Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
ROMANCES SCENT ? EMBRACE SCENT ? Eps02 [100%] -Aug 05 UP!!-
mu_mu_jung
? ROMANCES CODE ? Eps02
61
03/07/2554 21:42:34
13288
เนื้อเรื่อง
 

Eps.02

For Making Me Believe

 

            “เออ ยัยนี่น่ะ เมียฉัน!!

ทันทีที่ซีฟหลุดคำพูดประหลาดบัดซบนั่นออกไป ทั้งโต๊ะก็ครางฮือกับอยู่พักหนึ่งแล้วจากนั้นก็เงียบกริบ เหมือนอยู่ในโบสถ์อันศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับฉันที่อ้าปากค้างมองเขาด้วยความตกใจปนตกตะลึง

            เขาพูดเรื่องบ้าอะไร

        “ฮะๆ โกหกน่ะ ไม่มีอะไรหรอก” ฉันบอกและโบกมือให้เพื่อนๆ ที่มองหน้าซีฟนิ่งค้างตาแทบไม่กะพริบ

            ตอนนี้คงมีหลายคนเลยล่ะ ที่อยากจะลุกออกจากที่นั่งเต็มแก่แล้ว

            ซีฟกับพอสจ้องหน้ากันเหมือนเป็นหมาป่าตัวใหญ่สองตัวที่กำลังคุมเชิงกันอยู่ ทั้งคู่ไม่มีใครยอมใคร และฉันก็อยากจะเป็นกรรมการบนเวทีตัดสินให้พวกเขาชกกันให้รู้แล้วรู้รอดไป

            “เมื่อกี้ว่าไงนะ ปั้นหยา ไม่มีอะไรงั้นเหรอ แล้วที่เธอไปกอดขาฉันขอร้องไม่ให้ฉันทิ้งเธอน่ะ มันอะไรกันเหรอ หือ?” ซีฟยกท่อนแขนหนักๆ ของเขาพาดไหล่ของฉัน และยื่นมือมาบีบคางจับคางให้ฉันหันหน้าไปมาอย่างปวดหัวอีกด้วย ฮือ หมอนี่เป็นโรคจิตชอบรุนแรงกับคนอื่นหรือไงนะ

            “กอดขาเหรอ เฮอะ คุณคงไม่รู้ว่าปั้นหยานอนกับผมบ่อยจะตาย เข้ามหาลัยก็ยังไปค้างกับผมบ่อยๆ ด้วย” คำพูดของพอสทำให้ฉันแทบชักดิ้นชักงอกับพื้น

            เขาพูดความจริงนั่นมันก็ใช่ ว่ามันไม่หมดน่ะสิ

            ฉันไปค้างที่ห้องของพอสบ่อยก็จริง แต่ว่าเพื่อนคนอื่นๆ ก็ไปด้วยเหมือนกันนะ ไม่ใช่มีแค่ฉันไปคนเดียวซะหน่อย อีกอย่างตอนนี้แรงรัดที่ต้นคอของฉันดูเหมือนจะแน่นขึ้นเรื่อยๆ แล้วด้วย

            แค่กๆ เขากำลังจะฆ่าฉันให้ตายแล้ว

            “ปล่อยปั้นด้วยครับ ถ้าคุณเป็นผู้ชายจริง อย่าทำร้ายผู้หญิงสิครับ ถึงแม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นเมียคุณก็ตาม” พอสพูดแล้วก็ยิ้มกว้าง

            เรื่องชักใบให้เรือเสีย ต้องยกให้พอสเป็นที่หนึ่งไปเลย กรี๊ด นายกำลังฆ่าฉันทางอ้อมอยู่นะพอส!

        “ท่าทางคุณไม่รู้อะไรซะแล้ว ยัยนี่น่ะ ชอบให้กอดแรงๆ ครับ เพราะว่าเป็นเด็กขาดความอบอุ่น” ซีฟเองก็ไม่น้อยหน้า เมื่อถูกหยามเขาก็พร้อมท้าชน ตอนนี้เขาออกแรงกอดคอฉันแน่นขึ้นจนฉันหน้าดำหน้าแดง แล้วก็หันหน้าให้ฉันสบตากับเขาในที่สุด

            สายตาของเขาส่งมา บอกว่าถ้าไม่อยากตายก็เงียบๆ เข้าไว้ ฉันเห็นสายตาของเขาแล้วก็กลัวจับใจ จนต้องพยักหน้าให้เขาไป

            ซีฟกระตุกยิ้มที่มุมปากเหมือนตัวโกงผู้ชั่วร้ายจากนั้นก็หยิบเอาเงินพันหนึ่งมาวางบนโต๊ะแรงๆ และลุกขึ้นจากเก้าอี้ และไม่ลืมที่จะฉุดแขนให้ฉันลุกออกมาด้วย

“วันนี้ผมเลี้ยงเอง ไปแล้วครับ พอดีมีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ต้องสะสางกับปั้นหยาสักหน่อย”

เขาพูดแล้วก็กระชากฉันออกไปจากโต๊ะ โดยที่พอสได้แต่ถลึงตาใส่ฉัน และเอาลิ้นดันโพรงแก้มไปมา เพราะไม่รู้จะช่วยฉันยังไง ก็ในเมื่อฉันไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลืออะไรออกไป

            ก็ลองพูดออกไปสิ ซีฟได้บีบคอฉันตายแถวนี้แน่ๆ

            Shit!!

            ฉันได้ยินเขาพูดอะไรสักอย่างที่ฟังไม่ค่อยชัด แต่มันก็สะกิดใจฉันพอสมควรจนต้องหันไปมองหน้าเขาอย่างอยากรู้

            “มองหน้าฉันทำไม!” เขาถามเสียงแข็ง แล้วก็ลากแขนฉันไปที่ลานจอดรถของร้านอาหารที่เพิ่งเล่นละครสดๆ แล้วก็ถูกเขาลากออกมา

            “เมื่อกี้นายเรียกชื่อตัวเองเหรอ?” ฉันถาม และเขาก็ถอนหายใจพลางทำหน้าหมดอาลัยตายอยาก

            “ฉันสบถ ไม่ได้เรียกชื่อตัวเอง!” เขาทำเสียงดัง ส่วนฉันก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

            “คำว่า ‘Ziff’ เนี่ย มันเป็นคำด่าเหรอ?

            God damn, Shit!!

            ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ซีฟถึงได้พูดชื่อตัวเองตลอดเลย เขาเป็นอะไรไปแล้วนะ

 

            ฉันนั่งรถไปกับเขาและโผล่อีกทีที่ห้องชุดของเขา เพราะว่ามึนๆ งงๆ สะลึมสะลือในตอนแรกฉันเลยเดินตามเขามาอย่างง่ายดาย แต่พอเห็นว่านี่เป็นห้องชุดของเขา ฉันก็เด้งตัวติดกับประตูทันที แต่พอจะออกไปซีฟก็ชูคีย์การ์ดที่มีไว้ใช้เข้าออกที่นี่ให้ฉันดู

            “ถ้าไม่มีไอ้นี่ เธอออกไปจากที่นี่ไม่ได้หรอก ระวังจะถูกใครลากเข้าห้องด้วยล่ะ แถวนี้พวกเฒ่าหัวงูเยอะนะ” ซีฟยักคิ้วให้ฉัน ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องอีกห้องหนึ่ง

            “เดี๋ยวสิ! แล้วที่นี่มันที่ไหนกันล่ะ ฉันอยากกลับห้องไปนอนแล้วนะ” ฉันครวญคราง รู้สึกว่าร่างกายหมดพลังงานไปหมด เพราะสาเหตุหลายๆ อย่าง

            เมื่อวานก็นอนน้อย ทำงาน เดินไปเดินมา อ้อนวอนขอร้องซีฟ แล้วก็ตากแอร์ในห้องโถงที่คณะวิศวะทำให้ฉันครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้ คนที่พามาก็ไม่ได้สนใจฉันเลย ฮือ

        “ตอนนี้จะตีสามแล้ว บอกตรงๆ ฉันไม่มีแรงจะขับรถไปส่งเธอที่หอของเธอแล้วก็ขับรถกลับมาที่นี่อีกหรอก พรุ่งนี้ฉันมีเรียนเช้า!” ซีฟตะโกนออกมาจากในห้อง และฉันก็รูดตัวนั่งลงกับพื้นอย่างหมดแรง

            “ฉันไม่ได้อยู่หอนะ ฉันอยู่อพาร์ตเม้นต์คนเดียว”

            “เว้ย! มันก็เหมือนกันนั่นแหละ ฉันไม่อยากจะไปส่งเธอ!!

            “ไม่เหมือนนะ หอกับอพาร์ตเม้นต์มันเหมือนกันที่ไหนกันล่ะ” ฉันเถียงกลับไป และได้ยินเขาร้องคร่ำครวญออกมาจากข้างใน

            Shit, Damn it!!

            ทำไมเขาถึงพูดชื่อตัวเองอีกแล้วล่ะ ไม่มีอะไรจะอุทานออกมาแล้วหรือไงกันน่ะ ฉันนั่งหน้าละห้อยอยู่หน้าประตูห้องพักของเขาอยู่ไม่นาน ซีฟก็เดินออกมาจากห้องด้านในด้วยสภาพที่ล่อแหลมสุดๆ เพราะเขาใส่แค่กางเกงนอนขายาวสีเทาหม่นๆ ติดตัวเพียงตัวเดียวเท่านั้น

            ท่อนบนเปลือยเปล่า เผยให้เห็นช่วงอกของผู้ชายรูปงามสุขภาพดีน่าหลงใหล ทุกอย่างรวมกันมันทำให้เลือดกำเดาของฉันจะมากองรวมกันที่รูจมูกอยู่แล้ว

            “เฮ้ย!” ฉันเผลอมองเขาอยู่นาน เมื่อตั้งสติได้ก็ยกมือขึ้นมาบังตาตัวเองทันที

            “ผู้หญิงอะไรวะร้องเฮ้ย โอ๊ย ฉันปวดหัว” ซีฟครางแล้วก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาท่าทางเหมือนเพิ่งกลับมาจากสนามรบ ส่วนฉันก็เหมือนเพิ่งออกมาจากโรงหนังสยองขวัญ

            ทำไงดี ฉันเห็นท่อนบนเปลือยเปล่าของเขาไปแล้ว อามันน่ามองมากเลย

        …………………………

            กรี๊ด ฉันคิดอะไรออกไปเนี่ย

            “ไปอาบน้ำไป ฉันง่วงแล้ว ตาปิดแล้วไม่ไหวแล้ว” ซีฟครางเบาๆ แล้วก็ยกท่อนแขนปิดหน้าตัวเองเอาไว้ แถมยังตะแคงหน้าเข้ากับพนักพิงโซฟาอีกต่างหาก

            ท่าทางนั้นบอกว่าเขาไม่อยากจะคุยกับฉันใช่ไหม

            “ฉันไม่ได้เอาชั้นในมาด้วยเลย งั้นขอยืมเครื่องซักผ้านายหน่อยได้มั้ย?” ฉันถามเขา และสังเกตเห็นว่าใบหูขาวๆ ของเขาแดงเรื่อขึ้นมาทันตาเห็น

            นั่นเขากำลังโกรธหรือกำลังอายอยู่กันแน่นะ

            “ห้องฉันไม่มีเครื่องซักผ้า ฉันส่งซักที่ร้านซักแห้งของคอนโด” เขาบ่มงึมงำ ในขณะที่ฉันก้มลงมองตัวเองด้วยสภาพที่อนาถใจ

            “งั้นฉันขอซักแล้วตากในห้องน้ำของนายได้มั้ย?” ฉันถามอีก และคราวนี้เขาโวยวายก่อนจะปาหมอนอิงใส่ฉันใหญ่เลย

            “จะทำอะไรก็ทำไปเลย ไม่ต้องมาขอฉัน! เขาตวาดลั่น และฉันก็เบี่ยงตัวหนีกระสุนหมอนที่เขาระดมเขวี้ยงใส่ฉันไปด้วย

            “แต่ฉันไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน จะให้ฉันเปลือยเหรอ” ฉันพูดอีก และเขาก็ผุดลุกขึ้นมาจากโซฟาและจ้องหน้าฉันอย่างฉุนๆ

            “ไม่ต้องอาบมันแล้ว ไม่ต้องทำอะไร นอนตรงหน้าประตูนั่นแหละ” เขารัวคำพูดเป็นชุดๆ แต่ว่าใบหน้ายังแดงก่ำจนดูน่าตลก

            “ก็มันจำเป็นจริงๆ นี่นา” ฉันพึมพำบอกเขาเสียงอ่อน และเขาก็ยกมือขึ้นเสยผมอย่างหงุดหงิด

            “งั้นฉันต้องลงไปที่มาร์เก็ตข้างล่างแล้วก็ซื้อชั้นในให้เธออย่างนั้นเหรอ!? ซีฟถามด้วยใบหน้าที่แดงซ่านมากกว่าเดิมเกือบเท่าตัว

            มันดูน่ารักและตลกไปพร้อมกันยังไงก็ไม่รู้สิ

            “ที่นี่มีขายด้วยเหรอ จริงดิ งั้นซื้อให้ฉันหน่อยได้มั้ย!?

            “อ๊ากกกกกกกกกกกก ฉันอยากจะบ้าตาย!!

 

            ตอนนี้ฉันกำลังกลับมาง่วงอีกครั้ง หลังจากที่ร่างกายโดนน้ำเข้าไป ร่างกายของฉันเหมือนสสารที่กำลังจะละลายตัว ทุกอย่างมันทำให้ง่วงไปหมด ฉันรีบใส่เสื้อผ้าก่อนที่เปลือกตาจะปิดลง การอาบน้ำทำให้ฉันง่วงมากถึงมากที่สุด และกำลังจะกลายเป็นหอยทากเลื้อยไปกับพื้น

            ซีฟใจดีมากเลยนะ เขาลงไปซื้อชุดชั้นในมาให้ฉันด้วยล่ะ แม้ว่าสีหน้าของเขาจะเหมือนอนาคอนด้าที่เตรียมงับคอฉันมากแค่ไหนก็ตาม

            ฉันใส่เสื้อผ้าเสร็จแล้วก็ตั้งใจจะเดินออกมาถามซีฟว่าให้ฉันนอนที่ไหนดี เพราะเป็นแค่คนมาขอพักครั้งคราวจะนอนในห้องนอนของเขาเลย มันก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ ถึงแม้ว่าตอนนี้ฉันจะซักชั้นในและตากที่ห้องน้ำภายในห้องนอนของเขาไปแล้วก็ตาม

            “ซีฟ” ฉันเดินง่วงๆ และยกมือขยี้ตาไปด้วยตอนที่เดินไปหาเขาที่โซฟาด้านนอก

            เขาใช้แขนตัวเองรองท้ายทอยแทนหมอนและเหมือนจะหลับไปแล้ว ฉันเห็นแล้วก็รู้สึกเห็นใจเขาขึ้นมา เพราะรู้ดีว่าพวกวิศวะเรียนหนักมากแค่ไหน วันนี้ทั้งวันเขาเทียวไปเทียวมาคงจะเหนื่อยน่าดู เพราอย่างนั้นฉันเลยเดินไปหยิบเอาหมอนอิงที่เขาปาทิ้งไปทั่วขึ้นมา และตั้งใจจะสอดให้เขาหนุนเงียบๆ

            เอ หรือว่าจะปลุกให้เขาไปนอนในห้องนอนของเขาดี ฉันคิดตอนที่กำลังจับแขนเขา หมายจะดึงออกมาจากท้ายทอยของเขาให้

            “ซีฟ” ฉันตัดสินใจเรียกชื่อของเขาอย่างแผ่วเบา

            และไม่นานเปลือกตาของเขาก็ค่อยๆ ลืมขึ้นมา แวบหนึ่งที่เรามองตากันและฉันก็เกิดเสียหลักล้มทับเขา บนโซฟาตัวใหญ่ที่

            หัวใจของฉันเต้นตึกตักตาโตด้วยความตกใจ และรีบยันตัวเองให้ลุกขึ้นมาจากตัวของเขาทันที ซีฟไอแค่กๆ คงจะจุกไม่น้อยที่ฉันล้มตัวกระแทกใส่ร่างเขาเต็มๆ แบบนั้น เขาหันมามองหน้าฉันอย่างฉุนเฉียวเมื่อเลิกไอแล้วฉันยิ้มและหัวเราะแห้งๆ ให้เขา ก่อนจะชูหมอนให้เขา

            “ฉันตั้งใจจะเอาหมอนมาให้น่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะเล่นมวยปล้ำกับนายเลย”

            จากนั้นซีฟก็ดันตัวให้ฉันกลับเข้ามาในห้องนอนของเขา จากนั้นเขาก็ปิดประตูดังปัง! และกระแทกเท้าเดินออกห่างจากห้องนอนไปด้วยความหงุดหงิด

            ฉันไม่แน่ใจว่าคำพูดไหนของตัวเองที่ทำให้เขาหงุดหงิดได้ถึงขนาดนั้น ไม่รู้จริงๆ นะ

 

            ตอนเช้าฉันพลิกหน้าหนีเมื่อมีคนมาปลุกให้ตื่น

            “ฉันมีเรียนตอนบ่าย” ฉันพูดงึมงำออกไปและไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาในเวลานี้

            “งั้นเหรอ ฉันมีเรียนตอนเช้า งั้นจะออกไปเลยแล้วกัน แน่ใจนะว่าไปมหาลัยเองได้น่ะ!” เสียงที่ถามกลับมาทำให้ฉันครางในคออย่างหงุดหงิด

            “อือ

            “อ้อ อีกอย่างนะ ไอ้การตากชั้นในของเธอมันโคตรชุ่ยเลย! คราวหลังหัดตากให้มันต่ำๆ หน่อยก็ดี ฉันเปิดประตูเข้าไปยกทรงของเธอมันแปะกับหน้าของฉันเลย ได้ยินมั้ย ยัยจืดชืด!

            “อื้อ!!

            “ฉันสายแล้ว งั้นไปก่อนแล้วกัน ฉันได้เบอร์โทรเธอมาแล้วนะ ส่วนเบอร์โทรฉันติดไว้ที่หน้าประตูนะ ถ้าไปมอไม่ถูกโทรมาแล้วกัน”

            “เออ! รู้แล้ว เงียบสักทีน่า หนวกหู!” ฉันตอกคอกเสียงแล้วก็ซบหน้าลงกับหมอนอีกครั้งด้วยความอึดอัดขัดใจ

            “ยัยนี่นี่มันห้องของฉันนะเว้ย ยัยแกงจืดใส่เต้าหู้!!” เขาตะคอกฉันกลับ จากนั้นฉันก็ได้ยินเสียงกระแทกฝีเท้าเดินออกห่างไปในที่สุด

            “ชิ ยัยแกงจืดงั้นเหรอ พูดเหมือนกับตาบ้าซีฟไม่มีผิดเลย”

หลังจากนั้นฉันก็หลับต่อ รู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่นาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกให้ฉันลุกขึ้นจากเตียง ได้เวลาที่ต้องไปเรียนแล้ว

            ฉันกดปิดเสียงปลุกแล้วก็ยกมือขยี้ตาด้วยความมึนงง ยัยแกงจืดที่ได้ยินก่อนหน้านี้ยังสะท้อนไปมาในหัวของฉันอยู่เลย

            แล้วไม่นานฉันก็ต้องเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจ นี่มันห้องของซีฟ ไม่ใช่ห้องนอนของฉัน!

            ฉันกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วก็เด้งตัวขึ้นมาจากเตียง วิ่งออกไปข้างนอกเผื่อว่าจะเจอใบหน้าหล่อเหลาของซีฟและกำลังตั้งท่าจะว้ากใส่ฉัน

            แต่ว่าห้องชุดที่กว้างขวางของเขาไม่มีใครอยู่เลย มีเพียงเครื่องเรือนหรูหราแล้วก็ของใช้ของซีฟเท่านั้น ฉันยกมือขึ้นมาเสยผมที่หลุดลุ่ยของตัวเอง จากนั้นก็คิดว่าเสียงสุดท้ายที่ได้ยินนั้นซีฟบอกอะไรไว้บ้าง

            “ปั้นหยา เธอต้องทำให้ซีฟหงุดหงิดอีกแน่เลย อ๊า ฉันจะทำยังไงต่อไปดีเนี่ย” ฉันครวญครางกับตัวเอง ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำ เพื่อทำธุระส่วนตัวและต้องรีบไปมหาวิทยาลัยให้เร็วที่สุด เพราะตอนนี้อีกชั่วโมงครึ่งฉันก็มีคลาสเรียนที่โดดไม่ได้แล้ว

            “ไว้ขอโทษทีหลังก็แล้วกัน”

            ฉันบอกตัวเองแล้วก็วิ่งเข้าห้องน้ำด้วยความเร็วแสง

 

            หลังจากเลิกคลาสแล้วฉันก็รู้สึกเหมือนถูกสูบวิญญาณออกจากร่าง กว่าจะมาถึงมหาวิทยาลัยได้ฉันก็แทบคลาน เพราะว่าคอนโดของซีฟอยู่ไกลจากที่นี่ไม่น้อยเลยทีเดียวน่ะสิ อีกอย่างแว่นตาของฉันก็พังไปแล้วด้วย ตอนนี้สายตาของฉันเลยเหมือนคุณยายแก่ๆ ที่สายตาฝ้าฟางไปหมดแล้ว

            ฉันโบกมือให้เพื่อนเมื่อพวกเขาตั้งท่าจะถามเกี่ยวกับเรื่องของซีฟ ฉันรีบหนีโดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่า

            “ฉันต้องไปทำวิจัยแล้วน่ะ ไปน้า!

            จากนั้นฉันก็มาหยุดอยู่หน้าคณะวิศวะด้วยอาการหอบแฮ่กๆ บ้าที่สุด ทำไมคณะนี้ต้องมาตั้งอยู่หลังมหาวิทยาลัยที่อยู่ห่างไกลจากโลกแบบนี้ด้วยนะ

            ฉันหอบกล่องใส่เค้กมาให้หนุ่มๆ ด้วย หลังจากที่หันซ้ายหันขวา ไม่รู้ว่าจะผ่านประตูหลักของคณะวิศวะไปที่ห้องโถงทำวิจัยได้ยังไงดี แล้วฉันก็ยิ้มกว้างเมื่อคิงผู้ชายที่ฉันเผลอทำเรื่องน่าอายกับเขาไป มาช่วยเปิดประตูให้ นักศึกษาชั้นปีสูงๆ ของที่นี่จะมีคีย์การ์ดที่ไว้ใช้ผ่านประตูเข้าไป คนนอกหรือเด็กเข้าใหม่จะยังไม่สามารถใช้ห้องโถงของคณะตอนดึกๆ หรือนอกเวลาราชการได้ เรื่องนี้ฉันรู้มาจากคิง เมื่อเราเข้ามาด้วยกัน

            “แต่ฉันก็เป็นคนนอกนะคะ แบบนี้คุณไม่แย่เหรอคะ” ฉันถามด้วยความหวั่นใจ กับความจริงอีกอย่างที่เพิ่งได้รับรู้

            “ก็เงียบๆ ไว้สิครับ จะมีใครรู้ล่ะ” เขาขยิบตาให้ฉันอย่างน่ารัก แล้วก็ทำท่าจะเดินไปอีกทาง เพื่อแยกไปทำการวิจัยของเขา

            “เดี๋ยวค่ะ ขอบคุณเรื่องประตูนะคะ รับเค้กไปหน่อยนะคะ” ฉันบอกแล้วก็เปิดกล่องเค้กกล่องใหญ่ ซึ่งข้างในยังมีกล่องเค้กเล็กๆ อีกหลายสิบชิ้น

            “โอ๊ะ! ขอบคุณครับ ผมจะทานให้อร่อยเลย” เขายิ้มให้ฉันอีกที ก่อนจะแยกตัวไป

            ฉันเองก็ตรงดิ่งไปหาซีฟที่กำลังเลื่อยไม้ด้วยท่าทางทะมัดทะแมงไม่ได้รู้สักนิดว่าฉันมาถึงแล้ว ฉันเอามือจุ๊ปากให้ทุกคนเงียบเสียง เพราะอยากจะเซอร์ไพร์สเขา

            “ซีฟคะ” ฉันกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่หวานหยดย้อย ทำเอาเขาสะดุ้งเฮือกและหันมามองหน้าฉันทันที

            เสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากและจมูกของเขาแตะถูกแก้มของฉัน มันทำให้ฉันร้อนฉ่าไปทั้งหน้า แต่คนอื่นไม่ทันได้สังเกตเห็น เพราะว่าซีฟปล่อยเลื่อยออกจากมือและทำมันหล่นเกิดเสียงดังโครมคราม ฉันเองก็พลอยโซซัดโซเซตามไปด้วย

            ยังดีว่าเขารวบตัวของฉันเอาไว้ ก่อนที่ฉันจะนอนจมกองเลือดเพราะเลื่อยที่นอนแอ้งแม้งรอรับฉันที่พื้น

            “ยัย!!” เขาตะคอกเสียงกลับมา และตามด้วยเสียงหัวเราะของคนอื่นที่ดังลั่น

            หัวใจของฉันเต้นรัวจนฉันกลัวว่าตัวเองจะขาดหายใจตายไปซะก่อน อ้อมแขน และกลิ่นน้ำหอมของเขาติดอยู่ที่ปลายจมูกของฉัน มันทำให้ปั่นป่วนหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก

            “อยากหน้าแหกเหรอ ฉันถือเลื่อยอยู่ไม่เห็นรึไง อยากพิการรึไง ฮะ!!” เขาตวาดอย่างน่ากลัว

            แต่ในน้ำเสียงนั้น ฉันจับได้ถึงความห่วงและความอ่อนโยนของเขาเต็มเปี่ยม เพราะอะไรนะ ฉันถึงได้ชอบฟังเสียงเขาตอนที่เขาดุด่าฉัน และตอนที่เขาโอบกอดฉันเอาไว้อย่างนี้

            “ไปให้ห่างเลยนะ แว่นตาไม่ใส่อีกแล้ว ยัย ฉันอยากจะบีบคอเธอจริงๆ ให้ตายเถอะ!

            “ใจเย็นซีฟปั้นหยาซื้อเค้กมาด้วย น่าอร่อยมากเลยล่ะ” เป็นกอล์ฟที่ห้ามทัพ และเรียกให้ซีฟหยุดพักก่อน

            “ฉันไม่ชอบของหวาน” เขาพูดเสียงแข็ง แต่ว่าอ้อมแขนของเขากลับนุ่มนวลอบอุ่นบอกไม่ถูก

            “อร่อยนะซีฟ ผมได้จากปั้นหยาคนแรกเลย หวานมากๆ” คิงที่โผล่ขึ้นมาจากฉากกั้นแต่ละทีม เขาโผล่มาแค่หน้าและชูเค้กที่ทานไปแล้วครึ่งหนึ่งให้ซีฟดู

            และตอนนี้ฉันเริ่มสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่ลอยมาจากตัวของซีฟที่ยังโอบประคองฉันอยู่

            “งั้นเหรอ อร่อยมากเลยเหรอคิง

            “ใช่ หวานมาก ไปล่ะ ตั้งใจทำงานนะ” คิงหัวเราะคิกคักแล้วก็หายไป ทิ้งไว้แค่ซีฟที่เริ่มเปลี่ยนสีหน้าไปทีละน้อย

            พวกคนอื่นที่กำลังแกะกล่องเค้กอย่างตื่นตาตื่นใจก็ชะงักเมื่อเห็นสีหน้าและแววตาของซีฟเข้า

        “ห้ามแตะเค้กพวกนั้นเลยนะพวกแก” เขาบอกเสียงเรียบ และแต่ละคนก็กลืนน้ำลายลงคอกันอึกใหญ่

            “ฉันจะทานเองให้หมด ใครเสนอหน้าแตะเค้กพวกนั้นฉันจะเอาเลื่อยปาดคอมันให้หมด ฮะๆๆ”

            แย่แล้ว ตอนนี้ซีฟกำลังอยู่ในแบล็คโหมด ฉันต้องตายแน่เลย ฮือ

 

            อยากจะหัวเราะ ตอนนี้ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ก็ตอนนี้เราย้ายมาอยู่ที่ร้านอาหารหลังจากที่ทำการวิจัยด้วยกันไปหลายอย่างแล้ว ฉันได้ข้อมูลจากพวกเขาเยอะเลยทีเดียว สำหรับโปรเจ็คงานที่ได้รับมา และคิดว่าถ้ามันโอเคอย่างนี้เรื่อยๆ ฉันอาจจะทำรายงานเสร็จก่อนเลยก็ได้

            ทุกคนเฮฮาสั่งอาหารกันเหมือนเพิ่งกลับมาจากสนามรบ แต่ว่าคนที่อาสาเป็นเจ้ามืออย่างซีฟกำลังเอามือปิดปากและหันหน้าออกไปนอกร้าน

            เรื่องของเรื่องก็ไม่มีอะไรมากมาย เขาอยากโลภทานเค้กคนเดียวหมดนั่นเข้าไปเลยมีอาการอย่างนั้นแหละ มันก็ตลกดีนะ เพราะว่าเค้กกล่องเล็กๆ กว่าสิบกล่องเขายัดใส่ท้องได้ทั้งหมด นับเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ หลายคนที่อิจฉาในตอนแรก ตอนนี้กลายเป็นแอบหัวเราะลับหลังเขาด้วยความสะใจแทน

        “ทานไรดีซีฟ” เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มถามด้วยเสียงที่เจือเสียงหัวเราะไป และคนที่ถูกถามก็หันหน้ามามองตาเขียวทันที

            ฉันอดที่จะซ่อนยิ้มไว้ใต้หนังสือเมนูไม่ได้ แต่คนเอาแต่ใจอย่างซีฟก็กระชากเมนูออกแล้วมองหน้าฉันอย่างหาเรื่อง เหมือนจะถามว่าหัวเราะทำไม

            และพอเราสบตากันฉันก็อดคิดไปถึงตอนนั้นไม่ได้ ที่เขากอดฉันเอาไว้ เท่านั้นฉันก็หลบสายตาเขามองแค่นาฬิกาข้อมือสีดำที่ตัดกับผิวขาวๆ ของเขาแทน

            “ฉันไม่ทาน บ้าจริง อยากอ้วก” เขาบ่นพึมพำและฉันก็หัวเราะคิกคักเช่นเดียวกับคนอื่น

            ก็ใครใช้ให้เขาทานเค้กนั่นคนเดียวจนหมดล่ะ ท่าทางท้องเขาตอนนี้คงจะปั่นป่วนน่าดู แต่สุดท้ายเขาก็สั่งอะไรไม่รู้มาทานจนได้

            ฉันเองก็สั่งพริกแกงไก่มาทานเพราะเห็นรูปในเมนูแล้วมันน่าทานมาก แต่พอตักเข้าปากคำเดียวลิ้นฉันก็แทบจะไม่รับรส เพราะนี่เป็นแต่พริกล้วนๆ

            ซีฟที่มองฉันอยู่นานก็ได้โอกาสหัวเราะทันที ฉันถลึงตาใส่เขาอย่างฉุนๆ ก่อนจะยกมือฟาดเขาหลายทีซ้อน

            “ทำไมไม่บอกว่ามันเผ็ดล่ะ” ฉันบ่นน้ำตาคลอก่อนจะหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่ม

            “ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วนะว่าพริกแกงน่ะ” ซีฟยิ้มเยาะฉันอย่างเห็นได้ชัด

            ฉันมองหน้าเขาอย่างแค้นเคือง โดยที่คนอื่นไม่ยอมออกตัวช่วยฉันสักคน ถ้าฉันเป็นผู้ชายล่ะก็นะ ฉันจะไม่ยอมเขาหรอก แต่โชคไม่ดี ที่ฉันเป็นผู้หญิงอ่อนแอไปซะน่ะสิ

            “ทานไม่ได้เหรอปั้นหยา แลกกันมั้ย?” และเป็นเพื่อนของซีฟอีกคน ที่ฉันยังจำชื่อของเขาไม่ได้ เอ่ยปากแลกอาหารของฉันกับเขา

            “ผมเป็นผัดผักบุ้งน่ะ ทานมั้ย ไม่เผ็ดนะ” เขาบอกและดันจานอาหารของเขามาตรงหน้าฉัน

            แต่ก่อนที่ฉันจะทันได้พูดอะไรออกไป มือของซีฟก็ดันจานอาหารจานนั้นของเขากลับไป รวมไปถึงดึงจานข้าวของฉันไปตรงหน้าเขาแทน

            “เดี๋ยวฉันทานเอง ฉันสั่งแกงจืดกับไข่เจียวไว้ เธอทานอันนั้นก็ได้” ซีฟบอกเสียงเรียบจากนั้นก็เริ่มต้นทานข้าวเงียบๆ

            ฉันมองหน้าเขาแล้วก็ไม่เข้าใจ

            เขากำลังทำให้ฉันเข้าใจผิดเงียบๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ การกระทำของเขาที่ผ่านๆ มาจนกระทั่งถึงตอนนี้ มันทำให้ฉันอยากจะคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าเขาน่ะกำลังชอบฉันอยู่

            รวมไปถึงเพื่อนคนอื่นๆ ด้วยเช่นกันที่กำลังมองเราสองคนและพากันยิ้มแปลกพิกล จนฉันไม่อยากจะนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไป ติดแค่ว่าเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ที่ยังติดอยู่กับต้นแขนของฉัน มันอาจจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ฉันอยู่ข้างๆ ซีฟ หรือไม่ มันก็เป็นพียงเหตุผลที่ไม่มีน้ำหนักเอาซะเลย

            และบางที มันอาจจะมีเหตุผลที่ไร้สาระบางอย่าง ที่ทำให้ฉันและเขาได้มารู้จักกัน

 

            “แล้วนี่พักที่ไหนน่ะ” ซีฟถามฉัน หลังจากที่เรานั่งทานอาหารและพูดคุยกันจนฉันสนิทกับเพื่อนๆ ของเขามากขึ้นกว่าเดิม จนพูดจาหยอกล้อกันได้สบายๆ

            รู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปจนเข้าวันใหม่ซะแล้ว ตอนนี้เกือบจะตีหนึ่งและฉันก็รู้สึกง่วงสุดๆ เลยด้วย

            “แถวซอยสิบสามแน่ะ” ฉันบอกและรู้สึกว่ามันจะตรงกันข้ามกับคอนโดของเขาคนละซีกโลกเลย

            “พักใกล้ๆ กับฉันนี่นา ไปด้วยกันมั้ย?” เพื่อนของซีฟอีกคน(จำชื่อไม่ได้) ตะโกนบอกมา ทำให้ฉันหันไปยิ้มให้เขาทันที

            ถ้าฉันขอติดรถไปส่งเขามันจะดีหรือเปล่านะ

            แต่ฉันก็ทำได้เพียงแค่คิด เมื่อซีฟดึงคอเสื้อของฉันเอาไว้และลากให้ไปยืนข้างๆ เขาให้ใกล้มากกว่าเดิม เพื่อนของเขาเลยยิ้มล้อเลียนและโบกมือเดินไปอีกทางหนึ่ง

            “นายจะไปส่งฉันเหรอ” ฉันถามอย่างไม่มั่นใจเท่าไหร่นัก แต่ว่าเขาก็พยักหน้าง่ายๆ

            เมื่อคืนวานตอนตีสามเขาบอกจะไม่ไปส่งฉันเพราะเหนื่อย แสดงว่าลิมิตพลังงานของเขามีถึงตอนตีสามเท่านั้น ฉันยิ้มแล้วก็พยักหน้าให้ตัวเองก่อนจะเดินตามหลังซีฟไปขึ้นรถเงียบๆ ท่าทีของเขาดูเมินเฉยไม่สนใจอะไร เขาดูไม่เป็นมิตรเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ ในกลุ่มของเขา

            แต่ก็น่าแปลก เพราะมันยิ่งทำให้ฉันยิ้มกว้างได้มากขึ้น

            เพราะเพื่อนคนอื่นของซีฟดีกับคนทั่วๆ ไปด้วย ผิดกับซีฟที่ดีกับฉันเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ถ้าอย่างนั้น ฉันจะใจดีกับเขาและดูแลเขาให้มากกว่าคนอื่นๆ มันคงไม่ใช่เรื่องผิดใช่ไหม

            “ขอบคุณนะที่มาส่ง” ฉันบอกขอบคุณซีฟ เมื่อเขาขับรถมาส่งถึงอพาร์ตเม้นต์ของฉันแล้ว

            “อือ” เขาครางรับในคอเหมือนไม่ใส่ใจอะไร และไม่มองหน้าฉันด้วย

            ไม่รู้ว่าฉันไปทำอะไรให้เขาโกรธอีกหรือเปล่า เพราะดูเหมือนคนคนนี้จะโกรธง่ายและเป็นเรื่องอะไรที่ไม่เข้าท่าซะด้วยสิ

            เอาเถอะ เขาก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่นา

            “แล้วไอ้เครื่องนี้จะเอาเลยมั้ย?” ฉันถามซีฟเกี่ยวกับเครื่องวัดการเต้นของหัวใจ ที่ยังติดแขนอยู่เหมือนเดิม

            “ยังไม่เอา คืนนี้เธอใส่ไว้ด้วยนะตอนนอน ฉันอยากรู้ว่าตอนนอนหัวใจของเธอจะเต้นเท่าไหร่น่ะ วันนี้เธอไม่ได้มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นใช่มั้ย เช่น โกรธ หรือว่าตื่นเต้นน่ะ” เขาหันมาถามฉัน พลางขยับเครื่องวัดการเต้นของหัวใจอีกหน่อย

            แสงไฟที่มืดสลัวในรถของเขาทำให้ฉันมองเห็นใบหน้าของเขาแตกต่างไปจากเดิม และนั่นทำให้หัวใจของฉันพลันเต้นตึกตักขึ้นมาอีกครั้ง เพราะกลัวว่าเขาจะมองเห็นว่าตอนนี้ฉันกำลังตื่นเต้น ฉันเลยขยับตัวออกห่างจากเขา ไม่ให้เขาได้เห็นว่าตอนนี้หัวใจของฉันเต้นแรงมากแค่ไหน

            “ไม่มีอะไรทั้งนั้น ฉันไปนะ ง่วงแล้วน่ะ” ฉันบอกซีฟ ฉันเพิ่งจะมามีความรู้สึกตื่นเต้นก็ตั้งแต่ตอนที่เขาโอบร่างของฉันเอาไว้

            บ้าจริง มันเป็นเพราะอะไรกันนะ

            “ถ้าไม่มีความรู้สึกอะไรจริงๆ ก็ไม่มีอะไรต้องเขียน แต่คืนนี้ฉันจะเก็บข้อมูลตอนนอนของเธอไว้ด้วยน่ะ ยังไงก็ใส่ไว้หน่อยละกัน” เขาบอกและถอนหายใจ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

            แต่ที่รู้ สงสัยว่าเขากำลังอยากจะอาเจียนแหงๆ เพราะยัดเข้าไปทั้งเค้กแล้วก็ข้าวซะขนาดนั้น ฉันทนไม่ไหวเลยต้องยื่นมือไปแตะหน้าผากเพื่อวัดอุณหภูมิของเขา

            “อืม” ฉันครางในคอ ส่วนซีฟก็มองหน้าฉันตาไม่กะพริบ

            “กลับไปทานยาลดกรดในกระเพาะด้วยนะ พนันได้เลยว่านายต้องไม่สบายท้องอยู่แหงๆ” ฉันบอกแล้วก็เช็ดเหงื่อตรงไรผมของเขาอีกหน่อย หลังจากที่แอบเลิกผมที่ปรกหน้าของเขาขึ้น เพราะอยากจะเห็นใบหน้าเต็มๆ ของเขา

            ดวงตากลมโตของเขาก็ยังจ้องมองฉันเหมือนกำลังพิจารณาอะไรบางอย่างอยู่คนเดียว ฉันยิ้มแล้วก็ชักมือกลับมาเมื่อรู้แล้วว่าเขาไม่ได้ป่วย

            “รีบนอนด้วยนะ ฉันรู้ว่านายนอนน้อย พักผ่อนเยอะๆ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ” ฉันบอกก่อนจะปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัว ซีฟก็ยังเอาแต่มองจนฉันชักประหม่าขึ้นทุกที

            “ฝันดี ปั้นหยา

            “ฝันดี ซีฟ

 

            อีกวันฉันไม่ได้เจอซีฟ เพราะเขาต้องไปทำธุระอะไรบางอย่าง และมันก็เหงาอย่างบอกไม่ถูก ฉันนั่งเหม่อมองดูเพื่อนๆ ของซีฟเขียนโปรแกรม ประกอบเครื่องมือ แล้วก็อะไรไม่รู้เยอะแยะไปหมด มันเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต และฉันก็เอาแต่มอง และมองดูอย่างเดียวเท่านั้น เวลาพวกเขาพูดศัพท์เทคนิคอะไร ก็เหมือนว่าฉันนั้นหลุดเข้ามาในโลกใบใหม่ที่อะไรๆ ก็แปลกแตกต่างจากโลกของฉันไปหมด

            แค่ซีฟหายไปเท่านั้น มันกลับทำให้ฉันเหงาขึ้นมาอย่างจับใจ น่าแปลกดีเหมือนกัน

            และหลังจากที่นั่งมึนงงสับสนว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน มานั่งทำอะไรอยู่ที่คณะวิศวะแล้ว ฉันก็พาตัวเองกลับมาที่อพาร์ตเม้นต์เพื่อทำรายงานของตัวเองต่อ

            เฮ้อรู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ

            และอีกวันฉันก็ได้โทรศัพท์สายแปลกๆ ที่โทรเข้ามา เสียงที่สั่นๆ ฟังอะไรไม่ชัดทำให้ฉันเอะใจ ว่านี่อาจจะเป็นโทรศัพท์ของพวกโรคจิตก็เป็นได้

            “นี่คุณเป็นใครน่ะ” ฉันถาม และรู้สึกไม่สบายใจเอาซะเลย ที่ได้ยินเสียงอือๆ อาๆ ฟังไม่ได้ศัพท์มาจากปลายสายไม่หยุด

            (อาอื้อ อา)

        แย่แล้ว มันต้องเป็นโรคจิตที่น่ากลัวมากแน่ๆ ถึงได้กล้าโทรมาในตอนกลางวันแสกๆ แบบนี้ ไม่รอช้าฉันกดบล็อกเบอร์ของมันในทันใด

            “ชิ ฉันไม่ต่อสาวยาวยืดกับแกหรอกนะจะบอกให้ ไอ้โรคจิตเอ๊ย!!” ฉันสาปแช่งมันอีกหลายทีซ้อน ก่อนจะยักไหล่และมองโทรศัพท์ของตัวเองด้วยความขยะแขยง

            และเมื่อเดินออกมาจากคณะหลังที่เรียนเสร็จแล้ว ฉันก็เจอกับซีฟที่ยืนกอดอกรออยู่หน้าคณะพอดี เรียกสายตาของสาวๆ คณะมนุษย์ฯ ได้อย่างดีทีเดียว ฉันรีบเดินไปหาเขาเพราะกลัวว่าถ้าให้เขารอนานไปมากกว่านี้ ไม่แคล้วว่าเราสองคนต้องได้ทะเลาะกันอีกแน่ๆ

            “ต้องให้โมโหทุกทีสิน่า” เขาพึมพำและเดินนำหน้าฉันไปยังรถที่เขาจอดรออยู่

            ฉันมองตามแล้วก็ต้องเอียงหน้าไปมาด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่ารถคันที่เขากำลังเดินไปเปิดประตูน่ะไม่ใช่รถคันเดิมที่ฉันนั่งมาก่อน

            “ฉันเพิ่งถอยมาน่ะ เธอได้นั่งคนแรกเลยรู้มั้ย?” เหมือนว่าเขาจะรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่

            เขาเลยยิ้มและเปิดประตูให้ฉันด้วย คราวนี้ฉันเอนตัวถอยห่างจากเขาอีกหน่อย เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับซีฟคนเดิมที่ฉันรู้จักเลย

            “เข้าไปสิ ยืนเซ่อทำไมล่ะ ฉันจะไปคณะ” เขาบอกและผลักให้ฉันเข้าไปข้างใน ย้ำจริงๆ ว่าผลัก

            ฉันนั่งในรถแล้วก็อดที่จะส่งค้อนให้เขาไม่ได้ ผู้ชายบ้าอะไร นิสัยแย่ที่สุด สีหน้าที่กำลังบอกว่าโกรธของฉันเนี่ยทำให้เขาอารมณ์ดีสินะ ถึงได้เอาแต่ยิ้มไม่หุบแบบนี้ แถมยังเป็นรอยยิ้มที่เยาะเย้ยอีกต่างหาก ฉันล่ะเกลียดผู้ชายคนนี้จริงๆ ให้ตายเถอะ

            “เหม็นกลิ่นเบาะจัง” ฉันทำหน้างอง้ำไม่พอใจ เพราะกลิ่นของใหม่จากรถของรถมันทำให้ฉันวิงเวียนไปหมด

            “ไปหาอะไรทานกัน เดี๋ยวจะทำวิจัยต่อเลย” เขาไม่สนใจคำพูดของฉัน และออกรถอย่างรวดเร็ว

            “เมื่อวานไปไหนมาเหรอ” ถามไปแล้วก็ไม่แน่ใจ ว่าตัวฉันเองมีสิทธิ์ที่จะถามเขาหรือเปล่า แต่ว่าฉันก็อยากรู้จริงๆ ว่าเขาไปไหนมา

            “ก็ซื้อรถคันนี้ไง” เขาบอกแล้วก็มุ่งหน้าตรงออกไปทางออกของมหาวิทยาลัย

            “ไม่ไปคณะเหรอ” ฉันถามเขา เมื่อทิศที่เขากำลังมุ่งไปไม่ใช่คณะวิศวะอย่างที่เข้าใจ

            “ก็เพิ่งบอกไปหยกๆ ว่าจะไปหาอะไรทาน”

            “งั้นฟาเฟ่ต์ อยากทานมากเลย” ฉันบอกแล้วก็คว้าเข็มขัดนิรภัยมาคาดให้ตัวเอง

            “บอกว่าข้าว ทานไอศกรีมแล้วจะมีแรงทำงานได้ไง”

            “งั้นก็ร้านเค้กที่เปิดใหม่ดีกว่า ฉันอยากทานมาการอง” พอพูดไปเขาก็ยื่นมือมาเขกหัวฉันทันที

            “พาสต้าแล้วกัน” เขาสรุปเองเสร็จสรรพ แล้วก็หมุนพวงมาลัยอย่างชำนาญ

            ฉันนั่งในรถของเขาด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะรถคันนี้ดูหรูหรามากเลย เมื่อแอบเหล่มองเขาหลายทีแล้ว ฉันก็ทำใจกล้ากดปุ่มเครื่องเสียงในรถของเขาทันที และก็หันไปมองปฏิกิริยาของเขาด้วย เห็นเขายิ้มที่มุมปากไม่ได้มองหน้าฉัน ฉันเลยหยิบเอาเครื่องเล่นเพลงเอ็มพีสามของตัวเองเสียบกับ USB เครื่องเสียงของเขา

            เมื่อเขาไม่ว่าอะไรฉันก็เลือกเล่นเพลงที่ตัวเองชอบทันที แล้วก็หันไปยิ้มให้เขาด้วย

            “ท่าทางของเธอเหมือนเด็กๆ ที่กำลังสนุกกับการแอบเล่นของเล่นเลย” เขาบอกและฉันก็ไม่เถียง

            “รถนายเจ๋งจัง” ฉันบอกแล้วก็ยิ้มแป้นก่อนจะสำรวจนั่นนี่ไปด้วย

            “พ่อไม่ให้ฉันขับรถล่ะ เพราะว่าวันก่อนฉันเสยรั้วพังไปหมด” ฉันพูดไปเรื่อยเปื่อย และได้ยินเสียงหัวเราะของซีฟดังลั่น

            “อยู่กับเธอแล้วไม่เบื่อเลยแฮะ” เขาหัวเราะจากนั้นก็หักพวงมาลัยไปที่ร้านอาหารร้านหนึ่ง

        “เมื่อกี้ว่าไงนะ” ฉันถามซีฟเพราะเมื่อกี้ได้ยินเสียงเขาไม่ค่อยถนัด

            “คนอื่นรออยู่กันแล้วล่ะ”

            “งั้นเหรอ

 

            เพราะว่าพวกวิศวะอยากจะทำการวัดการเต้นของหัวใจทั้งฉันและผู้ชาย นั่นคือซีฟที่ถูกถีบให้ออกมาทำการวิจัยร่วมกับฉัน ดังนั้นเราสองคนเลยต้องใส่เครื่องวัดการเต้นของหัวใจไปด้วย และก็มีเรื่องแปลกอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือซีฟเอาแต่มองหน้าฉันตาไม่กะพริบ

            “มีอะไรเหรอ?” ฉันถามออกไปอย่างทนไม่ไหว รู้สึกอึดอัดบอกไม่ถูกกับสายตานั่นของเขา

            “ฉันโทรหาเธอหลายสายแล้วนะ ทำไมไม่ติดเลย”

            “โทรเหรอ นายมีเบอร์ของฉันด้วยเหรอ?” ฉันถามด้วยความไม่รู้จริงๆ แต่ซีฟทำหน้าเหมือนอยากตบหน้าฉันอีกแล้ว

            “ฉันมีตั้งนานแล้ว เธอเอ๋อจำไม่ได้เลยเหรอไง” เขาพูดพลางชักสีหน้าใส่ฉันอย่างไม่พอใจ จากนั้นเขาก็หยิบเอามือถือของเขาขึ้นมา

            “เนี่ย โทรไปไม่ติดอีกแล้ว โทรศัพท์เธอไม่เคยชาร์ตมันสินะ” เขาบอกและมองหน้าฉันอย่างไม่พอใจเท่าไหร่

            ฉันรู้สึกเหมือนว่าโทรศัพท์สั่นๆ เลยหยิบขึ้นมาดูก็ปรากฏว่ามีสัญลักษณ์ข้อความเข้า พอกดอ่านก็เป็นเบอร์โรคจิตนั่นโทรเข้ามา เพราะรู้สึกเอะใจอะไรหลายฉันเลยลองถามเบอร์ของซีฟดู เขาบอกเบอร์ไล่มาทีละตัวและฉันก็หัวเราะแห้งๆ เมื่อพบว่าเบอร์โทรของเขาคือเบอร์โทรโรคจิตที่ฉันบล็อกเบอร์เอาไว้นั่นเอง

            “ฉันอยากจะฆ่าเธอทิ้งจริงๆ!!” เขาระเบิดโมโหแล้วก็ดึงหมวกที่สวมอยู่ออกมาเขวี้ยงทิ้งกับพื้นเต็มแรง

            ส่วนเพื่อนคนอื่นก็หัวเราะกันอีกแล้ว ฉันยิ้มแห้งๆ ให้ซีฟก่อนจะปลดล็อกเบอร์ของเขา แล้วก็บันทึกเบอร์ของเขาไว้ใหม่ เขาจะรู้ไหมนะว่าฉันบันทึกเบอร์ของเขาไว้ว่า โรคจิตน่ะ

            “จบเห่แล้ว ฉันเป็นโรคจิตเหรอฮะ!!” เขาตะโกนแล้วก็เดินหนีไปอีกทางอย่างฉุนเฉียว

            ฉันเป็นคนเก็บหมวกของซีฟขึ้นมาและวิ่งตามหลังของเขาไป ท่ามกลางเสียงหัวเราะและบอกให้ฉันกับซีฟจดบันทึกเวลาตอนนี้ว่าเขาโกรธ และฉันกำลังตกใจเพื่อจะเอาข้อมูลไปทำรายงานต่อ ให้ตายเถอะการทำวิจัยความรู้สึกของคนเนี่ย ไม่มันสนุกเลยนะ

            “นี่ ฉันเข้าใจผิดไปนิดหน่อย ขอโทษนะ” ฉันบอกและพยายามจะขอโทษเขาอย่างจริงใจ

            ซีฟหันมามองหน้าฉันจากนั้นก็ยื่นมือมาบีบแก้มของฉันและดึงออกเต็มแรง มันเจ็บนะเนี่ย

            “ฮึ่ย! ฉันจะทำยังไงกับเธอดีนะ” เขาพึมพำก่อนจะดึงมือให้ฉันเดินตามเขาไปเงียบๆ

            “ไปไหนน่ะ” ฉันถามแต่ก็ไม่กล้าสะบัดมือเขาออก

            “ไปห้องฉัน!

            “ไปทำไม!!” ฉันร้องเสียงหลง รู้สึกเสียงสันหลังวาบเพราะคำพูดสั้นๆ ของเขา

            “ไปเก็บชั้นในเธอ มันยังตากอยู่ในห้องน้ำของฉันอยู่เลย บอกแล้วใช่มั้ยเวลาตากยกทรงเธอน่ะ หาที่ต่ำๆ หน่อยได้มั้ย มันแทบจะกลายเป็นหมวกของฉันอยู่แล้ว!!

            ฮึก ฉันทำบ้าอะไรลงไปกันเนี่ย

 

            ฉันมาที่ห้องของซีฟอีกครั้ง ก่อนจะค้อมศีรษะขอโทษเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะว่าชั้นในของฉันมันตากไว้สูงเวอร์จริงๆ นั่นแหละ ฉันพับมันใส่ถุงผ้าอีกทีโดยมีสายตาของซีฟมองทุกการเคลื่อนไหว เขาพิงไหล่กับกรอบประตูห้องน้ำและมองฉันเงียบๆ ฉันเขินแต่ก็ไม่รู้จะซ่อนมันยังไง ทำไมวันก่อนนั้นฉันถึงไม่หยิบมันกลับไปด้วยนะ ฮือ

            “ยืนขวางอยู่ได้” ฉันพูดเสียงแข็งเพื่อกลบเกลื่อนอาการใจเต้นของตัวเอง ก่อนจะเบียดร่างสูงของเขาเดินออกจากหน้าประตู แต่ฉันก็ต้องครางออกมาเมื่อเขาฉวยเอาถุงผ้าที่ใส่ชั้นในของฉันไป

            “นี่! นายอยากจะใส่มันหรือไง!!” ฉันรู้สึกหงุดหงิดจนทนไม่ไหว นอกจากเขาจะทำตัวเหมือนพวกโรคจิตแล้ว สายตาของเขายังดูแปลกไปอีกด้วย

            “ให้ใส่เหรอ ตอนแรกมันก็สยองหรอกนะ แต่ตอนนี้เห็นมันจนชินแล้ว ถ้าจะใส่ก็น่าสนเหมือนกัน” เขาพูดแล้วก็หมุนถุงใส่เสื้อชั้นในของฉันไปด้วย

            “อ๊าย! นายเป็นโรคจิตจริงๆ ด้วย” ฉันร้องเสียงสูง จากนั้นก็เขย่งตัวตีตามตัวเขาใหญ่

            แต่เพราะส่วนสูงที่แตกต่างกันมากเกินไปฉันเลยเอื้อมไม่ถึงเขาสักที

            “ไหวมั้ย ยัยเตี้ย” เขายังแกล้งพูดจากวนโมโหมาอีก ฉันเลยออกแรงกระโดดให้สูงขึ้น เขาก็หมุนตัวหลบเลี่ยงซ้ายทีขวาที และดูไปดูมาก็เหมือนว่าเราสองคนกำลังเต้นวอลซ์กันอยู่เลย บ้าที่สุด เขาจะหัวเราะทำไมกันเนี่ย

และเมื่อฉันออกแรงผลักเขาแรงมากขึ้น เราสองคนก็พากันล้มลงไปนอนราบกับโซฟาโดยที่ฉันคร่อมทับอยู่บนตัวของเขา

            “ยัยจืดชืด” เขาพึมพำเหมือนกำลังหมั่นไส้ฉันสุดๆ

            และไม่ทันได้ตั้งตัว ซีฟผงกหน้ามาจูบฉันทันที ฉันเบิกตากว้างก่อนจะหัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ปลายเท้า เมื่อเขาเหวี่ยงให้ฉันไปอยู่ใต้ร่างของเขา

            “อยากถามนานละ ไอ้ยกทรงคัพซีของเธอน่ะ เธอใส่มันจริงๆ น่ะเหรอ เห็นตัวบางๆ” เขาพูดและฉันก็ดิ้นพล่านทันที

            “ขอจับสักทีสองทีได้มั้ย ยัยแกงจืด

 


 


+++Important Please Read+++



Talk 2…

หายไปหลายวัน และหลายเรื่อง

อยากจะบอกว่าเจอนิยายที่เหมือนนิยายมู่อีกแล้วค่ะ

อยากจะดราม่ากับคนที่ลอกไปมากมาย ฮ่าๆ

เลยลองหยุดเขียนเงียบๆ ก่อน แต่เค้าก็ไม่หยุดแฮะ

ตอนนี้มู่ก็เลยจะเขียนต่อ และอยากให้คนอ่านที่รักช่วยเม้นท์นิยายมู่หน่อย

ในตอน เพื่อมู่จะลงเป็นหลักฐานว่ามู่อัพก่อน และลงก่อน และมู่เป็นคนเขียน

แล้วจะรวบรวมข้อมูลจัดการเงียบๆ

มู่ยังไม่บอกนะคะว่าใครลอก หรือเรื่องไหนลอกไป

แต่หลังไมค์หลายคนบอกมาก็ตรงกัน

ขอบคุณสาวๆ ที่ช่วยเป็นหูเป็นตาด้วยนะคะ

 

ไม่อยากจะบอกว่าคนอ่านส่วนหนึ่งของมู่ อ่านนิยายของคนคนนั้นด้วยอ่ะ

แง้ๆ แยกไม่ออก ไม่เอะใจบ้างเลยหรือไงหนา งอแงๆ

แต่ไม่เป็นไรค่ะ มู่พอจะเข้าใจว่าคนอ่านอ่านหลายเรื่อง

เลยจับจุดไม่ค่อยได้ อีกอย่าง มู่จะไม่พูดอะไรมากมายล่ะ

ไม่เอามาประจานด้วย แต่จะปรึกษาพี่ บก แล้วก็ดูว่าจะทำยังไงต่อไป

 

บอกตรงนี้เลยคนะคะ คุณ Copier Writer การที่คุณด่าคนอื่นฉอดๆ

ว่าคนอื่นทำอย่างนู้นอย่างนี้กับคุณ ถามตัวเองดีๆ เถอะค่ะ ว่าคุณเองลอกคนอื่นหรือเปล่า

อย่าดีแต่ปากเลย การกระทำของคุณ คุณไม่รู้หรอกว่ามีอีกหลายคนกำลังดูคุณอยู่

อยากบอกว่า ถ้าคุณยังทำอย่างนี้เรื่อยๆ อนาคตการเป็นนักเขียนของคุณก็คงเลือนรางไปด้วย

มู่เก็บหลักฐานทุกอย่างเอาไว้แล้ว รวมถึงหลักฐานเก่าๆ ที่คุณทำวีรกรรมไว้ด้วย

สนุกจังเลยอ่ะ ตอนแรกมู่กะจะลงไปดราม่ากับคุณแล้วล่ะ

แต่ท่าทางตอนนี้คุณก็คงกำลังดราม่าเหมือนกัน หัวเราะ

มู่นั่งดูเฉยๆ เก็บหลักฐานไปเรื่อยๆ ดีกว่าสนุกดี

 

ขอโทษสาวๆ ที่มู่เงียบไปหลายวันนะคะ

มันไม่มีกำลังใจแล้วก็จิตใจจะทำอะไรเลยค่ะ แต่สัญญา

พรุ่งนี้อัพเวนิสกับเมโอต่อค่ะ ไม่นอยด์อะไรแล้วล่ะ คึคึ

ตอนนี้กำลังสนุก กอดสาวๆ ทุกคน ขอโทษอีกครั้งที่หายไปโดยไม่บอกนะคะ

กอดทุกคนค่ะ จะรายงานความคืบหน้าเป็นระยะๆ หุๆ สนุกดี

 

 

Talk 1…

Sabrina - Take A Bow (Acoustic)

 

ช่วงนี้บ้าเบลออย่างหนัก เมื่อวานว่าจะอัพนิยายแต่สลบก่อนอีกแล้ว

ข้าวเย็นที่ทานตอนสี่ทุ่ม บวกกับตากแดดมา พอล้มตัวกับที่นอนก็หลับไปเลย

ไม่ได้อาบน้ำอีกแล้ว หลับคาชุดนักศึกษา กรี๊ด ฮ่าๆ

แต่ว่ามาชดเชยแล้วค่ะ เห็นใจกันบ้างเน้อตัวเอง

งานยุ่งมากเลยค่ะ แล้วจะพยายามอัพบ่อยๆ นะคะ

อย่าเพิ่งหนีหายไปนะคะ แง้ๆ

 

ยิ่งเขียน เหมือนว่าปั้นหยาจะกลายเป็นร่างทรงของมู่ไปแล้ว

อะไรหลายๆ อย่างถูกเอามาใช้เรื่องนี้อีกแล้ว ฮ่าๆ

เขิน


สอบถามข่าวสารของนิยายหรือพูดคุยกันได้ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ

FP สำนักพิมพ์แสนดี Click!!

ID สำนักพิมพ์แสนดี Click!!

FP mu_mu_jung Click!!

 

God blessed you

’m blessed you

 

I http://www.dek-d.com/06pic/dot/heart.gif Readers

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 14 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
นางเอกอย่างมึนเลยอ่า
จากคุณ worldoflove/(worldoflove) อัพเดตเมื่อ 08/03/2555 18:57:31
ความคิดเห็นที่ 2
อ๊ายยยยย
ซีฟเเอบหื่นอะ ตอนสุดท้าย
จากคุณ honey_girlsza/(honey_girlsza) อัพเดตเมื่อ 06/02/2555 09:04:08
ความคิดเห็นที่ 3
นางเอกซื่อดัยจัยเลย
จากคุณ worldoflove/() อัพเดตเมื่อ 06/09/2554 20:50:58
ความคิดเห็นที่ 4
กรี๊ดดดดด >////<
มีขอจับหน้าอกด้วย  ร้ายจริงๆ
จากคุณ Kaew_HaHa/() อัพเดตเมื่อ 14/08/2554 13:28:08
ความคิดเห็นที่ 5
....ชอบปั้นหยามากมายค่ะ....
จากคุณ MooZing/(MooZing) อัพเดตเมื่อ 06/08/2554 19:26:46
ความคิดเห็นที่ 6
อ่า ฮ่า ซีฟจะโกรธก็โกรธไม่ลงกับอาการเปิ่นๆของปั้นหยา
ถ้าชีฟรู้ว่าพอสเป็นแค่เพื่อนของปั้นหยาก็น่าจะพูดกันง่ายขึ้น
พอสเนี่ยก็เข้าใจแหย่คนให้โมโหน้อ...
จากคุณ maple/(nuchaba_lee) อัพเดตเมื่อ 30/07/2554 22:04:17
ความคิดเห็นที่ 7
สนุกดีคะ
จากคุณ วรรณ/(konwan) อัพเดตเมื่อ 29/07/2554 11:13:41
ความคิดเห็นที่ 8

จากคุณ atomic/(atomicnation) อัพเดตเมื่อ 27/07/2554 23:10:42
ความคิดเห็นที่ 9
สู้ๆๆค่ะพี่มู่

ยังมีนู๋เป็นกำลังใจให้ค่ะ

คนแบบนั้นได้ดีได้ไม่นานหรอกค่ะ

เชื่อมั่นในตัวเองและพวกเราที่รักนิยายของพี่มู่น่ะค่ะ ^0^
จากคุณ jane/(15575) อัพเดตเมื่อ 27/07/2554 19:47:01
ความคิดเห็นที่ 10
อ๊าย ! ซีฟทะลึ่งง่ะ
จากคุณ มด/(spmod) อัพเดตเมื่อ 26/07/2554 15:34:20
หน้าที่ 1 จาก 14 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 252 ท่าน