Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
? Therapy Love ? [Rabbit Game P.II] EPS05 [100%] -Aug 05 UP!! -
mu_mu_jung
? Therapy Love 04 ? I’m Begging Please Stop...
104
03/07/2554 21:38:37
10063
เนื้อเรื่อง

Therapy Eps04

I’m Begging Please Stop…

 

            สิ่งแรกที่รู้สึกได้คืออาการปวดหัวและตามด้วยเสียงที่น่ารำคาญของโทรศัพท์มือถือ ฉันกวาดมือไปทั่วเพื่อตามหาโทรศัพท์ของตัวเอง แต่พอกดรับสายไปแล้วเสียงมันก็ยังดังอยู่เหมือนเดิม

            “หือ?” ฉันครางออกมาด้วยความหงุดหงิด จากนั้นก็พลิกตัวนอนคว่ำมองดูหน้าจอโทรศัพท์ด้วยการลืมตขึ้นาเท่าที่จะทำได้

            “ไม่เห็นมีอะไรเลย” ฉันครางอย่างปวดหัว เมื่อหน้าจอโทรศัพท์ว่างเปล่า ไม่ปรากฏว่ามีใครโทรมาสักคน แต่ว่าเสียงเรียกเข้าที่ยังดังอยู่นั่นล่ะ

            ฉันพลิกตัวนอนหงายอีกครั้ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมาด้วยความตกใจ อาการง่วงงุนเหมือนจะหายไปหมดเมื่อเจอกับสายตาคมกริบของใครบางคนเข้า

          “มิลาน ไม่ใช่สิ เวนิส” ฉันครางออกมา แล้วก็รู้สึกตกใจแทบช็อก

            ที่นี่มันที่ไหนกันนะ พอมองไปรอบตัวแล้วก็อยากจะร้องไห้ พระอาทิตย์กำลังขึ้นมองได้จากผนังที่เป็นกระจกใสๆ และเลิกผ่าขึ้นให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ชัดเจน

            “ทำไมพอมองหน้าผมแล้วก็ต้องเรียกชื่อมิลานก่อนทุกทีเลยนะ” เวนิสพูดและฉันค่อนข้างมั่นใจว่าคนคนนี้คือเวนิส น้องชายฝาแฝดที่แสนร้ายกาจของมิลาน

            ว่าแต่ ฉันโผล่มาตรงนี้ได้ยังไง และเกิดอะไรขึ้นกับฉันเมื่อวานกันแน่นะ

            ถึงตอนนี้ฉันพยายามจะมองหากระเป๋าสะพายของตัวเอง เพื่อเปิดหาไดอารี่ที่บันทึกเรื่องราวต่างๆ เอาไว้ น่าจะใช่ ฉันน่าจะเขียนอะไรบางอย่างไว้ในนั้น

            “หาอะไรอยู่เหรอ” เวนิสใส่แค่กางเกงขาสั้นตัวเดียวยืนพิงตัวกับโต๊ะชั้นวางงทีวี เขาดื่มน้ำจากขวดแล้วก็มองหน้าฉันเหมือนอยากจะช่วยเหลือ

            แต่อย่างเขาน่ะเหรอจะช่วยฉัน ลืมไปได้เลย ผู้ชายคนนี้ต้องวางแผนอะไรไว้ในใจแน่ๆ

            ฉันก้มลงมองดูตัวเองไม่ได้ตอบคำถามเขา และเห็นว่าตอนนี้ตัวเองมีแต่เสื้อซับในบางๆ ติดตัวอยู่แล้วก็แพนตี้ตัวจิ๋วเท่านั้น

            แค่นี้ก็พาให้ฉันจินตนาการไปได้ไกลแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังอยากจะมั่นใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่หรอก ถ้าเกิดว่าเขาทำอะไรจริงๆ ฉันต้องจำได้สิ ฉันบอกตัวเองและมองหน้าเขาอีกหน่อย

            สีหน้าของเขายังเหมือนเดิม แววตาก็แทบจะเป็นคนเดียวกับมิลานแฟนของมอร์ฟีน เพื่อนสนิทของฉัน ติดอยู่ที่ประกายอะไรบางอย่างที่ส่งผ่านมาทางสายตา นี่เป็นสิ่งเดียวที่ฉันแยกเขาออกจากมิลานได้ นอกจากเรื่องสีผมและสีผิวของเขาที่ดูเหมือนว่าจะคล้ำว่ามิลานสักหน่อย

            แต่ตอนนี้สีผิวของเขาก็กลมกลืนกับสีผิวของมิลานแล้ว ก่อนหน้านี้เขาคงตากแดดไปหน่อย ตอนนี้ผิวเขาเลยกลับมาขาวเอนเดิม ล่ะมั้งนะ ฉันคิดในใจก่อนจะมองเขาอย่างระมัดระวังตัว

            “นายช่วยหันไปหน่อยได้มั้ย ฉันจะหาเสื้อมาใส่” ฉันบอกกับเขา เมื่อเขาเอาแต่จ้องหน้าฉันไม่กะพริบ

            มันทำให้ฉันประหม่าและทำอะไรไม่ถูก เมื่อเห็นสายตาแบบนั้นของเขาเข้า

            “ไม่มีปัญหา” เขาพูดแล้วก็หันหลังให้ฉัน

            ฉันเลยใช้โอกาสนี้มองหาเสื้อผ้าของตัวเองที่หล่นกระจัดกระจายเต็มพื้น แย่แน่มันมีเสื้อผ้าของเขาปะปนอยู่ด้วย แต่ฉันก็ยังพยายามจะมองว่าเขาสร้างภาพเอาไว้ ขอเถอะนะ ขอแค่เขาล้อเล่นฉัน แค่นั้นเถอะนะ!

และจากนั้นฉันก็มองหากระเป๋าของตัวเองเจอ เวนิสมองหน้าฉันอย่างเบื่อหน่ายแล้วเขาก็เดินหนีออกไปข้างนอก

            มือของฉันสั่นเทาตอนที่พลิกหน้ากระดาษสมุดไดอารี่ในมือ มันเป็นของสองวันที่แล้วเท่านั้น และฉันเริ่มลังเลใจว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนที่กำลังจะปิดไดอารี่ตามเดิม ก็มีเศษกระดาษแผ่นเล็กหลุดออกมาจากมุมหนังสือ

            ฉันก้มลงเก็บจากนั้นก็พลิกอ่านมันดู

            ‘Kiss & Sex’

          เพียงแค่นี้มันก็ทำให้ฉันหน้าขาวซีดมือไม้อ่อนแรงด้วยความกลัวได้แล้ว ฉันทำเรื่องแบบนี้กับใครเมื่อไหร่ เวนิสเหรอ!

            พระเจ้าช่วยฉันด้วย

 

“เมื่อคืนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นใช่มั้ย?” ฉันถามเวนิสอย่างหวั่นใจ หลังจากที่เรานั่งมองหน้ากันสลับกับทานมื้อเช้าด้วยกันเป็นระยะ

            ไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่างเขาจะทำอาหารเป็นด้วย รสชาตินั้นก็อร่อยมากซะด้วยสิ ผิดกับฉันที่ทำอะไรไม่เป็นทั้งนั้น นอกจากนี้เขาเป็นผู้ชายด้วยนะ ไม่ใช่ผู้หญิงอย่างฉัน

          “เธอคิดว่าไงล่ะ” เขาย้อนกลับมาเสียงราบเรียบ จากนั้นก็เก็บจานส่วนของเขาที่ทานเสร็จแล้วไปด้วย

            ฉันหมุนตัวมองตามเขาแล้วก็อยากจะร้องไห้ ในใจตอนนี้มันร้อนรุ่มไปหมดจนนั่งไม่ติดที่ บอกทีเถอะว่านี่เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดกันไปเองน่ะ

            “นายโกหกฉันใช่มั้ย ที่บอกว่าเรานอนด้วยกันน่ะ” ฉันถามอย่างร้อนใจ หน้าตาร้อนผ่าวจนรู้สึกได้

            “นอน ก็แค่นอนห้องฉันไง เธอนั่นแหละ กำลังคิดอะไรอยู่รึเปล่า” เขากระตุกยิ้มที่มุมปากถามกลับ และฉันก็ยิ่งหน้าร้อนมากกว่าเดิม

            ผู้ชายคนนี้นี่ยังไงนะ พูดเรื่องแบบนี้หน้าตาเฉย ไม่สะทกสะท้านหรือสนใจสักนิดว่าคนได้ยินจะทำหน้ายังไง

            “นายตั้งใจทำให้ฉันเข้าใจผิดเหรอ” ฉันถามเขาอีกครั้ง แล้วก็รู้สึกเหมือนว่าเมื่อวานมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างเกิดขึ้น

            เพียงแต่ฉันจำไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องอะไร

            “วันนี้เธอจะได้คิดแต่เรื่องของฉันไปทั้งวันยังไงล่ะ”

            เขาบอกเท่านั้นแล้วก็มาส่งฉันที่คอนโด ทำเอาฉันถึงกับมึนว่าเขารู้จักคอนโดที่พักของฉันตั้งแต่ตอนไหนกัน ฉันมองหน้าเขาเพื่อขอคำตอบ แต่ว่าเขากลับแค่เลิกคิ้วขึ้นสูงข้างหนึ่งเท่านั้น

            “เมื่อวาน

            ฉันอยากจะถามว่าเมื่อวานมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า แต่สุดท้ายฉันก็พูดอะไรไม่ออก ส่วนหนึ่งฉันกลัวว่าเขาจะรู้ว่าฉันเป็นโรคประหลาดที่จำเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้

            แย่แน่ ฉันคิดจนหัวหมุนหมดแรงทรุดลงไปนั่งยองๆ ที่พื้นไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะทำยังไงต่อไปดี

            เวนิสทรุดตัวลงนั่งตามฉัน ใบหน้าที่หล่อเหลาและสวยราวกับผู้หญิงอยู่ห่างไปไม่เท่าไหร่ และเขากำลังยิ้มพอใจด้วยเรื่องอะไรสักอย่าง

            “นายไม่ได้ทำอะไรฉันจริงๆ ใช่มั้ย” ฉันมองหน้าเขาอย่างอ้อนวอน

            ไม่รู้จริงๆ ว่าเมื่อวานมีใครอยู่กับฉันบ้าง นอกจากเขา นายน์ล่ะ เรนล่ะ พวกเราอยู่ด้วยกันไหม แล้วทำไมฉันถึงโผล่มาอยู่กับเวนิสได้

            ฉันคิดจนปวดหัวแต่ก็นึกอะไรไม่ออกเลยสักอย่าง

            “เธอคิดว่าไงล่ะ” เขากระซิบ ฉันมองเขาถึงแค่คางของเขา

            และไม่นานเขาก็เอียงตัวเข้ามาใกล้ เหมือนกำลังจะทำอะไรบางอย่างกับฉัน และเมื่อริมฝีปากของเขากำลังจะสัมผัสกัน ร่างสูงที่เห็นจนชินตาก็เข้ามาใกล้ ทำให้ฉันรีบเอนตัวออกห่างจากเวนิสทันที

            “ริกะ!

            นายน์เข้ามากระชากแขนฉันแรงๆ จนฉันเซไปสองสามก้าวจากแรงดึงของเขา นายน์ไม่เห็นใจฉันสักนิด เขากระชากให้ฉันหลบอยู่หลังเขา และหันหน้ามองไปทางเวนิสที่กำลังค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แม้จะมองไม่เห็นว่าตอนนี้เขาทำหน้ายังไงอยู่

            แต่มันก็ทำให้ฉันกลัว เพราะรู้ว่าตอนนี้นายน์กำลังโกรธจัดเลย

            “เมื่อวานเธอไปกับฉันน่ะ นอนด้วยกันมา” เวนิสหัวเราะแล้วก็ขยับเท้าเดินออกไป

            นายน์ทำท่าจะพุ่งใส่เวนิส แต่ว่าฉันกอดแขนเขาเอาไว้ รั้งไม่ให้เขาไปหาเวนิสได้ ไม่อย่างนั้นมันต้องเกิดเรื่องยุ่งๆ ตามมาแน่

            “ให้ตายเถอะ!” นายน์สบถออกมา ก่อนจะหันหน้ามามองฉัน

            สายตาที่แทบจะเผาให้ฉันมอดไหม้ภายในพริบตา

            เขาไปฝึกทำหน้าตาน่ากลัวอย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่นะ แค่ทำหน้าเรียบเฉยเหมือนปกติก็น่ากลัวจะแย่อยู่แล้ว นี่ยังข่มขวัญคนอื่นด้วยออร่ามืดที่คละคลุ้งไปหมดอย่างนี้อีก

            “เกิดอะไรขึ้น บอกมาให้หมดเลยนะ ริกะ!

 

            “มันก็อย่างที่บอกไป” ฉันอธิบายให้นายน์ฟัง หลังจากที่เรากลับมาถึงห้องแล้ว

            แต่สีหน้าของเขาไม่เชื่อเลยสักนิด แล้วอย่างนี้จะบังคับให้ฉันเล่าให้เขาฟังไปทำไมกันล่ะ ฉันคิดด้วยความหงุดหงิด เมื่อเขาเอาแต่อัดควันบุหรี่เฮงซวยนั่นเข้าปอดลึกๆ ไม่ได้ตอบรับฉันด้วยคำพูดอะไรทั้งนั้น

            “แน่ใจเหรอว่าไม่ได้ไปนอนกับหมอนั่นมาน่ะ!

            คำถามของเขาเหมือนเป็นแส้เส้นเล็กที่กระหน่ำฟาดใส่ฉันจนเจ็บปวดไปหมด ฉันถลึงตาใส่เขาอย่างโมโห แต่ก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองที่เนินอกและต้นแขนตัวเองไปด้วย

            ปกติตอนที่อยู่กับมอร์ฟีน ก็มีบ่อยครั้งที่ยัยนั่นที่รอยจูบติดตามเนื้อตัว แต่ว่าฉันไม่มีนี่ เพราะอย่างนั้น เชื่อสิ ฉันไม่ได้มีอะไรกับหมอนั่นหรอก ก็อย่างที่หมอนั่นพูด เขาแค่อยากให้ฉันหัวหมุนเพราะคำโกหกของเขาไปทั้งวันก็แค่นั้น แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าเวนิสต้องการอะไรกันแน่

            เท่าที่สังเกต เหมือนว่าเขาจะรู้จักนายน์อยู่เหมือนกันนะ

            “ฉันแน่ใจ!” ฉันตอบคำถามนายน์ แต่ว่าไม่กล้าจะสบตากับเขา

            “แน่ใจงั้นเหรอ เธอหายไปทั้งคืน โทรหาก็ไม่คิด ถามใครก็ไม่มีใครรู้ว่าเธอหายไปไหน พอตอนเช้าก็มากับเวนิส ไม่มีอะไรเลยอย่างนั้นเหรอ” เขาถามและพ่นควันบุหรี่สีขาวขุ่นออกมาเป็นทางยาว

            “นี่!” ฉันขึ้นเสียงกับเขาอย่างสุดทน

            “นายก็รู้ว่าฉันเป็นยังไง แต่ถ้าฉันบอกว่า ไม่มันก็คือ ไม่นายไม่เชื่อฉันงั้นเหรอ ฉันเคยโกหกนายอย่างนั้นเหรอ นายน์!!

            เขาเงียบไปไม่พูดอะไรอีก นอกจากดีดก้นบุหรี่ออกไปทางหน้าต่าง และเมื่อเงียบไปได้พักหนึ่งเขาก็เดินเข้ามาหาฉันอย่างคุกคาม

            “นายน์ จะทำอะไรน่ะ!

ฉันหวีดร้องอย่างตกใจ เมื่อจู่ๆ เขาก็ขยับเข้ามาใกล้ และกระชากคอเสื้อของฉันให้ออกห่างจากตัว

            “ดูว่ามีร่องรอยอะไรรึเปล่า” เขาทำสีหน้าราบเรียบแล้วก็ปล่อยคอเสื้อฉัน

            ส่วนฉันหัวใจเต้นรัวอย่างบ้าคลั่งพลางขยับตัวถอยห่างจากเขาอีกหลายเท่าตัว เมื่อเขาขยับตัวแม้เพียงนิดหน่อย ฉันเองก็ขยับตามเช่นกัน และไม่ยอมเข้าใกล้เขาแม้แต่นิดเดียว

“เอาเป็นว่าเรื่องนี้ฉันจะไม่บอกเรน แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น จำไว้ริกะ

นายน์พูดเท่านี้ก่อนจะหยิบเอาเสื้อแจ็คเก็ตที่อยู่บนโซฟาพาดไหล่เขา และเดินออกไปหลังจากนั้น และเมื่อฉันตั้งสติได้ ฉันก็คว้ากล่องทิชชูเขวี้ยงใส่กลางหลังของเขาเต็มแรง

            “นายมันแย่ที่สุดเลยนายน์ ทำแบบนี้กับผู้หญิงได้ไงฮะ!!

            ฉันตะโกนไล่หลังเขาไป แต่นายน์ทำเพียงแค่ปรายตามองฉันเท่านั้น และจากไปเงียบๆ ทิ้งให้ฉันอยู่กับอาการใจเต้นแรงอยู่คนเดียว โดยที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย

            “บ้าจริง” ฉันสบถแล้วก็ยกมือขึ้นทาบตรงตำแหน่งหัวใจ

            มันเต้นแรงกว่าตอนที่เรนสัมผัสฉันซะอีกนะเนี่ย อาจจะเต้นแรงกว่าครั้งไหนๆ ที่ฉันเคยจำได้ ฉันตื่นเต้นเพราะคนอย่างนายน์เหรอ

            นายน์น่ะเหรอ

 

          ฉันบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลงในไดอารี่ของตัวเองอีกครั้ง คงมีแต่เศษกระดาษที่เวนิสเขียนหลอกๆ เอาไว้ว่า ‘Kiss & Sex’ นั่นแหละที่ฉันลังเลใจว่าจะเขียนอะไรลงไปด้วยหรือเปล่า แต่ไม่รู้ว่าทำไม แววตาคู่นั้นของเวนิสถึงได้คอยตามหลอกหลอนฉันอย่างนี้

            มันกดดันอยู่รอบตัวฉันจนฉันอึดอัดทำอะไรไม่ถูก นอกจากซบหน้าลงกับต้นแขนตัวเองแล้วก็ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปไกล

            “จูบ เรื่องนี้เขาอาจจะไม่ได้โกหกก็ได้” ฉันพึมพำกับตัวเอง และแตะปลายนิ้วที่ริมฝีปากไปด้วย

            จูบกับเวนิสอย่างนั้นเหรอ ฉันถามตัวเองซ้ำก่อนจะขยำเศษกระดาษนั้นในที่สุด

ไม่หรอกมันคงเป็นแค่เกมที่ทำให้ผู้หญิงโง่ๆ อย่างฉันใจเต้นแรงก็เท่านั้น ฉันบอกตัวเองแล้วก็ลงมือจดบันทึกเรื่องของนายน์ที่ดึงเสื้อฉันลงไปด้วย

ไม่นานฉันก็หงุดหงิดขึ้นมาอีกจนได้ ทำไมฉันต้องใจเต้นแรงเพราะผู้ชายอย่างนายน์ด้วยนะ! น่าโมโหตัวเองที่สุดเลย

 

ฉันเคยจูบใคร ใครจูบฉัน

            ฉันถามตัวเองตอนที่เดินกลับจากมหาวิทยาลัยในอีกวันหนึ่ง สมองของฉันเป็นเหมือนเมมโมรี่ที่เต็มไปด้วยไวรัส มันไม่สามารถกักเก็บอะไรไว้ได้เลย เหมือนเป็นแค่ฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลไว้เพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ ไม่นานมันก็จางหายไปกับสายลม

            น่าหงุดหงิดดีไหมล่ะ ฉันเรียนด้วยความยากมากขึ้น และนายน์ก็หัวเสียทุกครั้งที่เริ่มต้นอธิบายเลกเชอร์ให้ฉันใหม่ในทุกๆ เย็น ของการติวหนังสือ

            ก็มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้นี่นา

            ฉันมัวแต่คิดอะไรเพลินๆ รู้สึกตัวก็เมื่อมีคนมากระแทกไหล่ และกระเป๋าของฉันก็ถูกกระชากออกไป ฉันร้องกรี๊ดออกไปด้วยความตกใจ และตกใจมากกว่าเดิมเมื่อนึกขึ้นได้ ว่าในกระเป๋าสะพายของตัวเองมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง

            ในนั้นน่ะ ความทรงจำของฉันทั้งนั้นเลยนะ

            “ช่วยด้วยค่ะ คนขโมยกระเป๋า!!” ฉันตะโกนและวิ่งตามไปเท่าที่จะวิ่งได้

            จะบ้าตาย ไอ้รองเท้าส้นสูงนี่ทำให้ฉันเดินลำบากมากกว่าเดิม แถมมันยังกัดเท้าของฉันด้วย โอ๊ย! ฉันอยากจะบ้าตายจริงๆ

            “ช่วยด้วยค่ะ!!” ฉันตะโกนตามหลังไป และก็เห็นจากไกลๆ ว่าโจรที่กระชากกระเป๋านั้นถูกจัดการแล้ว

            และไม่นานคนที่ช่วยอากระเป๋าฉันคืนมาก็เดินเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ฉันเห็นชัดว่าเป็นคนรู้จักก็วิ่งเข้าไปหาเขา แต่เมื่อเห็นชัดมากกว่าเดิม ฉันก็เบรกกะทันหัน และไม่นานก็ล้มลงกับพื้นเพราะทั้งกระโปรงแคบๆ และส้นสูงบ้านี่ด้วย

            “เวนิส

            “เจอกันทีไรดูไม่จืดทุกทีเลยนะ” เขาเดินเข้ามาใกล้ และส่งยิ้มให้ฉัน

            ป่านนี้แล้วทำไมเขาถึงยังวนเวียนอยู่แถวๆ นี้ ทำไมไม่กลับอเมริกาไปสักที เห็นหน้าเขาทีไรหัวใจของฉันก็เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ทุกครั้งไป

            ฉันสามารถแยกเขาออกจากมิลานได้ เพราะไดอารี่เล่มเล็ก รวมไปถึงเขาคนนี้เท่านั้นที่จะปรากฏตัวต่อหน้าฉัน แต่กับมิลาน เขาจะมาให้ฉันเห็นก็ต่อเมื่อมีมอร์ฟีนอยู่ด้วยเท่านั้น

            “ให้ช่วยมั้ย?” เวนิสยื่นมือมาตรงหน้า พร้อมที่จะฉุดให้ฉันลุกขึ้นจากพื้นนี่ได้ทุกเมื่อ

            ฉันมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ ว่าตอนนี้เขาต้องการจะทำอะไรกันแน่ เขามีจุดประสงค์อะไรถึงได้ตามฉันไปทุกที่แบบนี้

            “ถ้าคิดจะถ่มน้ำลายใส่มือของฉัน บอกเลยนะว่าฉันจะเอามือที่เปื้อนน้ำลายเธอ ถูหน้าให้เธอแน่ๆ” เขาบอกด้วยรอยยิ้ม และฉันก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากวางมือตัวเองลงบนมือของเขาที่รออยู่แล้ว

            “ต้องอย่างนี้สิ ถึงจะน่ารักน่ะ” เขาพูดแล้วก็ดึงให้ฉันลุกขึ้นมา

            เพราะเท้าที่เจ็บอยู่แล้ว พอล้มลงไปก็เลยรู้สึกเหมือนว่าข้อเท้าของฉันจะแพลงไปซะแล้ว ฉันนิ่วหน้าและเซไปมาเมื่อเจ็บจนแทบจะยืนไม่ไหว

            ยังดีที่มือของเวนิสช่วยประคองและดึงตัวฉันไว้ไม่ให้ล้มลงไป ไออุ่นและขนาดฝ่ามือของเขาดูคุ้นเคย แต่ฉันก็จำไม่ได้อยู่ดีว่าเขาเคยจับแขนฉันอย่างนี้เมื่อไหร่

            “เดินไม่ไหวล่ะสิ ให้ผมไปส่งมั้ยล่ะ” เขายิ้มกว้างจนใบหน้าของเขาสว่างไสวไปหมด

            และฉันก็ปฏิเสธรอยยิ้มของเขาไม่ได้ซะด้วยสิ

 

            เขาแบกฉันใส่หลังและพาเดินกลับคอนโดของฉัน ซึ่งมันอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยของฉันสักเท่าไหร่ ไหล่ของเขากว้างกว่าที่เห็น เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ซึ่งตอนแรกฉันคิดว่าเขาจะมีแต่หุ่นผอมๆ เก้งก้างเสียอีก กลิ่นน้ำหอมจากเสื้อเชิ้ตของเขาด้วยมันดูเหมือนฉันได้กลิ่นมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว

            แย่แล้ว ฉันเคยเจอกับผู้ชายคนนี้มาหลายครั้ง

            แต่ฉันกลับจำไม่ได้เลย ว่าแต่ละครั้งนั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

            พระเจ้าลงโทษฉันด้วยเรื่องบ้าอะไรกันแน่เนี่ย

            “ตัวเธอหนักเป็นตันเลย แค่กๆ” แล้วจู่ๆ คนที่เงียบไปนานก็แกล้งด้วยการไอค่อกแค่ก และบอกว่าฉันหนักเกินไป

            กรี๊ด เขาไม่รู้หรือไงว่าการพูดเรื่องแบบนี้ถือว่ามันหยาบคายมากๆ กับสาวน้อยที่บริสุทธิ์ใสซื่ออย่างฉันน่ะ!

            “เวนิส! นายนี่มัน!!

            “โอ๊ะ! เรียกชื่อผมถูกแล้วนี่นา เก่งจังเลย” เขาบอก และแกล้งชม

            ฉันรู้ได้ในทันทีว่าก่อนหน้านี้ฉันเรียกชื่อของเขาเป็น มิลานแทนแน่ๆ

            “ตรงนี้แหละ ปล่อยฉันลงได้แล้ว” ฉันชี้นิ้วบอกตำแหน่งให้เขาวางฉันลง และเขาก็ยอมปล่อยให้ฉันลงแต่โดยดี

            “ตกลงว่าเธอโอเคแล้วนะ” แล้วเขาก็พูดอะไรบางอย่างออกมา และแน่นอนว่าฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น

            “โอเค อะไรเหรอ อ๊ะ นายน์!” ฉันเรียกชื่อของคนสนิทที่เดินมาจากที่ไหนไม่รู้ สีหน้าเรียบตึง

            จังหวะที่ไม่มีใครได้ตั้งตัว กำปั้นของนายน์ก็พุ่งตรงใส่หน้าของเวนิสเต็มแรงจนเขาล้มลงกับกองกับพื้น ท่ามกลางเสียงร้องวี้ดว้ายจากคนที่เดิมผ่านไปมา

            ฉันผวาเข้าไปกอดร่างของนายน์เอาไว้ และมองหน้านายน์อย่างไม่เข้าใจ

            “นายทำอะไรเนี่ย จู่ๆ ชกหน้าคนอื่นแบบนี้ได้ยังไง เวนิสช่วยฉันไว้นะ!

            “ถอย ริกะ ถอย!!

            “นายนั่นแหละหยุด เป็นบ้าอะไรไปแล้วเนี่ย!!” ฉันตะคอกใส่เขา เมื่อเขาขึ้นเสียงกับฉัน

            “เธอเห็นหมอนี่ดีกว่าฉันเหรอริกะ” นายน์กำหมัดแน่น ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มไปหมด ใบหน้าแดงก่ำและกำลังโกรธจัด

            “ใช่ เวนิสดีกว่านายหลายร้อยเท่าเลยนายน์!!

 

          “โอเค เข้าใจแล้ว” แล้วนายน์ก็ยกมือขึ้นเสยผม ก่อนจะเดินจากไปในที่สุด

            ถึงตอนนี้ฉันเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าข้างใครผิดไปหรือเปล่า แต่พอหันไปดูเวนิสที่กำลังกุมซีกหน้าที่ถูกนายน์ต่อยเอา ฉันก็เห็นว่าแก้มเขาแดงเป็นรอยแถมยังมีเลือดกำเดาไหลอีกต่างหาก ฉันเลยรีบเปิดกระเป๋าสะพายออกและส่งทิชชูให้เขา

            “ขอโทษนายน์ด้วยแล้วกันนะ หมอนั่นสงสัยว่ากำลังหงุดหงิด” ฉันขอโทษเวนิสแทนนายน์ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้งอนหนีหายไปทางไหนแล้ว ฉันชะเง้อมองตามแต่ก็ไม่เห็นเขาเลย

            “ท่าทางพวกเธอสนิทสนมกันดีนะ น่าอิจฉาจัง” เวนิสพูดแล้วก็ยันตัวเองขึ้นมาจากพื้น แต่ฉันเดาไม่ออกจริงๆ ว่าเขาแค่พูดเล่นหรือว่าเขาประชดกันแน่

            “เพราะว่านายน์อยู่กับฉันมาตั้งแต่เรายังเป็นเด็กเล็กๆ น่ะสิ” ฉันบอกแล้วก็ตั้งใจจะเดินไปง้อนายน์ สงสัยว่าเขาจะเป็นห่วงฉันมากเกินไป ก็เลยออกอาการฟิวส์ขาดแบบนั้น

            “ไปนะ ขอโทษแล้วก็ขอบคุณด้วย ขอโทษอีกครั้งนะ” ฉันบอกก่อนจะค้อมศีรษะให้เขาอีกหลายทีซ้อน

            ท่าทางของเวนิสเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ว่าฉันไม่มีเวลาที่จะรอฟังว่าเขาจะบอกอะไร ฉันยิ้มให้เขาอีกทีก่อนจะก้าวเท้ามองหานายน์ที่หายไปแล้ว แต่มือที่อุ่นจนร้อนของเวนิสก็คว้าข้อมือของฉันไว้อีกครั้ง คราวนี้ฉันหันไปมองหน้าเขาอย่างสงสัย

            บ่อยครั้งที่เขาเหมือนอยากจะบอกอะไร แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ยอมพูดอะไรทั้งนั้น มีเพียงแววตาของเขาที่ฉายความไม่เข้าใจให้เห็น

            “มีอะไรเหรอ?” ฉันถามเขา

          “เธอนั่นแหละ มีอะไรหรือเปล่า”

            “ไม่นี่ฉันต้องไปแล้ว นายน์ต้องโกรธฉันแหงเลย ไปนะ” ฉันบอกแล้วตั้งใจจะดึงมือกลับมา แต่ว่าเวนิสก็ยังยื้อฉันเอาไว้

            “เธอไม่ติดใจเรื่องนั้นแล้วเหรอ เรื่องวันก่อนโน้นอีกล่ะ เธอไม่ติดใจสงสัยหรือว่าอะไรเลยเหรอ” สีหน้าของเขาดูแปลกไป และมองหน้าฉันอย่างไม่เข้าใจ

            “เรื่องอะไรอีกล่ะ แค่เรื่องของฉันก็ปวดหัวพออยู่แล้วนะ ขอบคุณแล้วก็ขอโทษอีกครั้งนะ ฉันต้องไปแล้วล่ะ” ฉันบอกก่อนจะสลัดมือเขาหลุด และวิ่งกะเผลกตามนายน์ขึ้นไปคอนโดทันที

            “ฉันมีเรื่องกับนายงั้นเหรอ เวนิส” ฉันพึมพำก่อนจะทิ้งเรื่องวุ่นวายที่อยู่ในหัวออกไป

 

            ตอนนี้ฉันเดินวนไปมาหน้าห้องของนายน์หลายรอบแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังคิดไม่ตกสักทีว่าจะเคาะประตูเข้าไปเลยหรือเปล่า ฉันไม่กล้าน่ะ ปกตินายน์จะไม่แสดงอาการอะไรออกมาเลย นอกจากพักหลังๆ มานี่ เขามักจะดูหงุดหงิด และมองฉันด้วยสายตาที่แปลกไปจากเดิม

            “เอาไงดีนะ” ฉันถอนหายใจก่อนจะยกมือทำท่าจะเคาะประตู แต่ก็ลดมือลงในที่สุด

            “ก็นายน์ทำผิดจริงๆ นี่นา แล้วตกลงฉันทำผิดหรือไงนะ” ฉันยกมือขึ้นมาเคาะหัวตัวเอง ก่อนะสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทุ้มๆ ดังมาจากข้างหลัง

            “ทำอะไรลับๆ ล่อๆ หน้าห้องคนอื่น เป็นโรคจิตหรือไง”

            “นายน์” ฉันหันไปเจอนายน์ที่กำลังยกตะกร้าผ้าเดินออกมาจากลิฟต์พอดี

            “โกรธอยู่เหรอ” ฉันถามเขา และเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขาทำหน้าราบเรียบไร้อารมณ์อีกแล้ว

            เพราะฉันอย่างนั้นเหรอ ฉันคิดอย่างกังวลพลางกัดเล็บมองหน้านายน์ด้วยความไม่สบายใจ

            “ไม่ได้โกรธนี่ ไม่มีอะไร” เขาตอบก่อนจะแสกนลายนิ้วมือและกดรหัสผ่านเพื่อเปิดประตูห้อง

            เห็นท่าทางของเขาแล้วฉันก็ไม่รู้จริงๆ ว่าตอนนี้ควรจะทำยังไงต่อไปดี นายน์ใช้มือข้างหนึ่งจับหูตะกร้าเอาไว้ อีกมือหนึ่งก็ผลักประตูเข้าไป จากนั้นเขาก็มองหน้าฉันไม่พูดอะไรอยู่นาน

            “จะเข้ามามั้ยล่ะ ถ้าไม่เข้ามาฉันจะปิดประตูแล้วนะ”

            “เอ่อ ก็ได้” ฉันตอบตกลงในที่สุด ก่อนจะตามเขาเข้าไปอย่างว่าง่าย

            จะว่าไปฉันก็ไม่ได้มาที่นี่นานแล้วสินะ แต่ว่าทุกอย่างยังเหมือนในภาพความทรงจำของฉันที่จำได้เลย ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เหมือนห้องของฉันที่นานๆ ครั้งนายน์จะเข้าไปช่วยจัดของให้บ้าง คิดแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองที่ไม่ได้เรื่องเอาซะเลย

            “จะเอาโกโก้หรือกาแฟดี” เขาถามผ่านทางเคาน์เตอร์ห้องครัว

            “นายก็รู้ว่าฉันไม่ดื่มกาแฟ” ฉันบอกแล้วก็นั่งลงกับพื้นตรงมุมรับแขกซึ่งปูด้วยพรมหนาๆ เอาไว้แล้ว สายตาของฉันก็ยังมองไปรอบๆ ห้องของเขาอยู่ดี

            และฉันก็มองเห็นโทรศัพท์ของนายน์ที่วางไว้บนโต๊ะกระจกเตี้ยๆ ตรงหน้า ที่ห้อยโทรศัพท์ของเขาเป็นรูปมิกกี้เมาส์ที่ฉันกับเรนแล้วก็เร็นไปเที่ยวที่โตเกียวดิสนีย์แลนด์มา แต่ว่านายน์เป็นไข้เลยไปไม่ได้ พวกเราเลยไปด้วยกันสามคนและเพราะกลัวว่าเขาจะน้อยใจ ฉันเลยซื้อของมาฝากเขาเพียบ และที่เหมือนกับของฉันก็เห็นจะเป็นที่ห้อยโทรศัพท์นี่แหละ ที่ฉันตั้งใจซื้อมาสองชิ้น

            “ดูอะไรน่ะ!” นายน์มาตอนไหนไม่รู้

            เขาพูดเสียงขุ่นจากนั้นก็กระชากมือมือที่อยู่ในมือของฉันออกไปค่อนข้างแรง มันทำให้ข้อมือของฉันสะบัดไปตามแรงดึงของเขาเค้าเลยทีเดียว

            “เจ็บนะ ฉันไม่ค้นโทรศัพท์นายหรอกน่า” ฉันบอกแล้วก็รู้สึกงอนไม่น้อย เพราะเขาไม่เคยทำท่าแบบนี้กับฉันเลย

            “ดื่มซะ วันนี้จะถามวิชาไหนล่ะ” เขาบอกเสียงเย็นชา แล้วก็วกไปถึงเรื่องเลกเชอร์ที่เขามักจะมาช่วยติวให้ฉันเสมอๆ นับตั้งแต่ที่ฉันเกิดเรื่องบ้าๆ นั่นขึ้น

          “ไม่อยากจะอ่านวิชาอะไรทั้งนั้นแหละ แค่มาดูนาย เพราะเห็นนายแปลกๆ ไป”

            ฉันพูดแล้วก็สังเกตสีหน้าท่าทางของเขาไปด้วย เขายังคงทำหน้าเรียบเฉยมองไม่เห็นว่าตอนนี้เขารู้สึกยังไงกันแน่ เขายื่นแก้วโกโก้ให้ฉัน จากนั้นก็เลื่อนตัวลงนั่งที่พื้นใกล้ๆ กับฉันด้วย

 

          “เป็นห่วงด้วยเหรอ” เขาถามเหมือนจะประชด

            “นายไม่อยากให้ฉันเป็นห่วงเหรอ” ฉันถาม รู้สึกเหมือนว่าเขาจะลอยไปไกลทุกที ทั้งที่ปกติเราก็ไม่ได้ใกล้กันเท่าไหร่อยู่แล้ว

            และครั้งนี้ เขาคงจะหายจากฉันไปไกลแสนไกลแน่ๆ และฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะทนได้ไหม ถ้าเกิดว่าฉันไม่ได้เจอเขาอีก แม้ว่าบางทีฉันจะหงุดหงิดแล้วก็รำคาญเขา เวลาที่เขาอยู่ใกล้ๆ และคอยมองฉันด้วยสายตาที่ว่างเปล่าเหมือนหุ่นยนต์ที่ตั้งโปรแกรมเอาไว้แล้ว

            แต่ความเคยชินนี้ทำให้ฉันคอยมองหาเขาอยู่ตลอดเวลา

            “อย่าทำให้ฉันเคยชินกับความใจดีของเธอเลย ถ้าเธอไม่ได้คิดอะไรกับฉัน” และนายน์ก็ทำให้ฉันช็อก เมื่อจู่ๆ เขาก็พูดอะไรบางอย่างออกมาที่ฉันไม่นึกมาก่อน ว่าจะได้ยินคำพูดนี้จากเขา

            “นายนายพูดอะไรน่ะ” ฉันพูดจาตะกุกตะกักเมื่อเขาไม่ตอบอะไร นอกจากขยับตัวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมทั้งดันไหล่ของฉันให้ติดกับโซฟาตัวใหญ่

            “คิดว่าไงล่ะ ถ้าฉันทำแบบนี้ เธอคิดว่าไง ผู้ชายเย็นชาอย่างฉันน่ะ อาจจะทำเรื่องแบบนี้กับเธอได้ทุกเมื่อถ้าเราอยู่ตามลำพัง” นายน์พูดแล้วก็เอนตัวตามฉันมาด้วย

            ใบหน้าของที่หล่อเหลาไม่แพ้เวนิสหรือว่าเรนของเขาโน้มมาแทบจะชิดใบหน้าของฉัน ปลายจมูกและริมฝีปากของเขาอยู่ใกล้แค่เอื้อม และมันทำให้หัวใจของฉันเต้นแรงจนแทบจะระเบิดออกมา

            “นายน์! นายคิดจะทำอะไรน่ะ” ฉันผลักเขาออก แต่ว่าฝ่ามือของเขาก็รวบมือของฉันไว้ และยังทำท่าจะเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

            “ผู้ชายน่ะ อันตรายทุกคนนั่นแหละ เธอยังไม่รู้จักผู้ชายดีพอ ไม่ว่าฉัน เรน หรือว่าใครๆ ก็เหมือนกันทั้งนั้น” เขาพูดเสียงเรียบ ก่อนที่หัวใจของฉันจะหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อปลายจมูกของเขาแตะลงที่แก้มของฉันอย่างแผ่วเบา

            แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฉันสะท้านเฮือกด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยเจอมาก่อน

            “ฉันโกรธนายแล้วนายน์! ไปให้พ้นนะ!!

            ฉันรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดของตัวเองผลักเขาออกห่าง จากนั้นฉันก็ลุกขึ้นวิ่งพรวดพราดออกมาทันที ไม่หันไปมองเขาสักแวบว่าตอนนี้เขากำลังทำหน้ายังไง หรือหงายหลังหัวฟาดอะไรหรือเปล่า ตอนนี้ฉันต้องหนีไปให้พ้นจากนายน์ ก่อนที่หัวใจของฉันจะเกิดภาวะล้มเหลวเฉียบพลัน

            บอกทีสิ เขาแค่ล้อเล่นเท่านั้น

 

            เจ็บขา

          อีกวันต่อมาฉันก็เจ็บขาจนได้ ฉันกำลังเดินเข้ามหาวิทยาลัยพร้อมกับอาการปวดหัวอย่างถึงที่สุด อีกอย่างข้อเท้าฉันก็เหมือนจะแผลงด้วย ฉันเดินไปพลางและเปิดไดอารี่ของตัวเองไปพลาง เมื่อวานมีเหตุการณ์สำคัญหลักๆ อยู่ไม่กี่อย่าง

            หนึ่งเวนิสช่วยฉันจากที่โดนวิ่งราวกระเป๋า เขาแบกฉันขึ้นหลังไปส่งที่คอนโด

            สอง ฉันโกรธนายน์ แต่ไม่แน่ใจว่าฉันโกรธเขาเรื่องอะไรกันแน่ เพราะว่าฉันไม่ได้เขียนอะไรกำกับไว้นอกจากบอกคร่าวๆ ว่าฉันโกรธนายน์เท่านั้น

            สามเหมือนว่าฉันจะว้าวุ่นใจมาก

            เพราะว่ามีรอยดินสอเขียนๆ ลบๆ อยู่เต็มหน้ากระดาษ ไม่ว่าจะเพ่งมองยังไงฉันก็อ่านมันไม่ออกอยู่ดี โรคบ้าบอนี่เมื่อไหร่จะหายไปสักทีนะ ฉันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเป็นคนพิกลพิการที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่ที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้

            “แล้วทำไมฉันถึงเจอกับเวนิสได้ล่ะเนี่ย อีกอย่างยังยอมให้เขาแบกขึ้นหลังอีกต่างหาก” ฉันถามตัวเองอย่างไม่เข้าใจเท่าไหร่

            “ดูเหมือนว่าฉันไม่ค่อยชอบเวนิสสักเท่าไหร่นี่นา” ฉันยังคงพูดกับตัวเอง ตอนที่พลิกหน้ากระดาษไปอ่านเรื่องราวย้อนหลัง

            และไม่นานฉันก็ยอมแพ้กับความวุ่นวายในใจและปิดไดอารี่ลงทันที

            “เรื่องบางเรื่อง คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้

 

            “ไง” และเมื่อเห็นใครบางคนที่กำลังโบกมือยืนรออยู่หน้าคณะ ฉันก็รีบหมุนตัวหนีอย่างรวดเร็ว

            ผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว ฝาแฝดตัวร้ายของมิลาน ฉันมองเขาแค่แวบเดียวก็มั่นใจได้เลยว่าเขาเป็นใคร ฉันตั้งใจจะเดินหนี แต่ว่าร่างสูงๆ ของเวนิสก็เข้ามาจับมือของฉันเอาไว้ทัน

            “หนีอยู่เรื่อยเลยนะ ทำไมกัน เมื่อวานเธอยังมองว่าผมดีกว่านายน์อยู่เลยนะ” เขาทำสีหน้าหงุดหงิดตอนที่จับมือฉันไว้ได้ และออกแรงบีบเพิ่มมากขึ้นเมื่อฉันพยายามจะแกะมือเขาออก

            “ฉันไม่ว่างจะคุยกับนายจริงๆ นะ ฉันมีธุระ” ฉันแก้ตัว และไม่ยอมมองหน้าเขาด้วย

            “เลิกเล่นเกมบ้าๆ นี่สักทีได้มั้ย ก่อนที่ผมจะหมดความอดทน” เขาบอกเสียงเรียบ แล้วออกแรงบีบมือฉัน

            “นายนั่นแหละ เลิกเล่นเกมนี้สักที อย่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้ว่าการที่นายเข้ามาแบบนี้เพราะมีจุดประสงค์แอบแฝงน่ะ”

            “รู้ด้วยเหรอ?” เขาครางออกมาเหมือนไม่เชื่อ แต่ว่าสีหน้าของเขาดูตกตะลึง

            “เฮอะ! ความลับแตกแล้วเหรอเนี่ย น่าตลกชะมัด” เขายอมปล่อยมือของฉันออก และมองไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย

            “บ้าที่สุด” เขาพึมพำก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปอีกทางหนึ่ง

            ท่าทางของเขาเหมือนกับนายน์ ตอนที่เราเจอกันครั้งแรกตอนที่ฉันอายุประมาณแปดขวบ ดวงตาที่มองไม่เห็นใคร หัวใจที่ถูกขังเอาไว้ด้วยแม่กุญแจอันใหญ่ ต้องใช้เวลาและความอดทนในการไขมันเข้าไปเรื่อยๆ ผ่านประตูไปทีละบานนั้นยากเย็นเหลือเกิน

นอกจากนายน์แล้วฉันไม่คิดมาก่อนว่าจะเจอใครที่มีสีหน้าและแววตาแบบนั้นอีก แต่ตอนนี้ ฉันเจอเขาแล้ว คนที่เหมือนกับนายน์ไม่มีผิด เวนิส คนนั้นไงล่ะ

            “นี่” ฉันตรงเข้าไปคว้าแขนของเวนิสเอาไว้ และพยายามจะมองหน้าเขาว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

            “นายกำลังเศร้างั้นเหรอ” ฉันถาม

            “ใช่ผมกำลังเศร้า” เขาพูดและมองหน้าฉันอย่างเศร้าสร้อย

            “เพราะฉันหรือเปล่า?

            “เพราะคุณส่วนหนึ่ง” เขาบอกและยื่นมือมาปัดเศษอะไรสักอย่างที่ติดอยู่ที่แก้มของฉัน

            “ฉันท่าทางจะทั้งโง่ทั้งบ้าแน่ๆ ที่เข้ามาใกล้ชิดกับนายแบบนี้น่ะ” ฉันบอกแล้วก็ตั้งใจจะหนีออกห่าง

            คนนี้ไม่ควรเข้าใกล้ ไม่ว่าเขาจะทำสีหน้าท่าทางยังไง เวนิสคนนี้ก็เป็นคนที่ฉันควรอยู่ให้ไกลมากที่สุด แต่พอฉันกำลังจะเดินหนีเขา ร่างสูงของเวนิสก็ทรุดฮวบลงกับพื้นและเขาก็ขยุ้มอกซ้ายของเขาไว้แน่น สีหน้าท่าทางที่ทรมานนั่นทำให้ฉันก้าวขาไม่ออก

            “นายเป็นอะไรน่ะ!” ฉันถามเขาและตรงเข้าไปพยุงเขาเอาไว้

            คนที่เดินผ่านไปมาก็ทำเพียงแค่มองดูและค่อยๆ เดินออกห่างไป ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ก็เลยตรงเข้าไปพยุงให้เขาลุกขึ้นจากพื้น สีหน้าของเขาดูแย่มากจริงๆ

            “นายไม่เป็นไรนะ”

            “ทรมาน ฉันหายใจไม่ออก” เขาพึมพำเสียงกระท่อนกระแท่นและยังขยุ้มหน้าอกตัวเองไว้แน่น

            “เป็นอะไรน่ะ ไหวมั้ย นายมียาอะไรรึเปล่า” ฉันถามเขาด้วยความร้อนรน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยดเหงื่อและซีดขาว ทำให้ฉันคิดว่าเขาป่วยจริงๆ ไม่ได้แกล้งทำเลย

            “อยู่ที่ห้อง ฉันไม่ได้เอาติดตัวมาด้วย” เขาบอกและซบหน้าลงกับไหล่ของฉัน

            “แล้วมันอยู่ตรงไหนล่ะฉันจะหาให้นายเอง”

 

Nine talks…

          “เข้าใจแล้ว” ผมกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ ก่อนจะกดตัดสายเงียบๆ

            เมื่อกี้เรนโทรมาจากที่ไหนสักที่ และตอนนี้ริกะกำลังอยู่กับเวนิสอีกแล้ว ผมไม่รอช้าคว้าหมวกแก๊ปมาสวมและออกวิ่งจากห้องทันที

            มือที่กำเข้าหากันแน่นจิกเข้าไปในอุ้งมือของผม เวลาที่ผ่านไปทุกวินาทีทำให้หัวใจของผมเหมือนจะแหลกละเอียดเป็นชิ้นๆ และถูกกระทืบซ้ำจนแทบจะกลายเป็นเศษฝุ่น

            ริกะอยู่กับเวนิส และทั้งคู่กำลังจะไปที่ไหนสักที่

            คำพูดนี้ของเรนที่ได้ยินข่าวนี้มาจากเพื่อนอีกทีทำให้ผมร้อนรุ่มไปทั้งตัว ไม่บอกก็รู้ว่าจุดมุ่งหมายของเวนิสอยู่ที่ใคร นั่นคือริกะที่ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย ความลับความชิงชังของเรนกับเวนิสเป็นจุดเริ่มต้นความโชคร้ายของริกะ ทั้งหมดนี้เธอไม่ควรที่จะเป็นคนได้รับผลการกระทำนั้น

            และอะไรบางอย่างสั่งให้ผมต้องหยุดทั้งสองคนนั่น แม้ว่าผมจะกลายเป็นคนที่ถูกเกลียดชังมากที่สุดก็ตามที

            “เวนิส!!

            ผมผลักประตูห้องห้องหนึ่งเข้าไปได้ หลังจากที่รู้มาคร่าวๆ ว่าที่นี่คือห้องพักของเวนิส ผู้ชายคนนั้น คนที่ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย

            “มาแล้วเหรอ เร็วดีเหมือนกันนี่”

            ผมมองหน้าเวนิสด้วยความโกรธจัด ทั้งตัวสั่นไปหมดเพราะความโกรธ ยิ่งเห็นสภาพของหมอนี่ที่ใส่แค่กางเกงยืนซีดๆ โหลดๆ เพียงตัวเดียวแล้วผมยิ่งสั่น ตามเนื้อตัวของหมอนี่เต็มไปด้วยรอยเล็บที่ไม่บอกก็รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร ผมขยับตัวเข้าไปถึงตัวของเวนิสอย่างไม่รู้ตัว

            พอจะง้างหมัดเหวี่ยงใส่หน้าของหมอนี่แรงๆ ผมก็หยุดเพราะว่าริกะกำลังเดินโซเซออกมาจากห้องหนึ่งด้วยสภาพที่ยับเยิน

            “เวนิส แกมัน!!” ผมตะโกนลั่นก่อนจะซัดหมัดใส่หน้าของเวนิสอีกหลายทีซ้อน จนหมอนี่ทรุดฮวบลงกับพื้น

            “สาสมกันแล้วไม่ใช่เหรอ” เวนิสที่นั่งอยู่กับพื้น เงยหน้าขึ้นเพื่อห้ามเลือดกำเดาที่ไหลออกมา เขายิ้ม ทั้งๆ ที่ผมกำลังคลั่ง และริกะกำลังร้องไห้โฮ

            ” ผมพูดอะไรไม่ออก นอกจากหมุนตัวไปหาริกะที่ยืนร้องไห้อยู่

            “ไม่เป็นไร มันไม่มีอะไร เพียงแค่เธอหลับไปและลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ทุกอย่างก็จะเลือนหายไปเอง” ผมบอกเธอราวกับจะร่ายมนตร์

            หัวใจของผมแทบไม่มีชิ้นดี ก่อนจะพาริกะที่ตัวสั่นเหมือนลูกนกออกมาจากห้องของเวนิสในที่สุด

            “แค่หลับตาและลืมตา ทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม” ผมบอกริกะรวมทั้งบอกตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด เท่าที่จะทำได้

            และฝันร้ายนั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของริกะ ราวกับการกะพริบตาเพียงครั้งเดียว แต่ฝันร้ายครั้งใหม่กำลังเดินมาหาผม เรน และริกะอีกครั้ง

 

            “นายน์ฉันท้อง”

End Nine talks…

 

 

 



 


Talk 2…

เนตไม่เป็นใจเลยค่ะ เพราะว่าฝนตกหนักทำให้สัญญาณหายไปหมดเลย

หลังจากตอนนี้จะเริ่มหนักขึ้นอีกหน่อยแล้ว ไม่รู้จะดราม่าไปหรือเปล่า

มู่ก็แปลกนะ เรื่องไหนดราม่าก็จัดเต็มจนแทบหายใจไม่ออก แง้ๆ

เรื่องไหนสดใสไร้สาระก็จัดเต็มเหมือนกัน ปวดสมองกับตัวเองจริงๆ

แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนมู่ก็ชอบหมดนั่นแหละ ฮ่าๆ

 

ริกะ ท้องจริงหรือเปล่า ไม่บอกละกัน ถ้าบอกจะเหมือนสปอยด์ไป อิๆ

และถ้าใครเคยอ่าน Caf? Mania [Ice Box] มาก่อน

แล้วคิดว่าเหมือนกัน ไม่นะ ไม่เหมือนหรอก คึคึ เดี๋ยวก็รู้ว่าทำไม

 

ฝากถึง Copier Writer ที่กำลังทำตัวแย่ๆ อยู่

มู่จะไม่เตือนหรือเข้าไปเม้นท์ดราม่ากับคุณค่ะ

เพราะตอนนี้กำลังเก็บหลักฐานเรื่อยๆ เงียบๆ ถ้ารู้ตัวแล้วหยุดก็ดีไป

แต่ถ้าทำต่อ รวมไปถึงระรานชาวบ้านด้วย มู่ก็ยังจะเงียบค่ะ ^^

เพราะการที่คุณทำตัวแบบนี้ดิสเครดิตตัวเองชัดๆ เลย

ไม่ต้องทำอะไร คุณก็จะพังเพราะตัวคุณเองอยู่แล้ว

มองโลกให้กว้าง โลกอินเตอร์เน็ตมันแคบนะคะ ^^

ตอนนี้มู่เก็บๆ อะไรไว้เยอะเลยค่ะ และถ้าคิดว่าคุณไม่หยุดคงจะปรึกษากับ พี่ บก แล้ว

แล้วก็จัดการทีเดียวไปเลย เพราะถ้าออกตัวไปเตือนคุณ คุณคงเหวี่ยงกลับมาแน่ๆ

เพราะคุณแรงและอีโก้สูงมวากกกกกกกกกกกกกกกกกกก และ FC คุณก็น่ากลัวด้วย อิอิ

จนไม่มองอะไรเลย ใครเตือนคุณคงโดนเหมือนๆ กัน น่ากลัวถูกคุณด่าอ่ะค่ะ ฮ่าๆ

แค่นี้ ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว นอยด์

 

ขอบคุณสาวๆ ที่เป็นหูเป็นตาให้นะคะ น่ารักที่สุด กอดๆ จูบๆ

เดี๋ยวใครที่เจอเบาะแสแบบนี้อีก บอกมู่ได้นะคะ

มู่จะมีของอะไรเล็กๆ น้อยๆ ส่งให้ด้วยค่ะ กอด

รักสาวๆ ของมู่ทุกคน โมเม อิอิ กอดอีกที

จับจูบ จับก()

 


 

Talk…

Song :: Mercy-Duffy

 

เอาแล้ว นายน์งานเข้าแล้ว

ริกะเธอนั่นแหละที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย กรี๊ด

 

ช่วงนี้บ้าเบลออย่างหนัก เมื่อวานว่าจะอัพนิยายแต่สลบก่อนอีกแล้ว

ข้าวเย็นที่ทานตอนสี่ทุ่ม บวกกับตากแดดมา พอล้มตัวกับที่นอนก็หลับไปเลย

ไม่ได้อาบน้ำอีกแล้ว หลับคาชุดนักศึกษา กรี๊ด ฮ่าๆ

แต่ว่ามาชดเชยแล้วค่ะ เห็นใจกันบ้างเน้อตัวเอง

งานยุ่งมากเลยค่ะ แล้วจะพยายามอัพบ่อยๆ นะคะ

อย่าเพิ่งหนีหายไปนะคะ แง้ๆ

 

สอบถามข่าวสารของนิยายหรือพูดคุยกันได้ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ

FP สำนักพิมพ์แสนดี Click!!

ID สำนักพิมพ์แสนดี Click!!

FP mu_mu_jung Click!!

 

God blessed you

’m blessed you

 

I http://www.dek-d.com/06pic/dot/heart.gif Readers

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 5 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1

สงสารนางเอกกะนายน์ง่ะ TT

แต่สงสารเวนิสที่สุด .. เค้าหล่อเกินไป TTOTT

จากคุณ BiQteenn/(BiQteenn) อัพเดตเมื่อ 19/10/2554 22:16:34
ความคิดเห็นที่ 2

โอ้ว* ท้อง-_-"

เป็นกำลังใจให้พี่มู่ค่ะ เจอแบบนี้ไปคงรู้สึกแย่น่าดู ไฟติ้ง!!!!!พี่มูมู่ ^_-

จากคุณ Imview/() อัพเดตเมื่อ 26/09/2554 20:58:02
ความคิดเห็นที่ 3
เอาแล้วๆ
เวนิสทำเรื่องแล้ว
สู้สู้คัฟฟ
 P'Mu
จากคุณ หลิว/(liew_tm) อัพเดตเมื่อ 15/07/2554 00:19:59
ความคิดเห็นที่ 4
"ริกะ"ท้องเหรอ ??????

จากคุณ kaejaa/(ilove-jamsai) อัพเดตเมื่อ 08/07/2554 13:47:14
ความคิดเห็นที่ 5
โอ้วววววว เวนิส เลวมากเลยค่ะ 5555555

แต่ชอบมากค่ะ พระเอกเลวๆๆ

สงสราริกะ สงสารนาย 

สนุกมาๆๆๆๆๆๆๆ
จากคุณ จิน/(nattakarn_moo) อัพเดตเมื่อ 03/07/2554 13:20:45
ความคิดเห็นที่ 6
ชอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
จากคุณ นา/(princessnarak) อัพเดตเมื่อ 02/07/2554 23:31:56
ความคิดเห็นที่ 7
เวนิสต้องเขียนอะไรใส่ไดอารี่ริกะแน่เลยเนี่ย

ริกะถึงได้งงๆบู้ๆบี้ๆแบบนี้เนี่ย สงสารริกะอ่ะเจ้

แล้วนี่ตกลงเวนิสเป็นอะไร ป่วย? ไม่ป่วย?

ใครก็อปนิยายเจ้อีกแล้ว เบื่อมั้ยเนี่ยเจ้

แต่ถ้ามองในแง่ดี นิยายเจ้สนุกมากกกก จนมีบางคนอิจฉา

เจ้ยังไงก็ สู้ๆนะ


จากคุณ Anzor/(BlACKLlTE) อัพเดตเมื่อ 02/07/2554 16:08:39
ความคิดเห็นที่ 8
อารายเนี่ยตอนนี้ มึน งง สับสน ฮ่าๆๆ
เวนิส นายน์ เรน มีเรื่องรัยกันมาก่อนอยากรู้แล้ว
พี่มู่ ตอนนี้สงสารนู๋ริกะจับใจเลย
เป็นกำลังใจให้นะค่ะพี่สาว สู้ๆ
จากคุณ ยุ้ย ( YOOi )/(yooya_yooya) อัพเดตเมื่อ 02/07/2554 15:36:16
ความคิดเห็นที่ 9
โอ่ววววว ท้อง?
จากคุณ brown/(bozeq) อัพเดตเมื่อ 02/07/2554 01:38:24
ความคิดเห็นที่ 10
มัน ยัง ไง กัน แน่ เนี่ยยยย 
อัพไวไว นะค่ะ คุณ มูมู่  เป้นกำลังใจให้ค่ะ
จากคุณ น้ำผึ้ง/(pinocchio5530) อัพเดตเมื่อ 01/07/2554 22:53:52
หน้าที่ 1 จาก 5 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 142 ท่าน