Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
Blackmail ต้นเหตุรัก แผนร้ายกับยัยประหลาด Update Episode 12 Nymphomania กับความจริง [ไรเตอร์สำนึกผิดแล้วที่หายหัวไป TT^TT 40% แรกค้าบ... ]
kyo
Blackmail Episode 5 เด็กหญิงเรนโบว์ กับ เด็กชายนกหวีด Upload 100%
6
01/11/2554 11:21:00
1746
เนื้อเรื่อง



                    เจ็ดโมงกว่าๆ ฉันเดินออกมายังนอกคอนโดหรูหราสูงกว่า 30 ชั้นเพียงลำพัง ก่อนอื่นก็ต้องหาของกินซะก่อน เช้าๆ แบบนี้ร้านขายโจ๊ก ข้าวต้ม ปาท่องโก๋ ต้มเลือดหมู หรือแม้แต่อาหารตามสั่งต่างเปิดให้บริการยามเช้ากันมากมายแล้ว ฉันเดินตรงไปยังร้านขายโจ๊กเจ้าประจำที่ฉันฝากท้องไว้ทุกเช้า เดินฉายยิ้มให้ป้าคนขายโดยไม่ต้องสั่ง (ลูกค้าประจำสั่งทำไมกัน หุหุ) ก่อนจะมานั่งที่โต๊ะด้านในร้าน พลิกอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันนี้ไปมาระหว่างรอ
                “เรนโบว์ เรนโบว์รึเปล่า”
เสียงชายที่ไม่คุ้นเคย ดึงสายตาฉันออกจากข่าวดาราสาวถ่ายภาพนู๊ดบนหน้าหนังสือพิมพ์
                “แซม~”
ฉันเอ่ยชื่อเบาๆ สายตาจ้องตรงไปยังชายหนุ่มลูกครึ่งไทย อเมริกัน ที่มีรูปร่างราวนายแบบสูงกว่า185 เซ็นฯ  ผิวขาวละเอียด ผมสีน้ำตาลอ่อนเป็นคลื่นน้อยๆ ใบหน้าเรียวหวานราวกับผู้หญิง จมูกสวยอย่างกับพระเจ้าสรรค์สร้าง คิ้วเข้มกับตาสีเทา ทำให้ฉันนึกถึงอดีตเมื่อหลายปีก่อน ถึงแม้จะนานมาก แต่ฉันยังจดจำผู้ชายคนนี้ได้ดี ชายที่เป็นรักแรกของฉัน ชายที่อยู่ๆ ก็หายไปกับคำว่า เรนโบว์ และ นกหวีด
                7 ปีก่อนหน้านี้
                “วันจันทร์ สีเหลือง วันอังคารสีชมพู งั้นวันนี้วันพุธก็ต้องสีเขียวใช่มั้ยยัยเรนโบว์ ฮ่าๆ” เด็กชายตัวเล็กตะโกนเสียงดังลั่นห้องชั้นม.1 ก่อนที่จะวิ่งมาเปิดกระโปรงเด็กหญิงน่าตาน่ารักที่ยืนลบกระดานไวท์บอร์ดอยู่ เผยให้เห็นกางเกงในสีเขียวฉูดฉาด เด็กหญิงหน้าแดงก่ำด้วยความอายในขณะที่เด็กชายหัวเราะร่วนกับความสำเร็จของตัวเอง
                ผัวะ!!!
                เด็กหญิงหยิบรองเท้าที่ตัวเองใส่อยู่ขึ้นมาฟาดหัวเด็กชายตัวเล็กเต็มแรง ท่ามกลางสายตาของเพื่อนๆ ภายในชั้น ที่ต่างพากันเดินออกห่าง ไม่มีแม้ซักคนที่จะเข้ามาห้ามทัพของเด็กทั้งสอง
                “วี๊ดดดดดดดด  แงๆๆ” เสียงเด็กชายตัวเล็กหวีดร้องดังระงมทั่วห้อง พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาจากตาคู่สีเทา ยิ่งร้องดังมากเท่าไหร่ เด็กหญิงก็ยิ่งรัวรองเท้าบนหัวเด็กชายตัวเล็กแรงขึ้น
                “หยุดร้องนะไอ้นกหวีด”
                “วี๊ดดดดดดด แงๆๆ”
                ผัวะ!!! ผัวะ!!! ผัวะ!!!
                นี่คือกิจวัตรประจำวันของเด็กทั้งสอง จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นหลายๆ เดือนและยังไม่ทันจะขึ้นม. 2 ด้วยซ้ำ จู่ๆ เด็กชายตัวเล็กก็หายไป ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปทำอะไรหรืออยู่ที่ไหน ไม่มีการร่ำลา ไม่มีการบอกกล่าว
แต่ตอนนี้เขากลับยืนอยู่ตรงหน้าฉัน (⊙_⊙) 
                เขาเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนไม่น้อย จากเด็กผู้ชายตัวเล็ก ตอนนี้เค้าน่าจะสูงราวๆ 185 เซ็นติเมตร ผมสีน้ำตาลอ่อนที่เคยสั้นเหนือหู ตอนนี้ยาวขึ้นมาระต้นคอและเป็นคลื่นอ่อนๆ ราวกับหนุ่มเกาหลี เขาแต่งตัวด้วยเสื้อคอโปโลสีดำตัดกับผิวขาวละเอียดและกางเกงยีนส์ขายาว ฉันมองสำรวจเค้าตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า จ้องหน้าเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ก็ต้องสะดุดสายตาเมื่อชายหนุ่มยื่นหน้าเข้ามาใกล้
                “วันนี้ใส่ กกน สีอะไรจ๊ะ”
                อ๊ายยย~ อิตาทะลึ่ง(≧▽≦)
                “เธอ... หายไปไหนมา”
ฉันถามขณะที่เขานั่งลงตรงข้ามฉัน โดยที่ฉันยังไม่ละสายตาออกจากเขา
ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมาอยู่ตรงหน้าและที่สำคัญ
อ๊ากกกก!! หล่อม๊ากกก ≧▽≦
แทบจะกระโดดกอดเลยทีเดียว(づ ̄³ ̄)づ
                “คิดถึงฉันมั้ย” เขาถามกลับโดยไม่สนใจคำถามของฉันซักนิด
เขายิ้มให้ฉันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนตลอดเวลา 7 ปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้หายไปไหน
                “คิดถึงจะแย่ อิตานกหวีดเอ้ย นึกจะไปก็ไป นึกจะมาก็มารึไง!”
ฉันว่าพลางจับหน้าอิตานกหวีดหันซ้ายทีขวาที ขณะที่เด็กเสริฟยกถ้วยโจ๊กสองถ้วยมาวางที่โต๊ะ
                “ก็พ่อน่ะสิ อยู่ๆ ก็กลับไปดูแลโรงแรมที่ลอนดอน เลยลากฉันกับแม่ไปด้วย อยากจะติดต่อกับเธอ แต่ตอนนั้นฉันทำอะไรไม่ได้เลยซักอย่าง”
อิตานกหวีดพูด มือก็เหยาะแม็กกี้ใส่ในถ้วยของฉันก่อนจะตามด้วยถ้วยตัวเอง
                “แล้วนายกลับมาไทยตั้งแต่เมื่อไหร่”
                “ปีก่อน”
                “กลับมาปีนึงแล้วเนี่ยนะ!”
ฉันมองหน้าเค้าอย่างคาดโทษ กลับมาตั้งปีนึง แต่ไม่เคยจะคิดติดต่อกันบ้าง (─___-)
                “ใช่ ฉันกลับมาดูแลธุรกิจโรงแรมที่นี่ แล้วก็เรียนมหา’ลัยด้วย” เขายิ้มให้ฉันก่อนจะตักโจ๊กเข้าปาก “ฉันกลับไปโรงเรียนมา ครูเก่าๆ ก็ย้ายบ้าง เกษียณบ้าง ประวัติเธอก็ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าไอ้นี่...” เขาล้วงกระเป๋าสตางค์ หยิบกระดาษแผนเล็กเท่านามบัตรมาให้
                “ภาพถ่ายฉันหรอ” ฉันรับมาก่อนจะมองเขาอย่างงงๆ “ทำไมถึงมีแต่ภาพถ่าย”
                “ไม่รู้สิ ฉันตามหาเธอจากเพื่อนคนอื่น ข่าวล่าสุดที่ฉันได้มาเกี่ยวกับเธอก็คือ เธอสวย ฮ่าๆ” เขาหัวเราะรอยยิ้มสดใส พลอยทำให้ฉันยิ้มไปกับเขาได้ด้วย “แต่ไม่ยักกะมีที่อยู่ของเธอ ฉันจำบ้านเธอก็ไม่ได้ รู้แต่ว่าเธอย้ายที่เรียนตอนม.ปลาย แต่ยังไม่ทันได้ไปที่โรงเรียนเธอหรอก ฉันแวะมาดูโรงแรมที่นี่ก่อน แล้วว่าจะกลับไปสืบเรื่องเธอต่อ”
                “ดีนะที่เจอนาย ไม่งั้นฉันคงสาปแช่งนายตลอดชาติ”
                “เธอสาปแช่งฉัน เพราะว่าฉันหายไปเนี่ยนะ”
เขาทำหน้าตกใจน้อยๆ คงไม่คิดล่ะสิว่าอย่างฉันจะเจ้าคิดเจ้าแค้นแบบนี้  \("▔□▔)/ 
                “แน่นอน นายอยากหายไปเฉยๆ ทำไมล่ะ ฉันล่ะมึนไปเลย ไม่มีใครให้ฟาดหัว ฮ่าๆ”
                “ฮ่าๆ ยัยบ้า... แล้วเธอล่ะมาทำอะไรที่นี่” เขาถามพร้อมๆ กับตักโจ๊กช้อนสุดท้ายเข้าปาก
                “มาเที่ยวเฉยๆ น่ะ จะเปิดเทอมแล้ว ช่วงนี้เลยอยากพักผ่อนซะหน่อย”
                “แล้วเธอพักที่ไหน” ชายหน้าตาดีที่นั่งตรงข้ามพูดพลางหยิบมือถือฉันที่วางอยู่บนโต๊ะมาเล่น
                “ที่คอนโดใกล้ๆ นี้เอง แล้วนายพักที่ไหน”
                “ฉันก็พักโรงแรมของฉันสิ ...เออนี่ นี่รูปใคร” เขาถามพลางยื่นมือถือมาที่หน้าของฉัน ฉันและผู้ชายหน้าตาดียืนกอดคอกันถ่ายภาพหลังงานกีฬามหา’ลัย ตอนปี 1
                “บอยไง”
                “บอย... บอยที่บวมๆ น่ะนะ”
                นั่นแหล่ะ ใช่เลย เมื่อก่อนพี่ฉันน่ะค่อนข้างจะจั้มมั่มน่าดู <( ̄︶ ̄)/   
                “ใช่ๆ เป็นไง เปลี่ยนไปมากเลยใช่มั้ยล่ะ”
                “มากๆ อ่ะ ว่าแต่... เรียนที่เดียวกันตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้เลยหรอ”
                “อื้อ เรียนด้วยกันตลอดนั่นแหล่ะ”
                ถึงแม้แซมจะเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเด็ก แต่เขาก็ไม่รู้สถานะความสัมพันธ์ของฉันกับพี่บอยเหมือนคนอื่นๆ
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว แซมพาตระเวนรอบเมืองด้วย Porsche Panamera4ประตู สีเทาคาร์บอน แม็กส์สีดำ เริ่มที่โรงแรมของเขา กว่าสองชั่วโมงที่เราสองคนอยู่ที่นั่นฉันได้แค่เดินดูรอบๆ ตามดูเขาที่กำลังทำงาน โรงแรมของเขาใหญ่โต สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีทั้งสปา ศูนย์ความงามหลากประเภท สนามกีฬาในร่ม เอาเป็นว่าสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเลยทีเดียว ต่อจากนั้นคือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่เดินยังไม่ถึงครึ่งห้างฉันก็หมดแรง เลยจำใจต้องกลับมาขึ้นรถ และไปต่อยังที่ท่องเที่ยวใกล้ๆ นั้น และจบลงที่จุดชมวิวชายทะเลที่เดียวกับที่เมื่อเช้าตรู่ อิตานรกนั่นมาจอดรถรอดูตะวันขึ้น แถวๆ คอนโดที่ฉันพักอยู่
                ช่วงเวลาสุดท้ายก่อนฟ้าจะมืด เราสองคนนั่งเล่นรับลมทะเลพลางแบ่งปันเรื่องราวที่ผ่านมาของแต่ละคนให้กันฟัง และตลอดทั้งวัน ฉันก็ต้องปวดประสาทเพราะอิตาราดาบ้ากามโทรจิกฉันอย่างกับตัวเองเป็นไก่ กว่าร้อยสาย ดีที่ฉันตั้งสั่นไว้ ไม่งั้นฉันคงจิตตกน่าดู
                และหลังจากกินข้าวแถวๆ คอนโดเสร็จ แซมพาฉันมาส่งที่หน้าคอนโดก่อนจะกลับโรงแรมไป
                ฉันเดินเข้าไปภายในคอนโดพลางหยิบโทรศัพท์ที่สั่นสะเทือนอย่างกับแผ่นดินไหวในกระเป๋าขึ้นมาดู ชื่อของคนที่คาดไว้ไม่มีผิด กระพริบเด่นอยู่บนหน้าจอมือถือ ซักวินาทีจะให้ฉันมีความสุขนี่ไม่ได้เลยรึไงกัน คิดแล้วหงุดหงิด
                ประตูลิฟเปิดที่ชั้น 29ฉันเดินตรงไปยังห้องที่อยู่ด้านในสุด หยุดยืนทำใจที่หน้าห้องพักหนึ่ง รู้อยู่แล้วล่ะว่าเปิดประตูเข้าไปจะเจอกับอะไร ฉันใช้คีการ์ดเปิดประตูห้อง ผู้ชายในชุดกางเกงยีนส์กับเสื้อเชิ๊ตแขนยาวสีดำกำลังทึ้งโทรศัพท์ในมือตัวเองอย่างหงุดหงิด
                แทบจะทันทีที่เห็นฉัน เขาโยนโทรศัพท์ราคาหลายหมื่นลงไปบนโซฟาอย่างไม่สนใจ ก่อนจะพุ่งปรี่เข้ามาหาทันที
                “ไปไหนมาฮะ!!”
                อย่าตะคอกฉันเซ่!!
                “ไปเดินเล่น”
ฉันตอบขณะเดินผ่านตัวเขาไปอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนที่เขาจะกระชากแขนไว้ก่อน
                อ๋อยย เจ็บนะ TT^TT  ทำไมชอบประชากแขนฉันนักนะ แขนฉันไม่ใช่ประตูนะ กระชากอยู่ได้
                “เดินเล่นอะไร ฉันโทรไปตั้งแต่เช้าจรดเย็นเธอก็ไม่รับ มัวแต่ทำไรอยู่ฮะ!!”
                “ก็รู้ว่าฉันไม่รับแล้วจะโทรมาทำไมนักหนา”
อาการไม่ใส่ใจของฉัน มันคงจะทำให้เขาโมโหมากขึ้น ก็ดูจากสายตาดุดัน หน้าที่เริ่มขึ้นสีเลือดและมือที่ยังคงบีบฉันแรงขึ้นเรื่อยๆ
                “เธอกวนประสาทฉันรึไง”
                “เปล่า ก็แค่พูดเรื่องจริง แล้วพรุ่งนี้ฉันจะกลับบ้าน”
ว่าจบฉันก็แกะมือเขาออกจากแขนฉันที่ตอนนี้เป็นจ้ำแดงๆ ก่อนจะเดินไปที่ห้องนอน แต่เขาก็ยังมีมานะตามฉันเข้ามาในห้องนอนอีก
                “ฉันไม่ให้เธอกลับ”
                ไม่พูดเปล่า กระชากฉันซะแรง ฉันไม่ใช่วัวใช่ควายนะเฟ้ย ไอ้โรคจิต (ได้แต่ด่าในใจ -3-)
                “ฉันไม่เข้าใจนายจริงๆ เลยว่าจะเอาฉันมาทำติ่งอะไร”
                “ฉันพาเธอมาเที่ยว”
                “ปัญญาอ่อน”
                “อะไรนะ!!” เขาถลึงตาใส่ฉันที่นั่งอยู่ที่ขอบเตียง
                “บอกว่าปัญญาอ่อน! พามาเที่ยวอะไรของนาย ฉันมีเวลาเป็นของตัวเองแค่ตอนกินข้าวเช้ากับนอน เวลาที่ฉันจะมีความสุขก็แค่นี้ เนี่ยนะพามาเที่ยว นายมันดาราปัญญาอ่อน”
                “งั้นถ้าอยากกลับนัก ก็กลับไปซะ”
                “นายพูดเองนะ”
                ฮ่าๆ จะได้กลับบ้านซะที ดีใจเป็นที่ซู๊ดด~~~
                “กลับเองล่ะ ฉันมีนัด”
                “ได้ไง! นายพาฉันมาที่นี่นะไอ้บ้า จะให้ฉันกลับยังไง”
                “นั่นมันเรื่องของเธอ อันที่จริง... เธอกลับไปก็ดีเหมือนกัน ฉันจะได้มีเวลาเสพสุขเต็มวัน”
                เฮ้ย!พูดจบก็ยิ้มร่าออกจากห้องนอนไปเลยนะ ไอ้ดารานรก ปล่อยให้ฉันมึนหาทางกลับบ้านไม่ได้อยู่อย่างงี้ได้ยังไงฟระ!!!น่าหงุดหงิด ( ‵□′) 
                ฉันเดินออกจากห้องนอน เดินไปเดินมาในห้องนั่งเล่น กะว่าจะหาวิธีกลับบ้าน แต่ไหง ยิ่งเดินยิ่งปวดหัว คิดก็คิดไม่ออก เลิกคิดมันไปก่อนละกัน ถ้าพรุ่งนี้แล้วยังคิดไม่ได้ ก็กลับแท็กซี่หรือไม่ก็รถทัวร์ มันคงไม่ยากนักหรอก (มั้ง) (─___-)
                ภายในห้อง บรรยากาศที่ดูเงียบเชียบ วังเวงยังไงชอบกล ยิ่งมืดก็ยิ่งน่ากลัว ถ้าเกิดมีเสียงหรืออะไรแปลกๆ โผล่มานี่ฉันจะทำไงดีเนี่ย เอาเป็นว่าไหว้ตรงมุมชั้นหนังสือนี่ก่อนละกัน ฉันว่าถ้าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในห้องนี้ ก็น่าจะสิงอยู่ในชั้นหนังสือนี้นี่แหล่ะ  -3-
                แว๊กกกกกกกกก กรี๊ดดดดดดดดดด แว๊กกกกกกกกกก กรี๊ดดดดดดดดดด!!
                “กรี๊ดดดดดด อย่ามาหลอกหลอนฉ้าน~~”
ฉันกรี๊ดลั่นห้อง หลับตาแล้วนั่งคุ๊ดคู้อยู่กับพื้นข้างๆ ชั้นหนังสือที่ฉันกำลังไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เมื่อกี้ พร้อมทั้งเอามือปิดหูสองข้างก่อนจะค่อยๆ ลืมตามองหาต้นเสียงอย่างกล้าๆ กลัวๆ
รอบๆ ห้อง ไม่มีอะไรที่จะเป็นที่มาของต้นเสียงได้ เว้นแต่...
แสงแว็บๆ บนโซฟาขนาดใหญ่
                โทรศัพท์มือถือของอิตานรกแตกที่โยนทิ้งไว้บนโซฟา ไฟบนหน้าจอกระพริบขึ้นชื่อ น้องกี้ ♥♥♥ พร้อมกับรูปหัวใจอีกสามดวง
                โถเว้ย~ ตกใจแทบแย่ ที่แท้ก็โทรศัพท์งี่เง่านี่เอง
ฉันถือโทรศัพท์ในมือ (กดปิดเสียงไปแล้ว) การรับโทรศัพท์ของคนอื่นโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นเรื่องเสียมารยาทอย่างยิ่ง แต่...เพราะไอ้เสียงนรกเขย่าประสาทที่ทำฉันจิตแตก งานนี้ฉันยอมกลายเป็นคนเสียมารยาทเลย
ติ๊ด...
กดรับโทรศัพท์ แล้วเงียบไว้ก่อน รอให้น้องขี้เค้าพูดก่อนจะดีกว่า โฮะๆ
(ที่รักค้า~~)
เสียงดัดจริตมาก อี๋ๆ น่าสยดสยอง ( ̄3 ̄)
(ที่ร้ากก กี้อยู่หน้าคอนโดแล้วนะคะ กำลังจะขึ้นไปหาแล้ว~อยากกอดที่ร้ากใจจะขาดรอนๆ)
                อยากกอดใจจะขาดรอนๆ หรอยะ แหย่ะ จะอ้วก (=‵=)
                หึ.. ฉันไม่อยากทำร้ายนายหรอกนะ แต่เพราะนายทำร้ายฉันก่อน แค้นนี้ต้องค่อยๆ ชำระ ˋ▂ˊ
                ฉันกระแอมในใจ ก่อนจะจงใจกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์
                “อืม~~ อ๊า~~ ใจเย็นสิคะฮันนี่ เฟิร์สรู้นะคะที่ฮันนี่คิดถึง แต่ อ่า~~ อืม~~ ใจเย็นนะคะ”
                ติ๊ด...
                และฉันก็จงใจตัดสายอีกนั่นแหล่ะ
                กร๊ากก!!!  ด้วยความสะใจ ฉันต้องขอโทษเพื่อนในห้องเรียนที่ขอยืมชื่อเฟิร์สมาใช้ชั่วคราว ฮะฮ่า~
                คิดว่าจะทรมานฉันได้คนเดียวรึไง ป่านนี้น้องขี้หัวใจสามดวงของอิตานรกนั่นคงดิ้นเป็นใส้เดือนโดนน้ำเกลือข้างล่างนั่นแล้ว ฮ่าๆ
                แต่จะขำมากก็ไม่ได้แฮะ ทำกับยัยน้องขี้ไปขนาดนั้น ถึงขั้นบ้านแตกได้เลยทีเดียว ฉันคงจะอยู่ที่นี่อย่างปลอดภัยไม่ได้แล้ว
                ฉันเดินเข้าไปยังห้องนอน ในขณะที่หน้าจอมือถือกระพริบชื่อน้องขี้หัวใจสามดวงอีกหลายรอบก่อนที่ฉันจะกดปิดเครื่องไปเลย ฮ่าๆ
ฉันเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้ววางมันไว้บนเตียงก่อนจะเดินผ่านห้องนั่งเล่นเปิดประตูไปยังห้องข้างๆ ฉันเคาะประตูอยู่สองสามครั้ง ก่อนที่เจ้าของห้องที่เปลื่อยเปล่าท่อนบนจะเปิดประตูให้
                “นายลืมไว้ เสียงเรียกเข้านายเลวมากเลยทีเดียว” ฉันพูดพลางส่งมือถือให้เขา “เอ่อ... เมื่อกี้มีคนโทรมา”
                “ใคร”
                “ไม่รู้สิ่ อะไรขี้ๆ กี้ๆ ซักอย่างนี่แหล่ะ”
                “เธอรับรึเปล่า!”
                ชิส์ มาทำเสียงแข็งใส่ฉันนะ กลัวฉันรับมากขนาดนั้นเลยรึไงฟระ!
                “ไม่ได้รับ”
                คริๆ สตอเต็มที่เลยฉัน แหมๆ มารยาหญิงมันก็ต้องเอาออกมาใช้บ้าง ~( ̄▽ ̄)~
                “ไม่ได้รับก็ดี ไปนอนได้แล้วไป ฉันมีนัด”
                “ไม่ได้อยากจะรบกวนหรอกย่ะ ถ้าโทรศัพท์นรกไม่แหกปากซะก่อน ฉันคงหลับไปชาตินึงแล้ว”
                ว่าจบฉันก็เดินกลับเข้าห้อง แง้มประตูแล้วรอสังเกตการณ์อิตานรกนั่น และเมื่อฉันเห็นว่าปลอดภัยจึงกลับเข้าไปหยิบกระเป๋าเป้ในห้องนอน แล้วย่องผ่านหน้าห้องอิตานรกนั่นไปยังลิฟท์
                ประตูลิฟท์เปิดออก เผยให้เห็นผู้หญิงผมสีดำยาวดัดเป็นลอน เธอผิวขาว เนื้อตัวของเธอถูกปกปิดด้วยเสื้อสายเดี่ยวกับกระโปรงตัวเล็ก ขาเรียวยาวของเธอทำให้เธอดูเหมือนนางแบบ หน้าตาสะสวย แต่งหน้าจัดจ้าน แต่คงไม่สบอารมณ์ใครมา เพราะแค่เจอหน้าฉันที่หน้าลิฟยังสะบัดหน้าใส่ซะเฉยๆ (─___-)
                ฉันหันมองตามผู้หญิงคนนั้นไป เธอเดินไปยังปีกขวา ลึกเข้าไปทางห้องที่ก่อนหน้านี้ฉันอยู่ที่นั่น เดินไป เรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดอยู่หน้าห้องอิตาดารานรกนั่น
                ปังๆๆๆๆ!!!
                เธอเคาะประตูรัว สีหน้าบอกบุญไม่รับเป็นที่สุด
                อ๊ากกกกก!! อย่างนี้ฉันก็อยู่ไม่ได้แล้ว อยู่ต่อไปเดี๋ยวชะตาชีวิตฉันจะขาดเอาน่ะสิ
                ฉันรีบเข้าในลิฟ กดเลข 1 รัว ก่อนที่ลิฟท์จะปิดลง ชั่วอึดใจหนึ่ง ฉันลงมาอยู่ชั้นล่าง เดินออกมาหน้าคอนโด โทรศัพท์ของฉันก็สั้นสะเทือนอีกครั้ง
                แว๊กกกกก!!!
                อิตานรกแตกโทรมา รับ หรือ ไม่รับ  รับ หรือ ไม่รับ รับดีกว่า ฮ่าๆ
                (ยัยบ้า เธอหายหัวไปไหน){{{(>_<)}}} 
                อือฮึ โอ้โห O_O หายหัวเลยเรอะ ถ้าทางจะโกรธจัด
                “อะไรกัน ก็นายบอกให้ฉันกลับบ้านได้”
ฉันพูดเสียงสั่น ก็วิ่งอยู่นี่คะ จะให้เดินรออิตานั่นมาลากคอรึไง คนอารมณ์โกรธๆ น่ะ หนีไว้ก่อนดีกว่า (;゚曲゚)
                (เธอกล้าดียังไงมารับโทรศัพท์ฉัน แล้วทำเสียงอื้ออ้าแบบนั้นฮะ)
                ฮ่าๆ อื้ออ้าหรอ ฉันนี่ก็ทำไปได้เนอะ <( ̄︶ ̄)/    
                “ใครทำอะไร ฉันไม่ได้ทำนะ” แถไว้ ปลอดภัยกว่า
                (นี่เธอ...) เสียงอิตานรกนั่นเงียบไปก่อนจะมีเสียงเบาๆ แทรกขึ้นมา (ที่รักคะ อย่าสนใจพวกโรคจิตเลยค่ะ สงสัยไม่มีคนจะทำด้วย เลยต้องนึกภาพเอง ทำเสียงเอาเอง)
                กรี๊ดดดดดดดด แกว่าฉ้านหรอยะ (ทำได้แค่กรี๊ดในใจ T^T)
                (มานี่เถอะค่ะที่รัก กี้ไม่ไหวแล้วค่ะ อยากให้คุณกอดใจจะขาด...)
                ติ๊ด...
                ไอ้บ้าเอ้ย!! โทรศัพท์มาด่า แต่พอมีเรื่องอย่างว่าเข้ามาแทรกหน่อยนี่รีบวางสายฉันเลยนะยะ ทุเรสมาก
                ♪ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ
                เสียงโทรศัพท์ฉันร้องสั้นๆ เบาๆ นั่นหมายถึง ข้อความ ฉันกดเปิดอย่างคล่องแคล่ว ข้อความจากเบอร์ที่เดาได้ไม่ยาก อิตานรกแตก ที่กำลังบ้ากามอยู่ตอนนี้
                ฉันจะตามไปคิดบัญชีกับเธอทีหลัง ยัยตัวแสบ
                ฉันกดปิดข้อความก่อนจะยัดโทรศัพท์เข้าไปในกระเป๋า เป็นไงเป็นกัน ฉันก็ไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้แล้วนี่
                ไม่สน ไม่แคร์ แค้นนี้ค่อยๆ ชำระ ( ‵□′) 
 
                ถนนยามค่ำคืน ผู้คนพลุกพล่าน ทั้งคนไทยคนต่างชาติเดินเบียดเสียดกันให้ควัก ทางเท้าที่ตอนกลางวันว่างเปล่า แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยร้านค้าแผงลอยเป็นแถวยาวกว่าหลายร้อยเมตร ฉันเดินไปตามทางฟุตบาท เบียดคนนั้นทีคนนี้ที จนกระทั่ง
                ผลัก!!
                “ขอโทษค่ะ” ฉันกล่าวขอโทษทันทีที่ฉันเดินชนผู้ชายคนหนึ่งอย่างไม่ได้ตั้งใจ เขาส่งกระเป๋าเป้ที่ฉันทำตกไว้มาให้ “อ้าว มาทำอะไรแถวนี้อ่ะแซม”
                “มาหาอะไรกินหน่อยน่ะ กำลังจะโทรตามอยู่เลย”
แซมพูดพลางหยิบกระเป๋าที่เขาพึ่งส่งให้ฉันเมื่อกี้กลับไปถือให้เอง
                “แล้วนี่เธอกำลังจะไปไหนน่ะถึงได้หอบหิ้วกระเป๋ามาด้วย”
                “กลับบ้านน่ะ”
                “ตอนนี้เนี่ยนะ เธอเพี้ยนรึเปล่า”
                “ก็ฉันไม่อยากอยู่คอนโดนั่นแล้วนี่”
                “ไม่อยากอยู่ ก็จะกลับซะเดี๋ยวนี้เลยรึไง”
                ใช่ ต้องกลับเดี๋ยวนี้ อยู่ต่อไป ฉันจะได้กลายเป็นศพเฝ้าห้องน่ะสิ ∪︿∪
                “ฉันอยากกลับบ้านจริงๆ นี่นา กลับไปนอนที่บ้าน แล้วออกมาเดินห้างตอนกลางวันดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่มีผีนอนเป็นเพื่อน”
                “ฮ่าๆ ที่แท้ก็กลัวผี”
                “ไม่ต้องมาหัวเราะฉันเลยนะ อิตานกหวีดบ้า”
                “โอ๋ๆ อย่างอนๆ น้า” เขาลูบหัวป้อยๆ เหมือนฉันเป็นลูกหมาลูกแมวงั้นแหล่ะ “งั้นเดี๋ยวฉันไปส่งที่บ้าน”
                “โห...ไกลนะ”
“ไม่เป็นไร”
“แล้วนายเคลียร์งานที่นี่เสร็จแล้วรึไง จะไปส่งฉันนะ”
                “เรียบร้อยแล้ว ฉันจัดการหมดทุกอย่างแล้ว เดี๋ยวคืนนี้ฉันไปส่งเธอที่บ้าน แล้วพาเธอเที่ยวจนกว่าเธอจะเปิดเทอมด้วย”
                “อีก 2 วันฉันก็เปิดเทอมแล้วล่ะ”
                “งั้นก็เที่ยวทั้งสองวันนั่นแหล่ะ”
                ฉันยิ้มให้เค้าเป็นการตอบรับ ก่อนที่เขาจะพาฉันเดินหลบหลีกคนยั๊วะเยี๊ยะไปยังPorscheสีเทาคาร์บอน คันเดียวกับเมื่อตอนกลางวันที่เขาพาฉันตะลอนทัวร์รอบเมือง
 
                กว่าที่ฉันจะถึงบ้านก็ปาเข้าไป 7 โมงเช้าแล้ว ไม่ใช่ว่าระยะทางที่ไกลมากหรอกนะ แต่เป็นเพราะทั้งแซมและฉันขับรถไม่ไหว เลยจอดนอน พักรถที่ปั๊มน้ำมันก่อนจะเข้าเขตกรุงเทพฯ นั่นแหล่ะ
                เขาเคลื่อน Porscheสีเทาคาร์บอน เข้าไปในบริเวณบ้าน จอดรถภายในโรงจอดรถที่ยังเหลือที่ว่างอยู่ เขาหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นพาดบ่าและเดินเข้ามาส่งฉันในบ้าน โดยมีป้าแม่บ้านเปิดประตูให้ (ป้ามาทำงานในตอนเช้า) ทันทีที่ป้าเห็นหน้าผู้ชายที่อยู่ข้างๆ ฉัน ป้าก็ทำการสวมกอดชายหนุ่มก่อนจะจรดริมฝีปากลงบนแก้มใสๆ ของคนข้างๆ ทันที
                เมื่อหลายปีก่อน บ่อยครั้งที่เด็กผู้ชายตาสีเทามาเล่นเกมส์ที่บ้านของฉัน ถึงแม้ว่าที่โรงเรียนเราจะแกล้งกัน แต่อันที่จริง เราต่างเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดในห้องเลยก็ว่าได้  เขาเข้าๆ ออกๆ ที่นี่แทบทุกวัน เป็นเวลาเกือบปี จนเขากลายเป็นส่วนหนึ่งในบ้านไปอย่างง่ายดาย เหมือนลูกชายในบ้านอีกคน
                ฉันเดินนำแซมขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน พาเขาไปยังห้องรับรองแขกข้างๆ ห้องของฉัน ห้องที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน แต่ยังสะอาดอยู่เสมอ
                ภายในห้องถูกตกแต่งเหมือนห้องของฉันไม่มีผิดเพี้ยน แตกต่างกันก็แต่เฟอร์นิเจอร์ที่สีแตกต่างออกไป ห้องทั้งห้องถูกตกแต่งด้วยสีครีมอ่อนๆ จนเกือบจะเป็นสีขาวสบายตา ห้องดูกว้างขวางกว่าห้องฉันตั้งเยอะ ทั้งๆ ที่ขนาดของห้องเท่ากัน
                “รู้สึกดีจัง” ^___^ ชายตาสีเทาพูดขณะนั่งลงบนเตียง “นานแค่ไหนนะที่ฉันไม่ได้กลับมาที่นี่”
                “7 ปีเห็นจะได้”
ฉันพูดหลังจากที่นั่งลงกับพื้นข้างเตียง
                “อยู่บ้านกับอยู่โรงแรมนี่มันต่างกันมากเลย มีต้นไม้ สนามหญ้า สระว่ายน้ำส่วนตัว”
                “1 ปีที่ผ่านมานายนอนแต่ที่โรงแรมเลยหรอ”
                “ใช่สิ ก็ตอนย้ายไปอังกฤษน่ะ พ่อก็ขายบ้านขายทุกอย่างที่นี่ แล้วไปตั้งหลักปักฐานที่นู่นหมด”
                “แสดงว่า นายมาอยู่ที่นี่ก็ซื้อทุกอย่างใหม่หมดเลยหรอ”
                “ก็แค่รถน่ะ” ถึงว่า รถยังวิ๊งๆ อยู่เลย “ตอนแรกพ่อจะซื้อบ้านไว้ให้ฉัน แต่ฉันกะว่าก่อนเรียนจบมหา’ลัย ถ้าหาเธอไม่เจอฉันก็จะกลับไปอยู่ที่อังกฤษ”
                “แต่ก็เจอฉันแล้วนี่”
                “ก็นั่นแหล่ะ คงต้องคิดเรื่องซื้อบ้านอีกรอบแล้วล่ะ”
                “แต่ก่อนซื้อบ้าน นายก็มาพักที่บ้านฉันก็ได้ เบื่อโรงแรมใช่มั้ยล่ะ”
                “มากเลย”
                “อีกอย่าง พ่อกับแม่คงจะดีใจที่นายกลับมา”
                “งั้นฉันคงต้องฝากตัวกับเธอก่อนเลยละกัน เอ้อ... แล้วบอยล่ะ อยู่บ้านรึเปล่า”
                แซมพูดพลางชี้ไม้ชี้มือไปทางบ้านพี่บอย ที่อยู่ข้างๆ บ้านฉัน
                “ไม่อยู่นะ ตอนนี้บินไปอยู่กับอาชาย อาหญิงที่ออสเตรเลียน่ะ แต่พรุ่งนี้ก็กลับแล้ว”
                “อ่อ.. นึกว่าอยู่ซะอีก”
                “งั้นก็ นายนอนซักตื่นเถอะ ขับรถทางไกลมันเหนื่อย พอตื่นแล้วเดี๋ยวเราไปเอาเสื้อผ้านายที่โรงแรมก่อน แล้วค่อยไปซื้อของกลับมาทำอะไรกินกันที่บ้าน วันนี้พ่อกับแม่ฉันกลับจากหลังดอย”
                “แล้วเธอล่ะ จะไปไหน”
                “ไปนอนน่ะสิ ง่วงจะแย่”
                “นอนด้วยกันมั้ย จะได้อุ่นๆ ฮ่า”
                อิตานี่ไม่พูดเปล่านะ พยายามจะลากฉันที่นั่งอยู่ข้างเตียงขึ้นไปอยู่บนเตียงด้วย ทะลึ่งชะมัด (=^ ^=) 
                “อยากโดนรองเท้าฟาดหัวอีกรึไง ทะลึ่งนะเนี่ย”
                “ฮ่าๆ ฉันมันผู้ชายนะ ไม่ทะลึ่งได้ไง”
                “อิตาทะลึ่ง ฉันไปนอนดีกว่า”
ฉันรีบเดินออกจากห้อง กลับไปยังห้องของตัวเอง อยู่ในห้องกับอิตานกหวีดนี่นานๆ โอกาสเสี่ยงที่ฉันจะโดนลากขึ้นเตียงก็มีมากขึ้นไปด้วย (>﹏<)
ฉันเดินกลับเข้ามาในห้องของตัวเอง กระเป๋าและข้าวของทุกอย่างถูกป้าแม่บ้านเก็บเข้าที่หมดแล้ว ฉันเดินผ่านกรอบรูปติดผนังหลายบานก่อนจะหยุดลงตรงหน้าต่างบานใหญ่ที่ปิดสนิท ฉันมองผ่านกระจกนั่นออกไปยังสนามหญ้ากว้างขวาง ต้นไม้ขนาดใหญ่กว่า 10 ต้น ให้ร่มเงาร่มเย็นปกคลุมทั่วบริเวณสนาม ทั่วบริเวณมีทั้งชิงช้าไม้ขนาดใหญ่ โต๊ะกาแฟเล็กๆ ขอนไม้ยาว หรือเปลผ้า  ฉันละสายตาจากสนามกลับเข้ามาภายในห้องนอนของตัวเอง แอร์ที่ถูกเปิดทิ้งไว้ก่อนที่ฉันจะเข้ามาในห้องเย็นเฉียบ เตียงที่เคยว่างเปล่า ตอนนี้ฉันจัดการพาร่างเหนื่อยล้าของตัวเองขึ้นไปนอนใต้ผ้านวม หนา ปล่อยใจว่างเปล่า ก่อนจะหลับตาลง
 
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
ขอบคุณคร่า ^^
จากคุณ kyo/writer/(kyokasawa) อัพเดตเมื่อ 24/06/2554 22:11:30
ความคิดเห็นที่ 2
ทำไมพระเอกนิสัยเสียจัง แถมยังบ้าเซ็กอีกตั้งหาก  โหวตค่าให้พระเอกตกหลุมรักนางเอกเร็วๆนะค่ะ รีดเดอร์
จากคุณ ปอ/(helikopter) อัพเดตเมื่อ 24/06/2554 12:38:10
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 330 ท่าน