Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
Blackmail ต้นเหตุรัก แผนร้ายกับยัยประหลาด Update Episode 12 Nymphomania กับความจริง [ไรเตอร์สำนึกผิดแล้วที่หายหัวไป TT^TT 40% แรกค้าบ... ]
kyo
Blackmail Episode 6 เซอร์ไพรส์ Upload 100%
7
19/06/2554 17:30:13
1750
เนื้อเรื่อง


                “โบว์
!!! เรนโบว์!!!

                ฉันสะดุ้งตื่นจากเสียงเรียกของใครบางคนนอกห้องนอน พร้อมๆ กับเสียงเคาะประตูสามสี่ครั้ง ฉันลุกจากเตียงอย่างงัวเงียก่อนจะเดินไปปลดล็อคประตูห้องแล้วกลับมาขดตัวนอนใต้ผ้านวมหนาอย่างเดิม

                ตื่นได้แล้ว~  ยัยขี้เซา”

                เสียงระรื่นของแซมเรียกฉันพลางทิ้งน้ำหนักตัวลงข้างๆ ตัวฉัน เขาเอามือขยี้หัวฉันน้อยๆ เป็นการกลั่นแกล้งให้ฉันรำคาญเล่น ฉันก็ได้แต่เลื่อนตัว มุดหัวเข้าไปใต้ผ้านวมหนีจากการรังแก แต่ยิ่งหนี เขาก็ยิ่งแกล้งหนักขึ้นจนในที่สุดฉันก็ต้องจำใจตื่น

                “ในที่สุดก็ตื่นนะ”

                “แหงล่ะ เธอแกล้งฉันนี่ คนใจบาป”

             ฉันเบ้หน้าใส่เขาน้อยๆ อย่างไม่พอใจ ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ดูจะไม่รู้สึกรู้สาอะไร กลับหัวเราะอย่างพอใจแล้วเอามือมาขยีหัวฉันเล่นอีกครั้

                “อย่างอลน้า~ ก็ถ้าไม่ปลุก ฉันคงจะต้องไปเอาเสื้อผ้าที่โรงแรมคนเดียวน่ะสิ

                เขาพูดพลางยื่นนาฬิกาที่ข้อมือของเขาเข้ามาใกล้ เข็มนาฬิกาบอกว่าตอนนี้เกือบบ่าย 3 แล้ว

                “แล้วอาหารเย็นล่ะ

                “ลุงอินทร์กับป้านิ่มพึ่งจะพากันขับรถออกไปซื้อเมื่อกี้เอง

                แซมพูดพลางฉุดฉันขึ้นจากเตียง ก่อนจะดึงฉันไปยังห้องน้ำพร้อมทั้งดึกผ้าขนหนูจากในตู้มาด้วย

                “แล้วลุงกับป้าไม่ต้องกลับบ้านรึไงน่ะ กว่าจะซื้อทำอาหารเย็นเสร็จก็คงจะเย็น”

                “เห็นว่าหลานแกกลับต่างจังหวัดไปแล้ว”

                “ดีจริงๆ เลย ฉันจะได้เลิกหาข้าวกินเองซักที”

                ฉันว่าพลางเปิดก๊อกน้ำจากอ่างล้างหน้า น้ำเย็นเฉียบทำให้ฉันตื่นอย่างไม่ต้องสงสัย ก่อนจะหันไปรับผ้าขนหนูสีขาวมาซับหน้า และพาดมันไว้ที่ราวในห้องน้ำ

                ฉันจัดการผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องตามชายร่างสูงลงไปยังชั้นล่าง ผ่านห้องรับแขกส่วนแรกของบ้านออกมายังภายนอก แซมหยิบกุญแจในกระเป๋ากางเกงออกมาไขล็อคบ้านก่อนจะตรงไปที่รถสปอร์ตสีเทาคาร์บอน

                “ขอขับได้อะป่าว”

                ฉันยื่นหน้าทำตาปริบๆ ใส่ชายผู้เป็นเจ้าของ Porsche ขออนุญาตขับรถดูดีมีเสน่ห์คันนี้

T Siam grand palace ไปถูกรึเปล่า

“ไม่ถูก”

“งั้นเอาไว้ขากลับ ฉันจะให้เธอขับ” ฉันทำหน้าเบ้น้อยๆ ก่อนที่เขาจะจูงมือฉันมายังประตูอีกฝั่งของคนขับ “ฉะนั้น ตอนนี้ เธอแค่นั่งทำหน้าสวยๆ ก็พอ”

                รอยยิ้มของเขาทำให้ฉันต้องยอมที่จะเข้าไปนั่งในที่ข้างคนขับแต่โดยดี มือของเขาที่สัมผัสใบหน้าฉันน้อยๆ ทำให้ใจสั่นวูบวาบอย่างประหลาด ฉันเผลอสบตาเขาอยู่เนิ่นนาน แววตาของเขาสะท้อนตัวฉันที่ยังคงจ้องมองเขาอยู่ จนกระทั่ง เขาเอง ที่ละสายตาออกไปก่อน

                เขาเดินอ้อมเข้ามานั่งในที่ของคนขับ สตาร์ทเครื่องก่อนจะเปิดเพลงเบาๆ ฉันกดรีโมตเปิดประตูรั้วอิตาลีให้เขาก่อนที่รถสปอร์ตสีเทาคาร์บอนจะเคลื่อนออกไปอย่างช้าๆ

 

Sam’s Part

การกลับมาไทยครั้งนี้ ผมมีเป้าหมายและความรับผิดชอบ ครอบครัวของผมทำธุรกิจการโรงแรมตั้งแต่ผมยังไม่เกิด โรงแรมแห่งแรกที่พ่อกับแม่ของผมช่วยกันฟูมฟักขึ้นมา คือ T Siam grand palace  โรงแรมที่อยู่ในทำเลที่ดีและสวยที่สุดในกรุงเทพฯ พ่อของผมทำการขยายสาขากว่า 30 ปี มีสาขาทั่วโลกตอนนี้กว่า 35 สาขา และตอนนี้ท่านมอบหมายให้ผมดูแลโรงแรมในเครื่อ T Siam grand palace ในประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ขยายสาขาได้แล้วถึง 4 สาขา คื

T Siam grand palace  ที่กรุงเทพฯ

PYT Siam grand palace ที่พัทยา

CMT Siam grand palace  ที่เชียงใหม่ และ

CRT Siam grand palace ที่นครราชสีมา

ผมเข้าเรียนใน  BC มหาวิทยาลัยชื่อดังทางด้านบริหารและการจัดการโครงสร้างองค์กร เพื่อเป็นตัวช่วยในการทำงานของผม และอีกเป้าหมายสำคัญที่ทำให้ผมกลับมาที่นี่

ผมมาตามหาผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่เป็นรักแรกของผม ผมใช้เวลาเกือบปี หลังจากที่กลับมาไทยในการตามหาเธอ สิ่งสำคัญที่ผมได้มามีแค่ภาพถ่ายกับประวัติเล็กน้อยที่ไม่สำคัญอะไรเท่าไหร่ ผมตามหาเธอจากเพื่อนเก่า แต่ก็ไม่ได้อะไรมากไปกว่าคำบอกเล่าที่ช่วยอะไรผมไม่ค่อยได้เลยอีกเช่นกัน และที่แย่กว่านั้น คือผมไม่ได้มีเวลา 24 ชั่วโมงในแต่ละวันในการค้นหาเธอ ผมยังคงต้องรับผิดชอบงาน ดูแลบริหารโรงแรมทั้ง 4 สาขานี้ด้วย การตามหาเธอจึงยืดเยื้อออกไปจนกระทั่งผมจบปี 1 แล้ว ยังไม่ได้อะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลยนอกจากภาพถ่ายที่ผมเก็บมันไว้ในกระเป๋าสตางค์ แต่มันไม่สำคัญอะไรแล้ว เพราะโชคเข้าข้างหรืออะไรก็ช่าง ทำให้ผมพบเธอโดยบังเอิญ ทำให้เราได้เจอกัน ได้คุยกันและ ทำให้เธอได้มานั่งอยู่ข้างๆ ผมในรถของผมตอนนี้

ตั้งแต่ขับรถออกจากบ้าน ผมกับเธอยังไม่ได้พูดกันซักคำ สายตาที่เธอมองผมเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ทำเอาผมแทบหายใจไม่ออก กลิ่นน้ำหอมจากตัวเธอ ชวนให้อยากสัมผัสให้หายคิดถึง หลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีวันไหนเลยที่ผมไม่คิดถึงผู้หญิงคนนี้

                “นี่!!! อิตาบ้า” เธอหยิกแขนผมแรงๆ ก่อนจะเรียกผมดังๆ

“หยิกฉันทำไมเนี่ยเฟิฬ

“ก็นายน่ะเป็นอะไรฮะ มองฉันที มองถนนที ฉันเรียกจนหลอดเสียงจะพังอยู่แล้วยังไม่รู้ตัวอีก  มัวแต่คิดอะไรอยู่รึไงน่ะ

“มาเป็นชุดเลยนะ เก็บกดอะไรอยู่รึไง

“เปล่าซะหน่อย ฉันก็แค่เห็นนายเงียบๆ เลยว่าเป็นอะไรรึเปล่า”

“เป็นห่วงฉันรึไง”

“แหงล่ะ”

แม้แต่คำตอบเรียบง่ายของเธอ ยังทำให้ผมตื่นเต้นได้มากขนาดนี้เลย ผมจึงจำเป็นต้องตัดบท อย่างน้อยก็ให้ใจผมเต้นเบาลงกว่านี้หน่อย

“พรุ่งนี้อยากไปไหนเป็นพิเศษรึเปล่า”

“ดรีมเวิลด์”

ใบหน้ายิ้มน่าหลงใหลมองมาทางผม เธอดีใจที่จะได้ไปเที่ยวอย่างไม่ต้องสงสัย

“จะไม่คิดก่อนรึไง ตอบไวขนาดนั้น”

“ฉันคิดมาเป็นปีแล้วย่ะ แต่ไม่ได้ไปซักที”

“งั้นก็ไปดรีมเวิลด์”

“แต่ต้องกลับบ้านก่อน 4 โมงเย็นนะ ฉันต้องไปรับบอยที่สนามบิน

บอย ผู้ชายคนนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้อยู่ในความทรงจำของผมมากนัก แต่การที่เขาสนิทกับเฟิฬมากเกินไปมันคงทำให้ผมเข้าใกล้เฟิฬได้ยากขึ้น อนาคต หมอนี่ต้องเป็ยหนามยอกอกของผมแน่นอน

“งั้นเดี๋ยวฉันพาไปเอง”

“ไม่เป็นไร นายอยู่บ้านกับพ่อแม่แหล่ะ เดี๋ยวฉันไปรับแล้วก็กลับเลย”

เธอปฏิเสธที่จะให้ผมไปด้วยอย่างนี้ ยิ่งทำให้ผมสงสัยเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองจริงๆ เลย บ้านที่อยู่ติดกัน เรียนด้วยกันมาตลอด ภาพถ่ายที่ดูสนิทกันขนาดนั้น ผมจะหมดหวังเรื่องรักแรกของผมตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นเลยรึเปล่านะ

จะว่าไปแล้ว 7 ปีที่ผ่านมานี้ ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลย เธอเป็นอยู่ยังไง ใช้ชีวิตแบบไหน เพื่อนในกลุ่มเป็นยังไง หรือแม้แต่ คนพิเศษของเธอน่ะ มีรึเปล่า

ตลอดเส้นทางกว่าชั่วโมงครึ่ง ผมค่อนข้างจะสังเกตเธอเงียบๆ มากกว่าคุยกับเธอซะอีก เธอก็ไม่ได้พูดอะไรมาก นอกจากมองออกไปยังนอกกระจก ผมอยากจะถามเธอเหลือเกินว่าที่นั่งเงียบแบบนั้น เธอกำลังคิดถึงใครอยู่รึเปล่า

แต่ก็...ใครจะกล้าถามล่ะครับ

 

Fern’s Part

                อย่ามองมาที่ฉันนักได้มั้ยเนี่ย ใจฉันมันจะทักลักออกมาเต้นเริงระบำนอกอกอยู่แล้วนะ -_-^

                กว่าชั่วโมงครึ่ง ที่เขามองถนนข้างหน้าสลับกับมองมาที่หน้าของฉัน เราพูดคุยกันน้อยลง หลังจากที่ใจฉันเต้นแรงเมื่อดันเผลอไปสบตาเขาเข้าเต็มๆ เขาเองก็ใช่ว่าจะปกติ เหม่อลอยเหมือนคนครุ่นคิดอะไรซักอย่างอยู่ จนกระทั่ง รถสปอร์ตสีเทาคาร์บอน เข้าจอดเทียบมุกขนาดใหญ่หน้าโรงแรม พนักงานเปิดประตูรถให้ฉัน ก่อนที่ฉันจะก้าวลงจากรถ แซมที่ออกมาจากรถแล้ว ยื่นกุญแจรถส่งให้พนักงานที่ดูคุ้นเคยกับเขาดี

                ฉันเดินเข้าไปภายในโรงแรมที่รูปแบบเดียวกันกับ PYT Siam โรงแรมในเครือที่พัทยา โถงล็อบบี้ใหญ่โตและสวยงามสุดจะบรรยาย ผนังทำจากไม้สักทองแกะสลักลวดลายที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยเป็นที่สุด ภาพวาดสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของไทย ถูกเขียนไว้บนเพดานโถงล็อบบี้อย่างสวยงาม เก้าอี้ไม้สักทองสลักดีไซน์ทันสมัยพร้อมเบาะนวมหนาที่ทำจากไหมไทย ถูกตั้งเป็นชุดกว่า 20 ชุด โซฟาไหมไทยตัวยาว ตั้งติดผนัง ใกล้ๆ กับเปียโนสีดำสนิทตัดกับตัวหนังสือสีทอง  STEINWAY & SONS  ถ้าฉันจำไม่ผิดน่าจะเป็น เปียโนคอนเสิร์ตแกรนด์ โมเดล D ถูกตั้งอยู่บนพื้นไม้สักทองยกสูงกว่า 40 เซ็นฯ  บันไดแบบ ceremonial จากไม้สักทองทอดตัวขึ้นไปยังชั้นสอง พนักงานหญิงในชุดไทยเรือนต้น สไบตีเกล็ดสีครีม พนักงานชายในชุดราชปแตนสีขาวสไบปักมุกข์กับโจงกระเบนน้ำเงิน กำลังดูแลแขกของโรงแรมตามพื้นที่ต่างๆ

                ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนที่เดินนำฉันไปหยุดอยู่ที่หน้าเคาร์เตอร์ พนักงานหญิงหน้าตาดีพูดคุยอะไรบางอย่างกับเขา ก่อนที่เขาจะหันมาหาฉัน ดึงมือฉันไปยังลิฟท์แก้วที่อยู่ด้านหลังของบันได ceremonial 1 ใน 3 ของลิฟท์เบื้องหน้าเปิดออก เขาพาฉันเข้าไปในลิฟท์ กดตัว S ที่แผงปุ่มกดก่อนที่ประตูลิฟท์จะค่อยๆ ปิดลง

                ไม่นานจนเกินไป ประตูลิฟก็เปิดออก ฉันเดินตามชายร่างสูงไปตามโถงทางเดินกว้าง ผ่านประตูห้องไม้บานคู่หลายห้อง ซึ่งนำเราทั้งสองไปสู่ประตูห้องริมสุด แซมแนบคีการ์ดเข้าก็แท่นเสาข้างๆ ประตูไม้สัก ก่อนสัญญาณไฟสีแดงเล็กๆ ที่แท่นเสาจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว เขาผลักประตูไม้บานคู่เข้าไปภายในห้อง (แปลกดี ห้องอะไรไม่มีลูกบิด ไม่มีกลอน ไม่มีอะไรนอกจากคีย์การ์ดกับสัญญาณไฟเขียวไฟแดง) ถอดรองเท้า ก่อนจะเดินขึ้นมาให้พื้นที่ที่สูงกว่าที่วางรองเท้ากว่า 20 เซ็นฯ สัมผัสพรมขนฟูสีเทานุ่มนิ่ม

                “นี่มันอะไรเนี่ย”

                ฉันตั้งคำถาม น้ำเสียงตกใจเล็ก ทำให้เขาเลื่อนสายตาจากคีย์การ์ดที่เขาถือแนบกับแท่นเสาด้านในห้องมาทางฉัน ฉันยอมย้ายจากบ้านมาอยู่ที่ห้องนี้ได้เลย พระเจ้า ( ? o ? )  เอาแค่เบื้องหน้านี่ก็พอที่ฉันจะบรรยายให้ฟัง ทีวีฝังเข้าไปในผนังใหญ่กว่า 60 นิ้ว ถ้าเพิ่มขนาดอีกหน่อย คงจะเท่าโรงหนังแล้วมั้ง (เว่อร์ไป) บวกกับโฮมเธียเตอร์ครบชุด โซฟาสีเทาขนาดใหญ่เบื้องหน้าที่ทำจากอะไรฉันไม่รู้หรอกนะ รู้แต่ว่ามันทั้งนิ่มทั้งสบาย ฉันยอมแลกเตียงที่บ้านกับโซฟานี่เลยก็ได้ (นี่ก็เว่อร์อีก) พื้นห้องปูด้วยพรมขนฟูสีเทาเต็มพื้นที่ ที่พร้อมจะลงไปกลิ้งเกลือกด้วยความสุนทรีย์ในทุกเวลา แล้วไหนจะตู้หนังสือใหญ่ยักษ์ที่มีหนังสือหลากหลายชาติพันธุ์ แท่นวาง DVD ที่มีการอัพเดตหนังอยู่เสมอ สูงท่วมหัวฉันซะอีก นี่เป็นเพียงในส่วนของห้องนั่งเล่นเท่านั้นนะ มองไปทางขวา มองไปทางซ้าย แล้วก็มีซ้ายเข้าไปอีก จะใหญ่โตมโหฬารเกินห้องสายพันธุ์โรงแรมทั่วไปมั้ยเนี่ย~

                “ชอบรึไง”

                แซมถามขณะเดินตามฉันเข้ามาให้ห้องกินข้าว ส่วนที่สองที่ฉันสำรวจต่อจากห้องนั่งเล่น ที่ที่ฉันพึ่งมอบใจไปให้หยกๆ

                “ชอบน่ะสิ แต่ห้องนี้มันดูไม่ค่อยเข้ากับล็อบบี้ที่โรงแรมเท่าไหร่เลย ส่วนนั้นออกจะเน้นความเป็นไทยไปซะมาก แต่ห้องนายนี่ค่อยข้างจะเน้นความทันสมัย

                “โรงแรมฉันเน้นลูกค้าหลายประเภท บางคนเขามาที่นี่เพราะชอบความเป็นไทย แต่บางคนก็มาที่นี่เพราะมีสิ่งที่แตกต่างจากโรงแรมอื่น ทันสมัย สะดวกสบาย แต่ไม่เหมือนกับอยู่บ้าน”

                “หืม.. ไม่เหมือนอยู่บ้านงั้นหรอ

                “ใช่ โรงแรมส่วนใหญ่มักดูแลลูกค้าด้วยการบอกว่า จะดูแลให้สบายเหมือนกับอยู่บ้าน คงชินกับคำว่าอยู่ที่ไหนไม่สุขใจเท่าบ้านเราน่ะ”

                เขาพูดโปรยยิ้มมีเสน่ห์มาให้ก่อนจะพาฉันเข้าไปในห้องครัว ห้องถัดไปจากห้องกินข้าว

                “มันก็จริงไม่ใช่หรอ

                “มันก็จริงนั่นแหล่ะ แต่ถ้าอยู่โรงแรมเหมือนอยู่บ้าน จะมาเสียเงินนอนโรงแรมทำไมล่ะ แต่เพราะโรงแรมฉันแตกต่างไง ลูกค้าถึงได้มาที่นี่  ลูกค้าทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในห้องระดับไหน ทุกคนคือเจ้าหญิงเจ้าชายของที่นี่ เราดูแลทุกคนเหนือกว่าคำว่าสะดวกสบายที่หาได้ตามบ้าน หรือโรงแรมทั่วไป”

                “ฉันพอจะเข้าใจดูจากห้องที่นายอยู่นี่แล้ว ทรมานใจฉันมาก”

                “ฉันก็เคยทรมานใจกับห้องนี่เหมือนกัน ก่อนที่จะชินกันมันไปซะแล้วล่ะ”

                ฉันออกจากการสำรวจหัวครัวเดินผ่านประตูไปห้องสุดท้าย ห้องออกกำลังกาย เครื่องออกกำลังกาย กว่า 7 ชนิด ฉันสไลด์ประตูกระจกออกมายังภายนอกห้อง ต้นไม้ขนาดใหญ่ปลูกเป็นแถวกว่าสิบต้นให้ร่มเต็มพื้นที่ สระว่ายน้ำทอดยาวไปยังอีกฝั่ง ฉันเดินตามเขาไป ก่อนจะหยุดอยู่หน้ากระจกบานสไลด์ใหญ่ เขาใช้คีย์การ์ดอันเดิมแนบไปกับแท่นเสาข้างๆ นั่น ก่อนที่ไฟบนเสาจะเปลี่ยนสี เขาสไลด์ประตูเปิดออก จัดการปัดผ้าม่านยาวหนาไปด้านข้าง เผยให้เห็นห้องนอนใหญ่โต

                ห้องโทนสีเทาดำ สีที่ฉันชอบอยู่แล้ว มันยิ่งทำให้ฉันปลื้มที่นี่เข้าไปใหญ่ ฉันพึ่งสังเกตว่าทุกทางเข้าออกแต่ละห้องจะมีแท่นเสานี่ขึ้นมา ฉันแย่งคีย์การ์ดในมือชายตัวสูงมาดู แค่การ์ดใบเดียวนี่ใช้ได้ทั้งบ้าน ระบบรักษาความปลอดภัยนี่สุดยอดจริงๆ

                “แล้วอย่างเวลาจะเข้าจะออกห้องไหน ไม่ต้องใช้การ์ดนี่ตลอดเลยหรอ”

                “แล้วตอนเธอเดินสำรวจเข้าห้องกินข้าวคนเดียวต้องใช้การ์ดมั้ยล่ะ”

                “นั่นสิ ประตูทางเข้าห้องกินข้าวมันไม่มีนี่นา แล้วจะมีแท่นเสานั่นตรงทางเข้าห้องกินข้าวทำไมกัน”

                “ก็เอาไว้ล็อคกับปลดล็อคไง”

                “ไม่มีประตูแล้วจะล็อคอะไร”

                ฉันส่งสายตาส่งสัย กับคิ้วที่ผูกกันเป็นโบว์ไปให้เขา ก่อนที่เขาจะดึงมือฉันมายืนอยู่ที่แท่นเสาที่ตั้งติดกำแพงระหว่างห้องนอนกับห้องนั่งเล่น

                “ลองดูสิ”

                ฉันมองหน้าเขาทีนึงก่อนจะแนบคีย์การ์ดไปบนแท่นนั้น จากไฟที่เป็นสีเขียว เปลี่ยนเป็นสีแดง ประตูไม้สักทองที่ก่อนหน้านี้ไม่มี ก็เลื่อนออกมาจากกำแพงปิดแนบสนิท

                Prefect!!!!  ( ? o ? )

                “ที่นี่ค่าห้องต่อคืนเท่าไหร่”

                ฉันถามพลางแนบการ์ดลงที่แท่นเสานั่นอีกครั้ง ประตูไม้หายไปในบัดดล

                “ห้อง deluxe ก็..”

                ปากก็พูด มือก็ทำการเลือกเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ ฉันก็ได้แต่นั่งมองและตั้งคำถามใส่เขาต่อไป

                “ไม่ๆ ฉันหมายถึงห้องนี้”

                ฉันอยากรู้จริงๆ นะว่า ห้องสวีทใหญ่โต ที่มีทั้งห้องนั่งเล่น ห้องกินข้าว ห้องครัว ห้องออกกำลังกาย ห้องนอน ห้องน้ำที่มีอ่างจากุซซี่ กับห้องน้ำภายนอกอีก 2 ห้อง แถมสระว่ายน้ำภายนอก ที่นั่งชมวิวจากตึกสูงถึง 40 กว่าชั้น มันจะราคาคืนละเท่าไหร่

                “แกรนด์สวีท ห้องนอนเดียว... สำหรับคนไทยแปดหมื่น คนต่างชาติ แสนสอง”

                โอยยย~ พระเจ้า ลูกจะเป็นลม ขอถอนคำพูดที่จะย้ายมาอยู่ที่นี่ ลูกขอกลับไปนอนเตียงเดิมของลูกดีกว่าค่ะ ??

                “แล้วเมื่อกี้บอกว่าห้องนอนเดียว แสดงว่ายังมีที่ใหญ่กว่านี้อีกหรอเนี่ย~”
            ใหญ่กว่านี้ ก็ต้องแพงกว่านี้~ โรงแรมนี้สุดๆ ไปเลย

                “อืม”

                ตอบอย่างสบายอารมณ์มากเลยนะ เออลืมไป นี่มันโรงแรมอิตานี่เองนิ่ จะอยู่เป็นชาติก็ไม่ต้องเสียซักบาท

                “...”

                “ชั้นบนสุดนี่มี 6 ห้องน่ะ ห้องฉันเล็กสุดแล้ว ส่วนห้องอื่นก็มีห้องนอน สองกับสามห้องนอนน่ะ”

                “แล้วห้องถัดจากนี้ลงไปล่ะ”

                “ก็เป็นสวีท หนึ่งห้องนอน หรือสองห้องนอน ไม่มีสระว่ายน้ำ หรือไม่ก็ไม่มีห้องออกกำลังกาย ห้องครัวกับห้องกินข้าวอาจรวมเป็นห้องเดียว แต่ระบบคีย์การ์ดยังเหมือนเดิม”

                “สุดยอดมาก”

                “นี่แหล่ะ ลูกค้าชอบอะไรที่แตกต่าง นี่แค่ส่วนเล็กๆ ในห้องของฉัน แบบไทยทันสมัย  ห้องอื่นๆ ก็ตกแต่งแตกต่างออกไป ความเป็นอยู่ของไทยในแต่ละภาคแต่ละยุค คือแรงบันดาลใจของพ่อกับแม่ในการทำ T Siam

                เขาเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเสร็จเรียบร้อย ภายนอกหน้าต่างนั่นตะวันเริ่มทอแสงสีทองแล้ว เขาลากกระเป๋า 2 ใบใหญ่ๆ ออกจากห้องนอน ตรวจเช็คความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนจะใช้คีย์การ์ดแนบที่แท่นเสาข้างประตู เขาผลักประตูออกทำการลากกระเป๋าสองใบส่งให้พนักงานชายที่มายืนรอที่หน้าห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

                พนักงานรับกระเป๋าจากแซมขึ้นมาไว้บนรถเข็นกระเป๋าขนาดใหญ่อย่างเบามือ ก่อนจะเดินนำไปที่ลิฟท์แก้ว ทันทีที่ฉันและแซมเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าลิฟท์ ประตูลิฟท์ก็เปิดออกทันที

 

                “เธอนี่ท่าจะเพี้ยนนะ นั่งยิ้มคนเดียวก็เป็นด้วย”

                ชายที่นั่งข้างๆ พูดขึ้นลอยๆ ฉันหันไปยิ้มให้เค้าน้อยๆ ก่อนจะกลับมามองถนนเหมือนเดิม

                “รถนายนี่ ฉันขอเถอะนะ”

                “โอ้โห เดี๋ยวนี้เค้าขอรถกันง่ายๆ แบบนี้เลยหรอ”

                “ใช่แล้ว แล้วฉันก็รู้ว่านายต้องให้”

                “เอามะเหงกไปก่อนละกันยัยเพี้ยน”

                โป๊ก!!  ????

                โหยย อิตาบ้านี่ พูดจริง ทำจริง กลางหัวฉันดังโป๊กเลย

                “นี่! ฉันขอรถนะ ไม่ได้ขอมะเหงก เชอะ! ขี้งก บ้านก็รวยขอรถคันเดียวก็ไม่ได้

                “งั้นเอาไป เอารถเธอมาให้ฉันใช้ด้วย ฉันอยู่ไม่ได้นะถ้าไม่มีรถใช้

                “กรี๊ดด ขอบคุณน้า~ เดี๋ยวถ้านายซื้อบ้านได้แล้วฉันจะคืนให้”

แน่ะๆ ฉันแอบเห็นสายตาเอือมระอานั่นนะ แต่ไม่สนหรอก เป้าประสงค์ฉันสำเร็จแล้ว นั่นก็คือ  Porsche Panamera 4 ประตู สีเทาคาร์บอน แม็กส์สีดำ

                วะว้าวววว ~ ถูกใจ ~(???)~

                “ไม่เป็นไร แต่เธอน่ะ จะขับรถเร็วไปแล้วนะ”

                120 เองนะ”

                “อะไรของเธอ 120 ในเมืองที่รถเยอะแบบนี้เนี่ยนะ”

                “ก็...”

                “เธอจะขับดีๆ มั้ย”

                อย่าพูดแทรกด้วยโทนเสียงแบบนั่นจิ่ หนูไม่ได้จะขัดคำสั่งซะหน่อย

                ฉันทำหน้าสลดใส่ชายที่นั่งข้างๆ นิดหน่อยก่อนจะลดความเร็วลงเหลือ 90 ความเร็วที่สมควรขับตั้งแต่แรก (_ _?)

เขาทำท่าจะบ่นฉันต่อ แต่...

                  When you're gone  The pieces of my heart are missing you When you're gone The face I came to know is missing too...

โทรศัพท์ฉันที่วางอยู่ในช่องวางแก้วกลับดังขึ้นขัดซะก่อน  แซมที่นั่งข้างๆ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูชื่อบนหน้าจอก่อนจะยื่นมาให้

“แม่เธอโทรมา”

ฉันรับโทรศัพท์จากเขา ในขณะที่ตายังคงมองตรงไปยังถนน ขับรถด้วยความเร็วเฉลี่ย 90 กิโลเมตรต่อชม.เหมือนเดิ

“ค่ะแม่”

(คุณลูกสาว อยู่ไหนคะคุณลูก คุณพ่อคุณแม่กลับมาบ้าน แต่ไม่มีใครอยู่ต้อนรับซักคนเดียว)

ยิ่งแก่ยิ่งขี้น้อยใจนะเนี่ยแม่ฉ้าน~

“ลูกกำลังกลับบ้านแล้วค่ะแม่

(แล้วคุณลูกออกไปไหนล่ะเนี่ย ตัวดำยังนอนนิ่งอยู่ในโรงรถอยู่เลย)

(___-) ตัวดำ นั่นชื่อ Accord  Coupe HFS เคลือบดำด้านของฉันเองล่ะค่ะ

“เอ่อ... เดี๋ยวเอาไว้ถึงบ้าน แล้วคุณแม่ก็จะรู้เองล่ะค่ะ ฮิๆ”

(คุณลูกสาวจะมีเซอร์ไพรส์หรอเนี่ย งั้นก็กลับมาเร็วๆ นะคุณลูก)

พูดจบ ตัดบท วางสาย แล้วเสียงลัลล้าขนาดนั้น  เป็นสัญญาณที่ดีว่า แม่กำลังอารมณ์ดีมากๆ

ฉันส่งโทรศัพท์ที่ผู้เป็นแม่ตัดสายไปแล้วกลับไปให้ผู้ชายที่นั่งข้างๆ เขาเอาโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่นนิดหน่อยก่อนจะวางมันกลับเข้าไปในช่องวางแก้วเช่นเดิม

  When you're gone  The pieces of my heart are missing you When you're gone The face I came to know is missing too...

แต่เพียงไม่ถึงนาทีโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง แซมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูที่จอทัชสกีนก่อน เขารั้งรอที่จะส่งมือถือมาให้  ฉันจึงดึงมันมาจากมือของเขา เบอร์โทรศัพท์เรียงสวยที่ไม่คุ้นเคย ทำให้ฉันชั่งใจก่อนที่จะกดรับสาย

“สวัสดีค่ะ

(นี่ยัยตัวแสบ เธออยู่ที่ไหน)

แว๊กกก!!! มันมาอีกแล้วว~ มันมากับความหลอน \("???)/

เสียงของชายที่ทำฉันจิตแตกหลายวันมานี้ ดังขึ้นทะลวงเส้นประสาทอันแสนบอบบางของฉัน ไม่อยากได้ยินเสียงนี้เลย o(???)o 

(เงียบอีกนะ คิดถึงฉันจนพูดไม่ออกเลยหรอที่รัก)

“...”

(ถ้าเธอยังเงียบแบบนี้อีกล่ะก็ พรุ่งนี้คลิปเธอว่อนเน็ตแน่)

กรี๊ดดด!!!! อิตาดารานรกเลวนั่น มันแบล็กเมลล์ฉันอีกแล้ว ~

“อย่าทำนะไอ้บ้า”

(พูดได้แล้วหรอฮะยัยตัวแสบ)

“มีอะไรก็พูดมา ฉันขับรถอยู่”

ฉันพูดพลางเปิดไฟเลี้ยวจอดรถที่ข้างทาง ขับรถตอนคุยกับพวกงี่เง่าโรคจิตแบบอิตานั่นแล้ว ฉันไม่มีสมองไปคิดเรื่องขับรถหรอก เกิดโมโหอิตานรกบ้ากามนั่นขึ้นมาแล้วเผลอเหยียบคันเร่งชนท้ายรถคันหน้าขึ้นมาฉันก็ซวยน่ะสิ

(จริงหรอที่ว่าขับรถน่ะ ไม่ใช่ว่าอยู่ที่บ้าน แต่ไม่อยากจะเจอฉันหรอกนะ)

“ถ้าโทรมาแค่นี้ฉันวางล่ะนะ”

(ถ้ากล้าวางก็ลองดูสิ)

“จะทำไม”

ฉันหงุดหงิดใส่โทรศัพท์ ในขณะที่ชายที่นั่งข้างๆ เดินลงจากรถก่อนเดินอ้อมมาตรงประตูฝั่งคนขับ เขาเปิดมันออกแล้วโบกมือไล่ฉันให้ไปนั่งในที่ที่เขาลุกมา ฉันก็ได้แต่ปีนป่ายข้ามที่วางแก้วกับคอนโซลเกียร์ไปยังที่นั่งข้างคนขับแทน

ชายตาสีเทาขึ้นมาในที่นั่งคนขับ คาดเข็มขัดนิรภัยก่อนจะส่งสายตาสงสัยมาทางฉัน เขาบึ่งรถกลับบ้าน ขับรถอย่างพวกวัยรุ่นใจร้อน หัวฉันเกือบทิ่มคอนโซลหน้าทุกครั้งที่เขาเหยียบเบรก

ฉันว่า... เขาต้องตั้งใจที่จะแกล้งฉันแน่นอน  (..)

""""""""""""""""""""""""""""""""""""" Up"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ฉันยังคงคุยโทรศัพท์กับอิตางี่เง่านั่นอยู่ เรื่องหลักๆ ที่อิตานั่นคุยกับฉันก็คือ พยายามจะสอดรู้สอดเห็นว่าฉันกำลังทำอะไรที่ไหนอยู่กับใคร และไม่ได้อยู่บ้านแน่ๆ ใช่มั้ย จนฉันเริ่มลำคาญ พอจะวาง อิตาบ้านั่นก็ขู่ว่าจะเอารูปฉันไปร่อนในเน็

นี่  ฉันจะวางแล้วนะ ขี้เกียจทะเลาะด้วยแล้ว

             (จะวางอะไรตอนนี้)

             “นี่นาย จะครึ่งชั่วโมงแล้วนะที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองปัญญาอ่อนมากแค่ไหนที่ต้องคอยบอกนายซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าฉันไม่ได้อยู่บ้านจริงๆ

                (งั้นเดี๋ยวฉันจะโทรไปใหม่ รับโทรศัพท์ฉันด้วย เข้าใจรึเปล่า)

                เสียงออกคำสั่งแบบนั้น  กลายเป็นพ่อฉันไปแล้วเรอะ ( ???)        

                “ฉันมีทางเลือกมั้ยล่ะ

                (พูดให้ง่ายๆ แบบนี้ให้ได้ตลอดล่ะ)

                ติ๊ด...

                ( ? ? ? )  เออดี  นึกจะโทรก็โทร นึกจะวางก็วา

                ฉันถอนหายใจใส่โทรศัพท์ ก่อนจะหย่อนมันกลับลงไปในช่องวางแก้

                นั่น... ผู้ชายที่ไหนโทรมา

                ทันทีที่ฉันวางมือถือกลับเข้าไปในชั้นวางแก้ว แซมที่นั่งเงียบมากว่าครึ่งชั่วโมงก็ถามขึ้น ขณะที่ฉันกำลังกดรีโมตเปิดรั้วเหล็กอิตาลีออก รถสปอร์ตสีเทาคาร์บอนค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปข้างในและชายที่เป็นคนขับกำลังรอคำตอบจากฉันอยู่

                “เขาก็แค่...

                ฉันกำลังอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับอิตานรกนั่นให้แซมฟัง แต่สายตาก็ต้องสะดุดอยู่ที่หน้าโรงจอดรถ Lamborghini สีขาว จอดแน่นิ่งสนิท ไร้คนขับ ไร้ผู้เป็นเจ้าของในบริเวณที่สายตาฉันทอดถึ

                ตัวนำหายนะมาสู่ฉันแล้วว~

            “มีอะไรรึเปล่าเฟิฬ”

มีแน่เลยล่ะแซมเอ๋ยยย~

                ฉันไม่ได้ตอบคำถามของเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ  ได้แต่สงสายตาทอดถอนหายใจไปให้ ฉันเดินลงจากรถพร้อมกับเขา ฉันตั้งใจจะมาทำเซอร์ไพรส์พ่อกับแม่ แต่กลับมีคนมาทำเซอร์ไพรส์ฉันซะนี่ (???)

                ฉันเดินนำแซมเข้ามาหยุดอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน สิ่งที่ฉันจะเซอร์ไพร์พ่อกับแม่ ฉันยังคงจะทำอยู่ ฉันบอกให้เขารอที่หน้าประตู รอสัญญาณจากฉันแล้วค่อยเดินเข้าไ

  ฉันเดินเข้าไปภายในห้องรับแขกส่วนแรกของบ้าน ไม่มีวี่แววของอิตานรกนั่น มีเพียงพ่อกับแม่ที่กำลังง่วนกับการจัดการกับของที่ซื้อมาจากหลังดอยที่หันมาทางฉัน แม่ฉันเดินยิ้มหน้าตาชื่นบานมาทางฉัน ฉันยกมือไหว้ผู้เป็นพ่อกับแม่ พ่อที่ขยับแว่นตาน้อยๆ ส่งยิ้มมาให้ก่อนจะกลับไปหยิบดึงอะไรต่อมิอะไรในถุงใหญ่ขึ้นมาดู แม่ที่มาถึงตัวฉันดึงฉันที่ตัวสูงกว่าลงไปหอมแก้วฟอดใหญ่ ฉันเดินคล้องคอแม่แบบที่ทำเป็นประจำเดินเข้ามาหาผู้เป็นพ่

ไงลูก ไหนล่ะเซอร์ไพรส์

ทันทีที่วางกระเป๋าถือใบเล็กลงบนโซฟา ผู้เป็นพ่อก็ถามหาเซอร์ไพร์ของฉันทันที ฉันยิ้มให้พ่อนิดๆ ทำสายตาอย่างมีเลศนัยก่อนจะกดโทรศัพท์หาชายผู้ยืนรอสัญญาณอยู่ที่หน้าประตูบ้าน เพียงไม่กี่วินาทีแล้วตัดสายทิ้ง ฉันที่หันหลังให้ประตูทางเข้า รู้ได้ทันทีที่แซมเดินเข้ามาในบ้าน นั่นเพราะสายตาของพ่อที่เริ่มขยับแว่นตาอีกครั้งจดจ้องไปยังประตู แม่ทียืนนิ่งเริ่มขยับตัวเมื่อมีชายร่างสูงยืนอยู่ข้างๆฉั

ลูกแซม~

เสียงแม่บางเบาจนแทบไม่ได้ยิน แม่สัมผัสในหน้าชายที่ยืนอยู่ข้างฉันเบาๆ ก่อนจะโน้มใบหน้าเขาลงมาแล้วจรดจมูกลงบนแก้มขาวๆ ของเข

ขอโทษนะครับที่หายไปโดยที่ไม่ได้ลา

แซมที่รู้ความผิดของตัวเองดีกล่าวขอโทษพ่อกับแม่ ก่อนที่พ่อที่ยืนนิ่งมานานถอดแว่นเก็บใส่กล่อง แล้วเดินมาคล้องคอแซ

กลับมาก็ดีแล้วลูก งั้นคืนนี้พ่อก็มีเพื่อนดริ๊งเพิ่มขึ้นอีกคนแล้วล่ะสิ

เพิ่มขึ้นอีกคนหรอ ... (?_??)

มีเพื่อนผู้ชายหน้าตาดีแบบนี้ก็ไม่บอกนะเราน่ะ เอะหรือว่าจะไม่ใช่เพื่อน

เสียงแม่ขัดความคิดฉัน ขัดสีหน้ารื่นเริงของแซมเป็นที่สุด แซมหันหน้ามาทางฉันก่อนจะส่งสายตากล่าวโทษมาให้

ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังน้า ~ แค่บอกไม่ทันเท่านั้นเอง -_-^

ฉันยิ้มให้แม่อย่างเสียไม่ได้ ก่อนเดินตามผู้เป็นพ่อที่กอดคอแซมเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน โถงกลางที่เคยมีแต่โซฟาตัวใหญ่กับขาตั้งกีต้าว่างเปล่า ตอนนี้มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบของแซมตั้งอยู่ ลุงอินทร์คงจะไปเอาขึ้นมาแล้ว เดี๋ยวลุงแกคงจะเอาไปเก็บไว้ในห้องให้

ฉันละสายตาจากกระเป๋าใบใหญ่ไปทางขวามือ ตามหลังพ่อและแซมไปทางห้องพักผ่อน ฉันเดินตามไปติดๆ ไม่อยากจะเปิดประตูเข้าไปข้างในนั่นเลย รู้ทั้งรู้ว่าเข้าไปจะเจอกับอะไร ถ้าฉันรู้ว่าการขอแค่ลายเซ็นมันยากเย็นขนาดนี้ ฉันยอมไม่เจอะเจอหน้าชุดหนังสือนักสืบนั่นเลยก็ได้ ?????

 

อีก 10 นาที ก็จะเที่ยงคืนแล้ว แต่พ่อที่นั่งอยู่บนโซฟาสีดำแบบวิคตอเรียนตัวยาวยังคงรินวิสกี้สีอำพันอย่างเบามือลงในแก้วทรงทิสเซิล[1]ของชายตาสีดำจางที่นั่งอยู่บนโซฟาอีกตัวทางด้านขวาและชายตาสีเทาที่นั่งอยู่บนโซฟาอีกตัวทางด้านซ้ายมือของพ่อ ถึงทั้งคู่จะยังดูเหมือนปกติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่เมา ฉันที่นั่งอ่านหนังสือพร้อมทั้งเอาผ้าคลุมไหล่พันตัวอยู่บนโซฟากำมะหยี่ไกลออกไปหลายเมตร ลอบมองพวกเขาทั้งสามผ่านหนังสืออยู่บ่อยๆ  ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกัน พยายามอ่านปากก็ไม่ได้

นี่ฉันเสี่ยงเกินไปรึเปล่า ที่ปล่อยให้อิตาดารานรกนั่นอยู่ใกล้คุณพ่อมากขนาดนั้น ถ้าเกิดอิตานั่นหลุดพูดเรื่องที่ไม่สมควรพูดออกไป หายนะมาเยือนฉันแน่ๆ ????

เที่ยงคืน เที่ยงคืนสิบห้า แล้วก็เที่ยงคืนครึ่ง นี่ถ้าฉันไม่ได้คิดมากไปเอง ฉันคงคิดว่า พ่อกำลังมอมวิสกี้แซมกับอิตาดารานรกนั่นนะเนี่ย ก็พ่อที่รินวิสกี้ให้ตัวเองนับครั้งได้ แต่กลับชายวัยรุ่นสองคนนี้ที่พ่อรินวิสกี้ให้ ผ่านไปกี่แก้วแล้วก็ไม่รู้

ฉันหาวเป็นรอบที่ร้อยในขณะที่พ่อและชายหนุ่มทั้งสองกำลังเดินออกจากห้องไป ฉันเดินตามพ่อออกไปผ่านโถงกลางที่เคยมีประเป๋าของแซมตั้งอยู่ แต่ตอนนี้กลับว่างเปล่า พวกเราทั้ง 4 หยุดอยู่ที่หน้าห้องแซมข้างๆ ห้องของฉัน ชายตาสีดำจางที่อาการไม่ค่อยปกติเท่าไหร่นัก กำลังยืนพิงกำแพงข้างประตูห้องนอนของชายตาสีเทา พ่อขยี้หัวแซมน้อยๆ ก่อนจะส่งแซมที่อาการไม่ต่างจากอิตาบ้านั่นเท่าไหร่เข้าไปในห้อง ทันทีที่แซมปิดประตู พ่อก็กอดคออิตาบ้านั่นมายังห้องข้างๆ ห้องที่ยังว่างอยู่ พ่อส่งเขาเข้าไปภายในห้องนอน ปิดประตูแล้วหันมาทางฉั

พ่อมอมเหล้าสองคนนั่นรึไงน่ะ

ฉันตั้งคำถามทันทีที่พ่อเอามือขึ้นกอดคอฉัน พาเดินกลับมาที่หน้าห้องของฉันเอง

มันก็ต้องอย่างนี้แหล่ะลูก จะดูสันดานผู้ชายให้ชัดๆ ก็ดูกันตอนเมา

แล้วเป็นไงมั่งคะ ทั้งคู่น่ะ

ก็  โอเคในระดับหนึ่ง

โอเคทั้งคู่เลยหรอคะพ่อ

 ก็เท่าที่ดูวันนี้ ก็โอเคทั้งคู่นั่นแหล่ะ

ม่ายยย~ มันไม่โอเคนะคะพ่อ พ่อโดนอิตานรกเลวนั่นหลอกแล้ว (-3-)

(-_-)

เป็นอะไรรึเปล่าลูก

อ่อ... เปล่าค่ะ งั้นหนูไปนอนนะคะ

ล็อคประตูดีๆ ด้วยล่ะลูก

พ่อส่งฉันเข้าห้องจนฉันล็อคกลอนประตูเรียบร้อยจึงเดินออกจากหน้าห้องฉันไป

เกือบจะตี 3 แล้ว ฉันกดรีโมตเปิดสวิตแอร์ และเดินเข้าห้องน้ำ จัดการชำระล้างความสกปรกของทั้งวันอย่างเร็วที่สุด ก่อนจะแต่งตัวแล้วกระโดดขึ้นเตียง มุดตัวอยู่ใต้ผ้านวมหนาเช่นทุกคื



[1] แก้วบรั่นดีมีรูปทรงเหมือนดอกทิสเซิล เป็นแก้วที่ต้องถือ

ด้วยฝ่ามือเพื่อให้ถ่ายอุณหภูมิจากมือไปสู่แก้ว เมื่อน้ำใน

แก้วอุ่นขึ้น จะส่งกลิ่นอบอวนที่ปากแก้ว      

________________________________________

เม้นท์โหวตเป็นกำลังใจด้วยนะค้า~

รักคนอ่าน & รักคนคอมเม้นท์

และติดตามตอนต่อไปกับตอน

"เปิดศึก"

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
คร่า.... แล้วจะแก้ไขต่อไปนะค้า~
^____________^
จากคุณ kyo/writer/(kyokasawa) อัพเดตเมื่อ 24/06/2554 22:12:17
ความคิดเห็นที่ 2
รีดเดอร์ค่ะรู้สึกว่ารีดเดอร์บรรยายเนื้อเรืองมากไปหรือเปล่าค่ะ อ่านจนเริ่มเบื่อเลยค่ะ ไม่เข้าเนื้อเรื่องซะกะที   เอาแบบว่ามีตัวละครคุยกันเยอะๆไม่ต้องเยินเย่อนะค่ะ
จากคุณ ปอ/(helikopter) อัพเดตเมื่อ 24/06/2554 13:01:36
ความคิดเห็นที่ 3
ขอบคุณคร่า... ^^
จากคุณ kyo/writer/(kyokasawa) อัพเดตเมื่อ 23/06/2554 21:38:21
ความคิดเห็นที่ 4
ขอไวๆๆนะคะสนุกมากกกกกกกกกกเหมือนไม่ใช่มือใหม่เลยงะรอนะคะ
จากคุณ ตุล/(stoyverymuch) อัพเดตเมื่อ 12/03/2554 21:20:26
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 311 ท่าน