Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
Rhythm of Sunflower Waltz
เพนกวินสีม่วง
CH V
5
01/01/2533 00:00:00
336
เนื้อเรื่อง

ความสุขน่ะอยู่ในอุ้งมือเมื่อเรากอบกุมมือตัวเอง

ความทุกข์ก็เช่นเดียวกัน อยู่ที่เราจะเลือกจับสิ่งใดเอาไว้

 

หิมะที่ละลายหายไปเริ่มสัมผัสถึงความอบอุ่น

จากต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านให้เธอได้พักพิง

 

เปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยเพื่อให้ได้เป็นอย่างทานตะวัน

บานสดใสอย่างเข้มแข็งท่ามกลางแสงแดดร้อน

 

 

มือแกร่งของนายแพทย์ในชุดกาวน์สีขาวบริสุทธิ์ปิดฝากล่องและวางมันลงบนชั้นด้านหลังโต๊ะทำงานในห้องพักของแผนก  เขาควรจะนำมันไปเก็บรักษาเอาไว้ที่บ้าน  หากแต่บางครั้งก็รู้สึกอยากอ่านมันในเวลาที่ต้องการความสงบและทำสมาธิในการรักษา...  เป็นความรู้สึกที่ดีผิดจากการละเล่นไปวันๆ

 

                จดหมายกระดาษบนก้านของต้นทานตะวันกลายเป็นข้อความส่งผ่านความจริงใจ   เช้าและเย็นจะต้องมีกระดาษผูกอยู่เสมือนเป็นภาพประจำของแปลงทานตะวันริมสวน   คนสวนซึ่งแปลกใจในคราแรกได้คุ้นชินและปล่อยให้เป็นแบบนั้น   เพราะมันคือจดหมายความรักของเหล่าวัยรุ่นที่ตนไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย...

 

                ยามเช้าฮารุฮิโกะจะเป็นคนผูกข้อความไว้  ยามเย็นฟุยุมิจะเขียนข้อความตอบ  เป็นแบบนั้นสลับไปมาแม้จะพบเจอหน้ากันให้บ่อยเท่าที่มีเวลาว่าง   รู้สึกตัวอีกทีกล่องใส่จดหมายของชายหนุ่มก็เริ่มพอกพูนมากขึ้นเรื่อยๆและต่อไปคงล้นออกมาจนต้องเปลี่ยนเป็นขนาดที่ใหญ่ขึ้น

 

                แสงแดดนอกหน้าต่างนั้นเป็นสีส้มครอบคลุมท้องฟ้า  เวลาออกเวรของวันได้มาถึง   เข็มนาฬิกาบอกเวลาตรงกับเวลาเลิกงานของโรงเรียนทั่วไป    เขาควรจะไปรับคนรักซึ่งคบกันได้ไม่กี่วันหากแต่ข้อความในโทรศัพท์เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนเป็นตัวกำหนดว่าไม่ต้องไป...   วันนี้เป็นหนึ่งวันที่คงไม่ได้เจอหน้ากัน 

 

 

                “ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอคะคุณหมอ”    เสียงเพรียกดึงให้หนุ่มผมทองได้ตวัดใบหน้าหันไปมองระหว่างที่เก็บของใส่กระเป๋าส่วนตัว

 

 

มิจิโยะนางพยาบาลสาวซึ่งมักแต่งกายด้วยเครื่องแบบเรียบร้อยได้เปลี่ยนเป็นชุดลำลองเพื่อเตรียมกลับบ้าน   ชุดเดรสกระโปรงสั้นสวมทับด้วยเสื้อคลุมยีนส์พับแขนเข้ากับเรือนผมที่ดัดเป็นลอนและดวงหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเฉี่ยวและมั่นใจ 

 

“เจอกันตอนเลิกงานทีไร จำแทบไม่ได้ทุกทีเลยนะมิจิโยะจัง”  เอ่ยแซวขำขันตามประสาคนชอบเล่น  สาวสวยประจำแผนกอายุรกรรม 

 

“ไม่ต้องมาแซวจนเป็นกิจวัตรเลยค่ะ วันนี้ไม่รีบออกไป  ทะเลาะกับฟุยุมิจังรึไงคะ”  จ้องเขม็งประหนึ่งสอบสวนให้รู้ความจริง   หากทำให้หญิงที่เปรียบเหมือนน้องสาวคนหนึ่งต้องเจ็บปวดคงไม่จบง่ายๆแน่

 

“มองโลกในแง่ร้ายมากเลย  วันนี้ฟุยุมิจังมีนัดกินข้าวกับพวกครูที่โรงเรียนตะหาก  วันเกิดผอ.ล่ะมั้ง”   เอ่ยแล้วสีหน้านั้นห่อเหี่ยวราวกับการไม่ได้เจอกันหนึ่งวันมันเท่ากับหนึ่งปี

 

“งั้นเหรอคะ  ท่าทางเธอจะเปลี่ยนไปนิดหน่อย”  เธอคลี่ยิ้มจางๆเมื่อได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของหญิงสาวผู้นั้น  ค่อยๆปรับตัวเข้ากับคนอื่นบ้างแล้วสินะ...

 

 

ต้นไม้ดอกไม้ต้องการองค์ประกอบหลายสิ่งหลายอย่าง

จึงจะมีชีวิตอยู่อย่างเข้มแข็ง... มนุษย์ก็เหมือนกัน...

 

 

                อาการป่วยที่เรื้อรังและติดตัวมาตั้งแต่ครั้นเสียครอบครัวไป  ยิ่งทำตัวเศร้าและเคร่งเครียดมากเท่าใดยิ่งส่งผลให้ร่างกายนั้นอ่อนแอ  การยิ้มแย้มออกมาจากใจจะเข้ากับใบหน้าที่แสนอ่อนหวานและน่ารักนั้นมากกว่า  ผู้หญิงทุกคน.. มีเสน่ห์ก็ที่รอยยิ้ม...

 

 

                “ฉันกะว่าจะขอประวัติคนไข้ของฟุยุมิจังมาดูซักหน่อย”   ร่างสูงถอดเสื้อกาวน์แขวนไว้ที่ราวเพื่อรอให้แม่บ้านนำไปซักรีด 

 

                “ทำไมเหรอคะ  คุณหมออยากรู้อะไรก็น่าจะถามกับเจ้าตัวเอง”  ดวงตาเฉี่ยวกรีดด้วยอายไลน์เนอร์เหล่มองด้วยปรายตา   คนรักกันทำเรื่องละลาบละล้วงเกินไปใช่ว่าจะดี

 

                “ฉันเคยถามแล้วแต่เค้าไม่บอกอะไรเพราะกลัวว่าฉันจะเป็นห่วง  ฉันเป็นหมอนะก็ต้องสงสัยสิว่าเธอเป็นโรคอะไรรึเปล่าเลยต้องมาโรงพยาบาลตรวจร่างกาย”  เพราะมันไม่ใช่การตรวจสุขภาพประจำปีทั่วๆไป...

 

                นางพยาบาลซึ่งล่วงรู้ดีผ่อนลมหายใจเหนื่อยหน่าย   “ฟุยุมิจังเป็นโรคหัวใจอ่อนๆน่ะค่ะ  เพราะเธอซึมเศร้าแล้วก็เครียดสะสมมาตลอดตั้งแต่อายุเสียครอบครัวไป”    โรคภัยนั้นอยู่รอบตัวมนุษย์ทุกคน.. ไม่ว่าจะเป็นคนสุขภาพดีแค่ไหนก็ตาม...

 

                “แต่ฉันคิดว่าหลังจากนี้เธอคงดีขึ้นเรื่อยๆ”   จ้องมองตรงไปยังใบหน้าคมแกมฝากฝัง   เมื่อมีความสุขและความผ่องใสทางจิตใจคนป่วยก็ย่อมดีขึ้นไม่ทรุดลง....

 

 

หิมะที่ค่อยๆละลายไปนั้นได้ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิให้มาถึง

คนสองคนคงสามารถเกื้อหนุนกันและกันได้...

 

 

                คัตสึระ ฮารุฮิโกะหยักยิ้มที่ริมฝีปากคมได้รูปตอบรับ   ในฐานะแพทย์และในฐานะคนรัก  ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่เขาต้องการดูแลเอาใจใส่มากที่สุดอยู่แล้ว... เธอที่เปิดใจทีละน้อยตอบรับในคำพูดของเขา  ยอมให้เขาไปยังอีกฝั่งของกำแพงที่กั้นขวาง เขาจะดูแลให้เธอมีความสุข

 

 

                “แล้วเมื่อไหรคุณหมอจะเลี้ยงข้าวตามที่สัญญาเอาไว้ล่ะคะ   คุณหมอนัทสึบอกว่าคุณหมอจะเลี้ยงข้าว”   นางพยาบาลซึ่งแต่งตัวด้วยชุดลำลองเมื่อออกเวรคลี่ยิ้มแฝงความเจ้าเล่ห์ 

 

                ประจวบเหมาะกับที่ชายซึ่งถูกพูดถึงได้ก้าวเดินเข้ามาพอดิบพอดี   “พูดถึงผมอยู่รึเปล่าครับ  ผมได้ยินชื่อผมแว่วๆ”   นายแพทย์สวมใส่เครื่องแบบขาวแตกต่างจากคนอื่นมีสีหน้างุงงง 

 

                “กำลังพูดถึงนัทสึคุงอยู่พอดีเลย  มาได้จังหวะ”  หมอหน้าตาดีผมสีดำขลับซอยทรงรากไทรยกนิ้วขึ้นชี้หน้าของตัวเอง

 

 

                อาซากิริ  นัทสึ  ?? ?  ละอองน้ำในยามเช้าในฤดูร้อน   นายแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูผู้ใจดี พูดจาไพเราะ อารมณ์ดีตามแบบของคุณหมอซึ่งต้องคอยให้กำลังใจและฟื้นฟูร่างกายของคนไข้ทั้งภายนอกและจิตใจ   เพื่อนร่วมงานซึ่งเข้าทำงานในโรงพยาบาลแห่งนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน  เป็นอีกคนที่มีวัยใกล้เคียงกันในกลุ่มนายแพทย์

 

 

                มิจิโยะเมื่อมีเจ้าของอยู่ด้วยจึงเริ่มทวงซ้ำ   “คุณหมอฮารุฮิโกะเคยบอกว่าจะพาพวกเราไปเลี้ยงข้าวใช่มั้ยคะคุณหมอนัทสึ?” 

 

                มือแกร่งของผู้ฟังซึ่งมาโดยไม่ทันรู้ตัวตบเข้าด้วยกัน  “ใช่ครับๆ  วันนั้นบอกว่าเลิกงานจะไปดื่มกันแต่ดันหายตัวไปเฉยๆเลยนะครับ”  นัทสึเน้นหนักเรื่องคำชวนในวันวาน

 

                ฮารุฮิโกะหัวเราะร่วน  วันนั้นเขาเผลอดีใจมากไปหน่อย   “ไม่ได้ลืมๆ  แต่พอดีต้องไปเทคแคร์แฟนก่อน”  คนโสดสองคนนึกหมั่นไส้ในคำพูดนั่น

 

                “วันนี้แฟนไม่ว่างก็เลี้ยงพวกเราตามสัญญาให้เรียบร้อยนะคะคุณหมอ  จะเอาให้คุณหมอหมดตัวเลย”   กำหมัดต่อยเข้าที่แขนแกร่งของคนหนุ่มไม่กี่คนในโรงพยาบาลซึ่งได้สละโสดไปแล้ว

 

                “เดี๋ยวผมจะไปเก็บของแล้วก็ไปชวนอากิก็แล้วกันครับ”  มันคือการสังสรรค์หย่อมๆของเพื่อนร่วมงานวัยหนุ่มสาวซึ่งไม่ได้มีบ่อยนัก  

 

                ดวงตาเปี่ยมเสน่ห์ได้เบี่ยงมองตามคำพูดนั้น   “คุณหมออากิต้องเข้าเวรกลางคืนไม่ใช่เหรอคะ?” ฟังแล้วสะดุด ชายผมดำจึงหันมองพลางหัวเราะเฝื่อนๆ

 

                “เรื่องนั้นผมเปลี่ยนเวรกับคนอื่นได้ครับ”   ฟังแล้วคนทั้งสองได้แต่ส่ายหน้า  ชายผู้พูดเรือนผมสีขนกาหัวเราะกลบเกลื่อนเป็นครั้งที่สองก่อนเดินออกไปอย่างว่องไว 

 

                “คุณหมอนัทสึนี่ไม่ไหวเลยนะคะ”   มิจิโยะส่ายหน้าไปมา  งานเวชศาสตร์ฟื้นฟูเป็นงานที่ต้องอาศัยความอดทนและต่อเนื่อง  ช่างน่าแปลกใจจริงๆที่ผู้ชายคนนั้นเลือกเรียนสายนี้มา 

 

                “เลยโดนอำนาจของอากิคุงเข้าบ่อยๆไง    ไม่งั้นหมอนั่นจะว่างกว่านี้อีก”  นึกสมน้ำหน้าอยู่ในใจเมื่อชายหนุ่มชอบอู้งาน 

 

                “งั้นฉันจะไปรอข้างนอกนะคะ  คุณหมอก็รีบๆเก็บของให้เสร็จเถอะค่ะ”   หญิงสาวผมลอนเดินออกไปอีกคน  เหลือไว้เพียงอายุรแพทย์ร่างสูงใหญ่ย้อมผมสีทอง

 

                เขาหยิบโทรศัพท์มือถือเพื่อพิมพ์ข้อความส่งไปหาใครคนหนึ่ง   [พรุ่งนี้เช้าจะไปรับที่บ้านนะ]   ไม่ได้พบกันในวันนี้ก็ไม่เป็นไร...

 

 

                โรงพยาบาลอันมีภาพลักษณ์ของสีขาว  กลิ่นไอยา  การรักษา  ความสงบในความวุ่นวาย  นายแพทย์และพยาบาลล้วนมีงานมากมายให้ทำเสียจนล้นมือในแต่ละวัน  พวกเขาแต่ละคนล้วนมีชีวิตอยู่เพื่อคนไข้ตั้งแต่วันที่ได้เรียนเรื่องจรรยาบรรณ   ถึงแม้เวลาส่วนตัวของตัวเองจะโดนลดหย่อนไปบ้างก็ตาม...

 

 

แต่เมื่อมีใครอีกคนที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้งาน...

ก็ไม่อยากปล่อยให้อีกฝ่ายต้องเหงาและคิดมาก...

 

ถึงแม้จะเป็นการคิดมากไปเองบ้างก็ตามที

 

 

                เสียงข้อความเข้าดังขึ้นที่โทรศัพท์มือถืออีกเครื่องหนึ่ง     ร้านอาหารญี่ปุ่นซึ่งมีการจัดเลี้ยงวันเกิดอย่างเรียบง่าย  คุณครูอนุบาลในโรงเรียนรวมตัวกันรื่นเริงและสังสรรค์พร้อมกับอวยพรให้กับผู้อำนวยการซึ่งมีอายุอย่างมีความสุข  เจ้าของวันเกิดนั้นมีใบหน้าที่เปี่ยมรอยยิ้มอันอบอุ่นที่ได้รับสิ่งดีๆจากคนรอบตัว

 

                หญิงสาวผมยาวเหยียดตรงซึ่งไม่ได้มางานสังสรรค์บ่อยนักในอดีตได้ยินเสียงโทรศัพท์ของตัวเองจึงหยิบขึ้นมากดเปิดข้อความดู    สิ่งที่เขียนบอกในหน้าจอนั้นช่างชวนให้รู้สึกเกรงใจนัก   ครั้นจะไปปฏิเสธก็คงไม่ฟังอยู่ดี    เป็นหมอนั้นเหนื่อยแต่ชายคนนั้นก็ยังคงนึกถึงเธอเสมอ...

 

 

                “หมอคนนั้นส่งมาเหรอ?”  เพื่อนร่วมงานวัยใกล้เคียงกันนั่งลงข้างๆพร้อมกับหยิบขนมในจานมาทาน   ดวงหน้าใสขับสีระเรื่อชมพูอ่อนเมื่อโดนซักถาม

 

                พยักใบหน้าตอบเบาๆ   “ดีจังเลยน๊า~  หมอน่ะยุ่งจะตาย แต่ปลีกเวลาให้ตลอดแบบนี้มันน่าอิจฉาสุดๆ”   หนุ่มอาชีพนี้เป็นเหมือนความฝันของสาวเล็กสาวใหญ่ไม่แพ้กับชายหนุ่มในเครื่องแบบหรอกนะ 

 

                “เพราะเขายุ่ง  บางทีฉันก็เกรงใจเขานะจ้ะ”   จดจ้องมองข้อความอ่านซ้ำไปซ้ำมา   เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องห่วงใยมากเกินไปเธอจึงค่อยๆเปลี่ยนตัวเองทีละน้อย...

 

                “ถ้าเขาเต็มใจก็อย่าคิดมากเลยน่ะ   ตอบรับในสิ่งที่เขาหวังดีจะทำให้เถอะ”   อย่าได้หลบเลี่ยงความหวังดีและน้ำใจที่คนอื่นอย่างที่เคยเอามาอีกเลย....

 

 

                ฟุยุมิสดับฟังถ้อยคำของเพื่อนร่วมงานพลางคิดทบทวนตัวเอง   ที่ผ่านมาเธอเลี่ยงที่จะรับความหวังดีและการสนิทสนมกับผู้คนเพื่อไม่ให้ต้องเจ็บในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า... แต่ยามนี้เธอได้ตัดสินใจที่จะเปลี่ยน  ตัดสินใจตอบรับมือนั่นที่ยื่นมาหาเพื่ออยู่เคียงข้าง  ยอมรับผู้ชายคนนั้นที่มองเห็นตัวตนของเธออย่างทะลุปรุโปร่ง...

 

 

การที่เธอกังวลมากเกินไปก็คงเหมือนกำแพงที่ยังคงสร้างเอาไว้    “นั่นสินะ.....”   ต้องเปิดใจให้กว้างมากกว่านี้  และน้อมรับอย่างยินดี...

 

ยอมรับในกิ่งก้านของต้นไม้ที่คอยให้ร่มเงาอยู่เบื้องบน...

 

                เธอตัดสินใจพิมพ์ข้อความตอบกลับไปสั้นๆเพียงแค่บอกว่าจะรอแล้วก็อย่าเบี้ยวกะทันหัน  เพียงเท่านั้นเพื่อนที่นั่งข้างๆก็เริ่มมีอาการอิจฉาและริษยา  “ทำไมฉันไม่มีแฟนบ้างนะ  จะมีผู้ชายในเครื่องแบบ หรือว่าคุณหมอในชุดขาวมาตกหลุมรักคุณครูแบบฉันบ้างมั้ยเนี่ย” 

 

                “เดี๋ยวก็มีเองล่ะจ้ะ”  เธอมองใบหน้าของเจ้าหล่อนพร้อมกับหัวเราะไปด้วยกัน   เพียงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้...เธอรู้สึกว่าตัวเองยิ้มได้มากขึ้นเรื่อยๆ...

 

 

                ต้องขอบคุณในสิ่งที่ชายคนนั้นหวังดีและทำให้  ความผูกพันที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆคล้ายกับเส้นด้ายที่พันผูกเอาไว้ด้วยกันยิ่งแน่นแฟ้น..  เธอไม่เคยตอบรับรักใคร ไม่เคยตกหลุมรักใคร... แต่ครั้งนี้คงจะเปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่ตัวเธอเคยเป็นอยู่... เปลี่ยนไปทีละน้อย....

 

 

วันหนึ่งเธอคงสามารถบอกรักและตอบรับฤดูใบไม้ผลิได้อย่างเต็มปาก...

พร้อมกับสามารถลบเลือนบาดแผลในใจได้จนหมด

 

 

                ดอกทานตะวันต้องใช้เวลาในการเติบโต  จากเมล็ดเป็นต้นอ่อน จากต้นอ่อนค่อยๆเติบโตขึ้นเป็นดอกไม้ที่เข้มแข็งคอยเฝ้ามองดวงอาทิตย์ซึ่งอยู่ห่างไกลอย่างมั่นคง..    ต้องสายลมและเต้นรำเป็นจังหวะ...  เพื่อให้เติบโตแบบนั้นจึงต้องมีน้ำหล่อเลี้ยง...

 

ทั้งสองอย่างก็เหมือนชีวิตและความรัก...

 

                ร้านอาหารเคล้าเสียงดนตรีบรรเลงเบาๆมีเพียงผู้คนบางตา  บรรยากาศเหมาะกับการคุยธุรกิจและใช้เวลาพูดคุยสนทนาโดยที่ไม่มีความวุ่นวาย   ชายหนุ่มสามคนและหนึ่งหญิงสาวจึงนั่งประจำโต๊ะเป็นส่วนตัว  บ้างก็ดื่มเบียร์ บ้างดื่มไวน์   จิบเพียงปริมาณที่พอเหมาะไม่ให้เกิดอาการเมาค้างและมีผลกระทบกับงานในวันรุ่งขึ้น...

 

                ในกลุ่มคงมีเพียงชายสวมแว่นตาสีหน้าเรียบเฉยเคร่งขรึมที่ไม่พูดไม่จาผิดบรรยากาศ   เขาเพียงตอบรับคำชวนตามมารยาทกึ่งรำคาญ  แก้วไวน์นั้นลดปริมาณลงอย่างเชื่องช้า   หากไม่มีหนุ่มร่าเริงและคนชวนคุยเก่งอยู่ในกลุ่มด้วยคงอึมครึมอย่างคาดไม่ถึง

 

 

                “วันนี้คุณฮารุฮิโกะเลี้ยง เราน่าจะดื่มกันเยอะๆ ไม่ก็เปิดขวดแพงๆไปเลยนะครับ”   นัทสึพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงไปพร้อมกับจิบไวน์แดงรสชาติกลมกล่อม 

 

                “ฉันดื่มแค่เบียร์เองนะเนี่ย  ไม่น่าบอกว่าจะเลี้ยงเลย”     ฮารุฮิโกะส่ายใบหน้าไปมาพร้อมกับยักไหล่ปลงๆ  เงินเดือนเยอะแต่ใช่ว่าจะสุรุ่ยสุร่าย...

 

                “ฉันไม่รีดเงินคุณหมอเยอะหรอกค่ะ  เผื่อคุณหมอจะเก็บเงินไว้แต่งงาน ฮ่ะๆ”   มิจิโยะได้ทีจึงเริ่มแซวพ่อหนุ่มซึ่งเคยเป็นคนเจ้าชู้และขี้เล่น  

 

                อายุรแพทย์ผมทองไม่ตอบใดๆนอกจากยิ้ม  ชวนให้คิดว่าคิดจริงๆอยู่หรือไม่     “น่าจะพาแฟนมาแนะนำให้รู้จักบ้างนะครับ”  นายแพทย์ผมดำอีกคนจึงถามถึง

 

“ฉันไม่พามาให้พวกนายรู้จักหรอก  ฉันหวงแฟนฉันนะ~  ปัดมือไปมาเป็นการปฏิเสธ  เวลานั้นยังไม่มาถึง เรื่องหวงก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเพราะเธอเป็นหญิงสาวที่น่ารักน่าทะนุถนอม

 

                ประโยคชวนเข้าใจผิดนั้นดึงให้อากิซึ่งนั่งเงียบๆเริ่มปริปาก   “ไร้สาระ”  ดวงตาใต้แว่นนั้นช่างไร้อารมณ์ร่วมและตอบรับ..

 

                “พูดงี้เห็นผมเป็นพวกชอบแย่งแฟนคนอื่นรึไงครับ...”  ดวงตาคมอีกคู่จ้องเขม็ง   ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุให้อยากพบมากขึ้นเท่านั้น...

 

                “ล้อเล่นหรอกน่ะ  เดี๋ยวก็พามาแนะนำให้รู้จัก  แค่อยากให้แน่นอนมั่นคงก่อนล่ะน๊า”  ยกแก้วเบียร์เย็นๆขึ้นจิบ  ตัวเขานั่นมั่นคง  หากแต่เขาก็ให้โอกาสให้อีกฝ่ายได้ไตร่ตรองอย่างดี... เพราะเขาประกอบอาชีพที่อาจมีเวลาให้น้อยกว่าชายหนุ่มคนอื่น

 

อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน...แม้ต้องการให้มั่นคงเพียงใด

 

                “พูดงี้หมายความว่าคุณหมอจะทิ้งฟุยุมิจังงั้นเหรอ?”   พยาบาลสาวจ้องเขม็งเค้นคำตอบ   เธอไม่พอใจแน่ๆถ้ามีคนมาทำร้ายจิตใจคนที่เหมือนกับน้องสาว

 

                “ยังไม่ได้พูดอย่างนั้นเลยนะนั่น”   หนุ่มผมทองรีบหยิบขวดไวน์มารินเพิ่มให้เธอ  โอกาสที่ตัวเองจะโดนทิ้งคงมีมากกว่า...

 

                “ชื่อฟุยุมิจังเหรอครับ  ชื่อน่ารักดีนะครับเนี่ย”  ท่าทีสนอกสนใจเสียจนเกินเหตุของพ่อหนุ่มชอบโดดงาน ขับให้สาวสวยผู้มากความมั่นใจยกฝ่ามือขึ้นตบศีรษะ 

 

                “กับแฟนเพื่อน คุณหมอยังกล้าพูดแบบนี้เหรอคะเนี่ย!   ช่างร่าเริงสดใสเกินพิกัดจริงๆ...

 

                มีเพียงศัลยแพทย์ผู้เงียบเฉยเท่านั้นที่ไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับบทสนทนาใดๆ  แลดูเหมือนครุ่นคิดเรื่องงานอยู่ตลอดเวลาเสียจนไม่ผ่อนคลาย    “คิดเรื่องงานอีกแล้วเหรออากิคุง?”   ฮารุฮิโกะพึงสังเกต

 

                “เพราะการรักษาต้องไม่มีการผิดพลาด  ฉันไม่เหมือนพวกนาย”   เป็นคำตอบที่ห่างเหินและเย็นชาในเวลาเดียวกัน  คล้ายกับน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย...

 

                “พูดแล้วแทงใจดำเป็นบ้าเลย ฮ่ะๆ”   คนฟังยังคงหัวเราะร่วนได้ทุกสถานการณ์    นอกเวลางานพวกเขาก็เป็นเพียงชายหนุ่มธรรมดาเท่านั้น... แต่ก็ไม่ถูกเสียทั้งหมด..

 

 

แม้ไม่มีอุปกรณ์การแพทย์ ก็มีความรู้อยู่ในสมอง

การรักษาเบื้องต้นที่อาจเกิดเหตุฉุกเฉินได้ทุกเวลา...

 

จะนอกหรือในเวลางานพวกเขาก็ทำหน้าที่นั้นอยู่....

 

 

                เพื่อนร่วมงานทั้งสี่คนมีวัยใกล้เคียงกันจึงแลดูเป็นกลุ่มที่สนิทสนมกันที่สุด   ถึงแม้จะทำงานกันในคนละสายแต่มีการเชื่อมโยงงานเข้าด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง  โรคภัยและอาการบาดเจ็บรวมถึงการฟื้นฟูรักษาต่างมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันในทางใดทางหนึ่ง 

 

 

                และสิ่งที่เชื่อมโยงกันอีกอย่างก็คงจะเป็นคนไข้   “ตอนนี้ผมยังมีงานที่อากิโยนมาเต็มมือไปหมด”  งานเวชศาสตร์ฟื้นฟูต้องใช้เวลาจึงไม่สามารถทำส่งๆไปได้

 

                “พอมาคิดๆดูแล้ว  พวกคุณหมอกับฟุยุมิจัง  มีชื่อรวมกันเป็น 4 ฤดูพอดีเลยนะคะ   เมื่อก่อนมีแต่พวกคุณหมอมันก็ดูขาดๆ ตอนนี้มันครบพอดีเลย”  มิจิโยะเอ่ยขึ้นยามจับจ้องใบหน้าพวกเขาทีละคน  เป็นความบังเอิญที่ช่างแปลก.. คนสี่คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันมาก่อนเลย...

 

 

ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง

สิ่งที่เชื่อมโยงต่อกันระหว่าง 4 คนนั้น....

 

 

                นายแพทย์สามคนสามสายงานมีอุปนิสัยและบุคลิกที่แตกต่างกัน  ชื่อของทั้งสามคนซึ่งมีความหมายตรงกับฤดูที่มีอากาศแตกต่าง   ทั้งยังมีหนึ่งหญิงสาวซึ่งมีนามไปในทิศทางเดียวกันอีกหนึ่งคน   ฤดูหนาวที่แสนหนาวเหน็บ  ฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่น  ฤดูร้อนที่สดใสเจิดจ่า  ฤดูใบไม้ร่วงที่เงียบงัน....

 

 

                 “นั่นสิเนอะ  ตอนที่รู้จักสองคนนี้แรกๆฉันก็คิดเหมือนกัน”   หนุ่มซึ่งมีชื่อเหมือนกับฤดูใบไม้ผลิคลี่ยิ้มเบิกบาน   เขาจึงอยากสนิทสนมด้วย

 

                “เป็นเรื่องบังเอิญที่แปลกดีครับ  แฟนของคุณฮารุฮิโกะก็มีชื่อเหมือนๆกันแบบนี้ ยิ่งน่ารู้จักกันเลยนะครับ”   อีกคนซึ่งมีชื่อเหมือนกับฤดูร้อนเอ่ยขำขัน

 

                และชายหนุ่มซึ่งมีชื่อเหมือนฤดูใบไม้ร่วงนั้นก็เงียบเฉยคิดเพียงเรื่องงานอย่างที่เป็น    ยากที่จะบอกว่าทำไมพวกเราจึงบังเอิญมีชื่อตรงกันได้   “เป็นโชคชะตาล่ะมั้งเนอะ” 

 

 

ทุกคนต่างมีชะตาที่ต้องพบเจอใครสักคน..

ทั้งเพื่อน ทั้งคนรัก  ที่สามารถเข้ากันได้....

 

 

                นายแพทย์และคนไข้มีจุดเชื่อมต่อเชื่อมโยงกันคือโรงพยาบาล  พวกเราทั้งสี่คนนั้นมีสิ่งที่เชื่อมต่อกันอีกอย่างคือชื่อที่มีความคล้องจองและคล้ายคลึงกัน   ต่างนิสัย ต่างที่มา  ต่างสถานที่  เวลาที่จะได้พบกันพร้อมหน้ากันทั้งสี่คนยังคงไม่มาถึง....

 

 

                “ยังไงวันนี้คุณหมอฮารุฮิโกะก็เลี้ยง  สั่งอะไรทานเพิ่มกันเถอะค่ะ”   มือเรียวยกขึ้นโบกเรียกพนักงานให้มารับรายการอาหาร 

 

                “แหมๆ  ได้ทีก็สั่งกันใหญ่  ฉันเรียกแฟนยังไม่โดนเท่าเพื่อนร่วมงานเลยมั้งน่ะ”   อายุรแพทย์ผมทองผู้อารมณ์ดีลอบกัด   มันคงช่วยไม่ได้เพราะเคยผิดนัดกันเอาไว้  

 

                ชายหนุ่มได้ยินเสียงข้อความส่งเข้ามาในโทรศัพท์จึงรีบหยิบขึ้นมาเปิดดู    สิ่งที่เขียนปรากฏอยู่ในหน้าจอนั้นมาจากคนที่ตนเฝ้าคะนึงหา    “จะสั่งเท่าไหรก็สั่งไปเถอะ  วันนี้ฉันอารมณ์ดีจริงๆนะเนี่ย”  เพียงแค่ข้อความสั้นๆก็ทำให้มีความสุขได้แล้ว

 

                “ไร้สาระจริงๆ”   หนุ่มผมดำสวมแว่นตาจิบไวน์อย่างเงียบๆ  ความรักมันเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้คนเรามีความสุขหรือไร... มันเป็นเรื่องที่ตนคิดว่าโง่งมงายนัก...

 

                “เมื่อไหรที่นายเจอสิ่งที่ใช่สำหรับนาย  ตอนนั้นนายก็จะเริ่มเข้าใจล่ะมั้งอากิ”   เอ่ยบอกพร้อมกับรอยยิ้มเป็นมิตร  เพราะคนที่เอาแต่เล่นอย่างตนก็ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วเช่นกัน...

 

 

จิตใจก็เหมือนดอกไม้และฤดูกาล

ที่ต้องเติบโตและแปรผันไปในทิศทางที่เหมาะสม

 

ตามท่วงทำนองชีวิตที่คล้ายกับเพลงวอลซ์...

 

 

                “ฉันขอไปโทรศัพท์ก่อนล่ะ~  สุดท้ายก็อดไม่ได้จึงปลีกตัวออกไปคุยโทรศัพท์เป็นส่วนตัว   เพื่อนร่วมงานทั้งสามพากันมองตามด้วยหมั่นไส้และหนึ่งเรียบเฉย   คนมีความรักและสละโสดไปก่อนใครช่างทำตัวสมกับเป็นฤดูใบไม้ผลิจริงๆ  ช่วงเวลาที่ดอกรักนั้นผลิบาน...

 

 

                ร่างสูงเรือนผมสีทองได้ต่อสายไปถึงคนรักซึ่งอยู่ห่างกันออกไป  เสียงดนตรีจังหวะญี่ปุ่นบ่งบอกสถานที่ที่เธอนั้นอยู่   แค่เห็นว่าเข้าสังคมร่วมสังสรรค์กับเพื่อนฝูงก็นับว่าเป็นเรื่องดีมากแล้ว... อาการป่วยก็จะยิ่งเยียวยาไปเมื่อไร้ความเศร้าและความเครียด...

 

 

                [คุณบอกว่าจะมารับตอนเช้าไม่ใช่เหรอคะ?]   น้ำเสียงอ่อนหวานมิใช่เชิงต่อว่า  เป็นเพียงเสียงขำๆถามไถ่ชายหนุ่มซึ่งมักทำอะไรเกินความคาดหมายเสมอ

 

                “เหตุผลเดิมๆล่ะ  เพราะว่าวันนี้ไม่ได้เจอก็เลยคิดถึง” น้ำคำหวานๆเหล่านั้นฟังบ่อยๆก็จะยิ่งชินและเข้าใจในอุปนิสัยของคนพูดไปเอง

 

                [งานยุ่งรึเปล่าคะ  แต่ได้ยินเสียงเหมือนคุณจะอยู่ข้างนอก]   แม้ไม่ถามถึงก็พอจะเข้าใจว่าจะต้องยุ่งเพราะเป็นนายแพทย์ 

 

                “ก็เหมือนๆเดิมแต่วันนี้มาดื่มกับพวกเพื่อนร่วมงานน่ะสิ  ไปรับปากเค้าว่าจะเลี้ยงก็เลยต้องมาเลี้ยงตามสัญญา”  เสียงหัวเราะเบาๆได้แว่วมาจากปลายสาย

 

                [อย่าดื่มจนเมาก็แล้วกันค่ะ   ถ้าคุณเมาค้างพรุ่งนี้คงผิดนัดฉัน แล้วก็ไม่ดีกับที่ทำงานแน่ๆ]  ชายหนุ่มผู้ฟังเป็นฝ่ายขำออกมา

 

ต่างคนต่างอยู่นอกสถานที่และมีนัดกับคนอื่นจึงต้องตัดบทสนทนาไปเสียบ้าง   การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นนอกจากคนของตัวเองนั่นสำคัญ   “กลับบ้านดีๆก็แล้วกันฟุยุมิจัง   พรุ่งนี้ฉันจะไปรับ”

 

ก่อนที่จะวางสายไปนั้นหญิงสาวผมยาวดำขลับได้เปล่งเสียงดึงหยุดไว้ก่อน   [เอ่อ.....คุณฮารุฮิโกะ.....]  คล้ายกับมีบางอย่างในใจ..

 

“มีอะไรเหรอ?   หรือว่าอยากให้ไปรับตอนนี้ด้วย ฮ่ะๆ”   แกล้งเล่นไปเพราะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องนั้นอย่างแน่นอน  ต่างฝ่ายต่างมีธุระของตัวเอง

 

                [ถ้าฉัน...เอ่อ...จากนี้ไปจะเรียกคุณว่าฮารุเฉยๆ... ได้มั้ยคะ?]   เพียงเท่านั้นริมฝีปากคมนั้นได้แย้มยิ้มออกมา  คำแรกที่เขาต้องการให้เธอได้เพรียกขาน

 

                “ได้สิฟุยุมิจัง  ฉันจะดีใจมากเลยถ้าเธอเรียกฉันแบบนั้น”  เพราะเธอนั้นได้ยอมรับตัวตนของเขาและยอมรับเขามากขึ้นกว่าเดิม...

 

                [ค่ะ แล้วเจอกันนะคะฮารุ....]   แค่การเปลี่ยนสรรพนามก็ทำให้ใกล้กัน   ตั้งแต่นี้ไปเส้นกั้นของพวกเราจะยิ่งลดลงไปเรื่อยๆ... จนกระทั่งเป็นเหมือนอีกครึ่งหนึ่งของจิตวิญญาณ....

 

 

คำสารภาพรักคงไม่สำคัญเท่าการเปิดใจ...

ตอบรับและเป็นความอบอุ่นของกันและกัน...

 

 

                คนทั้งสี่ซึ่งมีชื่อเสียงเรียงนามกล่าวถึงฤดูกาลทั้งสี่   ความรักของชายหนุ่มและหญิงสาวซึ่งเริ่มต้นและผูกพันกันมากขึ้นเรื่อยๆ  ความสุขของท้วงทำนองเพลงยังคงบรรเลงขับกล่อมพวกเราเอาไว้...  แม้หนึ่งปีหลังจากนั้นความเปลี่ยนแปลงของพวกเขาจะมาถึง....

 

 

 

ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง

ฤดูกาลทั้งสี่เวียนวน ต้นไม้ดอกไม้ผลัดเปลี่ยนใบ...

 

สายใยของคนหนุ่มสาวทั้งสี่คนนั้น

จะเหมือนกับฤดูที่ต้องเปลี่ยนผัน...

 

ในอนาคตอันใกล้หรือไกลนั้น...

สายสัมพันธ์ของทั้งสี่คนอาจเชื่อมโยงกันตามท่วงทำนองเพลงวอลซ์..

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 301 ท่าน

Line PM