Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
Rhythm of Sunflower Waltz
เพนกวินสีม่วง
CH I
1
01/01/2533 00:00:00
499
เนื้อเรื่อง

Title : Rhythm of Sunflower Waltz

Rate : PG

Genre :  Romance , Drama , slice of life

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

 

ตัวฉันนั้นคล้ายกับผลึกหิมะในฤดูหนาวเหน็บ...

ยืนอยู่ท่ามกลางสีขาวโพลนที่แผ่กว้างออกไปไกล...

 

ดอกไม้ที่ฉันแสนรักนั้นมิอาจผลิบานในฤดูหนาว...

เจ้าดอกทานตะวันสีเหลืองสดซึ่งจ้องมองตรงไปยังฟากฟ้าไกล

 

ท่วงทำนองชีวิตนั้นขับขานในแต่ละวัน...

ดอกไม้ที่เคลื่อนไหวยามต้องสายลมพัด

 

               

                ดอกทานตะวันต้องสายลมราวกับมันเต้นรำไปตามบทเพลง..  เพลงวอลซ์อันแสนเศร้าสร้อยนั้นแฝงอยู่ในความรักนี้....

 

                ประเทศญี่ปุ่นในยุคเฮย์เซย์  ยุคสมัยปัจจุบันซึ่งเต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและการแพทย์  ผู้คนในเมืองหลวงล้วนตื่นเช้าไปเล่าเรียน ไปทำงาน และตกเย็นกลับบ้านกันอย่างเป็นระบบระเบียบ  การใช้ชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชนชาวแดนอาทิตย์อุทัยซึ่งเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้ของคนต่างชาติ  ภาพเหล่านั้นหมุนเวียนเกิดขึ้นเป็นประจำในทุกวันราวกับเรื่องธรรมดา

 

                หากแต่เรื่องราวในชีวิตของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันไป  แม้มนุษย์เราจะมีหน้าที่เล่าเรียนหนังสือ ทำงานหาเลี้ยงชีพ  มีพื้นฐานการดำเนินชีวิตที่ใกล้เคียงกัน ถึงกระนั้นแล้วชีวิตของผู้คนนั้นแตกต่างกัน..  บ้างอาจจะโชคดีกว่าคนอื่นมาก บ้างลำบากแต่มีความสุข บ้างก็เหงาหงอย..

 

 

ในฤดูร้อนหนึ่งอันเป็นการพบพานของพวกเรา...

โชคชะตาพันผูกเรื่องราวหนึ่งเอาไว้ด้วยกัน...

 

 

                ท้องฟ้าสีครามในวันเสาร์สดใสสมเป็นฤดูร้อนที่มีแสงเจิดจ้า  กรุงโตเกียวเมืองหลวงอันแสนคึกคักเต็มไปดูผู้คนเดินขวักไขว่บนท้องถนน  ทั้งรถและคนต่างสร้างภาพบรรยากาศเมืองที่ไม่หลับใหลให้ชัดเจน  ชายหญิงจำนวนมากในชุดหลากหลายแบบทั้งเครื่องแบบนักเรียน ชุดทำงาน ชุดลำลองหยุดยืนรอสัญญาณไฟจราจรที่ถนนใหญ่  ห่างออกไปนั้นเป็นป้ายรอรถประจำทางซึ่งมีหลังคาปิดหลบแดดร้อน หญิงสาวคนหนึ่งนั้นกำลังยืนอ่านหนังสือในระหว่างยืนรอรถประจำทาง 

 

 

                แม่ลูกอายุน้อยคู่หนึ่งเดินมาหยุดรอรถ  ด้วยสัมภาระที่พะรุงพะรังเธอจึงทำของเล่นเด็กตกเมื่อเจ้าเด็กชายตัวน้อยเล่นซนระหว่างที่มารดาจะหยิบขนมให้   สายตาผู้มองเหลือบเห็นและก้มลงหยิบของส่งให้  “นี่ค่ะ ดีแล้วที่ไม่ตกลงไปในถนน”  คลี่ยิ้มอ่อนหวาน

 

                “อย่าเล่นซนเวลาแม่หยิบของสิจ้ะ  ข้างถนนมันอันตรายนะ”  เจ้าหล่อนยื่นมือไปลูบศีรษะร่างเล็กให้เชื่อฟังและปรับพฤติกรรม

 

                “ขอบคุณมากนะคะ  นี่ขอบคุณพี่สาวซะด้วยสิ”  ผู้เป็นแม่สะกิดไหล่ลูกอายุน้อยให้กล่าวขอบคุณ   ท่าทางน่าเอ็นดูและว่านอนสอนง่ายเรียกรอยยิ้ม

 

                “ถนนมันอันตรายนะจ้ะ อย่าเล่นซน”  เอียงคอมองส่งคนทั้งสองเมื่อรถประจำทางอันหนึ่งแล่นผ่านมา.. 

 

 

                เจ้าหล่อนมีใบหน้ารูปไข่น่ารักเข้ากับเส้นผมยาวเหยียดตรงถึงสะโพกละม้ายคล้ายกับตุ๊กตาญี่ปุ่น  ผิวกายที่ขาวอมชมพูขับให้เครื่องแต่งกายอย่างชุดวันพีซสีกระโปรงลูกไม้เหลืองอ่อนโดดเด่นเข้ากับรองเท้าส้นสูงรัดส้นสีน้ำตาลเข้ม   ดวงหน้าตกแต่งด้วยเครื่องสำอางบางๆดูใสบริสุทธิ์  นัยน์ตาสีเดียวกับผมจดจ้องอยู่กับตัวหนังสือในนิยาย ขนตายาวงอนแลดูเป็นสาวหวาน   มืออีกข้างถือกระเป๋าถือคล้ายตะกร้าสานผูกโบว์  สีหน้าของเธอช่างเรียบเฉยผิดกับผู้คนโดยรอบซึ่งมากับเพื่อนฝูง

 

แฝงไว้ด้วยความว่างเปล่าเปลี่ยวเหงา...

 

                รถประจำทางอีกสายหนึ่งแล่นมาเรียกให้เบี่ยงสายตาขึ้นมองเพื่อให้รู้ว่าใช่สายที่ตนรอคอยอยู่หรือเปล่า  และเมื่อเห็นว่าใช่จึงเก็บหนังสือลงในกระเป๋าถือเดินไปต่อแถวขึ้นรถประจำทางอย่างเป็นระเบียบ อากาศร้อนนี้ช่างร้อนระอุเสียจนต้องถอนหายใจ 

 

 

                “ปีนี้อากาศร้อนจังเลยนะ...”  ยกมือขึ้นป้องบังแดดพลางมองขึ้นไปยังฟากฟ้าโปร่งไร้เมฆบดบัง   ฤดูร้อนในกรุงโตเกียวนี้นอกจากทำให้ผู้คนต้องเสียเหงื่อ ยังคงทำให้เกิดโรคภัยจากอากาศที่ร้อนเกินไปอีกด้วย..

 

 

การใช้ชีวิตของผู้คนจะแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาที่พ้นผ่านไป

 สิ่งที่ยังคงเดิมเอาไว้และต้องพึ่งพานั้นคือสถานพยาบาล แพทย์ผู้รักษาโรคและอาการบาดเจ็บ 

 

 

                รถประจำทางคันยาวเคลื่อนจอดตรงป้ายหน้าสถานพยาบาลซึ่งมีผู้คนหมุนเวียนเข้าออกในทุกวันไม่ต่างไปจากห้างสรรพสินค้า  โรงพยาบาลเอกชน K นั้นมีชื่อเสียงในเรื่องของอุปกรณ์และทีมการแพทย์   มีแผนกครอบคลุมทุกโรคและอาคารที่พักฟื้นพร้อมมวล เพราะผู้คนนั้นมีการเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นวัฏจักรที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ในหนึ่งวันจึงมีคนไข้เข้ามาไม่ได้หยุดหย่อน

 

                ตึกสีขาวสลับสีครีมให้ความรู้สึกอบอุ่นและสะอาด  ก้าวผ่านประตูทางเข้าใหญ่ข้างป้ายรถเมล์จะพบถนนภายในและสวนสีเขียวสร้างความร่มรื่น  ตัวอาคารใหญ่ซึ่งเป็นตึกหลายชั้นประกอบไปด้วยแผนกการแพทย์ต่างๆและห้องพักผู้ป่วยใน  เรียกได้ว่ามาที่เดียวสามารถตอบสนองด้านการรักษาได้ทั้งหมด

 

 

                “สวัสดีค่ะ”  น้ำเสียงทักทายที่แสนอ่อนหวานจากโต๊ะประชาสัมพันธ์เอ่ยขึ้น...

 

                หญิงสาวผมยาวตรงเดินผ่านประตูกระจกพบกับแผนกต้อนรับและประชาสัมพันธ์เป็นอย่างแรก   เธอโค้งและยิ้มให้กับพยาบาลที่ประจำอยู่ด้านหน้าตามมารยาทเมื่อได้รับการทักทาย จากนั้นจึงเดินตรงไปยังจุดหมายที่ต้องการอย่างคุ้นเคยสถานที่เป็นอย่างดี

 

 

                ป้ายบนทางเดินเขียนบอกให้ล่วงรู้ว่าสถานที่นี้คือแผนกอายุรกรรม   นางพยาบาลย้อมผมสีน้ำตาลรวบผมเรียบร้อยในชุดกระโปรงขาวเดินถือแฟ้มคนไข้มายื่นให้เพื่อนร่วมงานพลันเหลือบเห็นผู้มาเยือน   “อ๊ะ! ฟุยุมิจัง มาตรงเวลาเหมือนเคยเลยนะจ๊ะ”

 

                ผู้ถูกเพรียกนามโค้งรับคำทักทายพลางส่งรอยยิ้มหวาน  “สวัสดีค่ะพี่มิจิโยะ”   ใบหน้าที่แสนเรียบเฉยแลดูมีชีวิตชีวาขึ้นเมื่อพบคนรู้จัก

 

 

                ชิโนฮาระ มิจิโยะในชุดขาวย้อมผมสีน้ำตาลอ่อนคลี่ยิ้มและกอดด้วยความเอ็นดู  ใบหน้าสวยเฉี่ยวของเธอแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบ่งบอกความเปรี้ยวลึกๆแม้สวมเครื่องแบบที่แสนเรียบร้อย  หากได้พบกันนอกเวลางานคงได้เห็นแฟชั่นการแต่งกายที่โดดเด่น

 

 

                “มาตรงเวลาบ่อยๆไม่อยากให้คุณหมอต้องเสียเวลาถ้ามีคิวคนไข้คนอื่นอีกน่ะค่ะ”  มือเรียวหยิบบัตรนัดในกระเป๋าส่งให้กับคนตรงหน้าซึ่งคล้ายกับพี่สาว

 

                “ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ได้หมดเลยก็ดีสิ จะได้ไม่มีคนมาขอเลทไปห้านาทีบ้าง สิบนาทีบ้าง ขนาดพี่มีนัดบอดก็ยังโดนเลทเลย”  หญิงปราดเปรียวบ่นอุบกับชะตากรรมหลังเลิกงาน  เรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากคนฟัง

 

                “บางทีเค้าอาจจะไม่ตั้งใจเลทก็ได้ค่ะ การเดินทางในโตเกียวมันเอาแน่เอานอนไม่ได้เสียหน่อย”  ดวงตาใสมองท่าทีฟึดฟัดอารมณ์เสียนั่นแล้วไม่อาจหยุดหัวเราะได้

 

                ถึงแม้เวลางานจะแต่งตัวเข้ากับสถานที่ หากแต่หลังเวลางานนั้นพยาบาลแต่ละคนอาจไม่ใช่สาวหวานอย่างที่หนุ่มๆจินตนาการนัก   “เพราะเอาแน่เอานอนไม่ได้ก็ควรจะมาก่อนเวลาสิ พี่ยังตื่นมาทำงานแต่เช้าเลย  ผู้ชายแบบนั้นไม่ได้เรื่องๆ”  ยักไหล่และส่ายใบหน้าไปมาอย่างระอา

 

“นั่งรอไปก่อนนะ  เดี๋ยวพี่ไปเอาประวัติการรักษาก่อน”  สาวสูงวัยกว่าอาจเพียงไม่กี่ปีเดินไปยังเคาน์เตอร์พยาบาลของแผนกเพื่อหยิบเตรียมแฟ้มคนไข้ที่จัดเอาไว้ 

 

 

ดวงตาใสกลมจดจ้องมองแผ่นหลังของหญิงในชุดขาว บางครั้งก็น่าอิจฉานะคนที่เฝ้าใฝ่หาความรักอย่างสดใส.. สำหรับเธอแล้วมันคงเหมือนเรื่องที่ห่างไกล...  คงจะดีถ้าเธอสามารถยิ้มและสดใสได้อย่างพี่สาวคนนั้น  ทั้งๆที่ทำได้... กลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างที่หม่นหมองอยู่ในใจ...

 

 

                เมื่อร่างบางคล้ายตุ๊กตาเดินไปนั่งรอที่โซฟาสำหรับรอคิว  พยาบาลช่างเม้าส์ซึ่งนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์จึงรีบถาม  “นี่ๆ  ผู้หญิงน่ารักๆคนนั้นมาบ่อยเหรอ ป่วยอะไรน่ะมาคนเดียวไม่มีผู้ปกครองมาด้วยเลย” 

 

                “อย่านินทาคนไข้สิมันไม่ดี   ฟุยุมิจังก็มาตามนัดแล้วก็รับยาเหมือนคนอื่นที่หมอนัดมานั่นล่ะ”  ส่ายใบหน้าไปมาปลงไปกับความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนร่วมงานคนใหม่ซึ่งเข้ามาประจำได้ไม่นาน

 

                “ที่สำคัญฟุยุมิจังเค้าเป็นคุณครูโรงเรียนอนุบาล  คงไม่ต้องพกผู้ปกครองเวลามาหาหมอหรอก”  หยิบแฟ้มประวัติการรักษาขึ้นเขกศีรษะคนอยากรู้เบาๆเป็นการปราม 

 

 

                ยูกิชิโร่ ฟุยุมิ  อายุ 24 ปี  ทำงานที่โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวมาตั้งแต่เรียนจบ  เธอนั้นมักจะมาโรงพยาบาล K ตามนัดหมายของแพทย์ผู้ดูแลอยู่เสมอ  จากลักษณะภายนอกนั้นเธอก็เหมือนหญิงสาวธรรมดาทั่วไปที่มีสุขภาพดีและน่ารัก  หากแต่ภายในนั้นจะมีใครรู้ทั้งสุขภาพกายและเรื่องของจิตใจ...

 

หิมะสีขาวนวลในฤดูหนาวที่แสนเย็นเยือก...

 

                “แค่ถามดูเอง  มีคนไข้น่ารักๆแบบนี้ถ้าพวกหมอใหม่หนุ่มๆที่เพิ่งเข้ามาได้ตรวจคงเริงร่ากันใหญ่”  หัวเราะร่วนเมื่อจินตนาการถึงความน่าจะเป็น

 

                “ที่มาใหม่มีแต่พวกดูมีปัญหาทั้งนั้นนี่  ไม่ต้องปล่อยมาเจอเลย”  ได้แฟ้มประวัติการรักษามาก็ไม่สนใจจะสนทนาต่อ.. 

 

                สาวผมน้ำตาลเดินไปเคาะประตูห้องตรวจหมายเลข 2 และแง้มประตูพบเพียงความว่างเปล่า  คงจะไปห้องน้ำเมื่อเห็นงานที่กองอยู่บนโต๊ะ   “พบหมอห้องนี้จ้ะฟุยุมิจัง   นั่งรอแป๊ปนึงนะ คุณหมอไปห้องน้ำ” ผู้ดูแลคนป่วยในชุดขาวเดินมาผายมือเรียกคนไข้ให้เดินตาม  มือเรียวเคลื่อนเปิดประตูไม้สีเข้มหน้าห้องแปะป้ายชื่อแพทย์ที่ประจำอยู่

 

                “ค่ะ ขอบคุณนะคะ”  ฟุยุมิเดินเข้าไปนั่งรอในห้องตามคำบอก    ห้องตรวจโรคนั้นโล่งและสะอาดมีเพียงอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการวินิจฉัยโรคเท่านั้น

 

                “เดี๋ยวไปตามให้นะ  ตาลุงอ้วนนี่....”  ดวงตาเฉี่ยวคมด้วยอายไลเนอร์นั้นขวางบ่งบอกความหงุดหงิด  เป็นพยาบาลที่เลือดร้อนเสียจริง..

 

                คนไข้ซึ่งมาตามนัดแสนจะชินกับท่าทางที่เห็นได้ทุกครั้งที่มาเจอ  จะมีคนไข้คนไหนกล้าหือกับพี่มิจิโยะของเธอหรือเปล่านะ   “ดีนะที่คุณหมอเป็นคนใจดี”  ไม่งั้นอาจจะโดนเด้งไปอยู่แผนกอื่นไปแล้ว...

 

                ยามเมื่อนั่งเงียบๆคนเดียว สีหน้าจึงแปรเปลี่ยนกลับเป็นเรียบเฉย.. คล้ายคลึงกับคุ้นเคยกับความเงียบเหงาเป็นอย่างดี..    หากแต่เสียงฝีเท้าดึงความสนใจให้ดวงตาสีเข้มนั้นเบี่ยงมองไปยังประตูทางเข้าจากอีกด้าน  “คุณหมอคะ สวัสดี...ค่ะ...”  เสียงหวานได้ชะงักไปเมื่อเห็นผู้ที่เข้ามา...

 

                “อาจารย์อยู่รึเปล่า?”   ผู้มาเยือนนั้นได้ชะงักไปพร้อมกัน.....

 

 

                เส้นผมสีทองอร่ามยาวประต้นคอมิได้หวีเรียบให้เป็นระเบียบอย่างที่บุคคลที่ทำงานในสถานพยาบาลควรเป็น ออกจะค่อนไปทางผู้ชายที่ทำงานด้านการบันเทิงหรือการแสดงเสียมากกว่า  ร่างกายสูงใหญ่สวมเสื้อเชิ้ตขาวมีเป็นลายทางสีฟ้าบางๆและกางเกงผ้าสีดำ เนคไทด์ก็มีผูกให้เรียบร้อยนัก... ใบหน้าคมหล่อเหลาและยังหนุ่ม  มือแกร่งเสยผมด้านหน้าซึ่งยาวและปรกมาบดบัง  นัยน์ตาสีน้ำตาลจ้องมองมาด้วยสายตาที่แปลกประหลาดใจ

 

 

เสียงเพลงวอลซ์บรรเลงแผ่วมาจากที่ไกลๆ..

ณ ส่วนใดส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลก็มิอาจทราบได้....

 

ช่วงเวลาที่หยุดค้างลงในนิยาย...

คงจะเป็นแบบนี้กระมัง....

 

 

                ดวงตาทั้งสองคู่ได้สบมองกันในครู่หนึ่ง   “อ๊ะ.. ขอโทษค่ะ บางทีพยาบาลอาจจะให้ฉันเข้าห้องผิด”   ร่างบอบบางหยัดกายขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว

 

                ชายผมทองสะบัดใบหน้าไปมา  “ไม่ต้องๆ  ฉันตั้งใจจะมาหาอาจารย์แต่ถ้ามีคนไข้ ไว้ค่อยมาคุยก็แล้วกัน”   โบกมือลาและจากไปอย่างว่องไวราวกับสายลมที่พัดมาแล้วก็พัดไป... 

 

                “มาเร็วไปเร็วจริงๆ...”   บางทีอาจจะเป็นลูกศิษย์ของนายแพทย์ที่ตนมาหา   อาจจะเป็นนักศึกษาที่เข้ามาฝึกดูงาน..  ภาพลักษณ์ภายนอกช่างไม่เหมาะที่จะมาเป็นหมอเสียจริง...พูดจาก็ห้วนๆ...

 

                ยกมือขึ้นตบแก้มเบาๆเพื่อเรียกสติ  [เราก็ไปวิจารณ์เขาเหมือนสอนเด็กทำไมกัน...]  ครุ่นคิดในใจ.. ความเป็นครูทำให้เผลอตัวไป....

 

                ประตูทางเข้าด้านหลังเปิดขึ้นอีกครั้ง เผยร่างของชายวัยกลางคนร่างอ้วนท้วมแลดูใจดีในชุดกาวน์สีขาวบริสุทธิ์   เส้นผมส่วนใหญ่เป็นสีขาวยิ่งขับบรรยากาศความมีอายุ   “ขอโทษที่ให้รอนะฟุยุมิจัง”

 

                “สวัสดีค่ะคุณหมอ อ่ะ.. เมื่อกี้มีคนมาหาคุณหมอด้วยค่ะแต่เขาไปแล้ว” ยกมือขึ้นชี้ไปทางประตูทางที่คุณลุงหน้าตาใจดีนั้นเดินเข้ามา 

 

                สดับฟังแล้วยกมือขึ้นตบฝ่ามืออีกข้าง  “อ๋อ  ไม่ใช่ธุระสำคัญอะไรค่อยคุยก็ได้”  ยิ่งฟังยิ่งชวนให้คิดว่าเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ที่มาฝึกงานเท่านั้น...

 

                “งั้นเหรอคะ  เขาดูแปลกๆดี”  ไม่ว่าใครก็คงจะสะดุดตากับภาพลักษณ์ที่เห็นแบบนั้น...   สมัยเรียนก็ไม่เคยเห็นนักศึกษาแพทย์ที่หลุดกรอบมากขนาดนั้น...

 

                “เอาล่ะมาคุยกันเถอะ  ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง”  มือท้วมยกขึ้นขยี้ศีรษะสีขนกา  เส้นผมที่หวีเรียบแลดูยุ่งเหยิงเสียจนต้องรีบจัดแต่งให้กลับมาเรียบเหมือนเดิม..

 

                ใบหน้าใสเนียนทอประกายเง้างอน  “...คุณหมอทำเหมือนหนูเป็นเด็กๆอีกแล้วนะคะ...”   อายุ 24 ปีแล้วแต่ยังแกล้งเล่นเหมือนหยอกเด็กแบบนี้อีก...

 

                “ก็ฟุยุมิจังเหมือนลูกเหมือนหลานเห็นมาตั้งแต่สมัยเรียนโน่น ฮ่ะๆ”   สร้างความผ่อนคลายให้กับคนที่คุ้นเคยกัน.. 

 

 

                แพทย์อ้วนท้วมหัวเราะร่าเริงและเริ่มซักถามชวนคุย  กระบวนการติดตามอาการตามการนัดหมายของแพทย์ช่างเรียบง่ายราวกับสอบถามความเป็นอยู่และความคืบหน้า    บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่แลดูอบอุ่นคล้ายกับครอบครัวมากกว่าเป็นแพทย์และคนไข้...  ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่คนที่เป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ดี...

 

 

ครอบครัวที่แท้จริงของเธอนั้นน่ะ.....

 

               

                ดวงตาอันมีประกายอ่อนโยนและห่วงใยนั้นจดจ้องมองและพยักหน้ารับฟังเรื่องราวชีวิตประจำวันของหญิงสาวอย่างตั้งใจ  ทั้งเรื่องงานที่โรงเรียนอนุบาลและชีวิตประจำวัน  อาจเป็นเพราะอาบน้ำร้อนมามาก  แม้ใบหน้าของคู่สนทนาจะมีรอยยิ้มแต่ลึกนั้นแฝงความหม่นหมองเอาไว้... ทุกครั้งที่พูดคุยกันจะรู้สึกแบบนั้น...

 

 

                “คุยเล่นกันพักใหญ่แล้ว เดี๋ยวไปตรวจดูความคืบหน้ากันเถอะ”   มือเหี่ยวย่นหยิบแฟ้มประวัติการรักษาขึ้นมาเปิดอ่านและเริ่มจดของครั้งล่าสุดลงไป

 

                “เพราะคุณหมอคุยเล่นมากกว่าจะตรวจก็เลยช้าน่ะสิคะ  คนอื่นเค้าก็คงจะรอ”  แอบติติงการทำงานของคนตรงหน้า  เป็นเพียงการหยอกล้อจากความสนิทเท่านั้น 

 

                “โรงพยาบาลยิ่งมีคนเข้าออกทุกวันเยอะๆด้วย”  ราวกับสถานที่ซึ่งไม่มีการหลับไหล..ทั้งคนป่วยและคนเยี่ยม  ต้องมีคนประจำการอยู่ตลอดเวลา

 

นายแพทย์จับปากกาเขียนและวางลงก่อนจะเรียกพยาบาลเพื่อให้ไปเตรียมการ  ก่อนหน้านั้นมีสิ่งที่ต้องถามเป็นประจำอย่างข้องใจอยู่เสมอ   “ตอนนี้ก็...อืม....เอ่อ....อยู่คนเดียวไม่ได้เหงาใช่มั้ยฟุยุมิจัง?”   ร่างบางผมยาวเหยียดตรงชะงักนิ่งหยุดสนทนาไปครู่หนึ่ง....  ริมฝีปากเรียวระบายยิ้มจางๆ..

 

“หนูก็บอกคุณหมอทุกครั้งแล้วนี่คะ ว่าหนูชินแล้วล่ะ...”  ชินแล้วล่ะ.. ชินแล้วเตือนตัวเองอย่างนั้นเสมอมา...

 

ยามหลับตาแลเห็นภาพครอบครัวที่แสนอบอุ่นวัยเยาว์ แต่ถึงกระนั้นเมื่อลืมตาขึ้นมา...   “ฟุยุมิจังก็เหมือนหลานสาวของหมอ  มีอะไรเดือดร้อนหรือไม่สบายใจก็ปรึกษาได้เสมอนะ”  น้ำเสียงที่อ่อนโยนนั้นช่างอบอุ่น.. ครอบครัวที่แสนอบอุ่นนั้นช่างห่างไกล...

 

“ค่ะ  คุณหมอก็เหมือนคุณลุงของหนูเหมือนกัน  แต่หนูไม่เป็นไรจริงๆค่ะ ทุกวันต้องยุ่งกับพวกเด็กๆยุ่งจะตายไป ฮ่ะๆ”   หัวเราะพลางวาดสีหน้าสดใส... 

 

“นั่นสินะ เด็กเดี๋ยวนี้ซนจนน่าปวดหัวจริงๆ  ที่แผนกเด็กชอบบ่น”  ดึงเปลี่ยนบทสนทนาไป...  ไม่ควรเซ้าซี้ในมากความให้ลำบากใจ....

 

“เอาล่ะ เดี๋ยวไปตรวจร่างกายจะได้กลับไปพักผ่อนเถอะ”  ปิดแฟ้มและหยัดกายขึ้นเดินนำหน้าไป   ดวงตาสีเดียวกับเรือนผมสีดำนั้นจ้องมองแผ่นหลังของชายร่างใหญ่.... ทุกครั้งเธอจะรู้สึกผิด....

 

 

ไม่กล้าที่จะตอบรับความรัก....

ทั้งครอบครัวหรือคนรัก.....

 

เพราะซักวันมันจะต้องสูญสลายไป....

 

 

                หัวใจของฉันราวกับอยู่ใต้หิมะที่แสนหนาวเหน็บ...  ฤดูหนาวที่เหมือนนามของตนเอง  ทุกครั้งที่เข้าสังคมฉันต้องยิ้มแย้มสดใส.. หัวใจของฉันมันด้านชาและรู้จักแต่เพียงการแสดงออกที่ควรจะเป็นไม่ใช่มาจากใจหรือไรกัน..คุณหมอที่อ่อนโยนและหวังดีกับฉันเสมอ  ท่านเป็นคนดีและเข้าใจฉันมากกว่าใคร....

 

 

ความป่วยที่ร่างกายคงไม่เท่าจิตใจ....รู้ตัวเองดีเสมอมา...

 

 

                ฟุยุมิเดินออกมาจากตึกโรงพยาบาลเมื่อเสร็จธุรการตรวจร่างกายที่ได้รับการนัดหมาย  เธอเก็บบัตรนัดในครั้งต่อไปลงในกระเป๋าสาน  ขาเรียวก้าวเดินมาตามถนนก่อนที่จะหยุดลงใช้ความคิด... และเปลี่ยนเส้นทางจากทางออกไปยังป้ายรถประจำทางเพื่อไปยังสวนของสถานพยาบาลแห่งนี้แทน....

 

                แสงแดดที่แสนเจิดจ้าในฤดูร้อนทำให้ต้นไม้แลดูขาดความชุ่มชื้น  ทั้งต้นไม้ใหญ่ที่เรียงราย สนามหญ้าและดอกไม้ ทุกอย่างขาดชีวิตชีวาและต้องการน้ำหล่อเลี้ยง..  หญิงสาวผมดำยาวในชุดวันพีซก้าวผ่านสวนใหญ่มาจนกระทั่งถึงบริเวณสวนริมกำแพง..

 

 

                “ยังไม่มีคนมารดน้ำจริงๆด้วย...”   สายตาจ้องมองไปยังบัวรดน้ำใกล้ๆ   ไม่ร่องรอยของคนสวนเข้ามาดูแล  อาจจะไปพักทานข้าวหรือหลบแดด...

 

 

                สวนริมกำแพงนั้นมีดอกไม้สูงชนิดหนึ่งปลูกเรียงรายกันคล้ายกับกำแพงสีเขียวเหลืองสูงกว่าสองเมตร  เจ้าดอกทานตะวันสีสดที่เงยหน้าของมันจ้องมองดวงอาทิตย์ที่ห่างไกลบนท้องฟ้าโดยไม่กลัวความร้อนระอุใดๆ  ถึงแม้สายลมเบาๆจะทำให้ใบไม้ของมันขยับไหว  ตัวดอกก็ไม่เคยละสายตาไปจากตะวัน....

 

 

บุปผชาติสีเหลืองส้ม....ดอกไม้ที่ชื่นชอบมากที่สุด..

เจ้าดอกไม้ที่ไม่เบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ....

 

สูงใหญ่และแข็งแรง...ไม่เคยท้อแท้ไปกับอากาศร้อน...

 

 

                มือเรียววางกระเป๋าถือไว้ใกล้ๆสวนและหยิบบัวรดน้ำไปเติมน้ำจากก๊อกน้ำในบริเวณนั้น   สายน้ำเย็นที่มอบความชุ่มชื้นให้กับพืชพันธุ์   รดน้ำให้ดอกไม้แล้วก็อดไม่ได้เมื่อเหลือบไปเห็นที่พรรณดินจึงหยิบมาพรรณดินให้กับสวนที่ได้รับการดูแลแบบลวกๆนั่น...

 

 

                “พวกเธอโตสูงใหญ่ทั้งที่ได้รับการดูแลแบบลวกๆได้ยังไงกันนะ”   บางครั้งต้นไม้ก็เข้มแข็งกว่ามนุษย์เรายิ่งนัก.. น่าอิจฉา...

 

                เสียงฝีเท้าก้าวเดินมาหยุดลงเบื้องหลังดึงให้เธอวางส้อมพรวนลง  อาจจะเป็นคนสวนสินะ...  “ดอกทานตะวันนี่สูงกว่าเธออีกนะ”  แต่ทว่าเสียงทุ้มอันมีเอกลักษณ์ได้บ่งบอกว่าไม่ใช่...

 

 

                ยูกิชิโร่  ฟุยุมิผินใบหน้าพร้อมกับลำตัวเพื่อมองไปเบื้องหลัง   ร่างสูงใหญ่สวมชุดกาวน์สีขาวบริสุทธิ์ยืนล้วงกระเป๋าจ้องมองมาที่เธอ   ใบหน้าคมอันหล่อเหลานั้นประดับรอยยิ้มร่าเริงจริงใจ  เส้นผมที่สะท้อนแสงนั้นชวนให้คิดว่าเป็นคนตะวันตกมากกว่าตะวันออก 

 

 

คำพูดก่อนหน้านี้ของนักศึกษาแพทย์ช่างคล้ายกับคำหยอกเล่นที่ไม่น่าฟัง   “.........ก็สูงกว่าคุณเหมือนกันค่ะ....”  โต้ตอบกลับไปพร้อมกับลุกขึ้นไปหยิบกระเป๋าถือ

 

                ชายหนุ่มซึ่งคาดเดาว่าอายุน้อยกว่านั้นสูงใหญ่สมชาย   ดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั้นจดจ้องมาไม่วางตา  “เธอเป็นคนไข้ของที่นี่เหรอ ไม่เคยเจอเลย”  ออกเดินตามหลังดึงให้คนกำลังจะไปต้องหยุด

 

                “ค่ะ แต่ฉันก็ไม่เคยเจอคุณเหมือนกัน เพิ่งมาฝึกงานเหรอคะ?”   คำถามแสนสงสัย  นัยน์ตาคมกระพริบปริบๆงุนงงพร้อมทั้งชี้ที่ป้ายชื่อประดับอก

 

                “ไม่ใช่นักศึกษานะ นั่นน่ะจบนานแล้ว”  ป้ายชื่อเขียนบอกสถานะ... นายแพทย์หนุ่มซึ่งประจำอยู่ในแผนกอายุรกรรม...

 

                หญิงสาวใบหน้าขับสีระเรื่อเขินอายที่เผลอคิดไปเอง  ใครจะไปเดาได้ในเมื่อเห็นลักษณะภายนอกแบบนี้  หน้าแตกเลยทีเดียว...  “ขอโทษค่ะ  เพราะไม่เคยเจอคุณเลยไม่คิดว่าจะเป็นหมอ...”  ไม่กล้าบอกว่าเพราะการแต่งตัวและรูปลักษณ์ของเจ้าตัวด้วย

 

                “ฉันคงไม่เคยสังเกตจริงๆ ทั้งๆที่เข้าออกกับเดินผ่านที่นี่บ่อยๆ....”   โรงเรียนอนุบาลนั้นอยู่ไม่ห่างไกลจากโรงพยาบาลนี้มากนัก......

 

                “ช่างเหอะๆ มีหลายคนบอกแบบนั้นแหละ  ฉันเพิ่งย้ายมาประจำที่นี่ได้ไม่นานคงเป็นของแปลก ฮ่ะๆ”  อยากสนับสนุนคำพูดนั่นให้เต็มปาก..แต่มันคงเสียมารยาทมากเกินไป...

 

 

                ร่างสูงใหญ่ผมสีทองอร่ามสะท้อนแสงแดด   เขายืนมองเจ้าดอกไม้ที่เป็นเหมือนกำแพงของโรงพยาบาลอย่างสนใจ    ร่างบอบบางในชุดวันพีซสีเหลืองอ่อนจ้องมองดูอายุรแพทย์พลางพินิจพิจารณา...  นิสัยเจ้าระเบียบจากความเป็นอาจารย์ทำให้เธอเผลอไปประเมินคนอื่นอีกแล้ว...

 

 

                “ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะคุณหมอ  ฉันต้องไปเตรียมงานในวันจันทร์”   รีบโค้งเพื่อบอกลาก่อนจะโดนตื้อคุยกันมากไปกว่านี้....

 

ไม่ใช่ไม่ถูกชะตา...แต่ทำตัวลำบากกับคนนิสัยแบบนี้....

 

                “อ่ะ เดี๋ยวก่อนสิ!  พวกเรายังไม่รู้จักชื่อกันเลยนะ”   คุณหมอยังหนุ่มถือวิสาสะดึงกระเป๋าถือของเป้าหมายเอาไว้เสียก่อน   การกระทำนั่นชวนให้ตกใจ...

 

                “เอ๊ะ?....”   ทั้งที่ไม่ใช่คนรู้จัก.... และไม่ใช่คนที่จะต้องมารู้จักกัน.... ไม่มีความจำเป็นใดๆเลย....

 

                “ฉันชื่อ คัตสึระ ฮารุฮิโกะ เรียกว่าฮารุก็ได้นะ”  ท่าทางที่ร่าเริงสดใสแกมอบอุ่นนั้นช่างเข้ากับนามของฤดูใบไม้ผลิ...

 

ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านในฤดูใบไม้ผลิ....ชื่อซึ่งแฝงอุปนิสัย

 

 

                การกระทำของคนแปลกหน้าซึ่งพบกันเป็นครั้งแรกขับให้แปลกประหลาดใจนัก  สำหรับบางคนการผูกมิตรกับคนแปลกหน้านั้นแสนง่าย แต่สำหรับบางคนมันต้องใช้เวลา...  สำหรับชายหนุ่มคงเป็นข้อแรก ส่วนเธอนั้นคือข้อหลัง...โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเพศตรงข้าม...

 

 

                “เอ่อ.....”   ฟุยุมิออกอาการพูดไม่ออกและมีสีหน้าตกใจ   ซ้ำมือใหญ่นั้นยังคงจับกระเป๋าถือของเธอเอาไว้จึงไม่อาจขยับเขยื้อนหนีไปได้

 

                “ถ้ายังไง...ช่วยปล่อยมือก่อนได้มั้ยคะ.. มันดูคุกคามชอบกล..”  พูดตรงๆเพื่อให้ปล่อยให้เป็นอิสระ  เมื่อโดนทักท้วงฮารุฮิโกะจึงรีบปล่อย

 

                “เผลอตัวไปหน่อยด้วยความเคยชิน  โทษทีนะ”  หัวเราะร่วนกลบเกลื่อน  ความเคยชินที่ว่านั่นควรหลุดปากพูดออกมาเหรอ... เธอได้แต่สงสัย...

 

 

                อาชีพแพทย์ทำให้มีเวลาเที่ยวน้อย แต่ผู้ชายตรงหน้าคนนี้ได้เปลี่ยนความคิดและมุมมองเกี่ยวกับคนประกอบอาชีพนี้ไปเล็กน้อย..  อาจจะคิดไปเองหรือเคยชินกับหมอทั่วไปก็ได้   “...ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณคัตสึระ”

 

                “ไม่เอาคุณคัตสึระ เรียกว่าฮารุเถอะ   แล้วเธอชื่ออะไรเหรอ เธอยังไม่ได้บอกชื่อฉันเลย”  ท้าวเอวและยื่นหน้าเข้ามาใกล้ 

 

                หญิงสาวผมดำเผลอถอยหลังมาอีกก้าวหนึ่ง  แลดูรับมือยาก..   “ยู.....”   แต่แล้วฝ่ามือใหญ่ได้ยกขึ้นบอกห้ามไม่ให้พูดออกมาเสียก่อน

 

                “ให้ฉันเดาก่อนดีกว่า  อืม.....”  เปลี่ยนมาจับคางให้ความคิดอย่างจริงจังแกมทะเล้น     ดวงตาใสกระพริบรัวแสนงุนงง... อะไรของผู้ชายคนนี้กันน่ะ....

 

                “เธอผิวขาวเหมือนหิมะเลย  ฉันเดาว่าพ่อแม่เธอต้องตั้งชื่อว่ายูกิแน่ๆ  แต่เอ....แต่เหมือนตุ๊กตาญี่ปุ่นด้วยหรือว่าจะชื่อฮินะกันนะ?”  มาจากเทศกาลวันเด็กผู้หญิงรึยังไง.....

 

                การเดาไปเรื่อยและหยอกเล่นไปพลางๆขับให้คนฟังเริ่มหงุดหงิดเล็กๆ   “ยูกิชิโร่ ฟุยุมิค่ะ  ไม่ต้องเดาแล้วนะคะ....”

 

                “บังเอิญจังเดาถูกนิดหน่อย แล้วชื่อของเราสองคนยังมีอะไรคล้องกันด้วย”  วาดรอยยิ้มกว้างแสนเจิดจ้า  ความบังเอิญที่แสนบังเอิญ...

 

                “ฉันขอตัวล่ะนะคะ”  รีบจ้ำฝีเท้าเดินหนีไปอีกทางหนึ่งหมายตรงไปยังทางออกของโรงพยาบาล...

 

 

                ผู้ชายประหลาด..  อาจเป็นแค่คนอารมณ์ดีมากเกินไปและคิดว่าการเป็นมิตรกับคนอื่นง่ายๆนั้นจะดี.. แต่บางครั้งก็มากเกินไป...  เธอไม่ใช่เด็กๆในโรงเรียนอนุบาลนะ...  ผู้ชายคนนี้...ไม่ใช่คนที่เธอรับมือได้ง่ายๆเลย.. ไม่ใช่คนที่คุ้นเคยในโลกที่เป็นอยู่...

 

 

            ก่อนที่คุณครูสาวจะจากไป  เสียงทุ้มได้เปล่งเสียงตะโกนดึงให้หยุดก้าวเดิน  “ฉันอยากรู้จักเธอนะ!  คำพูดและรอยยิ้มฉาบความอบอุ่น

 

 

ไม่อาจปล่อยให้ผ่านเลยไป....

 

 

                เธอตวัดใบหน้าหันหลับมามองอย่างประหลาดใจ  “อยากรู้จักฉัน...?”  คนแปลกหน้าที่พบกันเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น...

 

                “เอ....อธิบายยากแฮะ... ฉันรู้สึกว่าเธอมีอะไรที่ต้องตาหรือดึงดูดฉันซักอย่าง”  ใช้นัยน์ตาคมจ้องมองใบหน้าที่อ่อนหวานเพื่อค้นหา... ในสิ่งที่สะดุดใจตนยิ่งนัก....

 

 

บางสิ่งที่แฝงเอาไว้ในสีหน้าที่ปกติธรรมดา...

 

 

                “ฉันรู้สึกอย่างนั้นนะ”   คล้ายกับต้องชะตาเพียงแค่การพบพานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น...  สาวผมดำในชุดวันพีซสีเหลืองอ่อน..  สวยหวานราวกับตุ๊กตา...

 

                นัยน์ตากลมโตจ้องมองสบตา..  “ฟังดูเหมือนคำพูดหลอกสาวของนักเที่ยวเลยนะคะ”  ตอบกลับไปดึงเสียงหัวเราะอันดังของคนฟังออกมา   หากสถานที่นี้ไม่ใช่โรงพยาบาลคงโดนเข้าใจผิดไปไกล...

 

                บทสนทนาของคนทั้งคู่จำต้องชะงักเมื่อมีชายหนุ่มผมสีดำเข้มในเครื่องแบบสีขาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงมาหาด้วยสีหน้าขัดใจ  “มาอยู่นี่เองเหรอครับคุณฮารุฮิโกะ!!!   เค้าให้มาตามไปช่วยที่ห้องฉุกเฉิน!!  ผมโดนใช้งานให้ตามหาคุณทั่วไปหมด!    

 

                “งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะคุณหมอ”   จนแล้วจนรอดเจ้าหล่อนก็ไม่มีท่าทีจะเรียกชื่ออย่างสนิทสนม...  การโค้งตัว 90 องศานั้นมีไว้ใช้กับคนไม่คุ้นเคยและไม่รู้จัก...

 

                “ไว้เจอกันใหม่นะ”  เขาโบกไม้โบกมือลาไม่สนใจสายตากดดันจากคนที่ต้องมาตามตัว...

 

                “เป็นหมองานยุ่งพอย้ายมาโรงพยาบาลใหม่ก็จะจีบคนไข้แล้วเหรอครับ?”    ดวงตาคมของชายหนุ่มวัยใกล้เคียงกันเหล่มอง  ถึงแม้คำพูดจะแลดูห่างเหินแต่นั่นเป็นลักษณะส่วนตัว.. 

 

                “ไม่ใช่คนไข้ของฉันซะหน่อย  แล้วถ้าเป็นนัทสึคุงจะจีบคนไข้น่ารักๆมั้ยล่ะ?”   ในสถานที่ทำงานนั้นมีแต่คนไข้ พยาบาลและคนมาเยี่ยมไข้..  โอกาสจะไปเจอความรักภายนอกนั้นมันเป็นเหมือนพรหมลิขิต...

 

                “นี่แสดงว่าจีบผู้หญิงคนเมื่อกี้จริงๆน่ะเหรอครับ  น่าเสียดายที่มองหน้าไม่ทัน”    จากตรงนี้มองเห็นเพียงแผ่นหลังบอบบางเดินห่างออกไป... 

 

                “ยังไม่ได้จีบ แค่อยากรู้จักกันเฉยๆ”   ความสัมพันธ์หลังจากนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะคิดเองในฝ่ายเดียว....

 

 

                ต่อให้เป็นเพียงการพบเจอกันเพียงครั้งหนึ่ง.. ในใจนั้นคาดหวังไปถึงการพบเจอกันในครั้งต่อไป...  มีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าจะได้พบกันอีก..  ความรู้สึกบางอย่างที่แฝงอยู่ภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉยของหญิงสาว... สิ่งนั้นดึงดูดอย่างประหลาด... ในเสี้ยววินาทีหนึ่งที่พบกันในร่มดอกทานตะวัน....

 

 

เราสองคนพบกันในฤดูร้อน....

ในสวนดอกสีเขียวเหลือง....

 

พร้อมคำหยอกล้อที่แสนห่างเหิน....

 

 

                ยูกิชิโร่ ฟุยุมิหยุดยืนรอรถประจำทางเพื่อกลับบ้านตรงหน้าโรงพยาบาล..   เธอยืนจ้องมองพื้นมองเหม่อลอยไปในครู่หนึ่งและรู้สึกตัวเมื่อมีเสียงรถผ่าน...  รถประจำทางสายหนึ่งได้ผ่านไปไม่ใช่สายที่เธอรออยู่..    ความรู้สึกหลังจากกลับจากสถานที่เดิมๆนั้นแปลกแตกต่างไปเล็กน้อย...

 

 

                “คงโดนมองว่าเป็นคนไม่มีมนุษยสัมพันธ์ไปแล้ว....”   แม้จะกังวลใจ...แต่ถึงกระนั้นก็คงไม่ได้เจอกันอีกแล้วจึงไม่มีอะไรให้กังวล...

 

                คำพูดของหมอเจ้าของไข้ซึ่งสนิทสนมกันราวกับเป็นลุงและหลานหวนย้อนคืนมาในห้วงคิด   นี่อาจจะเป็นการกระทำที่ฝังตัวเองลงในความหนาวเหน็บของตัวเองก็เป็นได้... “ไม่ชินสินะ....”  การอยู่คนเดียวทำให้เกิดความเคยชิน และเข้ากับคนอื่นยาก...

 

 

                คัตสึระ ฮารุฮิโกะ  อายุรแพทย์ที่อารมณ์ดีและทะเล้นเกินจะเป็นหมอที่ต้องจริงจัง... ผู้ชายคนนั้นมีบรรยากาศที่แสนสดใสอยู่รอบตัว...  ราวกับดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่าง.. ราวกับฤดูใบไม้ผลิที่  แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่คนที่จะพบกันอีกแล้ว.. ไม่จำเป็นต้องพบเจอกัน....

 

 

                “พิลึกคนจริงๆนะ...”    ใครคนหนึ่งที่พบเจอกันในสวนทานตะวันภายใต้แสงแดดของฤดูร้อน... คนแปลกหน้าที่อาจเป็นคนแปลกหน้าไปตลอด...

 

 

สถานที่หม่นๆที่มีสีอื่นเพิ่มเข้ามา....

 

 

                การพบพานในครั้งหนึ่งไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะมีครั้งที่สอง  ในสถานที่ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องมาในทุกวัน  ในสถานะที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้เพียงนิด... การใช้ชีวิตของพวกเรานั้นไม่มีจุดร่วมจุดต่อให้พบเจอกันอีกครั้งเลย...เสียงเพลงวอลซ์ที่เค้าบรรเลงอยู่นั้น..แฝงความอบอุ่นและความเศร้าไว้ข้างใน..เพราะอะไรกันนะ....

 

 

ฉันอยากจะเป็นอย่างดอกทานตะวันที่เข้มแข็ง....

สดใสและผลิบานท่ามกลางฤดูร้อน....

 

เขาคนนั้นเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่แสนมั่นคง...

แผ่กิ่งก้านสร้างความร่มเย็น...และค่อยๆบดบังหิมะ..

 

 

“ฉันอยากรู้จักเธอ”

 

ยามเมื่อดอกทานตะวันนั้นผลิบาน....

ยามนั้นเราสองคนก็จะ......

 

 

 

TBC.


------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
Free Talk :  บ่มอยู่สองวันกว่าจะเขียนออกมาจบตอนได้ ด้วยความเคยชินกับฟิควายจนไม่ได้เขียนสาวๆ กับความที่เขียนแต่แฟนฟิคจนต้องใช้เวลาเข้าทรงกับตัวละคร OTL"  ตอนหนึ่งที่เหมือนบทนำ ก็ใช้เป็นตอนหนึ่งไปเลยก็แล้วกัน เพราะถ้าบทนำมันคงไม่มีอะไรเลยมากกว่านี้ ฮ่าๆๆ
 
ตัวเอกของเรื่องตั้งธีมเอาไว้ว่าจะมีชื่อเชื่อมต่อกัน 4 คน  (คุณพยาบาลไม่เกี่ยว)  เป็นฤดูกาลทั้ง 4 ฟุยุ ฮารุ นัทสึ อากิ ฤดูหนาว ใบไม้ผลิ ร้อน แล้วก็ใบไม้ร่วง เรื่องราวของคน 4 คนที่บ่มไปจนกระทั่งเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน 

คาแร็กเตอร์ของฟุยุมิจัง  ตอนแรกอยากให้เป็นสาวร่าเริงแต่เพราะมันเป็นดราม่าเลยบ่มให้มันหม่นๆไว้ก่อน เลยดีกว่า   เพราะเป็นคุณครูเลยมีมุมที่ดูเข้มงวดหน่อยๆ แต่ก็นิ่งเฉยเวลาที่อยู่คนเดียว อยู่กับคนอื่นก็ยิ้มออกมาเหมือนคนเข้าสังคมทั่วไป  ปมก็ค่อยๆเฉลยแกะกันไปเรื่อยๆ    ภายนอกเพราะเป็นสาวญี่ปุ่นแท้ๆ อย่างแรกที่นึกถึงคือผมยาวตรงให้เหมือนตุ๊กตา ฮิเมะคัท ก๊ากกกก
 
ส่วนฮารุ ให้ความรู้สึกแบบฤดูใบไม้ผลิหน้าม่อ...  หมอที่ย้อมผมสีทองนี่คงหายาก OTL" ความรู้สึกมันค่อนไปทางโฮสมากกว่า 
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 350 ท่าน