Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
? Therapy Love ? [Rabbit Game P.II] EPS05 [100%] -Aug 05 UP!! -
mu_mu_jung
? Therapy Love 02 ? Ki-Ki Kiss me, Ta-Ta Take Me
102
15/06/2554 22:37:03
12013
เนื้อเรื่อง

Therapy Eps02

Ki-Ki Kiss me, Ta-Ta Take Me

 

          ฉันเคยได้ยินใครบางคนพูดเอาไว้ ว่าคนเราแพ้ความเดียวดายไม่ว่าจะเป็นอย่างไร มนุษย์เราก็ไม่อาจจะใช้ชีวิตได้เพียงลำพัง ต่อให้เป็นคนที่ถูกเกลียดชังเราจะยังมีคนที่รักเรา หรือถ้าเราเป็นฝ่ายชิงชัง คนคนนั้นก็ยังมีคนที่รักในตัวของเขา และมันยิ่งพอกพูนความเกลียดชังในตัวของเรา

            ที่เห็นว่าคนที่เราเกลียดชัง มีคนที่รักมากกว่าตัวเอง

            มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอารมณ์ลึกลับซับซ้อน และปกปิดความจริงข้างในไว้ได้อย่างแนบเนียนใต้หน้ากากที่คิดจะหยิบมาสวมหน้าตัวเองเอาไว้

            ฉันมองเวนิสที่กำลังเลื่อนหน้ามาแตะริมฝีปากกับฉันนิ่งๆ ไม่ได้หลับตาลงอย่างที่ควรจะทำ เมื่อเวลาที่เราจะจูบใคร หรือใครจะจูบเรา

            ใบหน้าที่งดงามของเวนิส ฉันเกลียดหรือหลงใหลมันกันแน่นะ

            เขาแตะริมฝีปากจูบฉันอย่างแผ่วเบาและผละออกห่าง เมื่อเขาลืมตาขึ้นดวงตาของเราก็ประสานกันแน่วนิ่ง

            “น่าแปลก เธอกลัวฉันไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงยอมให้ฉันจูบล่ะ” เขาถามและถอยห่างอีกนิดหน่อย

            ปลายนิ้วของเขายื่นมาพันเข้ากับเส้นผมของฉันจากนั้นเขาก็ใช้ดวงตาที่คมกริบนั่น จ้องมองฉันเหมือนนักล่าที่กำลังจับจ้องเหยื่อ

            คนที่นิสัยเหมือนกันมักจะมองกันออก เพียงแค่แวบเดียวที่สบตากันฉันก็รู้ว่าข้างในของเขากำลังรู้สึกยังไง หัวใจไม่มันเคยทรยศต่อเจ้าของหรอก ฉันยิ้มและยกมือขึ้นทาบหน้าอกข้างซ้ายของเขาเอาไว้ ดวงตาของเวนิสเบิกกว้างขึ้นอีกหน่อยและมองฉันทำท่าครุ่นคิดอะไรอยู่

            ผู้หญิงละเอียดอ่อนมากกว่าผู้ชาย และฉันรู้วิธีที่จะหลอมละลายเกราะน้ำแข็งของเขาด้วยเช่นกัน

            แม้จะรู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่ได้เป็นที่ต้องการของใคร แต่ฉันก็ยังหวังให้คนที่ไม่มีอะไรเลยอย่างตัวเองเป็นฝ่ายที่ถูกรัก ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าใครที่เคยเกลียดฉันมาก่อน ฉันต้องการที่จะเป็นที่รัก และฉันต้องทำให้ได้ด้วยเช่นกัน

            “นายก็เคยจูบฉันไปแล้วไม่ใช่เหรอ” ฉันถามเขา เมื่อเขามองมาและทำท่าไม่เข้าใจ

            “งั้นเหรอ?” เขาถามและขยับตัวนั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟา

            ท่าทางของเขาบอกว่ารู้ทันว่าฉันกำลังจะทำอะไรต่อไป และฉันไม่ชอบเลยกับท่าทีแบบนี้ของเขา สายตานั่น บอกว่าเห็นทุกอย่างที่ฉันเป็น

            เพราะว่าเราคล้ายกันหรือเปล่านะ ถึงได้รู้สึกเหมือนว่าอะไรๆ เขาก็เหมือนจะรู้ทันไปซะหมด

            “นายนอนไม่หลับหรือเปล่าไม่มีอะไรหรอกนะ” แม้จะรู้ว่าเขากำลังสงสัยกับการกระทำของตัวเอง แต่ฉันก็ยังเลือกที่จะยิ้มให้เขาเช่นเคย

            “แล้วไง เธอจะเสนอตัวให้กอดหรือไง” เขาถามและยิ้มที่มุมปาก

            ฉันยิ้มให้เขาด้วยเหมือนกันแล้วก็ยื่นมือไปลูบผมเขาเบาๆ ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นนิดหน่อยจากนั้นก็มองหน้าฉันเขม็ง

            “เพื่อนสนิทฉันก็เหมือนนาย ยัยนั่นจะนอนไม่หลับเวลาที่อยู่คนเดียว เพราะว่ากำลังกลัวอะไรบางอย่างอยู่ นายก็เหมือนกันใช่มั้ยล่ะ กำลังหวาดกลัวอะไรอยู่เงียบๆ” ฉันบอกและยังลูบศีรษะเขาไม่หยุด

            “บรรยากาศรอบๆ ตัวของนายน่ะ เหมือนกับยัยนั่นไม่มีผิด ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่หลับตาเท่านั้น ไม่มีอะไรที่น่ากลัวเลยสักนิด” ฉันปลอบเขา ราวกับว่ารู้เรื่องทุกอย่างที่เขาได้เจอมา

            แต่เปล่าตอนนี้ฉันกำลังเดาว่าเขาเป็นคนเย็นชาและอันตรายเพราะอะไร

            เวนิสจ้องหน้าฉันนิ่งแล้วก็ดึงให้ฉันเดินอ้อมมาทางหน้าโซฟา ดวงตาของเขาสะกดให้ฉันหยุดนิ่งอยู่กับที่และขัดขืนเขาไม่ได้เอาซะเลย

            “อย่ามาทำรู้ดีน่า เธอยังไม่รู้จักฉันดีพอ ว่าแต่เธอไม่ได้ชอบฉันใช่มั้ยล่ะ” เขาถามและเลิกคิ้วขึ้นสูง

            บ้าจริงหมอนี่มีบางอย่างที่ฉันยังฝ่าเข้าไปไม่ถึงตัวของเขา พอจะดึงมือตัวเองกลับคืนมา เขาก็ยื้อมันเอาไว้ จากนั้นก็ดึงไปจรดกับปลายจมูกของเขา

            “เรนบอกว่าห้ามฉันไม่ให้ทำอะไรเธออีก แต่ก็น่าแปลกนะ เพราะเธออยู่ตรงนี้แล้วและไม่มีคนอื่นนอกจากเรา”

            “หมอนั่นทั้งโง่ทั้งบ้าไง” ฉันบอกและค่อยๆ ถอยห่างจากเขาให้มากขึ้น

            “นั่นสิ ปล่อยให้ผู้หญิงสวยๆ อย่างเธอมาอยู่ตามลำพังกับฉันได้ยังไง ไม่เข้าใจเลย”

            “เพราะนายทำเรื่องเลวๆ ไว้ด้วยน่ะสิ มีอะไรอย่างอื่นที่นายใช้แบล็กเมล์เรนเอาไว้ล่ะสิ” ฉันถามอย่างรู้ทัน

            ฉันรู้จักเรนดีพอ เท่าที่รู้จักตัวเองด้วยเช่นกัน

            “งั้นเหรอ” เขาพึมพำเบาๆ แล้วก็หัวเราะออกมา

            “หมอนั่นคงเดือดจัดจนอยากจะทึ้งฉันเป็นชิ้นๆ แล้วล่ะสิ แต่ก็ดี เพราะว่าฉันไม่มีทางจะหลงรักเธอหรอกนะ ลืมไปได้เลยริกะ เธอมันก็แค่ตุ๊กตาของเรนที่ฉันแย่งมา พอฉันหักแขนหักขาเธอเสร็จเล่นจนหนำใจเมื่อไหร่ ฉันถึงจะส่งคืนให้เรน”

            “งั้นก็รีบๆ หน่อยแล้วกันนะเวนิส เพราะว่าตุ๊กตาตัวนี้คอมันหักก่อนที่นายจะจับมันแล้ว

 

            “นี่ริกะ รู้หรือเปล่าว่าเมื่อวานฉันไปที่ไหนกับใครมา” ฉันหันไปตามเสียงทักแล้วก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันไม่รู้จัก อาจจะนะ เพราะว่าเธอดูคุ้นหน้าคุ้นตาและฉันเองก็ไม่เคยใส่ใจจะจำด้วยว่าเธอเป็นใคร แต่ชื่อของฉันที่เธอคนนี้ทัก ทำให้ฉันต้องหยุดอย่างช่วยไม่ได้

            “ฉันจะรู้เหรอฉันไม่ได้ตัวติดกับเธอนี่” ฉันบอกแล้วทำสีหน้าเรียบเฉย

            “ก็เรนไง ฉันไปกับเขามา แล้วก็

            “ลิลลี่!” เสียงที่ดังขัดขึ้นมาซะก่อน ทำให้ทั้งฉันและผู้หญิงคนนี้หันไปมองหน้าคนที่เข้ามาใหม่พร้อมกันทันที

            “เรน” ฉันพึมพำและโผตัวเข้าหาเรนก่อน

            ฉันไม่มองหน้าผู้หญิงคนนั้นแต่จับแขนของเรนไว้แน่น ปลายนิ้วของฉันจิกขยุ้มเสื้อของเรนเอาไว้แน่นและไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองใครทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนของเขาที่ตามอยู่ข้างหลัง หรือว่าจะเป็นผู้หญิงคนนั้นคนที่อาจจะได้ความสำคัญจากเรนไปมากกว่าฉัน

            “ฉันบอกเธอแล้วนะว่าถ้าพูดถึงเรื่องนี้เมื่อไหร่ ฉันจะไม่สนใจเธออีก” เขาพูดกับผู้หญิงคนนั้น และฉันก็เงียบเพื่อจะลำดับเรื่องราวต่างๆ

            เขามีอะไรกับผู้หญิงคนนั้น และเธออาจจะมาประกาศสถานะของเธอให้ฉันฟังเพื่อจะให้ฉันออกห่างจากเรน ไม่นะ ฉันไม่ยอม

            “ถ้าล้ำเส้นกันมากกว่านี้ฉันก็คงจะไม่ไว้หน้าเธออีกต่อไป” เรนพูดเสียงเรียบแล้วก็ดึงมือให้ฉันออกมาจากตรงนี้ทันที

            “ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกัน” ฉันกัดฟันถามเมื่อเราเดินออกมาได้ไกลพอสมควรแล้ว

            แม้จะรู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ที่จะถาม แต่ว่าฉันก็ยังทนไม่ได้ที่จะให้เขามองคนอื่นมากกว่าฉัน

            “ริกะ” เรนเรียกชื่อของฉัน จากนั้นเขาก็ดันตัวของฉันให้ติดกับกำแพงที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมาเท่าไหร่ กลิ่นบุหรี่ลอยปะปนมากกับลมหายใจของเขา ทำให้ฉันต้องมองหน้าเขาให้ชัดขึ้นอีกนิด เขากำลังโมโหเพราะเรื่องอะไรสักอย่าง และอาจจะหมายถึงฉัน

            “มีอะไรเหรอ?” ฉันถามและมองหน้าเขา เมื่อกี้เขายังไม่ตอบฉันเลยนะว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร

            แล้วทำไมตอนนี้เขาถึงได้ทำท่าโกรธฉันซะอย่างนั้นนะ ฉันมองตาเขาแล้วก็ตกใจที่จู่ๆ เขาเลิกผมของฉันขึ้น และจ้องมองมายังที่ต้นคอของฉัน

            “ทำแบบนี้หมายความว่ายังไงเรน” ฉันถามเขาเสียงขุ่น จากนั้นก็ปัดมือเขาออก

            “ตอนนี้ฉันไม่อยากจะไว้ใจใครทั้งนั้น” เรนพูดอะไรบางอย่างที่ฉันไม่เข้าใจ จากนั้นเขาก็เสยผมขึ้นและทำท่าหงุดหงิดจนฉันไม่กล้าเข้าใกล้ แล้วตอนแรกทำไมเขาถึงส่งฉันไปให้เวนิสล่ะ ตลกเป็นบ้า ฉันอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง

            “ถ้านายคิดว่าฉันจะมีอะไรกับหมอนั่นรอบสอง หลังจากที่หมอนั่นข่มขืนฉันไปแล้วล่ะก็ลืมไปเลยเรน เมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น

            “รอแป๊บ” เรนพูดแล้วก็หันหลัง ไม่นานเขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสาย

            นายน์

            ชื่อปลายสายที่เขาเรียกนั่น ทำให้ฉันเบิกตากว้างอย่างตกใจ

            “เรน! ไม่เอานะ!!” ฉันร้องลั่นเมื่อเรนปรายตามองฉันแค่แวบเดียวเท่านั้น จากนั้นเขาก็คุยโทรศัพท์ต่อ ไม่สนุกเลยนะอย่างนี้น่ะ

            “หน้าคณะของริกะน่ะ ใช่ เรื่องที่ฉันคุยกับนายเมื่อคืนนั่นแหละ” เรนพูดและฉันก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างฉุนๆ

เขาน่าจะรู้แล้วนะ ว่าฉันกับนายน์น่ะเคยพูดกันดีๆ เมื่อไหร่ เห็นหน้ากันทีไรเป็นได้ทะเลาะกันทุกที และฉันยืนกระสับกระส่ายได้ไม่ทันที ร่างสูงๆ ของนายน์ที่โดดเด่นมาแต่ไกลก็ทำให้หัวใจของฉันเต้นรัวอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันนี่เหมือนผู้หญิงใจง่ายเลย ที่เที่ยวใจเต้นกับคนนั้นคนนี้ไปทั่ว

 

          และพอมาถึงนายน์ก็แสดงปาฏิหาริย์ด้วยการตบหน้าของเรนจนหน้าหัน ฉันเบิกตากว้างขึ้น ก่อนจะมองหน้านายน์ด้วยความตกใจ ถ้าเทียบตามศักดิ์แล้ว ตระกูลของนายน์เป็นเพียงตระกูลผู้รับใช้ตระกูลของเรนเท่านั้น ฉันลืมบอกบางเรื่องไปใช่ไหม ว่าเรนเองก็เป็นคนญี่ปุ่นเหมือนกัน

            บรรพบุรุษของเราอยู่ที่นี่นานแล้ว และทำกิจการระหว่างไทยกับญี่ปุ่นเป็นเวลาเกือบร้อยปีแล้ว แม้ว่าผู้ใหญ่จะเลี้ยงดูให้พวกเราโตขึ้นมาเป็นเพื่อนกัน แต่ลึกๆ ลงไปนายน์ยังแบ่งชนชั้นระหว่างเขาและฉันกับเรนอยู่ดี เขามักจะคิดว่าตัวเองเป็นเพียงผู้รับใช้ ไม่มีสิทธิ์หรือฐานะที่เท่าเทียมกับพวกเรา

            และวันนี้ เขาตบหน้าเรน

          “นี่ ฉันไม่รู้หรอกนะ ว่าพวกนายโกรธอะไรกัน แต่ว่าที่นี่มันมหาลัยนะ” ฉันร้องเตือนทั้งคู่

            เรนสะบัดหน้าไปมาและมองหน้านายน์อย่างโกรธจัด ฉันเองก็สั่นไปทั้งตัวเมื่อเห็นแววตาของนายน์ที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้เรนแน่ๆ และท่าทางแบบนี้ จำได้ว่าฉันเพิ่งจะเคยเห็นมันเป็นครั้งที่สามเท่านั้น ปกติ นายน์แทบจะไม่แสดงความรู้สึกเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขากำลังโกรธจนยั้งตัวเองไว้ไม่อยู่

            “ฉันเตือนนายแล้วนะ เรน

            จบคำนายน์ก็คว้าข้อมือของฉันให้เดินตามหลังเขาไป โดยปล่อยให้เรนทำหน้าหงุดหงิดและเดินไปอีกทาง ก่อนหน้านี้พวกเขาตกลงอะไรกันไว้ ฉันไม่รู้เลยจริงๆ

            “นายบีบแขนฉันแรงเกินไปแล้วนายน์ มันเจ็บนะ” ฉันบอกเขา เมื่อรู้สึกว่าวันนี้นายน์ดูอารมณ์ร้อนผิดปกติ

            ท่าทางของเขาบอกว่าถ้าฉันยังไม่หุบปาก เขาคงจะตบหน้าฉันหันในอีกไม่นานนี้แน่ เพราะอย่างนั้นฉันเลยเลือกที่จะเงียบแล้วก็ปล่อยให้เขาจูงมือฉันไปเรื่อยๆ ตลกดีเหมือนกันนะ เพราะเมื่อก่อนฉันจะเป็นฝ่ายจูงมือเขามากกว่า ไม่น่าเชื่อว่าตอนโตเขาจะเปลี่ยนแปลงจากตอนเด็กๆ ได้มากถึงขนาดนี้

            “บอกก่อนนะว่าฉันทนเฉยไม่ไหวจริงๆ” เขากระซิบบอกมา และน้ำเสียงมันฟังดูน่ากลัวต่างไปจากเคย

            ที่เขามักจะพูดจากวนประสาทให้ฉันโมโหหงุดหงิด และฉันไม่แน่ใจว่าตอนนี้เขากำลังโกรธเรื่องอะไร อาจจะมาจากเรน เพราะว่าหมอนั่นระห่ำจะตาย กล้า บ้าดีเดือดไม่กลัวใคร ใครเตือนก็ไม่ยอมฟังซะด้วยสิ และคนที่โดนลูกหลงตอนทำโทษก็จะเป็นนายน์นี่แหละ

            “บอกตรงๆ ว่าฉันทำเป็นนิ่งไม่ไหวแล้ว รู้มั้ยว่าทำไมน่ะ” พอเดินมาถึงทางที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมาแล้ว นายน์ก็จับไหล่ฉันไว้แน่น ทำท่าจะเขย่าไหล่ฉันไปด้วย ฉันมองหน้าเขาอย่างตกใจและไม่เข้าใจ ว่าตอนนี้เขากำลังโกรธเรื่องอะไรอยู่

            “ผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉันถูกคนอื่นทำลายไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้ ฉันเฉยไม่ไหวแล้วริกะ!!” น้ำเสียงและแรงบีบที่ไหล่ ทำให้ฉันรู้ว่าตอนนี้เขากำลังจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปแล้ว

            “นายน์” ฉันเรียกเขา แต่เหมือนว่าเขาจะไม่ได้ยิน

            สีหน้าของเขาดูแย่จนฉันเองก็เหมือนจะทนไม่ไหวด้วยเช่นกัน ทั้งที่ตัวเองคิดว่าเรื่องนั้นมันจะผ่านไปและเลือนหายไปกับเวลา มันไม่ใช่ตอนนี้ฉันเจ็บปวดและไม่เข้าใจว่าตัวเองถูกลากเข้ามาในเกมอะไรของผู้ชายพวกนี้กันแน่ เกมที่ไม่รู้ว่ามันจะจบยังไง

            “เธอคิดว่าฉันควรทำไงดีตอนนี้!!

            เขาตะโกนและฉันก็ทำอะไรไม่ถูก นั่นสิ ฉันควรจะหลบอยู่หลังของพวกเขาต่อไปอย่างนั้นเหรอ

 

            “นี่ผมทำให้คุณโมโหขนาดนั้นเลยเหรอ?

            และทั้งฉันและนายน์ต้องหันไปมองข้างๆ ตัว เมื่อได้ยินเสียงของใครบางคนดังขึ้น ฉันมองแล้วก็ท้อและปวดใจไปหมด เมื่อเห็นชัดๆ ว่าเขาเป็นใคร

            “เวนิสแกมัน!!

            นายน์พุ่งตรงเข้าไปหาเวนิสทันที แต่ฉันรั้งแขนของเขาเอาไว้ทันและลากเขาให้ออกห่างจากเวนิสด้วยความทุลักทุเล

            “แกมัน! ไอ้สารเลว!!” นายน์ด่ากราดใส่เวนิส แต่ผู้ชายคนนั้นกลับแค่หัวเราะออกมาเท่านั้น

            ผู้ชายที่ฉันรู้จักมาทั้งหมด ฉันไม่อาจจะบอกได้ว่าใครนั้นเลวกว่าใคร แต่ถ้าเรื่องนิสัย ฉันคิดว่าพวกเขาเหมือนกันหลายอย่าง

            “ผมมารับผู้หญิงของฉันน่ะ คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ ก็ในเมื่อริกะเป็นผู้หญิงของผมน่ะ” เวนิสยียวน และฉันก็รู้สึกเหมือนว่าท่อนแขนของนายน์ที่กำลังกอดอยู่มันเกร็งกระด้างจนน่ากลัว

            “คุณก็รู้นี่ว่าฉันมีอะไรอยู่ในมือ หรือว่าคุณอยากจะให้ผมเอา นั่นออกมาให้ริกะดู”

            ดวงตาของฉันเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินเวนิสพูดอะไรบางอย่าง แต่ฉันไม่แน่ใจว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ นายน์ครางในคอด้วยความเจ็บปวดและหมดหวัง ฉันกล้าพูดเลยว่าต่อให้นายน์ถูกตบถูกตีหรือซ้อมจนน่วม เขาจะไม่มีวันทำเสียงอย่างนี้ออกมาเด็ดขาด

            “แกกำลังทำให้ฉันโกรธและอยากจะฆ่าแก” นายน์คำราม และทำให้ฉันกลัวเขาจับใจ

            “เหรอ ผมไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย

            เวนิสยิ้มยียวนตามแบบฉบับของเขา จากนั้นเขาก็กระดิกนิ้วเรียกให้ฉันเข้าไปหาเขา เมื่อก่อนตอนอยู่ไฮสคูลฉันเองก็พอจะมีแฟนกับคนอื่นเขาเหมือนกัน แต่เรนกับนายน์ไม่เคยออกอาการแบบนี้มาก่อน เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นพวกเขาคลุ้มคลั่งได้มากถึงขนาดนี้

            “ริกะ ถ้าไม่อยากมีปัญหา ตามผมมาซะดีๆ” เวนิสเหมือนจะเปลี่ยนสรรนามที่ใช้เรียกตัวเองใหม่ เขาเลิกยิ้มและมองหน้าฉันด้วยสายตาชนิดหนึ่ง

            “เธอเป็นเจ้าหญิงที่มีค่ากับเรนแล้วก็นายน์มากจริงๆ ซะด้วยนะ ไม่อยากจะเชื่อเลย”

            และเพราะดวงตาคู่นั้นที่ฉันไม่อาจจะหลบหนีไปมองทางอื่นได้ ทำให้ฉันขยับเท้าก้าวเข้าไปหาเขาในที่สุด ใบหน้าที่ดูราวกับเทวทูต แต่ปลายนิ้วของเขากลับเหมือนซาตานร้ายจากขุมนรก ดึงฉันให้ออกห่างจากนายน์ในตอนสุดท้าย ฉันหันไปมองหน้านายน์ได้แค่แวบหนึ่ง จากนั้นก็ถูกกระตุกมือแรงๆ ให้หันกลับไปทางเดิม

            มีอะไรกันนะ มีเรื่องอะไรที่ฉันไม่รู้และควรจะรู้เอาไว้

            เรื่องอะไรกัน

 

            “เธอคิดว่าผมลากเธอมาทำไมเหรอ?” เวนิสถามฉันด้วยน้ำเสียงและแววตาที่แปลกประหลาดไม่เสื่อมคลาย

            ฉันไม่แน่ใจและไม่รู้ว่าตอนนี้เขาพาฉันกลับมาคอนโดของเขาทำไม ทั้งที่ฉันเพิ่งจะได้ออกไปเมื่อคอนเช้าเท่านั้น เขาผลักประตูเข้าไปในห้องห้องหนึ่งซึ่งฉันไม่ได้เคยเข้ามา ก่อนที่ดวงตาของฉันจะเบิกกว้างขึ้น เมื่อที่ผนังสีขาวโล่งกว้างนั่นมีกระดานขนาดใหญ่ติดอยู่

            และที่มันน่าตกใจก็เห็นจะเป็นรูปถ่ายของฉัน เรน และนายน์อยู่ด้วยกันสามคน กำลังยิ้มกว้างอย่างมีความสุขตรงหน้านี้เอง

            แต่ว่ารูปนั้นมันฉีกขาดวิ่นไปหมด

          ด้วยปลายลูกดอกและมีดสั้นที่ปักทั่วกระดานติดรูปของพวกเรานั่น

            ฉันเซถอยหลังแต่ว่าติดกับตัวของเขาที่เข้ามาขวางทางเอาไว้ซะก่อน เขาหัวเราะอย่างพอใจ และฉันก็เนื้อตัวเย็นเฉียบเมื่อเขาหยิบเอาลูกดอกลูกหนึ่งปาไปยังรูปถ่ายใบนั้น และตรงเข้าปักรูปของฉันอย่างแม่นยำ เขาปาลูกดอกที่สองซ้ำอีกที ทำให้ลูกดอกลูกแรงล่วงลง และฉีกรูปของฉันเป็นทางยาวลงมาอย่างน่ากลัว

            “ผมซ้อมความแม่นยำจากรูปนี้แหละ แม่นมากใช่มั้ยล่ะ และอีกอย่างผมเริ่มฉีกรูปของพวกคุณได้เนียนเรียบมากกว่าเดิมแล้วด้วยนะ” เขาพูด และทำให้ฉันค่อยๆ หันไปมองหน้าเขาอย่างหวาดกลัว

            ผู้ชายคนนี้เป็นโรคจิตหรือเปล่านะ

            “ตอนแรกผมกะจะเอาคุณเก็บไว้เล่นงานทีหลังสุดนะ แต่ช่วยไม่ได้ คุณดันโผล่มาให้ผมเห็นหน้าก่อนทำไมกัน” เวนิสพูดแล้วก็เดินเข้าไปยังกระดานบานนั้นและดึงเอาลูกดอกออกมา

            “น่าสงสารจริงๆ ที่ผีเสื้อสวยๆ อย่างคุณต้องมาถูกเด็ดปีกก่อนที่จะทันโผบินออกไปดูโลกกว้าง

            “นายต้องการอะไร

            นานทีเดียวกว่าที่ฉันจะขยับปากถามเขาออกไปได้ ผู้ชายคนนี้เป็นอะไรไปแล้ว เขามีอะไรกับเรนแล้วก็นายน์อย่างนั้นสินะ

            เพราะตั้งแต่แรกๆ ก็เหมือนว่าเรนจะมีปัญหากับมิลานที่เป็นพี่ชายฝาแฝดของเวนิสอยู่แล้ว

            “ความพินาศของพวกคุณไง ให้มันจมหายไปต่อหน้าต่อตาผมนี่แหละถึงจะสนุก” เวนิสอยู่อีกมุมของห้องที่ตรงข้ามกับฉัน และเราสองคนก็มองตากันไม่มีใครยอมใคร

            “แต่มันก็น่าเบื่อที่ปฏิกิริยาของเรนไม่แรงกว่านี้ ทั้งที่ผมทำลายของรักของหมอนั่นจนยับเยินไปแล้วแท้ๆ”

            แล้วเขาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยิ่งทำให้ฉันไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่

            “หรือว่าความจริงแล้วเธอไม่มีความหมายกับเรนเลยกันแน่นะ” เขาถามและกอดอกมองฉันอย่างพิจารณา

            นั่นสิ บางทีฉันก็คิดว่าฉันไม่มีความหมายอะไรเลยกับเรน

            “อยากรู้หรือเปล่า ว่าทำไมผมถึงทำอย่างนี้กับคุณน่ะ”

            เวนิสถามด้วยนัยน์ตาที่เป็นประกาย เขาเอาลูกดอกที่ถืออยู่ในมือขึ้นมาเลียที่ปลายมันอีกครั้งอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็กรีดลงที่ใบหน้าของเรนอย่างจงใจ

            “เพราะว่าครั้งหนึ่งหมอนั่นก็เคยทำแบบนี้ อย่างที่ผมกำลังทำอยู่ยังไงล่ะ” เขาบอกและดึงเอารูปที่ติดกระดานนั้นอยู่ออกมาฉีกให้มันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

            “ครั้งหนึ่งหมอนั่นก็เคยทำลายของรักของผมเหมือนกันไง”

            ของรัก ของเวนิสเรนอย่างนั้นเหรอ

 

            “ฉันไม่เข้าใจนาย ไม่เข้าใจเรนกับนายน์ด้วย” ฉันไม่ได้ล้อเล่น แต่ว่าตอนนี้ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ท้องของฉันมันบิดมวนไปหมดเมื่อเห็นหน้าเขาในระยะประชิดแบบนี้

            นี่มันใบหน้าแฟนของมิลานแฟนของมอร์ฟีนชัดๆ แล้วอย่างนี้ฉันจะมองหน้าเขานานได้ยังไงล่ะ

            และพอมองจากตรงนี้ฉันก็เห็นโครงหน้าของเขาอย่างชัดเจน และมันก็ทำให้ฉันคิดไปถึงเรื่องคืนนั้น ฉันอยากจะลืมมันไปซะ แต่ก็ไม่รู้จะหาเวทมนตร์บทไหนมาช่วยตัวเองได้ ในเมื่อความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้าของฉันมันไม่สามารถจะลบเลือนหรือบิดเบือนอะไรได้ทั้งนั้น

            “แต่ผมก็นึกเซ็งเหมือนกัน ที่เรนไม่ได้อาละวาดเข้ามาหาเรื่องผมน่ะ หมอนั่นดูใจเย็นกว่าที่เคย เขาเปลี่ยนไปเพราะอะไรเหรอ” เวนิสพูดแล้วก็ถอนหายใจ

            “อย่างนี้ก็ไม่สนุกเลย” เขาพึมพำและมองหน้าฉันอีกครั้ง

            “งั้นก็กลับไปเถอะ ผมนึกว่าเรนกับนายน์จะเข้ามาฟาดหัวฉันซะอีก แบบนี้มันน่าเบื่อเกินไป” ว่าแล้วเวนิสก็ลุกขึ้นเอามือประสานกันและสอดไว้ที่ท้ายทอย ก่อนที่เขาจะหันมามองฉันอีกครั้ง

            “ผมเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอเลยสักนิด

            คำพูดของเวนิสทำให้ฉันเดินออกมาอย่างหมดแรง ฝนตกทำให้ฉันติดแหง็กอยู่ใต้คอนโดของเวนิสและไม่รู้ว่าจะขยับตัวไปทางไหนดี

            “บ้าจริง” ฉันบ่นและไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังหงุดหงิดเพราะเรื่องอะไรกันแน่ ระหว่างกลิ่นฝนที่ฉันไม่นึกชอบ หรือเป็นเพราะเวนิสกันแน่

            ถ้านายคิดว่ามันน่าเบื่อ ไม่อยากจะยุ่งกับเรนแล้ว ฉันขอให้นายจบเรื่องไว้แค่นี้ได้มั้ย?’

          ฉันนึกไปถึงตอนที่จะออกจากห้องของเวนิส ฉันถามเขาเมื่อกำลังจะบิดลูกบิดประตูเดินออกไป

            ทำไมผมต้องทำอย่างนั้น

          เขาย้อนถามและฉันก็ถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา

            เพราะว่านายก็ทำลายของสำคัญของเรนแล้วก็นายน์ไปแล้วน่ะสิฉันบอกแต่เวนิสทำท่าไม่เชื่อฉันเลยสักนิด

            เรนกับนายน์น่ะกำลังเดือดจัดเลย แต่เพราะว่าฉันร้องไห้เขาทั้งสองคนก็เลยไม่ทำอะไรนาย

ฉันบอกแล้วก็เงยหน้ามองเพดานเมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้อง แม้จะรู้ดีว่าไม่มีทางจะมองทะลุไปถึงท้องฟ้าข้างบนนั่นได้แน่ๆ

            พวกเขาทำแบบนั้นเพราะว่าคำขอของฉันไง

          ผมจะเชื่อได้ไง…’ เขาย้อนถามอีกคำและฉันก็ยักไหล่

            นายน่าจะรู้ด้วยความรู้สึกนะ ถ้าเกิดว่าเรื่องเมื่อก่อนรนทำให้นายเจ็บปวด ตอนนี้นายก็ทำให้เขาเจ็บปวดได้แล้ว หายกันแล้วล่ะ ฉันแน่ใจว่าเขาจะไม่ยุ่งอะไรกับนายอีกต่อไป ฉันบอกและผละออกมาในที่สุด

            ทำไมเธอไม่โกรธผมอย่างที่จะเป็นล่ะ ผมรู้ว่ามันน่ากลัวในความรู้สึกของคุณเรื่องวันนั้นน่ะ อีกอย่างทำไมคุณเฉยนัก เขาถามคำถามที่ฉันเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่าเขาจะต้องถามฉันแน่

            เพราะฉันไม่ได้อยากอยู่กับนาย เพราะฉันมีใครที่อยู่ในหัวใจแล้วไงล่ะ ฉันบอกแล้วก็ชี้นิ้วไปที่หัวใจของตัวเอง และจ้องหน้าสบตากับเวนิส

            ถ้าเกิดว่าฉันไม่ได้รักใคร ฉันก็อาจจะทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งนายไว้ให้อยู่กับตัว หรือไม่ก็จะพยายามจะเอาชนะนายทุกอย่าง ฉันบอกและก็หลบตาเขา และปิดบานประตูลงทีละน้อยๆ ด้วย

            แต่เพราะฉันรักคนอื่นแล้ว และเป็นทางเดียวที่ทำให้ฉันไม่สูญเสียคนคนนั้นไป แม้จะต้องสกปรกแปดเปื้อนเพราะนายแค่ครั้งเดียว ฉันก็ไม่แคร์

 

          เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ที่ดังมาจากในกระเป๋า ทำให้ฉันต้องเปิดกระเป๋าสะพายสีขาวใบใหญ่ของตัวเองเป็นการใหญ่ เสียงเพลงนี้มันบอกว่าเป็นของนายน์ที่โทรเข้ามา และถ้าหากว่ารับสายช้าหรือทำอะไรไม่ถูกใจเขา นายน์ต้องโกรธและเล่นสงครามเย็นกับฉันเป็นอาทิตย์แน่

            “ไง” ฉันทักและสะดุ้งเมื่ออีกฝั่งตะคอกกลับมา

          (ไง งั้นเหรอ!!)

          หมอนี่เหมือนกับเรนไม่มีผิด แม้ว่าภายนอกของเขาจะดูเป็นคนเย็นชาไม่ค่อยพูด แต่น้อยคนจะรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาน่ะน่ากลัวแค่ไหน เขาเหมือนหอบระเบิดไดนาไมต์ติดหลังไว้และพร้อมจะระเบิดตลอดเวลา นั่นแหละ นายน์ ผู้ชายที่ฉันรู้จักมาเกือบทั้งชีวิตของฉัน

            (เธออยู่ไหน…)

          “กำลังจะเดินลงมาจากคอนโดของเวนิสน่ะ แต่สบายใจได้ ตอนนี้ไม่มีเรื่องอะไรทั้งนั้น” ฉันบอกและยิ้มเมื่อเห็นรถซีตรองสีดำมันปลาบของเขาจอดรออยู่พอดี

            หมอนี่ห่วงเกินพอดี แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดอะไรออกมาตรงๆ แต่การกระทำของเขามันซื่อตรงซะยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น และแวบหนึ่งฉันคิดไปถึงคืนหนึ่งที่ฉันป่วยหนักและฟุบหมดสติไป

            (ฉันเห็นเธอแล้ว รีบมาเข้า!)

          นายน์พูดแล้วก็ตัดสายทิ้งไปหน้าตาเฉย เป็นอย่างนี้ประจำไม่เคยได้พูดอะไรกันรู้เรื่องหรอก ก็ต้องตัดสายทิ้งอย่างนี้ตลอด

            ฉันย่นจมูกแม้จะรู้ดีว่านายน์ที่อยู่อีกฝั่งนั่นมองไม่เห็นหรอกว่าฉันทำอะไรอยู่ แต่ขอแค่ได้ทำให้ระบายอารมณ์สักนิดเถอะ ฉันคิดในใจขณะที่ก้าวเท้าเดินตรงไปหาเขาเรื่อยๆ และเพราะฝนที่ตกลงมาทำให้ฉันได้ยินแค่เสียงหยดน้ำฝนที่กระทบกับพื้นถนนเท่านั้น

            “เกลียดฝนที่สุด” ฉันพึมพำกับตัวเอง ตอนที่ยกกระเป๋าสะพายขึ้นมาบังเม็ดฝนให้ตัวเอง แม้ว่ามันจะไม่ช่วยอะไรเลยก็ตามเถอะ

            และเมื่อกำลังข้ามถนนไปถึงกึ่งกลางถนนพอดี เสียงแตรรถที่ดังสนั่นอยู่ข้างหูทำให้ฉันหันไปเจอกับแสงไฟที่สาดส่องเข้าหน้าเต็มๆ จนทำให้ฉันตาพร่ามัวทำกระเป๋าหล่นลงพื้นและรู้สึกถึงแรงกระแทกที่เข้ามาพุ่งชนตัวฉัน และทุกอย่างก็นิ่งสงบและเงียบสงัด

            มีเพียงสีดำที่เข้าปกคลุมพื้นที่ที่ฉันกวาดสายตามองไปเท่านั้น

 

Nine talks…

          ทุกอย่างเหมือนเกลียวคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดเข้ามาและกวาดทุกอย่างกลืนหายไปในพริบตาเดียว

แค่กะพริบตาครั้งเดียว ผมก็พบว่าร่างของริกะนอนจมกองเลือดที่ถูกเจือปนไปกับสายฝนซะแล้ว แวบแรกผมเกือบจะวูบไปเมื่อก้มหน้าลงเพื่อนจะหยิบเอาบุหรี่จากคอนโซลรถขึ้นมาสูบ

            แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาร่างเล็กของริกะก็หายวับไปกับตาของผม พร้อมกับเสียงกรีดร้องอื้ออึงที่ดังขึ้นจากรอบข้าง หัวใจผมเต้นอย่างบ้าคลั่งเมื่อเดินลงจากรถแล้วเห็นว่าริกะนอนหายใจรวยรินอยู่กับพื้น เลือดอาบหน้าของเธอ ราวกับนางฟ้าที่พลัดตกลงมาจากท้องฟ้าและใกล้จะตายที่พื้นดิน

            ริกะ!!’

          ผมตะโกนชื่อของริกะออกไปอย่างไม่รู้ตัว และค่อยๆ ช้อนร่างของเธอออกมาจากพื้นด้วยความหวาดกลัว

            เธอเหมือนไม่มีกระดูกไม่ว่าจะจับจะแตะตรงไหนก็เหมือนจะแตกหักง่าย แต่ว่าร่างกายของเธอไม่ให้ความร่วมมือกับผมสักนิด เธอเป็นเหมือนแก้วที่กำลังร้าวใกล้จะแตก ถ้าจับแรงอีกนิดร่างของเธอคงได้แตกเป็นเสี่ยงๆ แน่

            ผมจำไม่ได้ว่าตัวเองหายใจหรือเปล่าเมื่อตอนที่ช้อนตัวเธอขึ้นมา และอุ้มกลับไปที่รถตั้งใจจะพาเธอไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

            ผมยังไม่สนใจคู่กรณีในตอนนี้ สิ่งแรกที่ผมต้องทำก็คือพาเธอไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเท่านั้น

            ผู้หญิงคนนี้ เมื่อไหร่จะยิ้มได้เสียที

            ริกะชื่อภาษาญี่ปุ่น ?? มันแปลว่ากลิ่นหอมที่บริสุทธิ์

            กลิ่นของเธอเป็นเป็นเหมือนกับศาสตร์แห่งการบำบัด ไม่ว่าใครที่อยู่ใกล้เธอแล้วก็ต้องรู้สึกผ่อนคลายไปซะทุกคน เธอมีบางอย่างที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นดวงตา ความคิด นิสัย รวมทั้งหมดนั่นเป็นผู้หญิงที่ชื่อริกะ และเพียงเพราะว่าเธอคนเดียว ก็เป็นเหตุผลที่มากกว่าอะไรทั้งหมดบนโลกนี้ที่ผมและเรนต่างให้เธอเป็นคนสำคัญ เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

            “มันเกิดอะไร นายน์!

            แล้วผมก็ต้องหันไปตามแรงกระชากไหล่ที่มาจากด้านหลัง มองเห็นสีหน้าตื่นๆ ของเรนแล้วผมก็นิ่งลง แต่ไหนแต่ไรมาเรนจะเป็นฝ่ายเลือดร้อน และผมจะเป็นน้ำแข็ง

            ส่วนริกะเป็นเหมือนพระอาทิตย์ที่ช่วยผมเอาไว้ ไม่ให้ต้องกายเป็นคนเย็นชาและตายกับกับความหนาวเย็น

            แต่สำหรับเรนริกะเป็นเหมือนพลังงานให้หมอนั่น หากเป็นริกะไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดูปัญญาอ่อนหรือว่าน่าตลกมากแค่ หมอนั่นก็พร้อมจะให้ริกะได้ทุกอย่าง

            พวกเราสองคนผูกพันด้วยด้วยริกะเพียงคนเดียวเท่านั้น

            และตอนนี้ น่าตลกที่จู่ๆ ก็มีคนหนึ่งเขามาแทรกกลางระหว่างพวกเรา และคว้าร่างของริกะไปทำร้ายโดยที่ทั้งผมและเรนได้แต่นิ่งเงียบด้วยความเสียใจที่ไม่อาจจะประเมินค่าใดๆ ได้

            ผมมองเห็นหน้าเรนแล้วก็อยากจะชกหน้าหน้า หรือว่าต่อยให้หายแค้น แต่ถ้าทำอย่างนั้นริกะคงจะไม่ยอมยกโทษให้ผมแน่ๆ ทุกคนรู้กันดีว่าริกะนั้นหลงใหลผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าผมมากแค่ไหน ผมถอนหายใจแล้วก็เบือนหน้าหนีจากเรน

            “รถชน” ผมตอบคำถามเรนและก็รอว่าเรนจะทำอะไรกลับมา อาจจะเป็นการตบหน้าหรือว่าต่อยแรงๆ สักที แต่น่าแปลกที่เรนกลับไม่ทำอย่างนั้น

เรนทรุดตัวลงนั่งที่ม้านั่งข้างๆ ห้องฉุกเฉินแล้วก็กุมมือเข้าหากันแน่น ไม่มองหน้าผมแม้แต่น้อย

            “นายน์ ฉันทำอะไรผิดไปรึเปล่านะ” เรนถามแล้วก็หลับตาลงนิ่งๆ ผมเองก็นิ่งมาตั้งแต่แรกแล้วอาจจะทำให้เรไม่อาละวาดอย่างที่เคยก็ได้

            “ฉันก็อาจจะทำอะไรบางอย่างพลาดไปเหมือนกัน”

 

            หลังจากนั้นครอบครัวของผม ซึ่งก็หมายถึงเรนและคนอื่นๆ ต่างต้องปวดหัวและตกใจไปตามๆ กัน กับการเปลี่ยนไปของริกะ เรื่องราวที่ว่านั่นเกิดขึ้นหลังจากที่เธอฟื้นขึ้นมาจากการที่ถูกรถชน นั่นคือเธอไม่สามรถจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงได้เลยแม้แต่เรื่องเดียว

เมื่อไหร่ที่เธอหลับไปและตื่นขึ้นมา ความทรงจำก่อนหน้านี้มันจะหายไปหมด และพวกเราหวาดกลัวว่าเธอจะไม่หายจากอาการบ้าๆ นี่ ส่วนเรื่องเรียนของเธอ อาศัยจากการจดเลกเชอร์และลองลำดับเรื่องราวเธอก็รื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมาได้ เลยไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่

            แต่เรื่องชีวิตประจำวันที่มันเอากลับมาไม่ได้เหมือนที่ถูกจดไว้ในสมุด เธอลืมมันไปทั้งหมด เหลือเพียงแค่กระดาษขาวแผ่นเดียวเท่านั้น

            “เธอจำไม่ได้จริงๆ น่ะเหรอ หรือแค่แกล้งลืม...” ผมถามริกะเมื่อทนไม่ไหว

            เธออ่านหนังสือหน้าหนึ่งโดยใช้เวลาสามนาทีแล้วก็พยักหน้าบอกผมว่าเธอเคยมาแล้ว ของมันแน่อยู่แล้ว เพราะว่าหนังสือเล่มที่เธออยู่น่ะ เราให้เธออ่านทุกวันตั้งแต่ที่เธอเริ่มมีอาการลืมความทรงจำก่อนที่จะหลับไปซะหมด และไม่รู้ด้วยว่ามันเป็นโรคบ้าอะไร

            “ฉันไม่ได้อยากเป็นโรคจิตนะ!!” ริกะแหวมา และผมก็ไม่ได้เห็นท่าทางนี้ของเธอนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่องเวนิสนั่นแล้ว

            แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่าริกะจะจำหมอนั่นได้ด้วยหรือเปล่า

            “เธอจำ...” ผมถามแล้วก็เงียบไปดื้อๆ เมื่อริกะเงยหน้าขึ้นมามองผมเหมือนกำลังสงสัยอะไรบางอย่าง

            “อะไรล่ะ” ริกะถามแล้วก็ก้มหน้าก้มตามองดูหนังสือในมือตัวเองอีกครั้ง

            เธอคงกำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมในหน้าหนังสือถึงมีรอยดินสอขีดและกำกับวันที่เอาไว้ ทั้งที่เมื่อหลายวันก่อนเธอเป็นคนเขียนวันที่ลงไปเองกับมือ

            “เวนิส...” คำพูดนี้ผมไม่ได้พูด แต่เป็นเรนที่ก้าวเข้ามาในห้องเงียบๆ

            ริกะยิ้มกว้างทำให้ผมต้องถอนหายใจแล้วก็เบือนหน้าไปทางอื่น แม้ว่าจะชินตากับภาพที่เห็นแล้วก็ตาม แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมมักจะมองสายตาของริกะไม่ได้ ตอนที่เธอมองไปยังเรนและไม่ปิดบังแววตาที่เธอรู้สึกนั้นเลยแม้แต่น้อย น่าแปลกดีเหมือนกัน

            “เวนิส พูดถึงเรื่องอะไรน่ะ”

            ริกะตีหน้าเหลอหลาและมองหน้าเรนอย่างไม่เข้าใจ เมื่อเรนไม่มีคำตอบให้ เธอก็หันมามองผมบ้าง สายตานั่นทำให้ผมอึดอัดที่จะต้องพูดโกหก

            “นายน์เวนิสคืออะไร”

            ผมไม่ตอบและไม่มองหน้าเธอด้วย และทำให้ริกะออกอาการฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจทันที และคนที่ทำให้สงบลงได้ก็มีแค่เรนคนเดียวเท่านั้น

            “ริกะ” เรนแตะปลายนิ้วลงที่ริมฝีปากของริกะ ริกะเลยเงียบเสียงและหันไปมองหน้าเรนอีกครั้ง

            “จำมอร์ฟีนได้มั้ย?” เรนถาม และริกะก็ทำหน้าครุ่นคิดขึ้นมาทันที

            “จำได้ ทำไมเหรอ” เธอถามอีกครั้ง และเรนก็หรี่ตาลงอย่างสงสัย

            “แล้วทำไมจำเวนิสไม่ได้ล่ะ”

            “แล้วเวนิสคือใครล่ะ!?” ริกะถามต่อ เรนเลยถอนหายใจและผละออกห่างจากเตียงคนไข้อีกนิด

            “งั้นมิลานล่ะ” เขาถามอีก และผมพนันได้ว่าอีกสักพักริกะจะวีนเพราะไม่อยากจะตอบคำถามอีกแล้ว

            “มิลาน อืม แฟนมอร์ฟีนรึเปล่า” เธอตอบ และผมก็หันหน้าไปมองเรนทันที

            “แล้วทำไมเธอถึงจำเวนิสไม่ได้” เรนทำท่าจะซักอีก จนผมรู้สึกจะทนไม่ไหวแล้ว

            “พอเถอะ มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอที่เธอจะได้ไม่ต้องจำอะไรน่ะ” ผมบอกและเห็นว่าริกะกำลังถอนหายใจ และเปิดหน้าหนังสืออย่างหงุดหงิดอีกครั้ง

            “มันก็จริง” เรนพึมพำก่อนจะยกมือลูบหัวริกะเล่นอีกสองสามที

            “เพราะมันไม่มีอะไรให้จดจำเลยสักนิด” เสียงของเรนฟังดูนิ่งลึก แต่คนสนิทอย่างผมและริกะรู้ดีว่าตอนนี้เรนกำลังเดือด

            “ฉันไม่เจ็บแผลแล้วล่ะ เพราะงั้นไม่เป็นไร เรน นายน์ ฉันไม่เป็นไรจริงๆ” แล้วริกะก็โถมตัวเข้ามากอดทั้งผมและเรนไว้ในคราวเดียว

            เสียงหัวเราะร่าเริงของเธอทำให้ผมเริ่มรู้สึกโกรธผู้ชายคนนั้นทีละนิด แต่ถ้าหากทำอะไรหมอนั่นแล้วทำให้ริกะต้องกลับมาร้องไห้และเศร้าซึมเหมือนเดิม ผมเลือกที่จะนิ่งเงียบเอาไว้ ปล่อยให้เรื่องราวที่ผ่านมาเป็นแค่ฝันร้ายครั้งหนึ่งเท่านั้นก็พอ

            “อย่าทำหน้าเศร้าได้มั้ยทั้งคู่ ฉันชักจะไม่สนุกแล้วนะ”

            “ฉันพร้อมจะทำทุกอย่างที่เธอบอก ริกะ”

End Nine talks…

 

            ฉันเกิดอุบัติเหตุ ฮะๆ เจ็บได้โล่เลยล่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายน์แล้วก็เรนด้วยไหม พวกเขาทำหน้าโกรธๆ ฉันยังไงก็ไม่รู้ เพราะอย่างนั้นฉันเลยทำตัวสงบเสงี่ยมที่สุดเข้าไว้ และเหมือนว่าฉันจะเป็นโรคที่นางเอกนิยายชอบจะเป็นกัน

            นั่นก็คือความจำเสื่อม

            แต่ของฉันน่ะ ไม่ได้เสื่อมหายไปทั้งหมดหรือว่าบางส่วนนะ

            ความทรงจำของฉันหายไปพักใหญ่ๆ เลยนะ แต่หลังจากนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันนอนหลับมากกว่าห้าชั่วโมงเป็นต้นไป ความหลังทั้งหมดจะหายไปด้วย ดังนั้นตอนนี้ฉันเหมือนกับกระดาษบางๆ สีขาวที่ไม่ว่าจะเติมอะไรลงมา มันก็จะผ่านเลยไม่กักเก็บอะไรไว้ทั้งนั้น

            ตอนแรกฉันคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องตลก แต่ไม่ใช่ ความทรงจำล่าสุดของฉันเป็นตอนที่เล่นเกมชิงดวงดาวจบลง และฉันก็จำรายละเอียดมันไม่ได้ เหมือนมีบางอย่างหลุดหายไปจากความทรงจำของฉัน ทั้งเรนแล้วก็นายน์รวมไปถึงคุณปู่ต่างปวดเศียรเวียนเกล้ากันใหญ่กับอาการประหลาดของฉันนี่

            ดีนะที่ฉันไม่ได้ลืมเรื่องทุกอย่างทั้งหมดให้หายไป ไม่อย่างนั้นฉันก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าตัวฉันจะเป็นยังไงบ้าง และตอนนี้ฉันอยู่หอพักไม่ได้ด้วย เหตุผลก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ ฉันเป็นโรคประหลาด อีกอย่างดูนายน์โกรธเรนเอามากๆ เลยล่ะ ซึ่งฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าทั้งคู่ทะเลาะอะไรกัน ดังนั้นคนที่ทำหน้าที่เป็นกาวใจอย่างฉันเลยต้องไปไหนมาไหนกับพวกเขาเสมอ

            “จะว่าไปฉันยังไม่เจอมอร์ฟีนเลยนะ” ฉันพึมพำตอนที่พวกเรานั่งทานข้าวด้วยกันที่ร้านอาหารข้างๆ มหาวิทยาลัย

            พอพูดถึงตรงนี้ ผู้ชายสองคนก็หันหน้ามองกันและเบือนหนีกันไป อะไรกันอีกล่ะเนี่ย

          “ถ้าเจอมอร์ฟีน เธอต้องทำยังไงนะ ไหนลองบอกทีซิ!” เรนเอานิ้วจิ้มหน้าผากฉัน และฉันก็ย่นจมูกให้เขาอย่างไม่ชอบใจ

            “จดเรื่องที่ทำกับมอร์ฟีนเอาไว้ในสมุด แล้วก็ไม่ตอบไม่ถามอะไรมากเกินความจำเป็น” ฉันทวนและทั้งสองคนก็พยักหน้า แต่ไม่นานนายน์ก็ทำหน้าเบื่อโลกและลุกเดินหนีไปทางอื่นซะดื้อๆ ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็เลยลุกขึ้นจากเก้าอี้บ้าง แต่ก็ยังไม่กล้าจะตามนายน์ออกไป

            “ไปเถอะ ฉันจะรอเธออยู่ตรงนี้นะ” เรนบอกเสียงเรียบแล้วก็หยิบเอามือถือขึ้นมากดดูอะไรบางอย่าง

            “เดี๋ยวฉันมานะ!

            ฉันวิ่งตามหลังนายน์เกือบไม่ทัน ดีที่คว้าชายเสื้อของเขาไว้ได้และหอบฮั่กด้วยความเหนื่อย ตั้งแต่ที่ถูกรถชนนั่นร่างกายของฉันเหมือนจะไม่มีเรี่ยวแรงเอาซะเลย

            “นายน์” ฉันเรียกชื่อของนายก่อนจะปล่อยชายเสื้อของเขาออก

            เพราะคนคนนี้ไม่ใช่นายน์ที่ฉันรู้จักน่ะสิ เขาเป็นใครก็ไม่รู้ แต่ดูไปดูมาเขาก็คือมิลานแฟนของมอร์ฟีนนั่นเอง

            “มิลาน นายรู้จักผู้ชายที่ชื่อนายน์รึเปล่า เห็นมั้ยว่าเขาไปทางไหน” ฉันถามแล้วก็หันมองไปรอบตัวเพื่อมองหาผู้ชายที่อารมณ์ขึ้นลงอย่างน่ากลัวที่ชื่อนายน์

            “มิลาน” เขาทวนคำและฉันก็หันไปพยักหน้าให้เขา

          “โอ๊ะ! นั่นไง” ฉันอุทานออกมาเมื่อเห็นว่านายน์กำลังเดินไปอีกทาง

            “ไปนะมิลาน แล้วเจอกัน” ฉันบอกแล้วก็จะวิ่งตามหลังนายน์ไป แต่เดินได้แค่สองก้าวฉันก็ต้องถูกกระชากไหล่ไว้จากข้างหลัง

            และเมื่อรู้สึกตัวอีกริมฝีปากหยักได้รูปของมิลานก็จูบปิดปากฉันเอาไว้ซะแล้ว ดวงตาของฉันเบิกกว้างขึ้นจากนั้นฉันก็พยายามดิ้นรนสุดชีวิต เขาเป็นแฟนเพื่อนฉันนะ เขาทำบ้าอะไรน่ะ!

          เมื่อหลุดออกมาได้ ฉันก็ฟาดหน้าเขาเต็มแรงจนหน้าขาวๆ ของมิลานสะบัดไปอีกทางหนึ่ง เขาค่อยๆ หันมามองหน้าฉันและใช้หลังมือเช็ดแก้มตัวเองเบาๆ และอะไรไม่ร้ายเท่ามอร์ฟีนเดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี

            แย่แล้ว! ฉันจะทำยังไงต่อไปดี






Talk 2…

เป็นไข้ทับระดูค่ะ เป็นมันซะทุกเดือนให้บ้าตายไปเลย งอแงๆ

ปวดหัวได้โล่เลยตอนนี้ ฮึกๆ

ฝากสาวๆ ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ

กอดค่ะ

 

เดือนนี้นิยายมู่จะออกสามเรื่องนะคะ TT_TT

เล่ห์รักร้ายเจ้าชายมาเฟีย [ป๋าราล์ฟ+หนูมิน] by สนพ สมาร์ทบุ๊ค

Baby & I (P.5) Globedome [เก็น+ดินี่] by สนพ แสนดี

Wolves Blood (P.1) [เซ็น+แซน+ไมอา] by สนพ แสนดีค่ะ

น่าจะออกกระจายทั่วประเทศได้ก็ราวๆ อาทิตย์หน้าค่ะ

ยังไงก็ฝากด้วยนะคะ เดี๋ยวปกรอให้สมบูรณ์กว่านี้อีกนิดนะคะ

เดี๋ยวมู่จะเอามาฝากนะคะ

 

Talk 1…

Song :: E.T. - Katy Perry
>>คำแปลเพลง คลิก!!!<<

 

มาแบบมึนๆ ง่วงๆเปิดเทอมแบบทรมานหัวใจมากเลย TT_TT

น้ำตาไหลพราก ทำไมมันเหนื่อยอย่างนี้นะ งอแงๆ

ช่วงนี้ภูมิแพ้เล่นงานแบบหนักหนาสาหัส

เมื่อชาติที่แล้วมู่ไปทำอะไรใครไว้นะ ชาตินี้ถึงได้อ่อนแอเหลือเกิน

TT_TT ไม่อยากจะเล่าให้ฟังว่าวันนี้ทรมานจากภูมิแพ้ยังไงบ้าง

เอาเป็นว่าเสียงไม่มี และรับเสียงตัวเองไม่ได้เลย

นี่มันกระเทยตกมันหรือไงก็ไม่รู้ โฮ

หนูปวดหัว ตัวร้อน เหมือนจะมีไข้ขึ้นสูง

เบลอๆ งงๆ ไปหมดแล้ว ยังไงสาวๆ ก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

จับก()


สอบถามข่าวสารของนิยายหรือพูดคุยกันได้ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ

FP สำนักพิมพ์แสนดี Click!!

ID สำนักพิมพ์แสนดี Click!!

FP mu_mu_jung Click!!

 

God blessed you

’m blessed you

 

I http://www.dek-d.com/06pic/dot/heart.gif Readers




ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 7 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
คิดถึงนิยายเจ้จังเลยค่ะ
จากคุณ ผงแป้งฝุ่น/(131136) อัพเดตเมื่อ 06/09/2554 17:14:31
ความคิดเห็นที่ 2
สับวนวุ่นวายดีจังง

สนุกลึกลับ ชอบบบๆๆๆๆ

ขอให้หายไวๆน่ะค่ะพี่มู่
จากคุณ 15575/() อัพเดตเมื่อ 11/08/2554 22:25:25
ความคิดเห็นที่ 3
เอาแล้วว
ริกะตายแน่
55
สู้สู้คัฟฟ
หายปป่วยไวไวน้า
 P'Mu
จากคุณ หลิว/(liew_tm) อัพเดตเมื่อ 02/07/2554 17:37:42
ความคิดเห็นที่ 4

ไม่ใช่ลานหรอก เวนิสชัวร์ๆเลย !!

จากคุณ ซิน/(tata_caf) อัพเดตเมื่อ 19/06/2554 17:21:43
ความคิดเห็นที่ 5
โรคนี้แปลกกว่าความจำเสื่อมอีกเนี่ย

แต่เป็นแบบนี้ก็ดี ริกะดูไร้เดียงสาดี 55+

อิมเมจเรนกับนายน์เกินความคาดหมาย

เวนิสออกลาย 555+ นายน์มาช่วยเร็ว กวักมือๆ

หายไวๆๆๆๆๆ สาาาาธุ
จากคุณ Anzor/(BlACKLlTE) อัพเดตเมื่อ 18/06/2554 21:47:22
ความคิดเห็นที่ 6

ง่ะ -0- ความจำเสื่อมซะงั้นอ้า

จากคุณ Twenty1Fian/(fianchocolam) อัพเดตเมื่อ 17/06/2554 22:54:15
ความคิดเห็นที่ 7
ริกะเป็นดรคนางเอกหรอ 55+
จากคุณ ฟิว/(fewlovejamsai) อัพเดตเมื่อ 16/06/2554 22:26:26
ความคิดเห็นที่ 8
=..=
จากคุณ Chu me/(KAMMATEPNOY) อัพเดตเมื่อ 16/06/2554 18:25:54
ความคิดเห็นที่ 9
ยังไงริกะก็คงมีเรื่องให้คิดแม้ความจำจะลบเลือน
เวนิสคงไม่ยอมรามือแน่ สู้ๆๆคร่ะ
ขอให้หายป่วยไวๆๆคร่ะ รักษาสุขภาพดีๆๆ
อย่านั่งปั่นนิยายจนนอนไม่พอนะคร่ะ
ส่วนนิยายที่ออกซื้อแน่นอนคร่ะ เป็นกำลังใจให้คร่ะ
อ่านมาทุกเรื่องไม่ผิดหวังเลยคร่ะ

จากคุณ เมย์/(Maymy_2534) อัพเดตเมื่อ 16/06/2554 03:15:00
ความคิดเห็นที่ 10
โรครัยว๊ะ
จากคุณ แจน/(janza_rad) อัพเดตเมื่อ 15/06/2554 20:10:10
หน้าที่ 1 จาก 7 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 140 ท่าน