Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
Rhythm of Sunflower Waltz
เพนกวินสีม่วง
CH VI
6
01/01/2533 00:00:00
383
เนื้อเรื่อง

 

 

ดอกทานตะวันเป็นสัญลักษณ์ของความสดใส

สีดั่งดวงอาทิตย์ทอดแสงสว่างบนท้องฟ้า....

 

 

คำสัญญาของเราอยู่ภายใต้ดอกสีเหลืองส้มเจิดจ้า

ยามเมื่อดอกไม้นั้นเบ่งบาน....

 

 

“ตอนที่ทานตะวันบาน ฉันมีเรื่องจะบอกเธอนะ”

ยามนั้นจะเป็นวันที่มีความสุขเหลือล้น

 

 

                ผู้คนเดินเข้าออกศาลเจ้าสีอึมครึมด้วยการแต่งกายชุดสีดำแลดูหมองหม่นหมองมัว  ในห้องกว้างมีกลิ่นดอกไม้หอม กลิ่นของการเผาไหม้ธูปและเทียน  แขกเหรื่อทยอยกันเข้ามาและออกไปผลัดเปลี่ยนใบหน้า บรรยากาศของความเศร้าและเสียงพูดคุยเงียบๆแผ่กระจายเยี่ยงคลื่นน้ำที่แสนแผ่วเบาในลำธารหยาดน้ำตา

 

 

ความเศร้าคือเสียงดนตรีเชื่องช้า

จังหวะของเพลงวอลซ์

 

 

                ชายหนุ่มผมสีเดียวกับชุดสูทสีดำขลับทั้งสองพร้อมช่อดอกไม้สีขาวก้าวผ่านประตูเข้ามาภายในห้องกว้าง...สิ่งที่สะดุดสายตาดึงดูดให้หันไปมองกลับไม่ใช่รูปถ่ายของผู้ที่จากไป กลับเป็นเค้าร่างแผ่นหลังบอบบางซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้านั้น   เรือนผมยาวเหยียดตรงคล้ายกับตุ๊กตาญี่ปุ่นนั่งบนรถเข็น ...ใส่ชุดขาวแตกต่างจากคนรอบกายผ่านไปมา.. แตกต่างไป...  ทั้งๆที่หลายนาทีก่อนนั้นยังคงสงบนิ่ง...ตอนนี้กลับ....

 

                เสียงสะอื้นอันเงียบงัน... ไหล่เล็กๆนั้นกำลังสั่นไหว  นั่งเพียงลำพังเงียบๆตรงนั้นไม่ขยับไปไหน  ตรึงร่างคนทั้งสองไว้เบื้องหลังมิอาจขยับก้าวตรงไปได้  โศกเศร้าถึงเพียงนั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ทำไมกันนะ... กลับไม่อาจละสายตาไปได้ คนแปลกหน้าที่คุ้นเคยคนนั้น...

 

 

หากแย้มยิ้มจะสดใส...

 เหมือนดอกไม้สัญลักษณ์ของฤดูร้อนหรือเปล่า

 

 

 นอกหน้าต่างนั้นคือซากุระสีชมพูสัญญาณต้อนรับฤดูที่ใครหลายคนรอคอย   ช่วงเวลาของการผลิดอกออกผล  เสียงบรรเลงอันแสนสดใส... ใบหน้าเนียนใสผินหันมองมาเมื่อรู้สึกถึงใครบางคนหยุดอยู่ด้านหลัง   ดวงเนตรกลมฉ่ำน้ำตาบวมแดงผ่านการร้องไห้อย่างหนัก   ช่างตัดกับภาพเบื้องหลังนั้นแสนไม่เข้ากัน..

 

 

“เสียใจด้วยนะครับ”  ประโยคคำพูดแรกมิใช่คำทักทาย  กลับเป็นคำพูดที่เรียกหยดน้ำใสปริ่มพร้อมภาพวาดรอยยิ้มจางๆ ไร้สุรเสียงตอบกลับ... 

 

 

เห็นแบบนั้นอีกคนจึงอดไม่ได้ที่จะยื่นผ้าเช็ดหน้าของตนส่งให้   อัญมณีสีเข้มเช่นเดียวกับเกศายาวเหยียดตรงทอดมองนิ่งครู่หนึ่งก่อนรับไป...  แม้ไม่มีคำขอบคุณใดๆ  มีเพียงรอยยิ้มบางๆและเหลียวกลับไปร่ำไห้เงียบๆ   ผู้หวังดีมิได้ต่อว่าความ...เข้าใจและเดินไปวางช่อดอกไม้ที่เตรียมมาไม่หันมองเพื่อรบกวนอีก... 

 

 

คนรู้จักที่เป็นเพียงคนรู้จัก  คนแปลกหน้าอันคุ้นเคย..

พวกเราเพียงแค่เคยพบปะเจอหน้ากันเท่านั้น...

 

 

                ซากุระโปรยปรายร่วงหล่นยามลมพัด... ภาพที่ใครๆต่างชื่นชม...   พัดปลิวเข้ามาในห้องกว้าง หยุดลง ณ พื้นคอนกรีตอันเย็นเยียบ สีชมพูของความรัก เสียงลมพัดโบกเอาคนที่รักแสนรักเลือนรางไป  ตัวเขาช่างชิงชังเหล่ามวลดอกไม้ซึ่งเบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิเหลือเกิน...

 

 

ต้นฤดูใบไม้ผลิเดือนมีนาคม บุปผาชาติเบ่งบานส่งกลิ่นหอมหวาน

ความทรงจำเริ่มต้นกลับเริ่มต้นด้วยกลิ่นเหม็นไหม้ของธูปอันโศกเศร้า

 

 

พร้อมเสียงเพลงแผ่วเบาบรรเลงขับขาน...

เสียงเพรียกหาของดอกทานตะวันในฤดูร้อน....

 

 

สายลมที่พัดต้นของมันโบกไหวราวกับเต้นรำ....

ภาพดอกทานตะวันที่เฝ้าใฝ่ฝันถึง

 

 

                ฤดูกาลพ้นผ่านไปและหมุนย้อนวนกลับมาอีกครั้งในรอบปี  ช่วงเวลาแบบนั้นหมุนเวียนวงเป็นวงกลมตามวัฏจักรของการใช้ชีวิตของมนุษย์  ทุกคนในโลกล้วนดำเนินชีวิตผ่านพ้นไปในแต่ละวัน  เรื่องราวดำเนินไปไร้จุดสิ้นสุดจากฤดูหนาว ไปสู่ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และหมุนวนกลับมาที่เดิมอีกครั้ง.... 

 

                ฤดูใบไม้ผลิหมุนวนมาอีกครั้งเพื่อต้อนรับฤดูร้อนในช่วงสามเดือนข้างหน้า  โรงพยาบาลสีขาวบริสุทธิ์ยังคงแลดูทันสมัยและสะอาดสะอ้านเมื่อเทียบกับเวลาที่ผ่านไปเกือบปี   ภาพเดิมๆยังคงปรากฏให้เห็น ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินเข้าออกเพื่อใช้บริการบรรเทาทุกข์จากความเจ็บป่วย  นี่คือโลกของโรงพยาบาล...

 

 

                “มิจิโยะจังพาคนไข้จากห้อง 403 ที่เพิ่งเข้ามาเมื่อวานให้แผนกสมองด้วยนะ ตรวจอาการเบื้องต้นให้แล้ว”   นายแพทย์ในชุดขาวยืนอ่านเอกสารในแฟ้มประวัติคนไข้พร้อมส่งให้กับนางพยาบาลข้างๆ  

 

                “ค่ะ เท่านี้นะคะคุณหมอ”   นางพยาบาลสาวหน้าตาดีและแต่งหน้าจัดรับงานมาถือไว้ในมือเรียว  แผนกอายุรกรรมวันนี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยคนป่วย   ชายหนุ่มเรือนสีทองอร่ามสวมชุดกาวน์สีขาวเดินไปถอดเสื้อตัวนอกแขวนเก็บเมื่อได้เวลาออกเวร 

 

 

                เข็มบนนาฬิกาบอกเวลา 16. 30 น.   ทีมแพทย์คนอื่นเดินเข้ามาทักทายเมื่อถึงเปลี่ยนเวลางานของตัวเอง   ดวงคาคมสีน้ำตาลเข้มเห็นว่ามีคนมาทำงานต่อแล้วจึงเดินไปห้องพักของตน  เขาหยิบเอาเสื้อคลุมธรรมดาสวมทับเสื้อเชิ้ตขาวและเสื้อกั๊กสีดำของตนก่อนเดินออกมา  ได้เวลาที่นัดหมายกับใครบางคนแล้ว....

 

 

                “แล้วพบกันพรุ่งนี้นะครับคุณหมอฮารุฮิโกะ”  เพื่อนร่วมงานโบกมือลาเมื่อเห็นร่างสูงชุดขาวออกมาจากห้อง   ทักทายได้เพียงไม่นาน  หญิงสาวรวบผมเรียบร้อยได้เดินมาเรียกตัวให้ไปประจำห้องตรวจ

 

                “ขยันทำงานเข้าล่ะ  อย่าลืมสอนงานพวกเด็กอินเทอร์นด้วย~  หนุ่มผู้มีนามเหมือนฤดูใบไม้ผลิและมีภาพลักษณ์ไม่เหมาะจะทำงานเร่งด่วนโบกมือลาและอวยพรนายแพทย์คนอื่น

 

                “คุณหมอก็รีบๆไปรับฟุยุมิจังล่ะค่ะ  ป่านนี้นั่งเคืองแล้วมั้งคะ~   มิจิโยะแกล้งหยอกคนหนุ่มซึ่งไม่โสด  ผู้ฟังได้แต่ส่ายใบหน้า 

 

                “ฟุยุมิจังเคยเคืองฉันซะที่ไหนล่ะ~  เขาเข้าใจว่าฉันงานยุ่งยิ่งกว่าใคร”   คำพูดแสดงความใกล้ชิดและสนิทสนมชวนน่าอิจฉาขับให้เพื่อนร่วมงานพากันยักไหล่ปลงๆ 

 

 

อาชีพแพทย์ใช้เวลาเกินครึ่งของหนึ่งวัน

อยู่กับคนที่ต้องดูแลในโรงพยาบาลมากกว่าเวลาส่วนตัว...

 

เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ของเหล่าผู้ต้องการการรักษา

 

 

                คัตสึระ ฮารุฮิโกะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นแพทย์หลักของแผนกอายุรกรรมจากที่ทำงานสร้างผลงานมาได้ 2 ปีตั้งแต่เข้ามาทำงานที่โรงพยาบาลสีขาวบริสุทธิ์  เวลาผ่านไปก็ยิ่งตักตวงประสบการณ์ในการรักษาได้มากขึ้นตามไปด้วย  เป็นต้นไม่ใหญ่ให้คนไข้ได้พักพิงอย่างมั่นใจ

 

ร่างสูงใหญ่ผู้แลดูเหมือนชายทำงานกลางคืนมากกว่าจะเป็นหมอเดินตรงมายังล๊อบบี้ของสถานพยาบาลเพื่อมองหาใครบางคน   จนกระทั่งเห็นร่างเล็กบางสวมใส่ชุดกระโปรงวันพีซสีครีมเข้ากับเส้นผมตรงคล้ายกับตุ๊กตาญี่ปุ่น   บนหน้าตักของเธอวางสมุดไดอารี่เล็กๆเอาไว้เพื่อจดบันทึก

 

 

                “ฟุยุมิจัง~  เสียงทุ้มเปล่งเพรียกหาดึงสติที่จดจ่ออยู่กับการเขียนบันทึก    เจ้าของนามซึ่งเปรียบดั่งฤดูหนาวคลี่ยิ้มจางๆ

 

                “เสร็จงานแล้วเหรอฮารุ  วันนี้เร็วกว่าปกตินิดหน่อยนี่”   ใบหน้าใสผินหันมองตามร่างสูงกว่าซึ่งเดินมาตามทางเดิน   มือเล็กเก็บไดอารี่ใส่ในกระเป๋าถือซึ่งสานคล้ายกับตะกร้า

 

                “รอนานรึเปล่าฟุยุมิจัง  วันนี้ไม่มีงานด่วนเข้างานค้าง  เลยออกมาเร็วเลยนะเนี่ย”   มือแกร่งยื่นไปจับมือเรียวพยุงให้ยืนขึ้น  ริมฝีปากเรียวระบายรอยยิ้มสดใสพลางกุมมือนั้นตอบ 

 

                “ไม่นานหรอก  หลังจากที่แยกกันเมื่อตอนเที่ยงๆหลังตรวจร่างกายก็ไปเดินซื้อของมา”    จับจูงมือกันเดินไปตามทางเดินเพื่อไปยังลานจอดรถ   คนผ่านไปมาต่างเห็นเป็นภาพประจำของทุกวันและส่งคำทักทายเมื่อเดินผ่าน 

 

                “เพิ่งตรวจร่างกายเสร็จแต่ไปเดินช้อปปิ้งแบบนั้น เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก  ต้องเจาะเลือดแล้วร่างกายมันก็อ่อนแอนะ”   ฮารุฮิโกะหันมองและใช้มืออีกข้างที่ว่างจับหน้าผากเพื่อวัดไข้  อุณหภูมิปกติไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนัก

 

                “พูดเกินไปแล้วล่ะ  ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นซะหน่อย ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนนี้แล้วนะ”  หญิงสาวส่งรอยยิ้มให้อีกฝ่ายสบายใจ  เธออยากให้คนตรงหน้าเป็นคนดูแลตรวจไข้ แต่ก็ไม่ได้หรอก... มีคนไข้มากมายที่ต้องการการดูแลเหมือนกัน

 

 

แม้ไม่ค่อยมีเวลาให้...เธอนั้นก็มีความสุขดี

 

 

                คนรักของเธอเป็นอายุรแพทย์ซึ่งทำงานตรวจไข้และวินิจฉัยรักษาโรคให้กับคนป่วย  บางครั้งก็ไม่เจอกันเลยได้ยินเพียงเสียงทางโทรศัพท์    หากมีเวลาก็จะมาพบกันในช่วงเวลาเลิกงานหรือมาหาในวันหยุด   เธอไม่คิดว่ามันมีปัญหาอะไรหรอกนะ... หนึ่งปีที่ผ่านมานั้นมีความสุขมาก  อย่างที่ไม่เคยใช้ชีวิตอย่างสว่างไสวแบบนั้นมานาน...

 

 

                “วันนี้ไปทานข้าวนอกบ้านกันเถอะ  มีเรื่องอยากจะบอกน่ะ”   เสียงทุ้มเอ่ยชวนยามเมื่อมาถึงลานจอดรถ  เปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับให้คนรักสมเป็นสุภาพบุรุษ

 

                “จะบอกอะไรเหรอฮารุ?”   ดวงตากลมโตกระพริบสงสัย   วันเกิดของเธอก็ไม่ใช่  วันเกิดของอีกฝ่ายนั้นก็ไม่ใช่   มือยกขึ้นจับคางใช้ความคิดไปมา

 

                ก่อนที่จะให้คำตอบออกไป  เนตรคมของหนุ่มหล่อได้เหลือบไปเห็นเพื่อนร่วมงานในโรงพยาบาลทั้งสอง  “อ่าว ออกเวรแล้วเหรอครับ  วันนี้คงไม่มีคนไข้ฉุกเฉินซักเท่าไหร”   หนุ่มซอยผมรากไทรสีดำสวมชุดฟอร์มสีขาวแตกต่างจากชุดกาวน์ถือข้าวของเต็มไม้เต็มมือทักทาย

 

                “นัทสึคุงโดนอากิคุงใช้งานอีกแล้วน่ะสิ น่าสงสารจังนะ”  มองพลางหัวเราะแผ่วเบาอารมณ์ดีเมื่อเห็นแฟ้มงานและอุปกรณ์สำหรับการทำกายภาพบำบัดเต็มมือของคู่สนทนา 

 

                “อย่าให้นินทาระยะเผาขนเลยครับ  คนไข้จะกี่คนๆต้องบำบัดนานแค่ไหนก็โยนให้ผมหมด  นี่อุตส่าห์ให้พยาบาลมาจิกผมให้มาเอากองเอกสารทั้งๆที่เพิ่งมาทำงาน”   ไม่ทันไรแฟ้มเอกสารอีกอันลอยมาจากเบื้องหลังวางถมกันไปอีกชุดต้องรีบประคองตัวเองก่อนมันจะหล่น 

 

                “คนในแผนกของนายมีคนไข้เต็มมือ  แต่นายกลับว่าง สำนึกซะ”   เสียงประตูรถสีดำขลับปิดลงพร้อมกับเผยร่างของชายหนุ่มหน้าตาเย็นชาดุดันสวมแว่นตา  ป้ายชื่อกับแผนกบ่งบอกว่าทำงานคนละหน้าที่กัน

 

                “นัทสึคุงเลือกคนไข้นี่นะแล้วก็ชอบอู้  เรื่องนี้เค้ารู้กันทั่วโรงพยาบาลแล้วล่ะ”  เลื่องลือกันในหมู่แพทย์ถึงความเรื่องมากของการรับช่วงต่อคนไข้ของคนบางคน...

 

                ริมฝีปากคมผิวปากและเบี่ยงสายตาหันไปมองคนในรถ ณ ที่นั่งข้างคนขับนั่น  “โอ๊ะ!  นั่นแฟนของคุณฮารุฮิโกะนี่ครับ  เพิ่งจะได้เจอกันใกล้ๆเป็นครั้งแรก”  ส่งเสียงล้อเลียนขำขัน  ในกลุ่มแพทย์วัยใกล้เคียงกันเข้ามาทำงานพร้อมกัน  กลับมีคนบางคนสละโสดไปก่อนใครทั้งที่คนอื่นยังโสดเสียนี่

 

                “พลาดจริงๆแฮะ อุตส่าห์คอยระวังไม่ให้เจอใกล้ๆ”   ฮารุฮิโกะผ่อนลมหายใจหน่ายๆ  เพราะคนรักเป็นคนน่ารักและสะดุดตาจึงหวงไม่อยากให้เพื่อนร่วมงานเห็น   ปิดบังมาเป็นปีก็ยาวนานอย่างไม่น่าเชื่อแล้ว... ช่วยไม่ได้...

 

“นี่ยูกิชิโร่ ฟุยุมิจัง  คงรู้จักชื่อกันอยู่แล้วล่ะนะ  ให้มองใกล้ๆแค่แป๊ปๆก็พอนะอย่ามองนาน”   ร่างสูงผมทองเคลื่อนตัวออกห่างประตูรถเผยให้เห็นใบหน้าของคนในรถชัดๆ  

 

                คุณครูอนุบาลมีท่าทีเคอะเขินเลิกลั่กก่อนผงกศีรษะเป็นการทักทายอย่างไม่เป็นทางการ  “สวัสดีค่ะ  ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”  แย้มยิ้มออกมาด้วยท่าทางกล้าๆกลัวขับให้น่ามอง...ดึงดูดสายตาของคนมองนิ่ง

 

 

ภาพร่างคล้ายกับบุปผาชาติ...

เจ้าดอกไม้ที่มิหันมองไปทางอื่นนอกจากที่ๆเมียงมอง...

 

สายตาที่เบี่ยงมองไปแย้มยิ้มกับคนรักของตนหลังการทักทายนั้น...

ช่างคล้ายทานตะวัน....

 

               

                เสียงเพลงจังหวะดนตรีรายล้อมระหว่างคนทั้งสามคน  เจ้าเสียงเพลงบรรเลงจากห้องนันทนาการของโรงพยาบาล ซึ่งคล้ายกับเป็นสโมสรเพื่อผ่อนคลายความเครียดของคนไข้   นั่นเป็นเสียงเพลงวอลซ์บรรเลงอ่อนหวาน...   คือการพบพานอย่างเป็นทางการของคนกลุ่มหนึ่ง....

 

 

                “ตั้งเป็นปีแล้วที่คบกัน  น่าแปลกใจจริงๆที่ไม่เคยเจอกันใกล้ๆเวลาฉันไม่อยู่”  สำหรับศัลยแพทย์หนุ่มผมดำนั้นอาจจะไม่แปลก  เพราะไม่เคยจดจำหน้าใครนอกจากคนไข้ของตัวเอง   แต่สำหรับอีกคนนับว่าเป็นเรื่องแปลก...

 

                “อาจจะเคยเห็นแถวแผนกอายุรแพทย์นะครับ  แต่ตอนนั้นไม่มั่นใจว่าเป็นแฟนของคุณฮารุฮิโกะ”  นัทสึยืนนิ่งหอบเอกสารและกองของ    เมื่อของในมือเลื่อนจึงต้องรีบขยับระวังของตก  ท่าทางแบบนั้นเรียกรอยยิ้มจางๆจากหญิงสาว.. แลดูน่าขัน

 

                “จะไปเข้าเวรแล้วนี่ งั้นฉันไปล่ะ  อาจจะเจอกันพรุ่งนี้ตอนฉันเข้าเวร  โชคดีนะ~  อายุรแพทย์หนุ่มเดินอ้อมไปฝั่งที่นั่งคนขับหลังจากปิดประตูรถให้ฟุยุมิ   คนภายในไม่ลืมโค้งผงกใบหน้าเป็นการลาเพื่อนร่วมงานทั้งสองของคนรัก

 

                “ขอตัวนะคะ”   เธอส่งรอยยิ้มละไมอย่างมีมารยาท   ช่างละม้ายคล้ายตุ๊กตาญี่ปุ่นอันน่าทะนุถนอมไว้ไม่ให้ห่างไกลตัวจริงๆ...   

 

 

                คนที่แปลกหน้าที่อาจจะคุ้นเคย..  ความรู้สึกคล้ายจังหวะดนตรีและภาพเงาที่ผ่านพัดเข้ามา  คนทั้งสองในรถนั้นมีรอยยิ้มสดใสให้แก่กันเปี่ยมไปด้วยความสุขและความผูกพัน   ดวงตาทั้งสองคู่ของคนนอกรถมิได้มีความริษยาเมื่อมองดูคู่รัก  กลับรู้สึกแปลกใจที่มองเห็นคนทำงานเพื่อคนไข้มีเวลาส่วนตัวอันแสนสุขเสียมากกว่า...

 

 

ความรักของผู้มีงานยุ่งเหยิงมักไม่ราบรื่น

แต่ดูเหมือนคงไม่เป็นแบบนั้น...

 

 

                “น่ารักดีนะครับ”  อาซากิริ นัทสึมองตามรถที่เคลื่อนตัวออกไปจากที่จอด  เป็นคนรักของคนอื่น เพียงแค่ชมคงไม่ผิดอะไร....

 

                “มีเวลาเอ้อระเหยชมคนรักของคนอื่น  เอาเวลาไปเคลียร์งานของตัวเองดีกว่าไหม”   นายแพทย์หนุ่มผู้มีป้ายชื่อเขียนว่าคุโรวาชิ อากิก้าวเดินไปจากลานจอดรถพร้อมกับกระเป๋าคอมพิวเตอร์พกพาส่วนตัว    เอือมระอาในความไม่เอาใจใส่งานของคนรู้จักซึ่งมักเรียกตัวเองว่าเพื่อน

 

                “นี่คุณว่าผมเหรอครับ!!   อารมณ์เปลี่ยนเร็วเข้ากับชื่อซึ่งเหมือนฤดูร้อน  ตั้งท่าจะตามไปโวยวายต่อ หากแต่ภาระเรื่องข้าวของที่ต้องขนมันทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ดั่งใจ จำต้องเดินตรงไปอาคารอย่างช้าๆ

 

 

                บนท้องฟ้าแสงแดดอันเจิดจ้าเริ่มผ่อนคลายลดลง   ขอบฟ้าเริ่มมองเห็นเป็นสีส้มบ่งบอกของการเคลื่อนตัวลงของพระอาทิตย์   โรงพยาบาลตึกสีขาวถูกฉาบไปด้วยสีใหม่   คนไข้และผู้มาเยี่ยมต่างเข้าออกเรื่อยๆไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงเช้า...  จังหวะของการดิ้นรนในการมีชีวิตในแต่ละรูปแบบ

 

 

ความรักของคนภายในนั้นหมุนวนอยู่ภายนอก

ความรักนั้นอาจจะไม่ใช่สีซากุระ...

 

 

                รถยนต์ส่วนตัวเคลื่อนตัวไปตามท้องถนนใหญ่   วิทยุในรถเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ   บนถนนมีรถยนต์เพียงประปราย  แต่ยามเมื่อออกนอกตัวเมืองเพื่อไปยังร้านอาหารแถบชานเมืองจึงเริ่มมีรถยนต์ซึ่งมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น   ครอบครัวหรือคู่รักล้วนตามหาสถานที่อันเป็นส่วนตัวและบรรยากาศดีให้กับคนสำคัญของตัวเองเพราะนี่คือวันหยุดสุดสัปดาห์ 

 

 

                “รถเริ่มติดแล้วสินะ  ท่าทางจะมีคนคิดเหมือนพวกเราหลายคน”   สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดงให้รถนั้นหยุดและเปลี่ยนให้รถจากถนนเส้นอื่นได้ไปต่อ 

 

                “พรุ่งนี้ทำมื้อเที่ยงมาให้มั้ย?  ต้องเข้าเวรตอนเช้านี่”  หญิงสาวผมยาวนึกวางแผนเรื่องที่ต้องทำในรุ่งเช้าของวันใหม่  ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่มักจะถามอยู่เรื่อยๆ

 

                “เธอไม่ทำงานเหรอ?”   ฮารุฮิโกะหันมองใบหน้าใส   ดวงตากลมโตเปลี่ยนเป็นสีหน้าบูดบึ้งเมื่อคนฟังแกล้งทำเป็นลืม  ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่านี่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์

 

                “พรุ่งนี้วันอาทิตย์โรงเรียนปิดนะ  โรงเรียนอนุบาลไม่มีสอนนอกเวลาหรอก”  ชายหนุ่มผู้นั่งฝั่งคนขับรถหัวเราะขำขัน  ครูกับนายแพทย์ช่างเป็นอาชีพที่ต่างกันเรื่องเวลาทำงานเหลือเกิน

 

                “ก็แค่แกล้งเล่นๆน่ะ  เธออยากมาหาเมื่อไหรก็มาได้อยู่แล้ว  ฉันจะว่าทำไมกัน~   เพราะตนเองนั้นไม่ได้มีเวลาหาในบางครั้ง..   ความแตกต่างในเรื่องงานที่จำเป็นต้องยอมรับมันในทุกๆวัน.. ไม่อาจเดาได้ว่ามีงานด่วนหรือไม่

 

                “งั้นพรุ่งนี้จะทำไปให้นะ”   รอยยิ้มสดใสที่มีให้คนเพียงคนเดียวเท่านั้น.... จากที่ไม่เคยยิ้มออกมาได้ง่ายๆ.. และคอยหลีกหนีความรู้สึกนั้น

 

 

ดอกทานตะวันเฝ้ามองไล่ตามบางสิ่งบนท้องฟ้า..

มองเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น....

 

ขับให้มันส่งสีสันโดดเด่นสดใส....

 

 

                ความสัมพันธ์ของคนสองคนบางครั้งนั้นห่างเหินแต่มิได้ห่างไกลกัน ธรรมชาติของคู่รักผู้มีฝ่ายหนึ่งทำอาชีพในโรงพยาบาลมักมีปัญหาขัดข้องหมองใจกันอยู่บ่อยๆ  หากแต่บางคู่สามารถเข้าใจและประคับประคองให้ผ่านพ้นไปได้  สำหรับพวกเขาคงเป็นอย่างหลัง  

 

 

                ยูกิชิโร่ ฟุยุมินั่งฟังเพลงและพลันนึกเรื่องที่คุยค้างกันไว้ขึ้นมาได้  “เมื่อกี้ก็ลืมถามต่อ  ตั้งใจจะบอกอะไรเหรอ?”   เสียงใสใคร่รู้ หวังให้เป็นเรื่องสำคัญ...

 

                แต่ดูเหมือนคนขี้เล่นจะพยายามเปลี่ยนเรื่อง   “จำได้รึเปล่าว่าเราเริ่มคบกันเมื่อไหร?”   ใบหน้าคมหันมองส่งรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง    มือเรียวยกขึ้นนับนิ้วย้อนความกลับไป

 

                “เอ...  ก็เกือบปีไม่ก็ปีกว่าแล้วนะ  นี่ก็จะฤดูร้อนแล้ว”  พบพานกันในวันหนึ่งของฤดูร้อนปีที่แล้ว.. คบหากันหลังจากนั้นไม่นาน  เป็นเรื่องที่จดจำวันเวลาแน่นอนไม่ได้

 

                “ก็นานแล้วล่ะนะ   ต้องมีเรื่องให้พูดกันบ้างล่ะ”   ฮารุฮิโกะครุ่นคิดยิ่งชวนให้คุณครูสาวต้องครุ่นคิดมากกว่าเดิม  เรื่องสำคัญอะไรกันนะ...

 

                เธอทำสีหน้าตึงเครียดพร้อมกับจ้องใบหน้าคมอันหล่อเหลานั้นเขม็ง   “ถ้าจะบอกเลิกกันมันก็ไม่ตลกนะฮารุ  หรือว่าจะเป็นเรื่องบอกเลิก?”

 

                “พูดไม่เป็นมงคลเลยนะเนี่ย”  มือแกร่งยื่นไปดีดหน้าผากคนปากเสีย  คนนั่งข้างๆสะดุ้งรอยดีดซึ่งเป็นรอยแดง มันเจ็บนะเนี่ย...

 

                “ก็ไม่รู้นี่ว่าเรื่องอะไร... ก็แค่เดาๆดู....”  ลูบๆรอยแดงตรงกลางหน้าผากซ้ำแล้วซ้ำเล่า   ช่วงแรกที่คบกันไม่เคยแกล้งเธอแบบนี้ด้วยซ้ำไป...  กำแพงระหว่างกันนั้นลดน้อยลงไปมากจึงหยอกเล่นกันได้อย่างไม่ต้องกังวล

 

                “ฉันไม่บอกเลิกหรอ  ก็ฟุยุมิจังเคยดักคอไว้แล้วว่าถ้าคบกันก็ไม่อยากเลิก~ คุณหมออารมณ์ดีแกล้งแซวให้หน้าบูดเล่น    ตลอดช่วงเวลาที่คบหากันนั้นต่างใส่ใจจดจำเรื่องราวเล็กๆน้อยๆทุกอย่าง...

 

                “ไม่เคยพูดแบบนั้นซะหน่อยน่ะ...”   หวนนึกย้อนไปในหลายๆเรื่อง.. ความทรงจำอันแสนมีค่าที่ได้เกิดขึ้น....

 

 

รวมทั้งคำสัญญาที่สำคัญหลากหลาย...

ยามฤดูผันแปรเปลี่ยนเวียนวนไป...

 

 

            “รู้แล้วล่ะ~  แต่มันก็แปลความหมายแบบนั้นได้นะ”  หากไม่มีใจให้กัน ไม่มีความสนิทสนม  ยามที่ต้องแยกจากกันจะได้ไม่ต้องเสียใจ.. คำพูดนั้นเป็นสิ่งที่เขาจดจำไว้ในใจเสมอมา

 

เพราะไม่อยากให้เสียใจ...จึงไม่เคยคิดปล่อยมือนั้นไป...

 

                ท้องฟ้าภายนอกกระจกรถเป็นสีส้มย้อมนภาสีฟ้าครามเป็นสีอื่น... ช่วงเวลายามเย็นพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน  ใบหน้าคมเคลื่อนหอมแก้มเนียนใสของผู้นั่งเบาะนั่งข้างๆนั้นแผ่วเบา  สัมผัสอบอุ่นอ่อนโยนเรียกรอยยิ้มออกมาได้ง่ายๆ  ฤดูใบไม้ผลินั้นเป็นช่วงเวลาก่อเกิดความรัก...

 

 

ตอนที่ทานตะวันบาน ฉันมีเรื่องจะบอกเธอนะ  แม้ดอกไม้กำลังผลิบาน... แต่คำสัญญาของเรายังมิได้เริ่มผลิบานตามไป...  

 

“ตอนนี้บอกได้แค่นี้ล่ะ  ถ้าสงสัยมากกว่านี้จะบอกที่ร้านอาหาร”   ดวงตาทั้งสองคู่สบมองกันอย่างอบอุ่น  ฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาสำคัญของเราสองคน....

 

 

ฤดูร้อนนั้นยังมิมาถึง...ในยามนี้......

 

 

                จุมพิตแผ่วเบาอ่อนหวาน...  สัญญาณไฟเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว   ใบหน้าใสแดงระเรื่อเคอะเขินยามเมื่อชายหนุ่มผมทองอร่ามผละออกห่างไป   รถยนต์เคลื่อนตัวออกไปอีกครั้งไปตามถนนเส้นเดิม ไปยังจุดหมายแห่งเดิมนั้น  ผ่านสี่แยกไปยังถนนชานเมือง รถยนต์บนถนนนั้นเพิ่มจำนวนขึ้น และติดขัดราวกับข้างหน้านั้นมีเหตุการณ์อะไรบางอย่าง

 

 

                “เหมือนจะมีอุบัติเหตุรึเปล่านะ?”   เนตรกลมโตมองไปเบื้องหน้า  ทั้งรถยนต์ทั้งตำรวจวุ่นวาย   เสียงสัญญาณเตือนภัยของหน่วยกู้ภัย

 

                มองเห็นควันจากการปะทะลอยมาไกลๆ    “น่าจะรถคว่ำน่ะ แล้วคงจะชนกันอีกหลายคัน”  ฮารุฮิโกะเหลือบไปเห็นหน่วยกู้ภัยขนถ่ายคนเจ็บห่างออกมาจากที่เกิดเหตุ 

 

                “รถติดแบบนี้กว่ารถพยาบาลจะมาได้ลำบากแย่เลย”    ฟุยุมิเบี่ยงสายตามาทางคุณหมอข้างกาย  เวลาแบบนี้แม้ไม่ใช่เวลางานก็ควรจะไปช่วยเขาเสียหน่อยมิใช่หรือ?

 

                “มองแบบนี้หมายความว่ายังไงเนี่ยฟุยุมิจัง?”  ร่างสูงกว่ารู้ทัน   ไม่ทันไรกระเป๋าอุปกรณ์ก็มาอยู่ตรงหน้า  ไม่ต้องเดาอะไรให้ยากอีกต่อไป

 

                “ก็แค่คิดว่ารถพยาบาลคงยังไม่มาแล้วตรงนี้ก็มีหมอด้วย  ลงไปช่วยเขาก่อนดีมั้ยไงล่ะ”   ริมฝีปากเรียวระบายรอยยิ้มจางๆ...   เรื่องทานข้าวกันน่ะมีเวลาอีกเยอะ...  ไม่เห็นเป็นไรเลยถ้าคนรักจะไปทำงาน

 

                มือใหญ่รับเอากระเป๋าอุปกรณ์ปฐมพยาบาลมาถือเอาไว้   “อาจจะได้ทานข้าวด้วยกันช้าหน่อยล่ะนะ”  หญิงสาวผมยาวในชุดวันพีซผงกตอบ.. รอแค่นี้จะเป็นอะไรไป...

 

                “ไม่เป็นไรหรอกฮารุ  คนที่ประสบอุบัติเหตุกำลังลำบาก แล้วพวกเขาก็ต้องกำลังเจ็บและกลัวมาก”  เหมือนอย่างภาพในอดีตที่ทำให้เธอต้องสูญเสียรอยยิ้มไป.....

 

 

                ร่างสูงผมทองก้าวลงจากรถออกไปพูดคุยกับหน่วยกู้ภัยในบริเวณนั้น   อีกคนที่รอคอยนั้นนั่งมองผ่านกระจกในรถมองตรงไป...  จดจ้องมองทุกรายละเอียด  มองการทำงานของนายแพทย์คนรักของตัวเอง... ถึงแม้จะเป็นแค่การปฐมพยาบาลง่ายๆเบื้องต้นมันก็จำเป็นมาก...  คนเจ็บทั้งหลายในอุบัติเหตุนั้นทั้งเจ็บทั้งกลัว พวกเขาต้องการมีชีวิตอยู่...

 

 

                “ระวังตัวนะ...”  ท้องฟ้าเบื้องบนเปลี่ยนจากสีส้มอ่อนเป็นสีเข้ม... ใกล้แปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินและสีดำ... ยามฟ้าค่ำ...จะยิ่งทำงานลำบาก....

 

 

                เสียงดนตรีบรรเลงทางวิทยุ... ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไป   เสียงเพลงซึ่งมักได้ยินเสมอๆยามนั่งอยู่ในรถคันนี้   มือเรียวหยิบเอาไดอารี่ออกมาเขียน.. ใบหน้าระดับรอยยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อนึกถึงความสำคัญและความหมายของวันนี้..  เขียนบันทึกสั้นๆและเก็บใส่กระเป๋า... 

 

 

                “อาจจะไม่ได้ร้ายแรงมากก็ได้มั้ง...”   ครุ่นคิดในแง่ดี  ภาพอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นขับความคิดให้รำลึกถึงอดีตในความทรงจำ   พ่อแม่ที่ต้องจากไปเพราะเรื่องนั้น...  วันนี้คงไม่ใช่เลวร้ายอย่างเดียวกันหรอก...

 

                “เรียกคนออกห่างจากพื้นที่นี้เร็วๆ!!   เสียงแจ้งเตือนของหน่วยกู้ภัยทำให้ผู้คนแตกตื่น..   ดูเหมือนบางอย่างจะมิได้เป็นอย่างที่เธอคิดไว้....

 

                “คุณรีบลงจากรถออกไปห่างๆก่อนเถอะครับ”   พนักงานกู้ภัยมาเคาะกระจกรถชวนให้หวั่นใจ....   แต่ว่าเธอต้องรอ....

 

                “ฉันมากับคุณหมอที่เข้าไปช่วยน่ะค่ะ   เดี๋ยวฉันจะไปตามเขา”   ร่างเล็กบางเดินลงจากรถตามคำบอกของหน่วยกู้ภัยซึ่งคอยเดินไปตามรถคันต่างๆ    ดวงตากลมโตกวาดมองหาชายหนุ่มคนรักซึ่งเดินห่างออกไปก่อนหน้านี้ 

 

                “ฮารุ!  ส่งเสียงเรียกด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นแผ่นหลังกว้าง   กลิ่นเหม็นไหม้และกลิ่นน้ำมันคละคลุ้ง...  อุบัติเหตุนี้คงร้ายแรงกว่าที่เธอคิดไว้จริงๆ....

 

 

อาจต้องจากฤดูใบไม้ผลิ.... ด้วยกลิ่นควันเหม็นไหม้...

ทุกคนในบริเวณนั้นต่างมาอยู่ในที่เดียวกันโดยไม่ได้รับรู้อะไร

 

พร้อมกับเสียงบางอย่างปะทุเสียงดัง

เสียงจังหวะอันแสนรุนแรง รวดเร็ว  แว่วผ่านเข้ามา

 

               

                สิ่งที่เธอรู้สึกในเวลานั้น ทุกอย่างหยุดนิ่ง... ทุกคนหยุดนิ่ง....   ภาพเหตุการณ์ในโทรทัศน์หรือภาพยนตร์.. ความรู้สึกแบบนั้นคงเกิดขึ้นจริง...  ทั้งๆที่เป็นเวลาเพียงครู่เดียว...  ดวงตากลมนั้นหลับตาลงตามปฏิกิริยาความตกใจที่เกิดขึ้น.... สิ่งสุดท้ายที่เธอรู้สึกคือแรงกระแทกและกลิ่นควันไฟที่แพร่กระจายเข้ามา....

 

 

“ดอกทานตะวันนี่สูงกว่าเธออีกนะ~

ทำไมกันนะ.... ทำไมกันนะ......

 

“ก็สูงกว่าคุณเหมือนกันล่ะค่ะ.....”

ความทรงจำในฤดูร้อนครั้งนั้นจึงหวนมาในความทรงจำ...

 

 

                ท้องฟ้าสีครามสดใส  ในแปลงริมรั้วของโรงพยาบาลมีต้นทานตะวันโตกว่า 2 เมตรเรียงตัวกันเป็นกำแพงข้างอาคาร   พวกมันเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ส่งแสงเจิดจ้าคล้ายกับเฝ้ามองแม้จะแสบตาเพียงใด    ตัวเธอซึ่งมีส่วนสูงน้อยกว่าคนบางคนกำลังเงยใบหน้ามองคนเบื้องหลังขณะนั่งพรวนดินให้ดอกไม้สีสดใสชนิดนี้อยู่....  ชายคนนั้นใส่ชุดกาวน์สีขาว  เรือนผมสีทองโดดเด่นสะดุดตาไม่เหมือนหมอคนอื่นๆ  ส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจให้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

 

“เธอเป็นคนไข้ของที่นี่เหรอ ไม่เคยเจอเลย”

ทำไมกันนะ.... จึงคิดถึงมันขึ้นมา....

 

 

                เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลใหญ่   สัญญาณฉุกเฉินจากหน่วยกู้ภัยภายนอกแจ้งด่วนเข้ามาเพราะอุบัติเหตุใหญ่ที่ไม่ได้คาดการณ์   พยาบาลคนหนึ่งเดินไปรับสาย  มือเร่งจดรายละเอียดลงในกระดาษและวางสายไป   สีหน้าตื่นตกใจหากแต่ยังคงปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดีเพราะมันคือหน้าที่ที่ต้องกระทำ

 

 

                “คุณหมอคะ  เกิดอุบัติเหตุรถแก๊ซพลิกคว่ำแล้วระเบิดที่ถนนชานเมือง หน่วยกู้ภัยกำลังทยอยพาคนไข้มาค่ะ!   นางพยาบาลสาวรับความจากโทรศัพท์และแจ้งเหตุให้บุคลากรในห้องนั้นเตรียมตัว

 

                “โทรตามหมอคนอื่นมาด้วย   อุบัติเหตุใหญ่คนไม่พอแน่!   ในห้องพักและหน่วยรับงานสับสนวุ่นวายเตรียมอุปกรณ์และโทรตามนายแพทย์ซึ่งออกเวรไปแล้ว    นางพยาบาลคนหนึ่งหันมาส่ายหน้าพลางแจ้งว่ามิอาจติดต่อบางคนได้ ยิ่งทำให้แพทย์ประจำการหัวเสีย...

 

                “เหลือแต่หมอฝึกหัดค่ะ  บางคนติดต่อไม่ได้เลย”  แพทย์ประจำห้องฉุกเฉินกลับใช้โทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ทั้งที่ๆมีสัญญาณ มันชวนให้หงุดหงิด...

 

                ในขณะนั้นศัลยแพทย์หนุ่มเรือนผมสีดำขลับสวมแว่นตาก้าวเข้ามาในห้องฉุกเฉินอย่างเงียบๆ แม้คนอื่นจะร้อนรนและวุ่นวายกันมากมาย   “คุณหมออากิ  มาพอดีเลยค่ะ  ห้องฉุกเฉินมีหมอไม่พอ”   หญิงสาวเอ่ยกล้าๆกลัวไม่กล้าขอความช่วยเหลือ...

 

                ริมฝีปากคมผ่อนลมหายใจเชื่องช้าระอาในการทำงานของคนในห้อง  “เลิกทำตัวตื่นตูมซะที  แยกย้ายไปทำงาน”   แม้สายตาจะเย็นชาและแลดูไม่สนใจใคร  แต่ชายหนุ่มกลับเดินไปเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นในแพทย์

 

                “ชักช้าทำอะไรกันอยู่...” ปลายตาคมเหล่มองเมื่อได้ยินเสียงรถพยาบาลคันแรกมาจากไกลๆ...    ในเวลานั้นทุกคนคงมิอาจคาดเดาเรื่องข้างหน้า....

 

 

เสียงเพลงบรรเลงขับขาน... เสียงเพลงจังหวะวอลซ์...

ดังแผ่วมาจากห้องไกลๆ... คลอมาในอากาศ....

 

ภาพคู่รักจับจูงกัน... ต้นทานตะวันโบกไหว...

 

“สวัสดีค่ะ....”

เสียงใสๆกังวานปานเสียงกระดิ่งต้องลม...

 

 

                สัมผัสถึงกลิ่นคาวเลือด...   กลิ่นเหม็นไหม้ของแก๊ซ ไฟ และน้ำมัน...  ได้ยินเสียงกรีดร้องและร่ำไห้ความวุ่นวายโดยรอบ... ร่างกายกลับไร้เรี่ยวแรงจะลุกขึ้นมาราวกับมีบางอย่างกดทับเอาไว้...  ขาทั้งสองของเธอน่ะ...เจ็บแล่นริ้วขึ้นมา.. แทนที่จะทำให้รู้สึกตัว...กลับรู้สึกมึนงงเสียมากกว่า....

 

 

                สัมผัสมือที่แสนคุ้นเคยแตะเข้าที่ข้างใบหน้าของตน... รู้สึกได้....  “....ฟุยุมิจัง....ได้ยินเสียงของฉันรึเปล่า...?”   พยายามปรือเปิดดวงเนตรของตนตามเสียงนั้น...  มิอาจปรือมองขึ้นมาได้ช่างไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน....

 

                วงแขนตอบรับเสียงที่แสนคุ้นเคยนั้นเบาๆ    “...อืม....” กลิ่นของโลหิตชาด.... กลิ่นซึ่งปกคลุมท้องถนนที่มีอุบัติเหตุในวันนั้น...  กลิ่นแบบนั้น.... สัมผัสของมือที่รู้สึกชุ่มแฉะ...

 

                “...ดีแล้ว... อย่าเพิ่งหลับนะ...”   ตอบรับด้วยมือทั้งสองที่พยายามโอบกอดเอาไว้...  มันคืออะไรกันนะ... เจ้าความรู้สึกว่ามือทั้งสองแตะของเหลวที่เปียกแฉะ....

 

                “...อืม...”  ไม่เป็นไรหรอก.... ไม่มีอะไรหรอก.... เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปเอง.... เจ้าเรื่องเลวร้ายพวกนี้น่ะ.. ไม่มีทางเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง

 

 

ดีแล้วล่ะ.... ที่คนๆนั้นไม่เป็นอะไร......

 

 

                ความมืดมิดปกคลุมได้ยินเพียงแค่เสียงรอบกาย... และเสียงของรถพยาบาลใกล้เข้ามา...   ไร้ความรู้สึก... เจ็บปวดจนกระทั่งชาไม่รู้สึกถึงอะไรอีก   เปลือกตาหนักราวกับเป็นก้อนหิน...   ความรู้สึกหลังจากนั้นจำได้เพียงแค่สติที่พร่าเลือนไปของตัวเอง....   วันนั้นน่ะ...วันนั้นคือวันที่ชายคนนั้นมีเรื่องสำคัญจะบอกเธอ....  วันที่ควรจะมีความสุขมากที่สุด....  ใยจึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นนะ....

 

 

ไกลออกไป.....ไกลออกไปเรื่อยๆ......

 

 

                เสียงกระซิบแผ่วเบา...  สลับภาพต้นทานตะวันใต้ดวงอาทิตย์สดใส...  วันนั้นในฤดูร้อนเมื่อปีก่อน.... ดอกไม้สีเหลืองส้มจะไม่เบ่งบานเมื่อยังไม่ถึงเวลาของมัน...   ซากุระกลับเบ่งบานสีชมพูสวยของมันขึ้นมาก่อน     มันช่างเหมือนสีโลหิตที่น่าชิงชังเหลือเกินนะ....  ทำไมดอกทานตะวันจึงไม่บานในฤดูใบไม้ผลิ...

 

 

อยากจะจดจำเอาไว้... ลึกเข้าไปในหัวใจ....

ยามเมื่อดอกทานตะวันเบ่งบานในฤดูร้อน.....

 

 

เพียงคนเดียวเท่านั้น  ... ยามเสียงเพลงวอลซ์ขับขาน..

ทานตะวันทอดมองไปยังท้องฟ้า...

 

 

 

“เรามาคบกันมั้ย?”

ขอร้องล่ะ....  ความฝันอันแสนยาวนาน....

หัวใจของเธอน่ะ.....

 

 

 

To Be Continue……

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 347 ท่าน