Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
อมนุษย์
ธันธิดาแห่งสิรภพ
ตอนที่ 4
3
01/01/2533 00:00:00
446
เนื้อเรื่อง

ณ ที่ปราสาทแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านคน ด้านนอกที่สุดแสนจะวังแวงไม่มีพืชพันธ์ใดที่ขึ้นอยู่รอบๆตัวบ้านเลย  วันนี้เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงดูเหมือนจะเป็นวันที่ดวงจันทร์จะกลมโตใหญ่เป็นพิเศษด้วยซ้ำ แสงจากพระจันทร์สาดส่องให้เห็นรอบๆตัวบ้านว่าบ้านนี้เก่ามากแค่ไหนคงจะสร้างมานานกว่าร้อยปี ลมกรรโชกเบาๆไปมาเป็นระยะๆ นกฮูกนกแสกร่วมกันส่งเสียง รวมทั้งเสียงหมาหอนที่หอนอยู่รอบๆ ใครที่ผ่านมาได้ฟังคงแทบจะวิ่งหนีไปให้พ้นจากที่ตรงนี้ในทันที แต่ด้านในปราสาทนั้นไม่เพียงแต่กว้างใหญ่ ยังสวยงามแตกต่างจากด้านนอกยิ่งนัก แต่แทนที่จะใช้เป็นที่พักอาศัยมันกลับใช้เป็นที่ชุมนุมของบรรดาอมนุษย์ทั้งหลาย วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่พวกอมนุษย์ต่างมาชุมนุมกัน

                            เสียงสนทนาที่โต้ตอบกันของแต่ละฝ่าย ไม่ว่าจะฝ่ายของแวมไพร์ มนุษย์หมาป่า หรือพ่อมด แม่มด ยิ่งนานยิ่งทวีความดังออกมา เหมือนปัญหาที่ถกเถียงกันอยู่นี้ไม่สามารถหาคำสรุปของวาระนี้ได้ เมื่อปัญหานี้ไม่สามารถหาทางยุติ บรรดาแต่ละฝ่ายก็ได้ส่งตัวแทน ที่เป็นผู้ทีครองตนเป็นผู้ทรงอำนาจหรือเป็นหัวหน้ารวมทั้งผู้คุมกฎต่างๆออกมาเจรจา ผู้ทรงอำนาจทางฝ่ายแวมไพร์นั้นคือหลอดมาเฟียสเขามีชีวิตอยู่ตั้งแต่ 400 ปีก่อนคริสตกาลและเป็นทั้งบิดาของ อเล็กซ์ซานเดอร์ ผู้ที่ช่วยชีวิตอลิสในวันนั้น  ทางด้านผู้ทรงอำนาจฝ่ายมนุษย์หมาป่านั้นคือท่านเซอร์เอนโทนี่ มีชีวิตอยู่ประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล  และผู้ทรงอำนาจทางด้านพ่อมดแม่มดนั้นมีผู้ปกครองอยู่สองตน คือ เกวนตัวแทนแม่มดและนอทติ้งเวลตัวแทนของพ่อมดซึ่งทั้งสองเป็นทั้งคู่รักและผู้ทรงอำนาจร่วมของฝ่ายเวทมนตร์   "ข้าเชื่อว่าปัญหาที่เราถกเถียงกันวันนี้คงไม่มีใครออกมายอมรับหรอกว่าเป็นผู้ฆ่ามนุษย์ ข้าคิดว่าแทนที่เราจะมานั่งโยนความผิดให้แต่ละฝ่าย ทำไมเราไม่มาร่วมกันคิดว่ากฎที่เราเหล่าบรรดาผู้ทรงอำนาจได้ตั้งไว้ มันคงมีโทษที่ไม่หนักหนาพอที่จะทำให้เป็นที่น่าเกรงขาม"  เกวนหนึ่งในผู้ทรงอำนาจทางแม่มดและพ่อมดได้พูดออกมา  "โทษนั้นที่ท่านว่าคือโทษประหารที่เราตั้งเอาไว้มันยังไม่มากพอหรือไรแม่หญิงเกวน"  เอนโทนี่ผู้ทรงอำนาจทางด้านมนุษย์หมาป่าตอบโต้ในเชิงเหนบแหนมพร้อมสายตาลวนลามในตัวของเกวน  มาเฟียสที่เป็นผู้ทรงอำนาจทางด้านแวมไพร์เริ่มสังเกตุถึงความตึงเครียดที่จะเริ่มก่อตัวอีกครั้ง จากสายตาที่ไม่พอใจของนอทติ้งเวลและเกวนในคำพูดของเอนโทนี่ เขาจึงพูดแทรกขึ้นมาทันที ข้าเห็นด้วยกับเกวนแต่อย่างที่เอนโทนี่ได้พูดไว้ว่าโทษสูงสุดของเราตอนนี้ที่อยู่คือโทษประหารอยู่แล้ว ฉะนั้นข้าจึงอยากสรุปวาระที่ประชุมวันนี้ว่าไม่เพียงจะจับตัวผู้ที่ทำผิดมาประหารนั้น ข้าจะขอให้ทรมานให้ถึงที่สุดจนผู้ที่ทำผิดนั้นเป็นผู้ร้องขอความตายนั้นจากปากของผู้นั้นเอง และไม่พอแค่นั้นผู้ที่กระทำผิดหลังจากตายแล้วจะถูกสาปแช่งในวิญญาณซึ่งเรื่องนี้เราทุกตนในที่นี้รู้ดีว่าการสาปส่งวิญญาณผู้ที่กระทำได้นั้นคือผู้ที่ให้พรนี้จากเราและก็เป็นผู้ที่สร้างเรา สร้างกฎทั้งหลายขึ้นมาให้เราได้อยู่ร่วมกับมนุษย์ นั่นคือพันธะสัญญา เพราะคงไม่มีตนใดปรารถนาจะใช้ชีวิตในขุมนรกอเวจี ท่านทั้งหลายจะเห็นด้วยกับการตัดสินนี้หรือไม่" เมื่อพูดถึงการสาปส่งวิญญาณ ซึ่งอมนุษย์ทุกตนในที่นี้ต่างหวาดกลัวอยู่แล้ว มตินี้จึงเป็นเอกฉันท์ โดยไม่มีผู้โต้แย้งใดๆต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันกลับไปยังที่พักของตน

                             มาเฟียส และอเล็กซานเดอร์กับผู้ติดตามยังยืนดูการแยกย้ายกลับของฝ่ายต่างๆ มันไม่ใช่แค่การยืนดูเท่านั้นนั่นเป็นการสังเกตการณ์อีกอย่างหนึ่งของมาเฟียส มาเฟียสยังหวั่นๆกับเหตุการณ์ที่ผ่านมากับเหตุการณ์วันนี้ว่ามันจะกลายเป็นเรื่องที่ใหญ่โตขึ้นในภายภาคหน้า เขาจึงได้เตือนบุตรชายของตนเองที่ยืนอยู่ข้างกาย "เริ่มมีข่าวลือหนาหูขึ้นมา เมื่อมีบางตนเริ่มรู้ความจริงมาว่า การได้กินเนื้อของผู้ที่สร้างเราหรือทายาทผู้ที่สร้างเรานั้น จะทำให้ตนนั้นเป็นอมตะและเป็นใหญ่ทั้งสามโลก ตอนนี้เจ้าจงเริ่มระวังตนไว้ เพราะคงไม่มีใครทนอยู่กับกฎที่มีอยู่ได้นานเมื่อมีสิ่งที่ดีกว่าล่อตาล่อใจ มิตรก็เริ่มกลายเป็นศัตรูในอีกไม่ช้าแน่นอน พวกที่ปรารถนาไม่รู้จบพวกมันจะเริ่มออกตามหาพวกลูกครึ่งทั้งหลายของผู้ที่สร้างเรา"  "ครับท่านพ่อ"

                              "อลิสซาเบธ เบน " แม้จะอยู่ต่างที่ ทั้งอลิสและเบนก็ถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกันกลางดึก เมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อของทั้งสอง ทั้งสองหัวใจเต้นแรงทั้งอลิสและเบนยกมือขึ้นมาลูบที่หน้าอกด้านซ้ายของตนและนั่งครุ่นคิดอยู่อย่างนั้นสักพัก ก่อนที่ล้มหัวลงนอนไป

                              รุ่งเช้าของวันเปิดเรียนในภาคเรียนแรก ของปีการศึกษาปีที่ 3 ของการเรียนมหาลัยฯ ตลอดหกปีที่ผ่านมาหลังจากที่โมนิกาพาเบนจากไปจากชีวิตของอลิส รอยยิ้มของอลิสแทบจะไม่เผยออกมาให้ใครได้เห็นแม้กระทั่งแมรี่ก็เช่นกัน หลังจากจบมัธยมปลายอลิสก็ยังเลือกเรียนมหาลัยฯ ในเมืองนี้ เพื่อรอคอยเบนและโมนิกากลับมา เธอไม่ยอมมีเพื่อนเลยตลอดหกปีที่มานี้ อลิสมักจะเก็บตัวเงียบตามลำพังถ้านอกเหนือจากการเรียน แต่ก็ยังมีอีกอย่างที่ยังเป็นตัวกระตุ้นให้อลิสยังมีชีวิตชีวาอยู่บ้าง เมื่อเธอเห็นอเล็กซ์ผู้ที่ช่วยชีวิตเธอเมื่อหกปีก่อน และก็ยังเป็นคนที่อลิสแอบหลงรักมาตลอด มาเรียนที่มหาลัยฯเดียวกับอลิสแถมยังวิชาเอก ประวัติศาสตร์เหมือนกัน เธอจึงมักจะได้เห็นอเล็กซ์เกือบทุกคาบเรียนที่ลงเรียนวิชาเดียวกัน ตอนนี้อลิสรู้แล้วว่าผู้ชายที่ช่วยชีวิตเธอนั้นชื่ออเล็กซ์

แต่นอกเหนือจากนั้นอลิสไม่รู้เลยว่าอเล็กซ์ เป็นใครมาจากไหน 

                              หลังจากพักทานอาหารกลางวันเสร็จ อลิสเลือกที่จะหามุมสงบช่วงพักกลางวันโดยการมาหาหนังสืออ่านในห้องสมุด จึงไม่แปลกที่เธอมักจะเลือกโต๊ะนั่งอ่านหนังสือที่มันค่อนข้างเงียบจนไม่มีใครเดินผ่านมา หรือมีแค่เธอเท่านั้น ณ ตรงนั้น ความสงบมีเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น เมื่อกลุ่มของอเล็กซ์ ซึ่งล้วนแต่เป็นแวมไพร์กับกลุ่มของลูคัสซึ่งล้วนแต่เป็นมนุษย์หมาป่า มาเผชิญหน้ากันใกล้ๆกับที่อลิสมานั่งหลบอ่านหนังสืออยู่พอดี ทั้งสองกลุ่มต่างก็เรียนอยู่ที่มหาลัยฯนี่เหมือนกัน รวมทั้งกลุ่มพ่อมดแม่มดด้วย แต่วันนี้มีการเผชิญหน้ากันเกิดขึ้นเฉพาะหมาป่าและแวมไพร์เท่านั้น มันเป็นการเผชิญหน้าที่ครั้งใดก็ไม่เคยจบลงด้วยดีเพราะทั้งสองกลุ่มนี้เป็นอริต่อกันมานานไม่ว่าจะผ่านมากี่ศตวรรษ อลิสที่เป็นคนที่อยู่ใกล้ที่สุดเมื่อเห็นว่าหนึ่งในนั้นมี อเล็กซ์ร่วมอยู่ด้วยจากที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องของใคร พอเห็นว่าเป็นอเล็กซ์เธอจึงถือวิสาสะแอบฟังอยู่เงียบๆ  "เราเข้ามาที่ก่อน พวกแกต้องเป็นฝ่ายออกไปจากที่นี่ " ลูคัสถือโอกาสชิงพูดออกมาก่อน พร้อมท่าทีที่ไม่ยอมจะเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ไป  "ที่แห่งนี้ไม่มีป้ายบอกว่าใครเป็นเจ้าของพวกเราจึงมีสิทธิ์ที่จะอยู่ที่นี่เช่นกัน" อเล็กซ์พูดอย่างไม่กลัวเกรงต่อคำพูดของลูคัส ลูคัสจ้องมองตาเขม็งมาที่อเล็กซ์   "ก็ถ้าไม่พอใจที่จะอยู่ร่วมกัน ก็ออกไปซะสิ"  อเล็กซ์พูดเสริมยิ่งทำให้ลูคัสยิ่งโกรธมากยิ่งขึ้น แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรในที่ที่เต็มไปด้วยมนุษย์ เขาจึงได้แต่เก็บความเคืองแค้นและเดินออกไปพร้อมพวก แต่หลังจากที่ลูคัสออกไปอเล็กซ์กับพวกก็ไม่ได้จะอยู่อ่านกนังสือที่นั้น มันเหมือนกับว่าที่เขาทำไป ก็เพ่อจะยั่วโมโหในตัวลูคัสเท่านั้นเอง

                             อลิสแอบเดินตามอเล็กซ์ไปอย่างไม่ละจากสายตา จนอเล็กซ์แยกตัวออกมาจากกลุ่มเพื่อนตามลำพังเพื่อที่จะกลับบ้านของตน เขาเดินไปที่ลานจอดรถที่รถเขาจอดไว้  "นี่นายกำลังจะไปไหนเนี่ย อีกไม่กี่นาทีก็จะเข้าเรียนช่วงบ่ายแล้ว"  อลิสบ่นพรึมพรำกับตนเองเธอแอบดูอเล็กซ์อยู่หลังรถอีกคันที่จอดถัดไปจากรถของอเล็กซ์ไปสามคัน อเล็กซ์เริ่มรู้สึกว่ามีคนตามมาเขาจึงหันมองมาทางที่อลิสหลบอยู่ อลิสจึงรีบก้มหัวต่ำลงทันที่เห็นอเล็กซ์หันมองมา  "เกือบไปแล้วมั้ยหล่ะ"  อลิสถอนหายใจเฮือกใหญ่แบบคนที่โล่งอก เธอหลบไม่กี่วินาทีเท่านั้นก็เริ่มแอบมองอเล็กซ์อีกครั้งแต่ตอนนี้เขาหายไปไม่อยู่ที่รถของเขาแล้ว อลิสจึงยืนขึ้นมองหาเขาอย่างถนัดๆ  "หายไปไหนแล้วหล่ะ"   "ฉันอยู่นี่!" อลิสตกใจจึงรีบหันกลับมามองด้านหลังของเธอ ปรากฏว่าคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเธอนั้น คืออเล็กซ์นั่นเอง  "เธอตามฉันมาทำไม แค่แอบฟังคนอื่นเขาพูดกัน ก็แย่มากพอแล้วนะ นี่ยังจะแอบตามมาสอดรู้สอดเห็นอีก"  อลิสที่ใบหน้าขาวอมชมพูนั้นถึงกับซีดเผือกไปเลย  "นายเห็นเหรอตอนอยู่ที่ห้องสมุด และรวมทั้งตอนนี้ด้วย"  "ใช่! "  อลิสไม่พูดโต้ตอบใดๆเลย อเล็กซ์จึงเดินเข้ามาประชิดตัวอลิสจนเธอต้องถอยหลังออกไป  " ผู้หญิงที่เดินตามผู้ชายมาก็คงมีไม่กี่เรื่องหรอก แต่อย่างเธอฉันว่าเธอคงแอบหลงรักฉัน เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆ พวกเธอก็ทำเหมือนกับ "  ใบหน้าอลิสเริ่มกลับมาแงก่ำเมื่ออเล็กซ์เดาใจเธอออก เธอได้แต่ก้มหน้า อเล็กซ์ซึ่งอยากเห็นหน้าของอลิสชัดๆ เขาจึงเอื้อมมือไปจับปลายคางของอลิสเพื่อให้เธอแหงนหน้าขึ้นมาให้เขาดูชัดๆและพูดกับเธอ "สิ่งที่เธอหวังไว้เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆ ฉันก็ขอบอกเธอไว้เหมือนที่ฉันบอกคนอื่นๆ เรื่องของฉันกับเธอคงไม่มีวันที่จะเป็นอย่างที่เธอหวัง เพราะฉันมีคนที่ฉันรักแล้ว ฉันหวังว่าคงจะไม่เห็นเธอมาวุ่นวายกับฉันอีก" คำพูดของอเล็กซ์มันทิ่มแทงตรงกลางใจของอลิสจนมันแทบจะหลุดออกมาจากอกของอลิสในตอนนั้นด้วยซ้ำ แต่ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่นอกเหนือจากความเจ็บปวดในตอนนั้น ที่ยังทำให้อลิสปราบปลื้มในตัวอเล็กซ์อยู่คืออเล็กซ์ยังเป็นผู้ชายที่มั่นคงในความรักเหลือเกิน

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 194 ท่าน