ่ของฉัน

        “ไม่มีปัญหา เธออยู่ได้ตราบเท่าที่เธออยากจะอยู่”

        “งั้นฉันคงอยู่ที่นี่จนตายเลยล่ะมั้ง”

        “ให้มันแน่เถอะน่า”

        ใช่ ให้มันแน่เถอะ เขาเคยหายไปจากชีวิต ทิ้งให้ฉันต้องคอยนึกถึงอย่างไร้ความหวังมากว่า 7 ปี แล้วถ้าเขาจะหายไปอีกครั้ง มันก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลก เรื่องแบบนี้ ฉันทำใจเผื่อไว้แล้ว

        “จะว่าไป 7 ปีมานี้ ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลย” เขาที่นั่งอยู่บนเตียง เริ่มเกลือกกลิ้งไปบนผ้าห่มนวมผืนหนาแล้ว “ฉันไม่ชอบเลยที่เหมือนเรามีระยะห่างมากขนาดนี้”

        “คิดมากไปเองรึเปล่า เราไม่ได้ห่างกันขนาดนั้นซักหน่อย”

        เขาที่นอนอยู่บนเตียง ส่งสายตาเศร้ามาให้ฉัน ฉันที่นั่งอยู่กับตุ๊กตาตัวโตข้างเตียง ได้แต่ลูบหัวเค้าเบาๆ เขาสัมผัสมือฉันก่อนจะจับมันมากุมไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง

        “ฉันขอโทษที่หายไป”

        เขากล่าวประโยคสั้นๆ มือหนึ่งที่ว่างของเขาสัมผัสฉันเบาๆ ที่ใบหน้า สายตาจ้องลึกเข้ามาในตาสีน้ำตาลของฉัน ใจฉันสั่นระรัว ทำตัวไม่ถูก เนื้อตัวเหมือนถูกสะกดนิ่ง เขาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ก่อนที่จะสัมผัสแก้มฉันด้วยริมฝีปากบางๆ ของเขา

         When you're gone The pieces of my heart are missing you When you're gone The face I came to know is missing too...

         ฉันสะดุ้งตัวเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังอยู่ในกระเป๋าสะพายที่ฉันวางไว้ข้างตัว ฉันหยิบมันขึ้นมา มองดูชื่อที่หน้าจอมือถือก่อนจะกดรับสาย ส่วนแซมที่นอนตะแคงอยู่บนเตียง ยังคงจดจ้องที่ใบหน้าฉันอย่างไม่ให้คลาดสายตา

        “ว่ายังไง.... ตอนนี้เลยหรอ.... โอเค เดี๋ยวลงไปเดี๋ยวนี้แหล่ะ” ฉันกดตัดสาย และหันไปสบตาแซมที่มีเครื่องหมายคำถามอยู่เต็มหน้าไปหมด “ฉันต้องไปทำธุระกับบอย”

        “ดึกรึเปล่า”

        “ก็ค่อนข้างนะ” ฉันที่ทำหน้ายังไม่ค่อยจะถูกเพราะเหตุการณ์เมื่อกี้ ได้แต่ส่งยิ้มเจื่อนๆ ไปให้ “ถ้ากลับมาแล้วเธอยังไม่หลับ ฉันจะไปคุยด้วยแล้วกัน”

        เขายิ้มให้ฉันเป็นคำตอบ ฉันจึงจัดการยัดโทรศัพท์เข้าไปในกระเป๋า สะพายขึ้นที่ไหล่แล้วเดินออกมาจากห้องนอน เดินลงมายังชั้นล่าง ผ่านห้องรับแขกที่พ่อกับแม่กำลังนั่งคุยเรื่องแผนการท่องเที่ยวอยู่

        “จะไปไหนน่ะลูก จะสองทุ่มแล้วนะ”

        พ่อที่ละสายตาจากแผ่นชาร์ทขนาดใหญ่หันมาถามฉัน พร้อมกับแม่ที่รอเอาคำตอบจากฉันอยู่

        “ไปดูหนังกับบอยน่ะค่ะ”

        “อ่อ... ดูๆ ด้วยแล้วกันนะลูก ช่วงนี้แม่เห็นสีหน้าไม่ค่อยดีเลย เมื่อวานก็เข้ามาคุยกับแม่เรื่องหนุ่มๆ ของลูกน่ะ”

        “พ่อก็พูดบ่อยๆ นะว่าอย่าตั้งความหวังเรื่องแฟนลูกไว้สูง แต่ก็ยังเหมือนเดิม”

        “หนูจะพยายามพูดแล้วกันนะคะ แทนที่จะเอาเวลามาดูแลหนู จะได้หาแฟนให้ตัวเองซะที”

        พ่อกับแม่ยิ้มตอบรับอย่างเป็นห่วง ก่อนจะปล่อยให้ฉันเดินออกมายังหน้าบ้าน ฉันเดินตรงไปที่ประตูรั้วอิตาลี Ferrari 599 สีแดงเพลิง แม็กส์และกระจกดำสนิทจอดรอฉันอยู่ที่นั่น ฉันเดินผ่านรั้วขึ้นไปบนรถ ชายในที่คนขับหันมามองฉันด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อย ก่อนจะเคลื่อนรถออกไปอย่างช้าๆ

        “พ่อกับแม่เป็นห่วงพี่มากนะ พี่น่าจะลองเลิกตั้งความหวังกับแฟนฉันนะ ถ้าฉันเจอคนไม่ดี ซักวันฉันก็เลิก แล้วอีกอย่าง พี่ก็ยังคอยดูแลฉันได้ เพียงแต่ว่าตอนนี้ พี่คิดแต่เรื่องของฉันมากซะจนไม่เป็นอันทำอะไรเพื่อตัวเองเลย”

        “ขึ้นรถได้ก็ร่ายซะยาวเลยนะ” พี่บอยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะขยี้หัวฉันเบาๆ “พี่จะพยายามแล้วกัน แต่วันนี้น่ะมีเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเธอน่ะสิ”

        “ธุรกิจหรอ หรือว่าเรียน”

        “ไม่ใช่”

        “มีเรื่องอื่นอีกหรอที่ทำให้พี่เครียดได้”

        “ผู้หญิงโรคจิต ทำพี่ประสาทเสีย” ไม่พูดเปล่าพี่บอยยังเอามือขึ้นมากุมขมับอีก

        พี่ไม่ได้เล่าอะไรต่อจากนั้น แต่กลับเปลี่ยนมาถามเรื่องฉันกับอิตาดารานรกแตกนั่นแทน ฉันก็เล่าไปตามที่เป็น เรื่องเมื่อเย็นที่อิตาบ้านั่นหงุดหงิดใส่ฉัน พี่บอยเลยได้หงุดหงิดรอบสองด้วยเหตุผลที่ว่า มันมีสิทธิอะไรมาหงุดหงิดใส่น้องสาวฉัน!!!

        สรุปแล้ว ไม่มีใครแตะต้องฉันได้เลยว่างั้น



        กว่าจะกลับถึงบ้านได้ ก็ปาเข้าไปเกือบจะเที่ยงคืน หนังรอบดึกที่พี่บอยเลือกดูงี่เง่ามาก ตอนจบ จบได้ทรมานใจสุดๆ พระเอกตาย นางเอกไปได้ดีกับตัวโกง เป็นหนังที่เลวสุดๆ

        ฉันเปิดประตูห้องนอนของชายซึ่งอยู่ในห้องข้างๆ นิดๆ ไฟปิดมืดจนมองอะไรแทบไม่เห็น เขาคงหลับแล้วสินะ ฉันจึงปิดประตูไว้อย่างเดิม ก่อนจะกลับเข้าห้องของตัวเอง โยนกระเป๋าสะพายไว้บนตักตุ๊กตาตัวใหญ่ เปิดแอร์ก่อนเข้าไปอาบน้ำ

        ฉันที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง มือถือโทรศัพท์ในมือ เรื่องเมื่อเย็นยังคงติดค้างใจฉันอยู่ ฉันจึงตัดสินใจต่อสายไปยังเบอร์ที่ฉันไม่เคยโทรออก

        เสียงรอสายดังอยู่นานกว่าจะมีคนรับสาย

        “เธอเป็นใคร” เสียงผู้หญิงที่ค่อนข้างจะแจ๋นและดัดจริตเกินไปหน่อยรับสายได้ไร้มารยาทที่สุด ก่อนจะมีเสียงโวยวายมาแต่ไกลๆ

        “มีอะไร”

        เสียงขุ่นมัวของชายที่ฉันกำลังเป็นกังวลดังขึ้นขัดเสียงแป๋นๆ ของผู้หญิงเมื่อกี้

        “นายโกรธอะไรฉันกันแน่”

        “ไม่ได้โกรธอะไร”

        โถ่เอ้ย ไปโกหกให้ควายฟัง ควายยังรู้เลยว่าโกรธ ทำเสียงขุ่นใส่ซะขนาดนั้น ไอ้โรคจิตเอ้ย (ด่าในใจอีกแล้ว -_-^)

        “ถ้าไม่ได้โกรธแล้วนายมาทำเสียงขุ่นใส่ฉันทำไม”

        “เธอสนใจรึไงล่ะ”

        อิตานี่ มันน้อยใจอะไรรึไง มาทำพูดตัดพ้อต่อว่าฉันแบบนี้น่ะ

        “ฉันก็แค่อยากรู้ว่าฉันทำผิดอะไรรึไง”

        “เธอไม่ผิด”

        “ถ้าฉันไม่ผิดแล้วใครกันที่ผิด ถึงได้โมโหหงุดหงิดแบบนั้น”

        “ฉันผิดเอง” ทั้งเขาและฉันต่างคนต่างเงียบไปซักพัก ฉันไม่เข้าใจที่เขาพูด “ฉันติดธุระอยู่ แค่นี้แล้วกัน”

        พูดจบก็ตัดสาย ไอ้บ้าเอ้ย! ฉันรู้หรอกนะ ธุระของนาย นอนกับยัยผู้หญิงเสียงแจ๋นนั่นไง 

        ฉันโยนโทรศัพท์ลงไปยังกระเป๋าสะพายบนตักตุ๊กตาข้างเตียง ล้มตัวลงนอนก่อนจะปิดไฟหัวเตียง คิดแล้วน่าโมโห บอกว่าตัวเองผิด แต่มาหงุดหงิดใส่ฉันเนี่ยนะ บ้าที่สุดเลย 


________________________________________
ติดตามตอนที่ 9
"ไม่มีคำตอบ"
กันด้วยนะจร้า~

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
ไม่เอาน๊า ดื่มเหล้าแล้วขับรถแบบนี้เดี่ยวก็เกิดอุบัติเหตุหรอก ทำไมน้องสาวไม่ห้ามพี่ชายละ
จากคุณ ปอ/(helikopter) อัพเดตเมื่อ 06/07/2554 09:19:54
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 264 ท่าน