Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
ROMANCES SCENT ? EMBRACE SCENT ? Eps02 [100%] -Aug 05 UP!!-
mu_mu_jung
? ROMANCES CODE ? Eps01
60
24/06/2554 23:20:33
15246
เนื้อเรื่อง

ROMANCES CODE

(Story of Ziff & Pun-Yha)

 

Things are pretty graceful, rich, elegant, handsome,

But until they speak to the imagination

Not yet beautiful.

 

-Ralph Waldo Emerson-

 

Eps.01

You Can Count on Me

 

“ขอร้องล่ะนะ ช่วยฉันทีเถอะนะคะ” ฉันกำลังพนมมือไหว้ชายคนหนึ่งที่กำลังทำหน้าตกใจอยู่ตรงหน้าของฉัน

            ฉันเองก็รู้อยู่เหมือนกันว่ามันน่าตกใจพอๆ กับที่น่ารำคาญ ที่จู่ๆ ก็มีผู้หญิงไม่สมประกอบคนหนึ่งโผล่เข้ามาขอความช่วยเหลือทั้งที่เขากำลังจะเข้าห้องน้ำแบบนี้

            แต่เรื่องอะไรฉันจะปล่อยให้เขาหลุดมือไปล่ะ ชุดชอร์ปสีน้ำเงินกรมท่าที่เขาสวมอยู่บนตัวนี่เป็นสัญลักษณ์บอกว่าเขาเรียนคณะวิศวะนะ ตอนนี้สาวคณะมนุษยศาสตร์สวยรวยเสน่ห์(อนุญาตให้อาเจียนได้) อย่างฉันกำลังดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้อย่างสุดความสามารถ พร้อมกับสายตาของผู้คนที่มองฉันเหมือนเป็นตัวประหลาด รวมไปถึงผู้ชายที่ฉันกำลังดึงตัวเขาไว้นี่ด้วย

            “เฮ้เธอ! อยากให้ฉันโมโหนักหรือไง ฮะ” เขาลดเสียงให้ต่ำลงแล้วก็เดินตามแรงรั้งของฉันมา จนถึงตู้ขายน้ำอัตโนมัติ

            เขาทำท่าเหมือนอยากจะฟาดฉันสักเปรี้ยง แต่ว่านี่มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของฉันนี่นา

            เรื่องของเรื่องก็คือฉันมีโปรเจ็ครายงานอย่างหนึ่งของวิชาภาค ซึ่งนั่นต้องทำวิจัยเกี่ยวกับคนคนหนึ่งเป็นเวลาสองเดือน ที่มันแลกด้วยเกรดอันต่ำต้อยของฉันจะได้สูงขึ้นมาอีกนิดหน่อย เมื่อจับสลากได้คณะวิศวกรรมศาสตร์ฉันก็แทบจะชักตาย

            ใครก็รู้ทั้งนั้นว่าหนุ่มๆ คณะวิศวะน่ะน่ากลัวมากแค่ไหน อีกอย่างมันเป็นความโง่งี่เง่าของฉันอีกนั่นแหละ ที่ตอนจะเลือกมหาวิทยาลัยเรียน ฉันไม่ได้ศึกษาอัตราส่วนประชากรชายกับหญิงที่มหาวิทยาลัยที่จะเรียนเลยสักนิด ที่ฉันเรียนอยู่มีประชากรชายมากกว่าหญิงเกือบสี่ต่อหนึ่ง ไม่สิ ต้องเป็นหกต่อหนึ่งเลยด้วยซ้ำไป

            ตอนนี้ฉันเลยตกที่นั่งลำบากที่ต้องหาเหยื่อ เอ๊ย! ตัวอย่างทำการวิจัยอย่างน่าปวดหัว

            ใครก็รู้กันทั้งนั้นว่าหนุ่มวิศวะขึ้นชื่อเรื่องความป่าเถื่อนแล้วก็ใช้กำลัง ยิ่งมหาวิทยาลัยของฉันเหมือนจะเป็นแหล่งบ่มเพาะมนุษย์เพศชายด้วยแล้ว จงลืมไปซะเถอะว่าความอ่อนหวานของผู้หญิงน่ะเป็นยังไง

            และตอนนี้ก็โชคดีสุดๆ ที่ฉันมาโรงอาหารกลางของมหาวิทยาลัยแล้วเจอกับเขาเข้าพอดี ไม่ต้องเสี่ยงตายไปถึงคณะวิศวะที่อยู่ไกลโพ้นกว่าคณะอื่นๆ และอีกอย่างหน้าตาท่าทางของเขาก็ดูดีไม่แผ่ออร่าโหดๆ เหมือนคนอื่นที่เคยสวนกันตามทางเดินอีกด้วย

 

            “ขอโทษนะที่ต้องบอกว่าเธอเสียมารยาทมากที่จับเสื้อฉันไว้แบบนี้ อีกอย่างฉันยังไม่รู้เลยนะว่าเธอชื่ออะไร มาจากไหน และต้องการอะไรกันแน่ รู้แค่ว่าเธอขอให้ช่วยแต่ไม่มีข้อมูลอื่นเลยเนี่ยนะ!!

            ฉันคิดว่าทักษะการมองคนของฉันผิดพลาด จากที่มองเขาดูอบอุ่นอ่อนโยนตอนนี้กลายเป็นว่าคนที่ฉันกำลังจับไว้น่ากลัวถึงขีดสุดแทน

            “ยังจะมองหน้าอีก ชื่ออะไร จะทำอะไรกันแน่ ยัยทึ่ม!

            เขาตะคอกอีกครั้ง และทำให้ฉันเข้าใจสถานการณ์ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังบ้าอยู่ ฉันจะยื้อเขาไว้ทำไม ในเมื่อไม่ยอมพูดอะไรเลยแบบนี้ กรี๊ด ใครทำอะไรกับสมองของฉัน

            “ปั้น ปั้นหยาค่ะ ฉันชื่อปั้นหยามาจากคณะมนุษยศาสตร์ ตอนนี้กำลังจะทำรายงาน แล้วเจอคุณพอดี” ฉันบอกเสียงอ่อน แล้วก็ยังยื้อเสื้อของเขาเอาไว้ตามเดิม แม้ว่าเขาจะพยายามดึงเสื้อออกจากมือของฉันเท่าไหร่ก็ตาม

            “ฮึ่ย! เธอบ้าอะไรเนี่ย ฉันจะเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวค่อยคุยได้มั้ย” เขาดึงชายเสื้อของตัวเองอย่างหัวเสีย และฉันก็รู้ตัวว่าเวลานี้ไม่ควรจะทำให้เขาโมโหมากกว่าเดิม

            ไม่อย่างนั้นฉันอาจจะกลายเป็นศพอยู่ตรงนี้ก็ได้

            “น่าหงุดหงิดจริง!” เขากระชากเสียงใส่ฉัน จากนั้นก็เดินสะบัดชายเสื้อเข้าห้องน้ำชายไปด้วยท่าทางหงุดหงิดปนโมโห ส่วนฉันเองก็ทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมด้วยความรู้สึกผิด

            นั่นสิ ฉันเสียมารยาทมากเลย ทั้งที่ควรจะคุยกับเขาดีๆ และอธิบายให้เขาเข้าใจทีละเรื่อง ไม่ใช่ใช้กำลังออกแรงลากเขาแบบนั้น

            โอ๊ย! แย่แล้ว ก็ตอนนั้นฉันดีใจมากนี่นาที่เจอหนุ่มๆ วิศวะสักคน โดยไม่ต้องลำบากบุกไปถึงที่คณะของพวกเขา แล้วนี่จะทำยังไงดี ท่าทางเขาโกรธมากเลยด้วย เพราะอย่างนั้นฉันเลยหันไปพึ่งกาแฟกระป๋องที่แช่อยู่ในตู้ เมื่อประนมมือไหว้กระป๋องเพื่อขอพรแล้วฉันก็ทำหน้าไม่ถูกอีกครั้ง เมื่อผู้ชายคนก่อนหน้านี้เดินกลับมาพร้อมกับทำหน้าเหวอๆ เมื่อเห็นฉันทำตัวแปลกๆ อยู่หน้าตู้กดน้ำ

            “อ๊ะ อ่า เอ่อ โอ๊ะ เย็นจัง” ฉันคิดหาคำพูดไม่ถูก กระป๋องกาแฟในมือก็เย็นจัดจนฉันจับมันไว้ในมือนิ่งๆ ไม่ได้ จนต้องโยนสลับมือไปมา และเขาก็มองฉันด้วยความเอือมระอา

            โอเค ฉันบ้าไปเองทั้งหมด

            “ให้คุณค่ะ” ฉันบอกและก้มหน้าลงแล้วก็ยื่นกระป๋องกาแฟให้เขาไปด้วย

            เขารับไปโดยที่ไม่ได้พูดอะไร และจ้องหน้าฉันเหมือนเจอสัตว์ประหลาดต่างดาวมาเยือนโลก

            “เอาล่ะ จะว่าอะไรก็ว่ามา” เขาถามและเอียงคอไปมาด้วย

            “แหะๆ คือว่า” และพอจะพูดจริงๆ ฉันกลับอึกอึกอย่างบอกไม่ถูก

            ทำยังไงดีล่ะ ตอนนี้ฉันเรียบเรียงคำพูดตัวเองไม่ได้

            “ถ้าไม่พูดฉันจะไปล่ะนะ จะคิดซะว่าเธอเป็นแค่โรคจิตคนหนึ่งเท่านั้น” เขาเลิกคิ้วสูงแล้วก็ส่ายหน้าไปมา

            ท่าทางนั้นบอกว่าเขากำลังงงว่าฉันเป็นตัวอะไรกันแน่ ถึงได้พูดอะไรไม่รู้เรื่องแล้วก็ทำหน้าเหลอหลาแบบนี้ทำไมอยู่แน่เลย

            “เอ่อ

            “เร็วหน่อยนะ เพราะฉันจะกลับแล้ว ไม่มีเวลาว่างที่จะมายืนดูเธอบิดไปบิดมาอย่างนี้ทั้งคืนหรอก”

            “เอ่อค่ะ”

 

            ในที่สุดฉันก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังเรียบร้อย ถึงแม้ว่าตอนแรกๆ มันจะดูเหมือนฉันเป็นโรคจิตที่คอยเอาแต่ตะครุบเขาก็ตามเถอะ

            เขาชื่อซีฟเป็นเรียนคณะวิศะเอกคอมพิวเตอร์ปีสามแล้วล่ะ เมื่อมามองหน้ากันตรงๆ ฉันถึงรู้ว่าเขาหน้าตาดีมากแค่ไหน ผิดกับฉันที่ใส่แว่นหนาเตอะและทำตัวลุกลี้ลุกลนเหมือนคนลักลอบเข้าเมือง ตอนนี้เขาดูดกาแฟกระป๋องแล้วก็จ้องหน้าฉันนิ่งๆ จนฉันชักจะเริ่มประหม่าทุกที

            “เรื่องเป็นแบบนี้เหรอ” เขาถามและฉันก็พยักหน้าแรงๆ จนแว่นตาที่สวมอยู่เลื่อนเกือบหลุดออกจากหน้า

            ฉันรีบเก็บแว่นตาตัวเองไว้ตามเดิม และขณะเดียวกันฉันก็เห็นเขาจ้องหน้าฉันตาไม่กะพริบ สายตานั่นทำให้ฉันอยากจะร้องไห้ ทำไมเขาถึงได้จ้องหน้าฉันตาไม่กะพริบอย่างนี้นะ

            “ก็ไม่มีปัญหา เพียงแค่ว่าต้องรายงานเธอทุกอย่างที่เกิดขึ้นในแต่ละวันแล้วก็ช่วงเวลาใช่มั้ย?” เขาสรุปและฉันก็พยักหน้าให้เขาหงึกหงัก

            “ฉันเองก็มีโปรเจ็คที่ต้องทำเหมือนกัน ตอนนี้ฉันทำหุ่นยนต์น่ะ แล้วจะมีระบบเซ็นเซอร์ด้วยการรับรู้จักจังหวะหัวใจ สมมติว่าเธอตื่นเต้นหัวใจของเธอจะเต้นเท่านี้ เวลาโกรธหัวใจเธอจะเต้นเท่านี้ เราจะทำเป็นนาฬิกาบอกอารมณ์น่ะ ให้มันเปลี่ยนสีตามความรู้สึกของคนที่ใส่อยู่ ตอนแรกก็จะหาอาสาสมัครเหมือนกัน แต่เธอมาก็ดีเลย ถ้าอย่างนั้นมาร่วมมือกันมั้ยล่ะ แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน”

            เขาวางกระป๋องกาแฟเปล่าไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็โน้มตัวมาข้างหน้าและใกล้ฉันมากขึ้น

            เมื่อใบหน้าของเขาเลื่อนเข้ามาใกล้ หัวใจของฉันก็เต้นแรงมากขึ้นทันที แย่แล้วเขาหล่อจนดูสวยมาก หน้าตาดุดันแต่ก็อ่อนหวานอย่างไม่น่าเชื่อ

            ทรงผมที่เซตให้สั้นและยุ่งๆ ไม่เป็นทรง เปิดหน้าให้ดูกว้างและสว่างด้วยผิวที่ขาวราวกับจะสะท้อนแสงของเขา ดวงตาสองชั้นกลมโตแต่ก็คมดุ ทำให้ใบหน้าของเขาดูน่าค้นหามากยิ่งขึ้น นัยน์ตาดำกลมโตและเป็นประกาย ผู้ชายคนนี้เป็นผู้ชายจริงๆ น่ะเหรอ ทำไมถึงได้ดูเหมือนผู้หญิงอย่างนี้นะ

            “นี่! ฉันถามน่ะ ได้ยินมั้ย?

            “อ้อ! อื้อ ได้สิ” ฉันตอบรับไปอย่างไม่รู้ตัว ไม่ทันได้ฟังว่าก่อนหน้านี้เขาพูดอะไรกันแน่

            แย่อีกแล้วฉันนี่เป็นบ้าไปแล้วหรือไงนะ โอ๊ย! อยากจะร้องไห้

            “งั้นก็ไปกัน ลุกขึ้นมาสิ”

            “เดี๋ยวนะ แหะๆ เมื่อกี้ว่ายังไงนะ

            แล้วเขาก็ทำหน้าเหมือนอยากจะซัดฉันอีกรอบ ฉันคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่นะ ที่มาเจอเขาโดยบังเอิญน่ะ

 

            ไม่นานเราสองคนก็เดินไปที่คณะของเขา คณะวิศวะนี่หรูหราแล้วก็ตึกใหญ่โตมากเลยแฮะ เทียบกับคณะของฉันแล้ว เหมือนลูกเมียหลวงกับลูกเมียน้อยเลย ฉันเดินตามหลังของซีฟไปอย่างกระเซอะกระเซิง หัวยุ่งเหยิงไปหมดเพราะว่าเขาขับมอเตอร์ไซค์และให้ฉันซ้อนมาด้วย

            ฉันน่าจะจับสลากได้คณะอื่นแทนที่จะเป็นวิศวะนะ โอ๊ย น้ำตาฉันไหลแล้วจริงๆ

            “ก็เพราะว่าผู้หญิงตื่นเต้นง่าย แล้วก็อารมณ์หวั่นไหวง่ายน่ะ พวกเราเลยอยากได้ข้อมูลจากผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย”

            เพื่อนของซีฟคนหนึ่งบอกฉัน เมื่อฉันถามพวกเขาไปว่าทำไมไม่ทดลองกับหนุ่มๆ ในกลุ่ม หลังจากที่ตามซีฟมาถึงที่นี่ ฉันพบว่ากลุ่มของเขามีด้วยกันทั้งหมดห้าคน แต่ละคนก็หน้าตาท่าทางดีเหมือนกันหมด เพียงแต่ว่าซีฟออกจะดูโดดเด่นมากกว่าคนอื่นนิดหน่อย

            “อ้ออย่างนั้นเหรอคะ?” ฉันพึมพำออกมาเมื่อได้ยินคำอธิบายที่เข้าใจได้ง่าย

            ฉันกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องโถงที่กว้างขวางนี้ จะมีคอมพิวเตอร์เรียงติดผนังรอบห้อง และจะมีล็อกไม้มาแบ่งเขตแดนกั้นเอาไว้จากทีมอื่นๆ เพื่อความเป็นส่วนตัว สามารถใช้โต๊ะที่ติดกับผนัง และนั่งทำงานที่พื้นได้ด้วย ฉันเองก็กำลังนั่งลงที่พื้นและช่วยพวกเขาตีเส้นในกระดาษแข็งแผ่นใหญ่ไปด้วย

และตอนนี้ซีฟก็เดินกลับมาอีกครั้งพร้อมกับเครื่องมือชนิดหนึ่ง ฉันเดาว่ามันน่าจะเป็นอุปกรณ์วัดการเต้นของหัวใจ

            เขามองหน้าฉันไม่พูดไม่จา จากนั้นก็ดึงแขนฉันไปสวมกับอุปกรณ์นั้นที่ใช้รัดต้นแขนทันที ฉันมองหน้าเขาด้วยความตกใจ และจากนั้นเขาก็สบถออกมาเมื่อเห็นใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง

            “อาจารย์มา อาจารย์มา ทำไงดี” เพื่อนร่วมกลุ่มของเขาทำเสียงร้อนรน และซีฟก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะถอดเสื้อชอร์ปของเขาที่สวมอยู่ คลุมให้ฉันไว้

            “ใส่แล้วก็เฉยๆ ไว้ แกล้งทำเป็นหลับก็ได้” เขาบอก ก่อนจะกดหัวฉันลงนอนหนุนตักกับเขา

            ตอนนี้กลายเป็นว่าฉันนอนหนุนตักเขาอยู่ที่พื้น และหัวใจของฉันก็เต้นกระหน่ำทันทีทันใด ไม่ไหวแล้ว ฉันเป็นอะไรไปแล้วน่ะ น่าตกใจจริงๆ

            “เพื่อนหลับเหรอ?” ฉันได้ยินเสียงถาม และค่อนข้างแน่ใจว่าเป็นเสียงของอาจารย์

            ซีฟตอบแล้วก็ถามอะไรอีกสองสามคำ จนเวลาผ่านไปไม่นานเขาก็สะกิดให้ฉันลุกขึ้น หัวฉันยุ่งยิ่งกว่าเดิม และหัวใจก็เต้นแรงมากด้วย ซีฟไม่พูดจาอะไรอีกตามเคย ก่อนจะดึงต้นแขนฉันไปดู

            “ตื่นเต้นใช่มั้ยตอนนี้น่ะ โห หัวใจเต้นเร็วน่าดู” เขาพูด แล้วก็ส่งอุปกรณ์วัดการเต้นของหัวใจให้เพื่อนคนอื่นๆ ได้ดูกันทั่วหน้า

            “อันนี้จะเรียกว่าตื่นเต้นหรือตกใจดีล่ะ” เขาไม่สนใจฉันสักนิด ตรงกันข้ามเขาปรึกษากับเพื่อนของเขาเรื่องโปรเจ็ครายงานแทน

            และฉันก็ไม่แน่ใจว่าฉันตื่นเต้นตกใจเพราะอะไรกันแน่ ระหว่างตอนที่รู้ว่าอาจารย์คณะวิศวะเดินเข้ามา หรือว่าตอนที่ฉันนอนหนุนตักของซีฟกันแน่

            แล้วโลกาวินาศก็เล่นงานฉันอีกครั้ง เมื่อฉันทำโมเดลหุ่นที่ซีฟทำไว้ทั้งคืนพัง

ฉันช็อก เพื่อนในกลุ่มของซีฟช็อก และสุดท้าย ซีฟช็อกยิ่งกว่าช็อก

            เขาไม่ด่าฉันสักคำ หรือจะพูดให้ถูกคือเขาด่าไม่ออกต่างหาก หลังจากที่อึ้งทึ่งเสียวกันไปพักหนึ่ง ซีฟก็ค่อยๆ ทำหน้าหาเรื่องและมองหน้าฉันด้วยความฉุนปนโกรธจัด

            “ฉันขอยกเลิกข้อตกลงของเรา จบ!” เขาพูดอย่างไร้น้ำใจ และฉันก็สัมผัสได้ถึงความจริงจังในคำพูดนั้นของเขา

            เพื่อนๆ ของซีฟพากันกระซิบกระซาบให้ฉันขอโทษเขา แต่ฉันก็พูดอะไรไม่ออกได้แต่ยืนอึ้งในห้องโถงทดลองของคณะวิศวะ ที่ตอนนี้เหลือเพียงแค่กลุ่มของซีฟกลุ่มเดียวที่อยู่ที่นี่ เมื่อไม่รู้ว่าจะทำยังไงและซีฟก็เดินกระแทกเท้าไปอีกทาง ฉันก็พุ่งตัวไปหาเขาอีกครั้ง และครั้งนี้ฉันตรงเข้าไปกอดขาเขาไว้แน่นแล้วก็ครวญคราง ท่ามกลางเสียงหัวเราะจากเพื่อนของเขาดังลั่นจากด้านหลัง

 

“เธอทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย!!” เขาตะคอกเสียงดังลั่น และพยายามจะชักขาออกจากการกอดของฉัน

“ไม่นะซีฟ ฮือ อย่าทำแบบนี้เลยนะ ได้โปรดเถอะ โมเดลนั่นฉันจะทำให้นายใหม่นะ ขออย่างเดียว อย่าทิ้งฉันเลย!” ฉันร้องฟูมฟายและเรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนของเขาได้ดังกว่าเดิม

            “เธอจะบ้าเหรอ ปล่อยขาฉันนะเว้ย! เฮ้ย!!” มือของเขาประคองโมเดลที่เละไปแล้ว ส่วนขาเขาก็พยายามจะดึงออกไป แต่ว่าฉันยังกอดเขาไว้แน่น และเริ่มจะถูไถไปกับพื้นเมื่อเขาเริ่มออกเดิน

            “ซีฟ ขอโทษนะ อย่าทำแบบนี้เลย”

“เฮ้ย! พวกแกมาแกะยัยนี่ออกไปที ก่อนที่ฉันจะโมโหมากกว่านี้น่ะ!!” ซีฟโวยลั่น และสุดท้ายฉันก็ถูกจับแยกออกจากเขาจนได้

ซีฟมองหน้าฉันอย่างไม่พอใจ จากนั้นเขาก็หอบเอาซากโมเดลออกไปจากห้องและยังปิดประตูใส่หน้าฉันเต็มแรงด้วย วันนี้ฉันทำเรื่องแย่ๆ ต่อหน้าเขาไปกี่ครั้งแล้วนะ โอย อยากจะบ้าตาย

            “มาใหม่พรุ่งนี้ ขอโทษหมอนั่นดีๆ เดี๋ยวมันก็หายโกรธเองแหละ” เพื่อนของซีฟที่ชื่อกอล์ฟปลอบใจฉัน พลางตบบ่าเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ

            แต่ฉันไม่มั่นใจเลยสักนิด ตอนนี้เขาขับรถมาส่งฉันที่คณะแล้วก็บอกให้ฉันอย่างคิดมาก แต่จะทำยังไงได้ล่ะ ตอนนี้ฉันรู้สึกแย่เอามากๆ เลยนี่นา

            “คอยเดี๋ยว!” ฉันเรียกเพื่อนของซีฟเอาไว้ เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าควรจะทำยังไงเพื่อจะให้คนขี้โมโหอย่างซีฟหายโกรธได้

            “ว่าไง

            “โมเดลที่ฉันทำพังไปน่ะ มันคืออะไรเหรอ ถ้าเกิดว่าซื้อไปคืนให้เขา เขาจะหายโกรธมั้ย?” ฉันถามและประสานมือเข้าหากันอย่างมีหวัง

            “อือของอย่างนี้ก็ไม่แน่นะ แต่ว่ามันแพงมากเลยน่ะสิ เราต้องเอามามันศึกษาเพื่อจะทำโครงสร้างโปรเจ็คด้วย” เขาบอกและฉันก็คอย่นด้วยความรู้สึกผิด

            ท่าทางมันจะมีอะไรมากกว่าการเป็นโมเดลธรรมดาๆ แน่

            “เอาเถอะ ช่วยบอกหน่อยได้มั้ย ฉันอยากจะหาให้เขาจริงๆ น่ะ”

 

            “ปั้นหยามันไม่ได้ต่อแบบนั้นนะ” พ่อของฉันบอกตอนที่ฉันกำลังจะประกอบโมเดลหุ่นยนต์ที่เพิ่งซื้อมาสดๆ ร้อนๆ แพงมากด้วย ดีที่คุณพ่อของฉันน่ารักและเข้าใจฉันทุกอย่าง ฉันเลยไม่ค่อยหนักใจกับราคาที่พ่อจ่ายไปเท่าไหร่ เหอๆ ฉันนี่คิดเรื่องอะไรอยู่น่ะ โอย ฉันง่วงแล้วสิ นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วนะ

            “ปั้นหยาดึกแล้วนะลูก พรุ่งนี้จะไปเรียนไหวเหรอ” คุณแม่ของฉันเดินกลับมาที่ห้องรับแขกหลังจากที่เข้านอนไปแล้วพักหนึ่ง

            อันที่จริงฉันอยู่อพาร์ตเม้นต์ข้างนอกคนเดียว แต่วันนี้เป็นกรณีฉุกเฉินน่ะ ฉันกลับมาหาคุณพ่อเพื่อขอให้ท่านช่วยพาไปซื้อโมเดลบ้าๆ นี่ แล้วก็ขอให้ท่านช่วยต่อด้วย สมัยหนุ่มๆ พ่อของฉันเป็นมือกีตาร์ที่ฮอตเอามากๆ เลยนะ หล่อลากด้วย แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงตกลงปลงใจกับแม่

            จุ๊ๆ อยากจะบอกว่าแม่ของฉันทั้งมึนทั้งอึนกว่าฉันซะอีก

            “ไม่เป็นไรหรอกยะหยา ลูกโตแล้วน่าจะห่วงอะไรนักหนานะ” พ่อยังเป็นพ่อที่เข้าข้างฉันอยู่เสมอ ฉันแอบยักคิ้วให้คุณพ่ออย่างรู้ทัน

            “ก็อย่างนี้ทั้งพ่อทั้งลูก แม่ไม่มีใครอยู่แล้วนี่” คุณแม่พูดเสียงสะบัดก่อนจะเดินกลับเข้าห้องนอนไปอย่างงอนๆ ทำให้คุณพ่อรีบตามเข้าไปง้ออย่างด่วน ฉันมองภาพที่เห็นจนชินตาแล้วก็ยิ้มให้ตัวเอง จากนั้นก็หันมาสนใจโมเดลหุ่นที่อยู่ในมือต่อ

            เอาเถอะ เมื่อเลือกที่จะตั้งใจทำแล้วฉันก็จะทำให้สำเร็จให้ได้ แม้ว่าตอนนี้เวลาจะล่วงเข้าวันใหม่แล้วก็ตาม

            “อ๊าแล้วอันนี้มันต้องต่อตรงไหนล่ะ” ฉันเริ่มคร่ำครวญเมื่อรู้แล้วว่าการต่อโมเดลไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย

 

Ziff talks…

            “ฉันว่าปั้นหยาเค้าน่ารักออกนะ” ผมได้ยินเสียงไอ้กอล์ฟบ่นอย่างนี้หลายรอบแล้ว

            หลังจากที่เมื่อวานผมหงุดหงิดจนทิ้งเธอไว้หน้าตาเฉย เป็นใครจะไม่โมโหล่ะ โมเดลที่ต่อมาหลายวันพังลงกับมือของเธอแบบนั้น อีกอย่างเพราะผู้หญิงหน้าเอ๋อๆ จืดๆ อย่างปั้นหยานั่นแหละ ทำให้ผมไปไม่ทันนัดของซูซี่ดาวคณะบริหาร เสียทั้งงาน เสียทั้งผู้หญิง แล้วแบบนี้จะไม่ให้ผมหงุดหงิดได้ไง

            แล้วอีกเรื่อง เมื่อวานยัยนั่นยังมากระชากผมเอาๆ อย่างกับว่าผมเป็นลูกหนี้ของเธออย่างนั้น มันก็น่าโมโหไม่ใช่หรือไง ผมไม่ใช่คนผิดซะหน่อย อีกอย่างถึงจะไม่ได้ยัยนั่นมาเป็นตัวทดลองก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะมีผู้หญิงอีกเยอะเลยล่ะที่จะยอมมาทำการวิจัยนี่กับผม

            “เอ๊ะ! นั่น ปั้นหยานี่!!” เสียงของเพื่อนคนหนึ่งอุทานออกมาเสียงดัง ผมเลยหันไปตามนิ้วที่ชี้ไปทางหนึ่ง

            จริงๆ ด้วย นั่นมันยัยจืดชืดปั้นหยานี่นา เธอหอบถุงที่เหมือนมีกล่องอยู่ข้างใน เป็นอะไรมาสักอย่างดูพะรุงพะรังชอบกล ผมยืดตัวขึ้นแล้วก็เอียงหน้านิดๆ เพราะรู้ว่ายัยนั่นต้องพุ่งตัวเข้ามากอดขาผมอีกแน่

            “ทำเป็นเก๊กนะไอ้ซีฟ อยากคืนดีกับเค้าก็พูดสิ”

            “ฉันไม่สนใจยัยนั่นหรอกน่า” ผมตัดบทแล้วก็เห็นว่าเธอเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

            ครั้งนี้ผมตั้งตัวได้ และพนันว่าคราวนี้จะไม่เซหรือล้มเพราะแรงปะทะจากยัยแว่นผมฟูหน้าจืดนั่นแน่ๆ แต่มันผิดคาด เพราะยัยจืดปั้นหยากลับเดินผ่านผมไปอย่างเร่งรีบก่อนจะวางถุงลงกับพื้นอย่างนิ่มนวล แล้วก็ตรงเข้าไปกอดขาผู้ชายคนหนึ่งในคณะของผม!

        ไม่นาน เสียงหัวเราะก็ระเบิดดังลั่นทำให้ผมอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

            “ฮ่าๆ ไม่ใช่ไอ้ซีฟนี่นา แต่เป็นเดือนคณะไอ้คิงซะงั้น!!

หนอย ยัยจืดปั้นหยา กล้าดียังไงถึงได้เมินฉันน่ะ!! ผมคิดในใจอย่างหงุดหงิด ก่อนจะมองภาพของสองคนนั่นที่คนหนึ่งกำลังนัวเนียกับต้นขาใครไม่รู้ อีกคนก็ทำหน้าช็อกตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

            “อย่าทิ้งฉันเลยนะ ขอร้องล่ะ จะทำอะไรฉันก็ได้ แต่อย่าทิ้งกันแบบนี้!” ยัยเอ๋อหัวฟูพูดเสียงดัง และทุกคนก็อยู่ในภาวะช็อก ยกเว้นก๊วนของผมที่ระเบิดเสียงหัวเราะดังสนั่น

            “เอ่อ คุณเป็นใครครับ อย่าทำแบบนี้สิ”

            “ไม่เอา! อย่าทิ้งฉันสิ อย่าทิ้งฉัน!!

            ผมทนมองละครบ้าบวมนี่ต่อไปไม่ไหว ก้นมันร้อนจนต้องลุกออกจากเก้าอี้อย่างหงุดหงิด ผมเดินตรงเข้าไปหาสองคนนั่น และสบถออกไปด้วยความโมโห

            “ปั้นหยา เธอจะกอดขาผู้ชายทุกคนที่เห็นหน้าเลยรึไง ฮะ!!

 

            ปั้นหยาหันขวับมามองผม จากนั้นเธอก็เบิกตาโตๆ ของเธอให้กว้างขึ้นไปอีกจนมันดูน่าตลก แต่ถึงอย่างนั้นผมกลับมองเห็นว่าเธอดูน่ารักอย่างลึกลับ

น่ารัก ผมคิดอะไรน่ะ ไม่นานผมก็สั่นหน้าไปมาแรงๆ เพราะเผลอคิดอะไรไม่เข้าท่าไปจนได้ ยัยนี่เนี่ยนะที่น่ารัก ผมคงจะเพี้ยนไปกับความบ้าของผู้หญิงคนนี้แล้วแน่

“อ๊ะ!” เธออุทานคำหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองดูคนที่ตัวเองกำลังเบิกตาโตๆ กอดขาเอาไว้

            จากนั้นเธอก็อ้าปากค้างด้วยความตกใจแล้วก็ปล่อยแขนจากที่กอดคิง เดือนคณะเพื่อนที่พอจะรู้จักกันบ้างออกอย่างรวดเร็ว

            ไอ้คิงมองดูยัยจืดชืดที่นั่งพับเพียบอยู่แทบเท้าแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ ท่าทางมันคงเข้าใจแล้วว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ และไม่นานคิงก็ยื่นมือส่งไปให้ปั้นหยาที่ยังทำหน้าเหลอหลาเหมือนลำดับเรื่องราวไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความรู้สึกไหนกันแน่ ผมมองหน้าคิงด้วยความไม่พอใจแวบหนึ่ง

            ผมคิดว่าปั้นหยาจะส่งมือให้คิงที่ยื่นรออยู่เพื่อพยุงตัวให้ลุกขึ้น แต่ผมคิดผิด และคนอื่นๆ ก็คงไม่นึกเหมือนกันว่าปั้นหยาจะเข้ามากอดขาผมไว้อีกที

            “เวรเอ๊ย!!” ผมสบถออกมาอย่างสุดทน

            ยัยบ้านี่เป็นอะไรไปอีกแล้วนะ

            “ซีฟ อย่าทิ้งฉันนะ!!” เธอตะโกนและทุกคนก็หันมามองที่เราเป็นตาเดียว

            ผมอยากจะบ้าตาย ไม่ต้องสงสัยอะไรให้มากมาย ทุกคนเข้าใจเหมือนกันหมดแน่ว่าผมกำลังจะทิ้งยัยนี่ มันไม่ใช่อย่างที่คิดนะ ผมแค่ไล่ยัยนี่ออกจากการวิจัยของผมเท่านั้นนะ

            “ซีฟ!!

            “ปล่อยฉัน ปั้นหยา!” ผมตะคอกเสียงแข็ง แล้วก็หงุดหงิดนิดหน่อยที่ริมฝีปากแดงเรื่อของยัยนี่แตะลงที่บริเวณข่าของผม

            ผมรู้สึกแปลกๆ และอยากจะผลักยัยนี่ให้ออกห่าง แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง จะสลัดขาแรงๆ ก็กลัวว่ายัยนี่จะบาดเจ็บ แต่ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง เชื่อสิ ชื่อของผมจะต้องเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์แน่ ผมถลึงตาใส่กลุ่มเพื่อนเมื่อไอ้พวกนั้นเอาแต่กุมท้องและหัวเราะบ้าคลั่ง

            ผมก็อยากจะหัวเราะเหมือนกันนะ ถ้าตัวเองไม่ได้เป็นผู้เสียหายอย่างนี้น่ะ

            “กลอ์ฟ! เอายัยนี่ออกไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ฉันจะเตะยัยนี่ออกไปนอกโลก” ผมกัดฟันพูด แล้วก็รู้สึกแปลกๆ อีกครั้ง เมื่อร่างกายนุ่มนิ่มของปั้นหยาคลอเคลียที่ขาของผม

            “สัญญาก่อนสิว่าจะไม่ทิ้งฉันน่ะ ซีฟ ขอโทษนะ ขอโทษ

            ก่อนที่ผมจะเสียสติ คิงที่ยืนหัวเราะมองภาพที่เกิดขึ้นอยู่นานก็ย่อตัวลง จากนั้นก็ช้อนแขนของปั้นหยาจากด้านหลังให้ลุกขึ้นจากพื้น ผมมองตามแล้วก็เห็นว่าปั้นหยาทำหน้าตกใจมากกว่าเดิม และหันไปมองหน้าของคิงด้วยความรู้สึกตกใจมากด้วย

            “เวลาซีฟโกรธมันน่ากลัวนะฮะ อย่าไปกอดขามันอย่างนั้นเลย” คิงพูดแล้วก็ส่งยิ้มให้เธออีกครั้ง

            ผมรู้แล้วว่ายัยจืดชืดนี่ทำไมถึงมองคนผิดไป เพราะว่าวันนี้เธอไม่ใส่แว่นตามาน่ะ เมื่อวานยังเห็นใส่แว่นเลนส์เท่าแก้วหนาๆ มา แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เพราะอย่างนั้นผมเลยเห็นว่าดวงตาของยัยนี่กลมโต แล้วก็เปล่งประกายมากแค่ไหน

        เอ๊ะ ผมคิดเรื่องอะไรอีกแล้วนะ

 

            “ไง มาทำไมอีก” ผมถามปั้นหยาเสียงแข็ง เมื่อเห็นว่าเธอจ้องหน้าคิงไม่กะพริบ จนผมเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว

            เธอมาหาผมไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ถึงได้มองหน้าคิงหวานหยดย้อยอย่างนี้ล่ะ ผมหงุดหงิดนิดหน่อย เพราะว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครละเลย และไม่ว่าจะเป็นใคร สำคัญหรือไม่สำคัญสำหรับตัวผมเอง แต่ผมก็ยังอยากจะสำคัญที่สุดสำหรับคนคนนั้น

            “อ้อ! เดี๋ยวนะ ฉันหาโมเดลแบบที่ทำของนายพังเมื่อวานเจอแล้ว แล้วก็ต่อเสร็จแล้วด้วย” ปั้นหยาทำหน้าเหมือนคิดอะไรออก จากนั้นเธอก็วิ่งกลับไปหยิบเอาถุงที่ถือมาส่งให้ผม

            “โมเดล เมื่อวานน่ะนะ” ผมถามซ้ำด้วยความแปลกใจ

            รุ่นที่เธอทำพังไปเมื่อวานน่ะ ทั้งแพง ทั้งหายาก ต้องเป็นคนที่สะสมเหมือนกันถึงจะรู้แหล่งขาย และก็มีไม่กี่ที่ในประเทศไทยด้วย เพราะนี่เป็นโมเดลหุ่นยนต์ของญี่ปุ่นที่ผมคลั่งไคล้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว หาเจอเนี่ยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผมคิดแล้วก็ไม่เชื่อเธอสักนิด แต่ก็ลองเอากล่องที่อยู่ในถุงออกมาอย่างง่ายดาย

            ปั้นหยามองหน้าผมอย่างลุ้นไปด้วย แล้วก็ยิ้มกว้างให้ผมเมื่อผมยอมเปิดฝากล่องดู แล้วผมก็ต้องตกใจเพราะว่ามันเป็นโมเดลแบบเดียวกับของผมเป๊ะๆ อีกอย่างมันถูกต่อเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย

            คืนเดียวเนี่ยนะ ที่ต่อไอ้นี่เสร็จ

        “ฉันให้คุณพ่อช่วยต่อน่ะ แล้วก็มีโมเดลรถมอเตอร์ไซค์ในนั้นด้วยนะ ลุงที่ขายเค้าบอกว่าคนที่ตามหาโมเดลหุ่นยนต์เนี่ย ส่วนมากเค้าก็อยากได้โมเดลมอเตอร์ไซค์ด้วย ฉันไม่แน่ใจว่านายอยากได้หรือเปล่า แต่ยังไงก็ช่วยรับไว้ด้วยนะ” ปั้นหยาพูดแล้วก็ค้อมศีรษะให้ผม

            เมื่อผมไม่ยอมตอบอะไรจนแล้วจนรอด เรื่องอะไรจะบอกให้เสียฟอร์มล่ะ ว่าผมก็กำลังตามหาโมเดลมอเตอร์ไซค์นี่เหมือนกัน และนั่นก็ทำให้เธอทำหน้าหม่นลงและถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

            “เอาล่ะนายไม่ยกโทษให้ก็ไม่เป็นไร ฉันจะยกเลิกข้อเสนอทำวิจัยกับนายก็ได้ ไม่เป็นไร ขอบคุณนะ” เธอค้อมศีรษะให้ผมอีกทีแล้วก็ทำหน้าจ๋อยทำท่าจะเดินออกไป

            แต่เธอก็หันหลังให้ผมและบอกขอบคุณคิงที่ยืนยิ้มมองเหตุการณ์ตั้งแต่แรกแล้ว

            “ขอโทษแล้วก็ขอบคุณคุณด้วยค่ะ” เธอบอกแล้วก็ก้มลงเก็บอะไรสักอย่างที่พื้น

            ผมมองแล้วก็เห็นว่ามันเป็นแว่นตาที่พังไปแล้ว สงสัยยัยนี่จะไปทำอะไรเซ่อซ่ามาแน่ แว่นตาเลยหักร้าวไปหมดแบบนั้น สมน้ำหน้า ผมคิดในใจ แต่ว่าอีกใจหนึ่งยัยนี่ก็น่าเวทนายังไงชอบกล ผมไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของตัวเองสักเท่าไหร่เลยตอนนี้

            “คุณทำวิจัยกับซีฟเหรอ เมื่อวานเห็นแวบๆ ที่ห้องโถงของคณะ” คิงชี้หน้าปั้นหยา แล้วก็เอียงคอถาม

            ท่าทางแบบนั้นถ้าเป็นผู้หญิงธรรมดาคนอื่นคงได้ช็อกเป็นลมตายไปแล้ว เพราะว่าคิงนอกจากจะเป็นเดือนคณะแล้ว หมอนี่ยังเป็นเดือนมหาวิทยาลัยอีกด้วย ทั้งหล่อทั้งหน้าหวานเลยมีผู้หญิงคลั่งไคล้หมอนี่อยู่ไม่น้อย

            “ค่ะ” คำตอบซื่อๆ ของปั้นหยาทำให้คิงยิ้มกว้างมากขึ้นอีก

            “ถ้าไม่อยู่กลุ่มหมอนั่นแล้ว มาวิจัยกับทีมผมมั้ยล่ะ ผมยินดีนะ

            “ไปกันได้แล้ว ยัยจืดชืด!” ก่อนที่คิงจะพูดอะไรได้มากกว่านั้น ผมเดินเข้าไปจับต้นแขนของปั้นหยาแล้วก็ลากออกห่างทันที

            ผมกับคิงสบตากับแวบหนึ่ง รอยยิ้มของคิงดูแปลกประหลาด และผมไม่ชอบใจเลยที่ได้เห็นรอยยิ้มนั้น

            “เอ๋? นายให้ฉันทำวิจัยได้ต่อเหรอ” ปั้นหยาถามด้วยความสงสัย และทำตาโตมองผมอย่างตื่นเต้น

            ผมเบือนหน้าไปทางอื่นก่อนจะกระแอมไอ รู้สึกเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเองเมื่อเจอกับสายตาซื่อๆ ของยัยนี่เข้าไป

            เพราะอะไรนะ บ้าจริง

            “หรือจะไม่ทำล่ะ” ผมย้อนแล้วก็อยากชกหน้าตัวเอง

            ถ้าเกิดยัยนี่เกิดบ้าจี้ไม่ทำวิจัยกับผม ไอ้คิงต้องปูพรมแดงให้ยัยนี่ไปอยู่ร่วมกลุ่มแน่ๆ เรื่องอะไรจะยอม ผมน่ะเป็นตัวอิจฉาประจำคณะเลยนะ ยิ่งโดยเฉพาะไอ้คิง เรื่องอะไรผมจะยอมเป็นที่สองต่อจากหมอนั่นล่ะ

            “ดีใจจังเลย!

            ปั้นหยาร้องดังลั่นแล้วก็ตรงเข้ามากอดผมไว้แน่น ท่ามกลางความตกใจของใครหลายคนที่ยังยืนมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ

            ผมประคองโมเดลในมืออย่างทุลักทุเล และมองคนตัวเล็กที่หัวกระเซอะกระเซิงกอดผมไว้แน่นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก จะโกรธก็โกรธ จะสงสารก็สงสาร และนอกจากนั้น มันยังมีความรู้สึกอื่นอีกที่ผมอธิบายออกมาไม่ได้ และไม่แน่ใจว่าแท้จริงแล้วมันเป็นยังไงกันแน่

            “นายน่ารักที่สุดเลย ซีฟ ฉันรักนายที่สุดเลย!” เธอตะโกนอีก และคราวนี้ก็ตามด้วยเสียงร้องอื้ออึงที่ดังขึ้นมาจากรอบทิศ

            โอ๊ย! ให้ตาย

ผมจะเลวมากเกินไปไหม ถ้าตอนนี้ผมรู้สึกอยากจะตบหัวยัยนี่แรงๆ สักทีสองทีน่ะ จะบ้าตาย ผมรับมือกับยัยผู้หญิงคนนี้ไม่ถูกจริงๆ

            “ดีใจจัง พ่อบอกแล้วไม่มีผิด ว่าถ้ากอดขาขอร้องใครมันต้องสำเร็จ ฮะๆ ดีใจจังเลย” เธอหัวเราะกว้าง ทำให้ผมหมดแรงที่จะด่าหรือต่อว่าอะไรเธออีก

            “ฉันเห็นพ่อเอาไว้ใช้ง้อแม้เมื่อตอนเด็กๆ น่ะ ไม่นึกเลยจะได้ผลด้วย”

            เธอยิ้มกว้างแล้วยิ้มกว้างอีก ราวกับมีดอกไม้เบ่งบานอยู่ด้านหลังของเธอ เพราะอย่างนี้สินะ ผมเลยโกรธเธอจริงๆ จังๆ ไม่ได้สักครั้ง

            “ขอบคุณนะซีฟ

 

            แล้วเมื่อเร้าต้องมาทำวิจัยด้วยกัน จังหวะการเต้นของหัวใจเธออยู่ราวๆ ที่ 92 ครั้งต่อนาที เธอบอกว่าตอนนี้เธอกำลังมีความสุข แต่ผมไม่แน่ใจว่าทำไมหัวใจเธอถึงเต้นแค่นี้ และที่น่าแปลกใจ หัวใจเธอเต้นสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะหัวเราะหรือกำลังทำหน้าเคร่งเครียด มันยังเท่าเดิมแต่ผมสิ หัวเหมือนจะเต้นแปลกๆ ไป ดีที่ไม่ได้เป็นคนทำการทดลอง ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะทำหน้ายังไงดี

            “มันรัดแน่นไป อึดอัด” แล้วปั้นหยาก็ยื่นแขนตัวเองมาให้ผม

สีหน้าของเธอตอนนี้บอกว่ากำลังไม่สบายตัวอย่างที่กำลังแสดงให้ผมดูอยู่จริงๆ สีหน้าและแววตาของเธอบอกว่าอยากจะถอดมันออกเต็มที หลังจากที่เรานั่งทำวิจัยด้วยกันมาหลายชั่วโมงแล้ว

“เอาแขนมาสิ จะคลายให้” ผมบอกและเธอก็ชูแขนขึ้นสูงไปอีก

            แขนของปั้นหยาขาวจนดูเหมือนจะโปร่งแสง ผิวบางมากด้วย แถมยังนุ่มลื่นมืออีกต่างหาก นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มองดูใครบางคนอย่างละเอียดขนาดนี้

            พอมองดูหน้าตาของเธอดีๆ ก็เห็นว่าเธอน่ารักจริงๆ ซะด้วย สวยเลยล่ะ ติดที่ว่าเธอชอบทำหน้ามึนๆ เหลอหลาและหัวฟูเท่านั้น แต่เมื่อลองมองดูทีละอย่างแล้ว ดวงตาของเธอก็สวย ขนตายาวมาก ผิวเนียน ริมฝีปากแดงเรื่อ แม้ไม่ได้แต่งหน้า แต่เธอก็ดูใสสะอาดบริสุทธิ์กว่าใครที่ผมเคยเจอมา

            มันดูเหมือนเธอเป็นกระดาษขาวที่ผมไม่สมควรขีดเขียนอะไรลงไป

            “เร็วสิ เลือดจะไม่เดินแล้วนะ” เมื่อเธอพูดซ้ำ นั่นแหละผมถึงได้รู้ตัวว่ากำลังจ้องหน้าเธออยู่

            “มีอะไรเหรอ” เธอถามอีกแล้วก็ทำตาปรือ

            “เปล่า แค่แปลกใจว่าเธอไม่ประหม่าอะไรเลยเหรอ นี่ผู้ชายทั้งนั้นนะ ไม่กลัวอะไรบ้างเลยรึไง” ผมถาม แล้วก็ฉุนนิดหน่อย

            ปกติเคยมีที่ไหนล่ะ ที่ผู้หญิงไม่ใจเต้นหวั่นไหวเมื่ออยู่กับผมน่ะ แต่ยัยจืดชืดคนนี้ดูจะเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับผมไปหมด ดูไปแล้วก็นับเป็นตัวอย่างการวิจัยที่น่าสนใจไม่น้อย ใช่ไหมล่ะ

        “ชินแล้ว” เธอบอกสั้นๆ ทำให้ผมขมวดคิ้ว แต่ว่ามือก็คลายสายรัดต้นแขนของเธอออกอีกหน่อย

            “ชิน? หมายความว่าไง”

            “พ่อฉันมีเพื่อนเยอะไง นายเหมือนพวกลุงๆ เลยล่ะ” เธอบอกและทำให้ผมสะอึก

            รวมไปถึงคนอื่นในทีมของผมที่ทำหน้าตกใจกันเป็นแถว พวกลุงๆอย่างนั้นเหรอ

            “ตอนแรกพวกนายก็ดูน่ากลัวนะ แต่ว่าพอมาเจอจริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างที่คิดเลย ฮี่ๆ” เธอหัวเราะอย่างพอใจ แล้วก็ช่วยผมจัดการต่อโมเดลมอเตอร์ไซค์ที่เธอเป็นคนซื้อมาให้

            เห็นแล้วหงุดหงิดล่ะ เพราะผมใช้เวลามากกว่าที่ยัยนี่ต่อสองหรือสามเท่า โกรธ

        ผู้ชายต้องทำอะไรแบบนี้ดีกว่าผู้หญิงไม่ใช่หรือไง ผมคิดอย่างพาลๆ แล้วก็อยากจะกระชากโมเดลในมือเธอออกมายำให้เละ แล้วผมก็เลิกให้ความสนใจเธอสนใจงานตรงหน้าตัวเองต่อไป รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่กลุ่มผมสีดำหนานุ่มของปั้นหยาระที่ต้นแขนของผม ตามด้วยอาการพิงอกผมอย่างไม่เกรงใจ

            สายตาของเพื่อนในกลุ่มก็มองมาด้วยเช่นกัน

            “เฮ้” ผมเรียกปั้นหยาเบาๆ เมื่อรู้สึกว่าเธอจะปล่อยเนื้อปล่อยตัวมากเกินไปแล้ว

            และไม่นานเธอก็เลื่อนศีรษะลงซบกับตักของผม เพื่อนผมแอบอมยิ้มและเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เมื่อผมแยกเขี้ยวใส่

            “นี่ฉันคิดถูกหรือคิดผิดที่ยอมให้เธอทำวิจัยด้วยนะ” ผมพึมพำเบาๆ ก่อนจะมองตัวเลขดิจิตอลบนเครื่องมือวัดการเต้นของหัวใจที่อยู่บนต้นแขนของปั้นหยาไปพลาง

            ท่าทางงานนี้ ผมต้องปวดหัวไปอีกนานแน่

End Ziff talks…

 

            หลังจากที่เผลอหลับไป ฉันตื่นขึ้นอีกครั้งก็ตอนที่รอบตัวมืดไปหมดแล้วนั่นแหละ ฉันยังอยู่ในห้องโถงกว้างๆ ที่เป็นที่ที่รวบรวมข้อมูลภาคสนาม แทบจะไม่มีใครอยู่ที่นี่แล้ว และฉันไม่แน่ใจว่าตอนนี้กี่โมงแต่คงดึกน่าดูเพราะมืดมาก คนที่อยู่ข้างๆ ตอนนี้ก็เป็นซีฟที่กำลังทำอะไรสักอย่างกับแผงควบคุมวงจรไฟฟ้า

            เขานั่งเดินสายไฟกับอะไรไม่รู้ตัวเล็กๆ ติดๆ ตามแผงแล้วก็วัดกระแสไฟฟ้าไปด้วย ฉันมองหน้าเขาเวลาที่ตั้งใจทำงานเอาจริงเอาจังอย่างเหม่อลอย เขาไม่รู้ตัวสักนิดว่าฉันตื่นแล้วและกำลังจ้องมองเขาอยู่ ฉันมองดูข้างตัวก็เห็นว่ามีหมอนกับผ้าห่มอยู่ด้วย

            ฉันหันไปมองหน้าซีฟอีกครั้ง แล้วก็สงสัยว่าเขาเป็นคนเอามาให้ฉันหรือเปล่า

            ฉันนั่งเท้าคางมองเขาอยู่นาน ก็ไม่มีวี่แววว่าเขาจะรู้สึกตัวสักที จนฉันหาวและเอามือไปฟาดโดนอะไรสักอย่างทำให้เกิดเสียงดังนั่นแหละ ซีฟถึงได้หันมามองฉันได้

            “ตื่นเมื่อไหร่น่ะ” เขาถามและฉันก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาดื้อๆ

            เป็นอะไรไปแล้วนะฉัน

        “เธอนี่เหลือเชื่อสุดๆ ไม่ว่าใครก็ปลุกไม่ตื่น คนอื่นเลยกลับไปแล้วน่ะ เหลือแค่ฉันที่ต้องนั่งเฝ้าเธอนี่แหละ” เขาบอกและเอียงคอมองหน้าฉัน

            “อ้อ เหรอ” ฉันตอบไปโดยไม่รู้จะพูดอะไรดี

            ซีฟเริ่มเก็บของและฉันก็ช่วยเขาด้วย ที่นี่มีหมอนกับผ้าห่มด้วยล่ะ พวกเขาต้องแอบมางีบที่นี่กันบ่อยๆ แน่เลย และเมื่อเก็บของเรียบร้อยแล้วเราก็เดินออกมาด้วยกันสองคน

            ระหว่างทางที่เขาจะไปส่งฉันที่อพาร์ตเม้นต์ ฉันก็เจอกับเพื่อนร่วมคณะที่เป็นผู้ชายคนหนึ่ง เขาทำหน้าแปลกใจนิดหน่อยที่เห็นฉันอยู่กับผู้ชายอย่างซีฟ

            “ไม่กลับอีกเหรอปั้น เราจะไปนั่งทานข้าวต้มที่ร้านโต้รุ่งน่ะ จะไปด้วยกันมั้ย เดี๋ยวทำโปรเจ็คด้วยกันเลย”

            เพื่อนฉันเป็นชายที่รักชาย เขาชื่อพอส หมอนี่ดูภายนอกก็เป็นชายเต็มตัว คืออันที่จริงเขาก็แมนมากนะ เพียงแต่รสนิยมเขาเป็นชายรักชายน่ะ หน้าตาดีมากด้วย เราเคยเรียนมัธยมด้วยกัน เพราะอย่างนั้นฉันเลยสนิทกับเขาแล้วก็ไว้ใจไปไหนมาไหนด้วยบ่อยๆ

            “โอเคไปหาอะไรทานดีกว่าหิวไส้จะขาดแล้ว” ฉันรับคำพอสแล้วก็หันไปมองหน้าซีฟ

            “ส่งแค่นี้ก็ได้ ฉันจะไปกับเพื่อนน่ะ” ฉันบอกแต่ว่าซีฟกับตีหน้านิ่งๆ และส่ายหน้าไปมา

            “ฉันก็หิวเหมือนกัน จะไปด้วย”

            แล้วไม่นานเราก็ไปรวมกลุ่มกันที่ร้านอาหารร้านประจำและมีคนอื่นๆ ไปด้วย มีแต่ซีฟที่เป็นเด็กวิศวะหลงฝูงอยู่คนเดียว อีกอย่างเพื่อนของฉันก็เหล่เขาหลายคนซะด้วย เราทานกันไปชวนคุยกันไปหลายเรื่อง และฉันก็ไม่ลืมที่จะดูแลซีฟที่นั่งหน้างอข้างๆ ด้วยเช่นกัน

            และไม่นานการสนทนาที่ออกรสของเราก็สะดุดลง เมื่อซีฟโผล่งขึ้นมากลางวงด้วยสีหน้าที่ดูน่ากลัวยังไงชอบกล

            “อะไรนะ เธอเคยไปนั่งดื่มเหล้ากับเพื่อนผู้ชายทั้งแก๊งค์ที่ชายทะเลโต้รุ่งงั้นเหรอ!?” ซีฟถามฉันด้วยสีหน้าที่เหมือนจะเผาฉันให้ตายทั้งเป็นได้

            “เอ่อ” ฉันกำลังจะอธิบายว่า แก๊งค์นั้นมีแต่กระเทยล้วนๆ แต่ว่าเขาก็ไม่ฟังเลย

            นอกจากกระแทกคำด่าใส่ฉันเป็นชุดๆ มาให้แทน

            “เธอโง่เหรอ หรือว่าในหัวมีแต่ฟองน้ำ ไม่กลัวบ้างหรือไง ผู้ชายคนเดียวเธอก็สู้ไม่ไหวแล้วล่ะ นี่กี่คน ให้ตายเถอะ…!!” เขาด่าเป็นชุด ในขณะที่ฉันพูดไม่ออกว่าตอนนั้นเป็นค่ายอะไรสักอย่าง มีคนอื่นๆ อยู่ด้วยเยอะแยะ แต่ก็ติดที่ปากเท่านั้น

            “ถามจริง ไม่กลัวโดนข่มขืนมั่งรึไง พวกผู้ชายมันก็เป็นหมาป่าทุกคนนั่นแหละ ยัยโง่ งี่เง่าจริงๆ ให้ตายเถอะ!!” เขาตวาดซ้ำและฉันก็รู้สึกกลัวเขาจับใจ

            “เอ่อ โทษนะฮะ คุณเป็นใครกันแน่เนี่ย เป็นอะไรกับปั้นหรือไง ด่าเพื่อนผมขนาดนี้น่ะ” พอสเริ่มจะฉุนหลังจากที่นั่งฟังเงียบๆ อยู่นาน

            “เออ ยัยนี่น่ะ เมียฉัน!!

 

 



ชอบอิมเมจของปั้นหยา ดูมึนๆ งงๆ ดี หัวเราะ

 
Talk 2…

ปวดหัวมาก งานเยอะด้วย

เลยอัพได้แค่เรื่องเดียว ขอโทษนะคะ

เดี๋ยวจะชดเชยให้พรุ่งนี้นะคะ

ฮือออออออออออออออออออ

ไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนหลังดี

ปล บทสนทนาในเรื่องนี้มีความจริงปนอยู่ด้วย

ฮา คิดว่าตอนไหนบอกได้นะคะ อิอิ

แล้วเจอกันพรุ่งนี้ เรื่องอะไรบ้างก็ไม่รู้

เฮือกกก ปวดหัว แง้ๆ


Talk 1…

Song :: Count On Me (Lee Gi Chan & G.NA)

 

คุณแม่ยะหยากับคุณลูกยะหยาไม่รู้ว่าใครมึนกว่ากัน

ชอบคาเรคเตอร์ผู้หญิงเอ๋อๆ มึนๆ แบบนี้ค่ะ หัวเราะ

ปั้นหยาเป็นลูกสาวของโจชัวกับยะหยาค่ะ [Sp StarDome]

ถ้าใครยังจำได้อยู่ อิอิ

 

เซตนี้จะเป็น Romance(s) Set นะคะ

จะโรแมนติกนิดๆ ดราม่าหน่อยๆ แล้วก็หื่นเยอะๆ อันสุดท้ายแบบ

หัวเราะ ก็พระเอกเยอะจัด อดใจไม่ไหว หล่อเยอะแยะไปหมด ฮ่าๆ

จะมี แปดเรื่อง และเรื่องละแปดตอนเหมือน Caf? mania ค่ะ

Ice Box ของพีทเปิดให้อ่านไม่ได้แล้วค่ะ รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย

เพราะว่ามู่เซ็นสัญญากับสำนักพิมพ์ไปแล้วค่ะ

หวังว่าคงเข้าใจกันเนอะ

 

เซตนี้น่ารักไม่แพ้คาเฟ่แน่ๆ ค่ะ ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ

กอดทุกคนเลย


สอบถามข่าวสารของนิยายหรือพูดคุยกันได้ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ

FP สำนักพิมพ์แสนดี Click!!

ID สำนักพิมพ์แสนดี Click!!

FP mu_mu_jung Click!!

 

God blessed you

’m blessed you

 

I http://www.dek-d.com/06pic/dot/heart.gif Readers


ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 13 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1

เพลงเพราะมากค่ะ ฟังสบายหูดี

จากคุณ lady_marmalade2/(lady_marmalade2) อัพเดตเมื่อ 18/03/2555 20:25:03
ความคิดเห็นที่ 2
สุดยอดค่า
จากคุณ worldoflove/(worldoflove) อัพเดตเมื่อ 08/03/2555 18:34:37
ความคิดเห็นที่ 3
สนุกมากๆค่า

ชอบๆๆๆมากเลย
จากคุณ Kaew_HaHa/(Kaew_HaHa) อัพเดตเมื่อ 13/08/2554 23:05:10
ความคิดเห็นที่ 4
โอ้ววววว , น่ารัก ;)
จากคุณ atomic/(atomicnation) อัพเดตเมื่อ 27/07/2554 23:03:41
ความคิดเห็นที่ 5
จะเก็บตังเพื่่อหนุ่มๆ สาวๆและพีีมู่ที่น่าร๊ากกกกกกก
 
นู๋อยากได้ๆๆๆๆๆ ToT
จากคุณ jane/(15575) อัพเดตเมื่อ 27/07/2554 19:02:27
ความคิดเห็นที่ 6
เพลงเพราะมากกกกกกกก
จากคุณ เมย์/(kherapayo01) อัพเดตเมื่อ 26/07/2554 02:30:32
ความคิดเห็นที่ 7
น่ารักอ่ะ^ ^
จากคุณ เมย์/(kherapayo01) อัพเดตเมื่อ 26/07/2554 02:29:29
ความคิดเห็นที่ 8
กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด *O*

ซีฟ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ><~

จากคุณ เน่/(nanniza) อัพเดตเมื่อ 23/07/2554 16:54:45
ความคิดเห็นที่ 9
กรี้ดดด
น่ารักๆ
สู้สู้คัฟฟพี่มู๋
 P'Mu
จากคุณ หลิว/(liew_tm) อัพเดตเมื่อ 23/07/2554 16:10:14
ความคิดเห็นที่ 10
สนุกคะ
จากคุณ วรรณ/(konwan) อัพเดตเมื่อ 23/07/2554 08:16:04
หน้าที่ 1 จาก 13 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 286 ท่าน