Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
Blackmail ต้นเหตุรัก แผนร้ายกับยัยประหลาด Update Episode 12 Nymphomania กับความจริง [ไรเตอร์สำนึกผิดแล้วที่หายหัวไป TT^TT 40% แรกค้าบ... ]
kyo
Blackmail Episode 4 หนี Upload 100%
5
01/11/2554 11:17:44
1786
เนื้อเรื่อง
                
                 รถจอดสนิทแน่นิ่งอยู่หน้าประตูรั้วเหล็กอิตาลี แต่ฉันยังคงนั่งนิ่งอยู่บนรถ หันหน้าไปยังผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่ใช่ว่าพิศวาสอะไรอิตาบ้ากามนี่หรอกนะ แต่ฉันยังไม่ได้ลายเซ็นของฉันคืน
                “เอาลายเซ็นมา”
                “เข้าไปในบ้านก่อน แล้วเดี๋ยวให้”
                “ได้ไง ฉันเข้าบ้านแล้วนายจะให้ได้ไง”
                “ก็ฉันจะเข้าไปกับเธอด้วยไงเล่ายัยเบื้อกเอ้ย หยุดถามแล้วทำตามที่บอกแค่นั้นมันยากมั้ยฮะ!”
อย่ามาทำหน้าหงุดหงิดใส่ฉันนะ ฉันสิสมควรทำหน้าตาแบบนั้นใส่นาย ไอ้ดาราบ้ากามสุดแสนจะงี่เง่าเอ้ย!!
                “นายจะเข้าไปทำไม เอาลายเซ็นมา แล้วนายก็กลับไปซะ”
                “เห็นมั้ยว่าบ้านเธอน่ะมันมืด” เขาพูดพลางชี้มือผ่านหน้าฉันเข้าไปภายในรั้วบ้าน “หรือจะเถียงฮะ ผู้หญิงคนเดียว เดินเข้าบ้านตอนดึกดื่น หัดห่วงตัวเองซะบ้าง”
ไม่รู้จะเถียงอะไรต่อ เพราะที่อิตานรกนี่พูดมามันมีเหตุผลทั้งนั้น (..)
                เขาเดินนำฉันเข้าไปภายในรั้วบ้าน ถึงแม้ว่าแม่บ้านจะเปิดไฟสนามตามทางเดินไว้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สว่างขึ้นมาเลย เพราะฉันยังคงมองอะไรไม่ค่อยเห็น ต้องอาศัยความสว่างจากแสงจันทร์และแผ่นหลังของอิตาบ้ากามนี่จนกระทั่งถึงประตูหน้าบ้านบานใหญ่ เขาหันมาขอกุญแจบ้านจากฉันก่อนจะไขเข้าไปข้างใน
ภายในห้องรับแขก ส่วนแรกของบ้านมีเพียงไฟดาวไลท์ดวงเล็กๆ อยู่สองดวง ที่ไม่ได้ทำให้บ้านดูสว่างปลอดภัยขึ้นมาเลย ฉันว่าจะเปิดหรือปิดดาวไลท์สองดวงนี่ สภาพในบ้านก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก ("▔□▔)
ฉันเดินไปเปิดสวิทโคมไฟระย้า ห้องรับแขกสว่างขึ้นทันตา ก่อนที่จะเดินไปเปิดไฟในส่วนต่างๆ ของบ้านแล้วกลับเข้ามาหาอิตาดารานรกนี่ที่ถือวิสาสะนั่งบนโซฟาหนังตัวยาวสีขาวอย่างสบายอารมณ์
                “ฉันเข้ามาอยู่ในบ้านละ เอาลายเซ็นมา”
ฉันแบมือยื่นใส่หน้าอิตาดาราบ้ากามนั่น เขาลุกจากโซฟาเดินไปยังโต๊ะตั้งโทรศัพท์บ้านที่ตั้งอยู่ในมุมด้านในของห้องรับแขกก่อนหยิบปากกาด้ามโตที่วางทับสมุดฉีกเล่มใหญ่ที่วางไว้ข้างโทรศัพท์ขึ้นมาขีดๆ เขียนๆ ลงบนกระดาษ ฉีกมันออกมาแล้วเดินเอากลับมายื่นให้ฉัน
                ฉันรับมันไว้ในมือ ก่อนจะมองหน้าเขาอย่างเฉยชา
                “ทีนี้เราก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว ทางใครทางมัน ลาก่อน”
                “เธอลืมไปแล้วหรอ ว่าเธอน่ะเป็นของฉันแล้ว”
อ๊ากกกกก จะพูดอีกทำม้ายย~~ อุตส่าห์จะลืมแล้วนะ ไอ้ผู้ชายไร้จิตสำนึก (╥﹏╥)
                “ฉันไม่ลืมหรอก ความชั่วที่นายทำเอาไว้น่ะ แต่ฉันถือว่ามันเป็นเวรกรรมของฉัน ที่ดันมาซวยเจอกับนาย”
ฉันจ้องหน้าเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ข่มใจทำเป็นไม่กลัว แต่จริงๆ ก็กลัวนั่นแหล่ะ ถ้าเกิดอิตานี่หื่นขึ้นมาปล้ำฉันอีกรอบจะทำยังไงล่ะ -3-
                “ไม่ลืมก็ดี งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะมารับ... แต่เช้า”
อิตานี่นี่พูดไม่รู้เรื่องรึไงนะ ฉันพึ่งบอกไปเมื่อกี้ว่าทางใครทาง แล้วยังจะมายุ่งกับฉันทำไมนักหนาเนี่ย -_-^^
                “ทำไมฉันต้องไปกับนายด้วยมิทราบ ฉันไม่ไป แล้วนายก็ออกไปได้แล้ว” ฉันว่าพลางผลักที่ตัวเขาออกไป ซึ่งเหมือนว่าตัวเขาจะไม่ขยับไปไหนเลยด้วยซ้ำ
                “นี่ยัยประหลาด ฉันจะมารับแฟนไปเที่ยวมันผิดตรงไหน”
                “นายยังจะเอาอะไรกับฉันอีก เป็นข่าวกับนายยังไม่สมใจรึไง ฉันทำตามข้อตกลง ครบถ้วนจนเกินซะด้วยซ้ำ TT^TT” ฉันว่าพลางชี้หน้าหมอนั่น แต่สายตานิ่งเฉยดูไม่สะทกสะท้านของอิตานรกแตกนี่มันทำให้ฉันหมันไส้ซะจนอยากจะกระโดดเตะยอดหน้าหมอนี่ซะจริงๆ ( ‵□′)
                “เธอร้องไห้ทำไม”
                เอะ!! ฉันร้องไห้หรอ
                อิตานั่นพยายามจะเอามือมาสัมผัสหน้าฉัน
                “ฉันไม่ได้ร้อง” ฉันกล่าวหลังจากปัดมือของเขาออกไปห่างๆ จากหน้าฉัน “แล้วก็อย่าเอามือสกปรกของนายมาถูกตัวฉัน”
                “เธอร้องไห้เห็นๆ... ฉันเป็นคนทำเธอร้องไห้หรอ??”
                “ฉันไม่ได้ร้อง แล้วก็ออกไปจากบ้านฉันนะ” ฉันแถไปเรื่อยๆ แล้วก็ใช้แรงที่มีทั้งหมดผลักอิตาดาราบ้านั่น ซึ่งมันได้ผลเพราะเขาเซไปตั้งนิดนึง (_ _。)  
                “นี่จะไล่ฉันไปถึงไหนฮะ”
                “ก็ไล่จนกว่านายจะออกไปไกลๆ ตัวฉันนั่นแหล่ะ!!”
                “รังเกียจฉันขนาดนั้นเลยรึไง”
เขาถามด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำมากกว่าปกติจนน่ากลัว สายตาดุดันจ้องเขม็งเข้ามาในตาสีน้ำตาลของฉัน  ดั่งกับว่าครั้งหนึ่งฉันเคยไปฆ่าญาตินายนั่นตายงั้นแหล่ะ
                “มากกว่าที่นายคิดซะอีก นายมันก็แค่ผู้ชายสารเลว ที่...” ฉันพูดยังไม่ทันจบเขาก็พุ่งเข้าหาฉัน พร้อมกับบีบไหล่ทั้งสองข้างไว้แน่น “เป็นอะไรไปล่ะ นายนี่คงจะเป็นผู้ชายประเภทที่ยอมรับความจริงไม่ค่อยได้สินะ”
                “อะไรนะ!!”
                “ตกใจล่ะสิ ชีวิตนายคงจะเจอคนเสแสร้งเยอะเลยสิ ถึงไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองเลย สุดแสนจะสกปรก ใจก็สกปรก ทำตัวหยาบคาย เลวได้ไม่มีที่ติจริงๆ  ตีสองหน้า กับแฟนเพลงก็ทำตัวเป็นเทพบุตร แต่ฉากหลังก็ไม่ต่างอะไรกับพวกซาตาน”
                “หยุดได้แล้ว เธอไม่มีสิทธิมาว่าฉัน” เขาพูดด้วยเสียงเนิบๆ และทุ้มต่ำจนเกินเหตุ จนฉันเองยังว่ามันดูน่ากลัวจนเกินไป และมือทั้งสองข้างที่ยังบีบไหล่ของฉัน มันแรงขึ้นเรื่อยๆ จนมันจะหลุดคามืออยู่แล้ว
                นี่ฉัน... กำลังแหย่เสืออยู่รึเปล่านะ ∪﹏∪
                “ทำเป็นรับไม่ได้ ชีวิตเลวๆ ของนายมันยังมีมากกว่านี้ซะอีก”
ยิ่งฉันพูดมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งดูโกรธมากขึ้นเท่านั้น ก็ดี โกรธซะบ้าง จะได้รู้ว่าฉันรู้สึกยังไงเวลาที่เขาทำร้ายฉัน
                “.....”
                “แต่ถ้าให้ฉันสาธยายวันเดียวฉันว่ามันคงจะไม่พอ”
                “.....”
                “อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิต บรรยายความเลวที่มันล้นตัวออกมะ..”
                ฉันว่าไม่ทันจบจบ เขาที่จ้องมองฉันด้วยสายตาขุ่นมัวก็ประกบปากฉันอย่างรุนแรง ไปพร้อมๆ กับมือที่ยังคงบีบไหล่ฉันอยู่อย่างเจ็บปวดนั้น ข้างหนึ่งเขาเลื่อนมากระชับท้ายทอยของฉันไว้แน่น จนฉันไม่สามารถแม้แต่จะขยับตัวได้
ฉันได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากตัวของเขา และยังได้ลิ้มรสขมๆ จากริมฝีปากบางๆ ของเขาด้วย เขาถอนริมฝีปากบางนั้นออก ก่อนจะยิ้มที่มุมปาก ตัวฉันดิ้นขุกขลักทั้งผลักทั้งดันตัวเขาออกไป แต่ยิ่งดิ้น เขายิ่งดึงฉันเข้าไปหาตัวและการขัดขืนอย่างรุนแรงของฉัน ทำให้ตัวฉันเซเล็กน้อยและเสียหลักล้มลงบนโฟซาหนังสีครีมอย่างจัง โดยที่เขาทับลงมาบนตัวเต็มๆ
                เจ็บ TT__________TT
                เขาไม่สนใจความเจ็บปวดของฉันจากการล้มเมื่อกี้ด้วยซ้ำ มือยังคงถูกตรึงไว้ทั้งสองข้าง ขาทั้งสองที่ถูกล็อคไว้โดยขาของเขา ทำให้ฉันขาดอิสระที่จะปกป้องตัวเอง เหมือนเหยื่อที่ติดกับดักแล้วรอให้เสือตะปบ ฉันเลยทำได้แต่พยายามอย่างมากที่สุดที่จะบ่ายหน้าหนี แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่าการเป็นอุปสรรคเล็กๆ ของอิตานรกแตกนี่ ริมฝีปากที่ร้อนผ่าวบดขยีริมฝีปากฉันอีกครั้ง การกระทำที่สุดแสนจะเลวทรามของเขา ทำฉันหายใจไม่ออกและน้ำตาไหล่ออกมาอย่างบ้าคลั่ง ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบอัดแน่นอยู่ในกระป๋องเล็กๆ ที่พร้อมจะระเบิดออกมาได้ตลอดเวลา พร้อมกับเจ็บปวดจี๊ดๆ อยู่ที่หัวใจอย่างบอกไม่ถูก
                มันเนิ่นนานที่การขัดขืนของฉันไม่เป็นผล กับความกระหายของเขาที่หมดลง เขาผละตัวออก โดยที่ยังคงนั่ง     คล่อมอยู่บนตัวฉัน เขาหายใจถี่ มองฉันด้วยสายตาที่สะใจ ก่อนที่เขาจะสัมผัสริมฝีปากสีชมพูของเขาด้วยลิ้นของตัวเอง
                “ปากอุ่นๆ ของเธอ จะทำให้ฉันจดจำได้ว่า ตัวเองเลวแค่ไหน” เขาพูดจบ ก็ลุกออกจากตัวฉัน แล้วเดินไปที่ประตูบ้าน ก่อนจะหันกลับมามองด้วยสายตาที่เสียดแทง “พรุ่งนี้ฉันจะมารับ... แต่เช้า”
 
                ฉันนั่งบนเตียง ปล่อยให้น้ำตาไหลผ่านหน้าในห้องนอนของตัวเองกว่าชั่วโมงนึงแล้ว ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่คิดเรื่องที่ผ่านมาซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุดหย่อน
                “ฉันจะทำยังไงดี”
ฉันพูดกับตัวเองเบาๆ แบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ (╥﹏╥)
                ฉันหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงออกมา กดไล่เบอร์ไปเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่ อีฟ และกดโทรออก
                (ฉันกำลังฝันถึงนิชคุณอยู่ งืมๆ~ แค่นี้นา~)
เสียงปลายสายที่กดรับโทรศัพท์ พูดประโยคเสียงยานคราง ก่อนที่จะตัดสายไป
ฉันล่ะอุตส่าห์ทำใจให้น้ำตาหยุดไหล่ ปรับเปลี่ยนระบบเสียงโซนเศร้า มาเป็นโซนปกติได้แล้วนะ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย ก็โดนเพื่อนรักตัดสายไปซะก่อน
                แต่ฉันไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว คนที่ฉันจะพึ่งพาได้และพร้อมที่จะให้ฉันพึ่งพามีแค่ อีฟ เฟรนด์แล้วก็พี่บอย แต่ตอนระยะทางที่ห่างไกลของเฟรนด์และพี่บอยคงจะช่วยอะไรฉันไม่ได้ TT^TT เศร้า ฉันเลยจำใจอย่างมากที่จะต้องขัดจังหวะเวลาฝันของอีฟอีกครั้ง
                ตืดด...ตืดด...ตืดด...
                (ฉันกำลังฝัน~) -_-^^
                “อีฟ นี่ฉันเองนะ”
ฉันไม่รอให้อีฟพูดประโยคเดิมจนจบ ก็ชิงพูดแทรกขึ้นก่อน
                (ฉันไหน~ นิชคุณไปทำกล่องเสียงมาหรอค้า เสียงถึงเป็นหญิงจ๋าจังเลยยย)
-_-! นี่ล่ะน้าที่เค้าว่าอย่าขัดจังหวะคนกำลังนอน
                “เฟิฬไง เฟิฬ”
ฉันเน้นเสียงลงไปในโทรศัพท์ ซึ่งมันก็ได้ผลเมื่ออีฟ เหมือนจะรู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง
                (เอ่าเฟิฬ...) และก็เงียบไปซักพัก เหมือนว่ากำลังแอบหลับยังไงยังงั้น TT^TT เฮ้อ! เพื่อนหนอเพื่อน (อ่อ... มีอารายให้ร้าบช้าย) =_=
                “อีฟ ฉันขอไปอยู่บ้านแกได้มั้ย ฉันโดนโรคจิตตาม”
อ๊ากก -3- ฉัน...โกหกเพื่อน ไม่ได้ตั้งใจนะ แต่จะให้พูดหรอว่า ฉันกำลังหนีแฟนกำมะลอของตัวเอง ที่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจดวงน้อยๆ ของฉันอย่างร้ายแรงถึงสองครั้ง แล้วเขาจะมารับฉันไปไหนซักที่ในวันพรุ่งนี้ แล้วยังเน้นด้วยว่าแต่เช้า ซึ่งมันจะต้องตามมาด้วยประโยคคำถามอีกมากมายของยัยอีฟ ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างฉันกับอิตานรกแตกนั่น ซึ่ง ฉัน บอกใครไม่ได้ TT3TT
อยากร้องไห้ อยากกรี๊ดดังๆ ว่าฉันสำนึกผิดในบาปกรรมของชาติก่อนแล้ว (┬_┬) 
                (หา! อะไรนะ แกโดนโรคจิตตามหรอเฟิฬ)
เสียงน่าตื่นเต้นแบบนี้ ยัยนี่ตื่นแล้วชัวร์!!!
                “ก็...อืม” ไม่ได้ตั้งใจโกหกนะเพื่อนเอ๋ย แต่สถานการณ์แบบนี้ ไม่มีทางเลือกจริงๆ T0T“ฉันขอไปอยู่บ้านแกซักพักนะ”
                (ทำไงดี ทำไงดีเนี่ย จะทำยังไงดี)
ประโยคซ้ำไปซ้ำมาของอีฟทำฉันงุนงง จะทำยังไง ก็แค่ให้ฉันไปอยู่บ้านแกซักพักแค่นั้นแหล่ะ จบ
                “ทำไงอะไรอ่ะอีฟ”
                (ก็ตอนนี้บ้านฉัน เหลือแต่ความว่างเปล่า มาต่างจังหวัดกันทั้งบ้านเลย)
ทำม้ายย~~
(┬_┬)   ทำไม ทำไม พระเจ้าไม่เข้าข้างฉ้านม่างง~ทุกอย่างตอนนี้ ฉันคนเดียวที่น่าสงสารใช่ม้ายย~(┬_┬) 
                “แล้ว...ฉันจะทำไงดี TOT” ฉันพูดเสียงอ่อน ประหนึ่งคนหมดหนทาง เดินเข้าสู่ทางตันยังไงยังงั้น
                (เอางี้สิแก) เสียงที่ดูตื่นเต้นจนเกินเหตุของเฟิฬลอดผ่านสายโทรศัพท์มา (แกก็ไปอยู่บ้านแฟนแกสิ)
                แกจะให้ฉันไปอยู่กับคนที่ฉันพยายามจะหนีนี่นะ เฮ้อ!! ทางตันจริงๆ ซะแล้วสิฉัน แกนี่ไม่เข้าใจอะไรเลยยย [ก็หล่อนไม่บอกความจริงเพื่อนหล่อนแล้วจะให้เค้าเข้าใจได้ไงยะ]
                “...”
สงบนิ่ง 10 วินาที ไว้ทุกข์ให้กับตัวเอง ในขณะที่ยัยอีฟยังคงเสนอลู่ทางรอด (หรือหาที่ตาย) ให้ฉัน ซึ่งมันก็มีอิตานรกแตกนั่นรวมอยู่ด้วยทุกทาง
                (งั้นเดียวฉันตามแฟนแกให้มารับเลยนะ)
โอ้ยย ไม่ต้องมาเป็นห่วงฉ้านแล้วววว \("▔□▔)/
                “พูดอย่างกับมีเบอร์ตานั่นแหล่ะ”
ที่ฉันถามนี่ไม่ได้จะให้ยัยอีฟโทรไปตามตานั่นจริงๆ หรอกนะ แต่ยัยอีฟจะไปมีเบอร์ตานี่ได้ยังไง จริงมั้ย ขนาดแฟนกำมะลออย่างฉันยังไม่มีเลย
                (แกนี่ไม่รู้เรื่องแฟนแกเลยนะ) อีฟทำเสียงเหมือนเซ็งฉันซะเหลือเกินมาให้
                “รู้อะไร”
                (ผู้หญิงเกือบทั้งประเทศเค้ามีเบอร์แฟนแกกันทั้งนั้นแหล่ะ)
เหอะ!เบอร์สาธารณะงั้นหรอ ทุเรสจริงๆ
                “...”
                (เบอร์นี้เค้ามีไว้รับส่งข้อความ)
                “ทำอย่างกับอิตานั่นจะอ่านแล้วส่งกลับทุกข้อความงั้นแหล่ะ เหอะ!”
                (ส่งกลับทุกฉบับสิแก ฮิๆ)
                “ที่พูดมาเนี่ย ฉันเชื่อแกได้มั่งมั้ยเนี่ย”
                (เชื่อไม่ได้ซักอย่าง ฮิๆ)
เวร ฉันเครียด แต่ยัยนี่มันอะไรของมันเนี่ย(─___-)
                “ไอ้เพื่อนบ้า ช่วยเครียดเป็นเพื่อนฉันหน่อยเห้อ~”
                (แหมๆ ก็แกเครียดแล้ว ฉันก็ต้องเข้มแข็งเพื่อแกสิ)
                “เออ ขอบใจที่เข้มแข็งเพื่อฉันละกันไอ้เพื่อนบ้า”
คุยกับเพื่อนนี่ มันทำให้ฉันสบายใจขึ้นเยอะเลย ถึงจะหาสาระไม่ค่อยได้ก็เถอะ ˇ0ˇ
                (เออๆ แกมีปืนนี่ ถ้าไอ้โรคจิตนั่นเข้ามา ก็ยิงให้ไส้แตกเลยไงแก)
นี่คือคำแนะนำของผู้หญิง ที่ค่อนข้างจะบอบบาง ( ¯ □¯ )
                “จำไม่ได้รึไง ว่าแกแหล่ะทำให้ฉันโดนยึดปืนคืน”
ฉันพูดพร้อมกับระลึกความทรงจำที่ครั้งหนึ่ง ปืนที่เคยเป็นของฉัน ถูกยึดกลับคืนไปสู่การครอบครองของพ่อ เพราะยัยอีฟเอาไปไล่ยิงไอ้มนุษย์สวะที่แซวตัวเองอย่างสนุกปากเมื่อไม่กี่เดือนก่อน แต่บอกพ่อว่าฉันเป็นคนยิง -_-^
จนกระทั่งเวลานี้ พ่อก็คิดว่าฉันเป็นคนยิง (︶︿︶)^
                (เออ นั่นสิ ฮิๆ งั้น เพื่อนจ๋า งั้นฉันขอเสนอทางช่วยสุดท้ายนะ ไปอยู่กับแฟนแก ปลอดภัยที่สุดแล้วล่ะ)
                “นั่นสิเนอะ” เฮ้อ!! ไม่มีทางเลือกแล้วสำหรับฉัน เลยจำเป็นต้องรับคำเออออตามเพื่อนไป เพราะรู้ว่าถึงพูดอะไรต่อไปมันก็ยิ่งจะทำให้ยัยอีฟเป็นห่วงจนอาจจะเกิดอาการฟุ้งซ่านก็เป็นได้ “งั้นไปนอนฝันถึงนิชคุณแกต่อเหอะ ฉันก็จะวางละ”
                (ระวังตัวนะเพื่อนจ๋า กู๊ดไนท์นะจ้าที่รักจ๋า)
                เฮ้อ.. ทางรอดของฉันหมดแล้ว แต่จะมานั่งเศร้าก็คงช่วยอะไรไม่ได้แล้วตอนนี้ คงต้องพึ่งตัวเองอย่างเดียวเลย และในเมื่ออิตามนุษย์สองหน้านั่นจะมารับแต่เช้า ฉันก็หนีมันตอนนี้เลยสิ ( ̄︶ ̄) หนีมันตอนนี้แหล่ะ แค่ออกจากบ้าน ไปหาโรงแรมนอนซักคืนแล้วค่อยหาทางต่อ
                อย่างน้อยก็รอดไปได้วันต่อวัน ก็ยังดี ˋ(′~‵)ˊ
                ฉันหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นมากางบนเตียง เปิดบานสไลด์และตู้เสื้อผ้าสีเทาออก หยิบเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นที่ถูกแขวนไว้ออกมา 3 ชุด ขมวดๆ แล้วยัดเข้าไปในกระเป๋าเป้ก่อนจะหยิบอะไรต่อมิอะไรที่จำเป็นยัดตามเข้าไปอีก แล้วเดินไปยังตู้รองเท้า หยิบรองเท้าแตะจากตู้รองเท้ามาใส่ เอากุญแจรถที่โต๊ะหัวเตียงก่อนจะเปิดประตูห้องและเตะรองเท้าส้นสูงหนังแก้วสีดำที่ถอดไว้ก่อนเข้าห้องเพื่อรอทำความสะอาดกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง ซึ่งฉันก็จรรีไปเก็บแต่ละข้างมาตั้งไว้หน้าห้องเหมือนเดิม แล้ววิ่งลงมาชั้นล่างอย่างเร็วที่สุด ออกมาจากบ้าน ทำการปิดล็อคเรียบร้อยแล้วตรงดิ่งไปยังโรงจอดรถ ที่ตอนนี้มีรถจอดนิ่งสนิทอยู่ 2 คัน
                ฉันเดินตรงไปยัง Honda Accord Coupe HFS เคลือบสีดำด้านและติดฟิล์มปรอททั้งคัน กดรีโมทเปิดรถ แล้วโยนประเป๋าเป้พองโตเข้าไปบนเบาะข้างๆ คนขับ ก่อนจะเดินกลับมาขึ้นนั่งฝั่งคนขับ  กดรีโมทเปิดประตูรั้วอัตโนมัติ แล้วขับออกจากบ้านทันที
                เอี๊ยด!!!!
                ฉันเหยียบเบรกหัวทิ่ม ดีนะที่คาดเข็มขัดนิรภัยไว้ ไม่งั้น ตัวฉันคงกระเด็นออกไปนอกรถเป็นแน่
                ฉันมองผ่านกระจกออกไป Lamborghiniสีขาวตัวต้นเหตุที่ทำให้ฉันต้องเบรกหัวทิ่มเมื่อกี้นี้ พุ่งเข้ามาจอดขวางทางเข้าออกของประตูรั้วบ้านฉันไว้ คนตัวสูงกว่า 185 เซ็นฯ ก้าวลงจากรถ ผมดำยุ่งๆ ตาสีดำจางๆ ดูดุดันและน่ากลัว
                และเพราะเหตุที่ฉันไม่ค่อยจะเชื่อฟังพ่อกับแม่ที่สั่งสอนเรื่องการขับรถ
‘ขึ้นรถทุกครั้ง ต้องล็อครถทุกครั้งนะลูก เดี๋ยวนี้มันอันตราย โรคจิตมันเยอะ’
มันเลยทำให้อิตาดาราบ้ากามนรกแตกนั่น กระชากประตูฝั่งคนขับออกมาอย่างแรง
                “ลงมา!!!!”
อ๊ากก!!! เสียงและสีหน้าของเขามันไปในทางเดียวกันซะจริงๆ (╥﹏╥)
น่ากลัว~~เก็บอารมณ์ก่อน เดี๋ยวรู้ว่าฉันกลัว แล้วอิตานี่จะได้ใจ -3-
                นิ่งทั้งฉัน นิ่งทั้งอิตานรกนั่น  นิ่ง... ใครขยับก่อนแพ้ ●▂●
                “ว้าย~”
หลังจากที่อิตาดารานั่นเงียบได้ไม่นาน เขาก็ทำการกระชากตัวของฉันออกมาจากรถอย่างแรง จนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่างอยู่แล้ว
และผลสรุป... อิตาดาราบ้ากาม แพ้ -3-
                “เธอจะไปไหนฮะ!!”
ทั้งตะคอก ทั้งจ้องกันแบบจะกินเลือดกินเนื้อ มือซ้ายก็บีบแน่นอยู่ที่แขนขวาของฉันอีก ฉันเป็นทาสในเรือนเบี้ยรึไงยะ (ได้แต่บนในใจ TT_____TT)
                “เปล่า”
ตอบแบบนี้แหล่ะปลอดภัยสุดแล้ว >-< 
                “อย่ามาเปล่านะ!”
เอ่า กลายเป็นว่า เปล่าก็ตอบไม่ได้ แล้วจะเหลือทางรอดให้ฉันมั้ยล่ะทีนี้
                “ก็ฉันไม่อยากเถียงกับนาย”
ฉันพูดเสียงเรียบๆ นิ่งๆ สงสายตาเนือยๆ และเฉยชาไปให้ นั่นเพราะว่า กลัว o(╥﹏╥)oฉันกลัวอิตานี่จริงๆ นะ ตาดุๆ แบบนั้น ถ้าอิตานั่นมีปืน คงยิงฉันตายคารถไปแล้ว ▄︻┳一( ¯ □¯ )
                “งั้นก็บอกมาว่ากำลังจะไปไหน”
เสียงเขาลดเบาลงไปพร้อมๆ กับมือที่ค่อยๆ คลายออกจากแขนของฉัน รอยแดงๆ ยังชัดเจน และเจ็บปวดเล็กๆ อยู่ซักพักก่อนที่จะกลายเป็นชาไปทั้งแขน
                “จะไป...”  ไปไหนดีเนี่ย ตายแล้วฉัน จะบอกไปไหนดี “เดินห้าง”T3T
                “ปัญญาอ่อนรึไงฮะ!ห้างที่ไหนเปิดต้อนรับเธอตอนเกือบตี 1 หัดโกหกให้เนียนกว่านี้หน่อยเหอะ” TT^TT
                “...”
ที่เงียบไม่ใช่ว่าไม่รู้จะพูดอะไรต่อนะ แต่ กลัว TT^TT ฉ้านกลัวอิตานี่ได้ไงเนี่ย ไม่ได้ๆ
อดทน เข็มแข็ง และสู้เว้ย!!!
                เขามองหน้าฉันหน่อยนึง ก่อนจะดึงตัวฉันให้ห่างจากรถ และเข้าไปนั่งในที่คนขับแทน เขาขับรถกลับเข้าไปจอดในโรงจอดรถที่เดิมของมัน หยิบกระเป๋าเป้ของฉันขึ้นมาพาดบ่าแล้วเดินมาลากฉันโยนขึ้นไปนั่งบนรถของเขา
                ฉันเปิดประตูลงจากรถ ในขณะที่อิตาดาราบ้ากามนั่นกำลังจะเข้าไปยังที่นั่งคนขับ
                “กลับขึ้นไป”
เขาสั่งเสียงแข็ง แต่ฉันไม่สนใจ ฉันจะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างของอิตาดารานรกนี่แน่นอน ด้วยเกียรติของลูกผู้หญิงเลย ◑︿◐
                “...”
ฉันเดินกลับเข้ามาภายในรั้วบ้าน ท่องไว้ ใจต้องนิ่ง ใจต้องนิ่ง อย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกา {{{(>_<)}}}
                “กลับขึ้นไป!”
อย่ามาเสียงแข็งใส่ฉ้านนะ ยังไงซะฉันก็ไม่มีทางกลัว ไม่ขึ้นรถของอิตาดาราบ้ากามนรกแตกนี่ เด็ดขาดดด~
 
                ภายในรถLamborghiniสีขาว ผู้ชายในที่คนขับ ขับรถไปฮัมเพลงไปอย่างมีความสุข ส่วนฉัน นั่งเงียบกริบเพื่อความปลอดภัย
 [ไหนว่าไม่ขึ้น ป็อดนี่หว่า]
“เงียบนะยัยผู้เขียน ฉันก็แค่ไม่อยากมีเรื่อง -_-!”
“เธอพูดกับใครน่ะ”
“เปล่า... แล้วนายมาทำอะไรแถวบ้านฉันตอนเกือบตี 1”
ฉันถามขึ้นเบาๆ หลังจากที่นั่งเงียบประหนึ่งคนเป็นใบ้เฉียบพลัน
                “จะรู้ไปทำไม”
แค่ตอบ ยังจะกวนอวัยวะเบื้องล่างอีก ไอ้ดาราบ้ากามนรกแตกนิสัยทรามเอ้ย ตอบดีๆ มันไม่ทำให้ความเลวกระเฉาะออกมาหรอกนะ
เฮ้อ~ คิดแล้วก็เซ็ง ถ้าไม่มัวแต่เก็บรองเท้าส้นสูงให้เข้าที่นะ ป่านหนีหนีอิตาบ้านี่ได้แล้ว
เฮ้อ~~~
                “ถอนหายใจทำไม”
เขาถามน้ำเสียงเรียบที่คาดเดาอารมณ์ของเขาไม่ได้เลย
                “ฉันเหนื่อย”
                “เพราะฉันรึไง”  โห เก่งนี่ รู้ด้วยว่าเพราะนาย  “อยู่กับฉันมันเหนื่อยขนาดนั้นรึไง”
ประโยคหลังนี่เริ่มคล้ายๆ จะต่อว่าฉันซะแล้ว นายนี่เคยโทษตัวเองอย่างจริงจังซักทีมั้ยนะ
                “ใช่น่ะสิ” ฉันหันกลับไปมองผู้ชายที่นั่งข้างๆ สายตานิ่งเฉย เพราะเอือมระอาในทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นตัวเขา “นายนั่งเงียบๆ ไปเลย คุยกับนายแล้วเหมือนคุยกับคนบ้า คุยกันไม่รู้เรื่อง” เขาหันมามองหน้าฉันอย่างเคืองๆ ก่อนจะตั้งใจขับรถไปอย่างเงียบๆ
                กว่าสองชั่วโมงแล้วที่ทั้งเขาและฉันทำตัวไม่ต่างไปจากคนใบ้ เขาขับรถออกนอกเมืองไปเรื่อยๆ จากที่มีแสงไฟเต็มสองข้างทาง รถที่ยังขับสวนไปมาตลอดสาย ตอนนี้ มีเพียงรถที่เขาขับเท่านั้นที่ยังหลงเหลืออยู่บนถนนที่มีไฟดวงเล็กๆ ตามเสาไฟฟ้าข้างทางเท่านั้น
 
                ♪ When you're gone  The pieces of my heart are missing youWhen you're goneThe face I came to know is missing too...[1]
                ฉันสะดุ้งตัวตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังเบาๆ อยู่ในกระเป๋า ฉันมองชายที่หลับอยู่ในเบาะข้างๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าและกดรับสาย
                “ว่าไงแก”
ฉันกรอกเสียงเบาๆ จนแทบจะเป็นเสียงกระซิบไปยังปลายสาย
                (แกอยู่ไหน)
เสียงเพื่อนสนิทที่ฉันโทรไปขอความช่วยเหลือเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ถามด้วยความเป็นห่วง
                “อยู่บนรถ ที่ไหนซักที่แหล่ะ”
                (ที่ไหนซักที่อะไร แกอยู่กับใครเนี่ย ปลอดภัยดีรึเปล่าฮะ)
                “ฉันปลอดภัยดี”
                (แกอยู่กับแฟนแกรึเปล่า)
                “อยู่”
ฉันพูดพลางเหลือบไปทางอิตาดาราบ้ากามที่ตอนนี้ยังคงนอนนิ่งอยู่
                (ก็ดีละ ฉันจะได้นอนต่อ แค่นี้นะ)
สิ้นเสียงอีฟ สายก็ตัดไป ท่าทางยัยอีฟจะเป็นห่วงฉันจริงจังอยู่หรอก ก็นี่พึ่งจะเกือบๆ 6 โมงเช้า ยังอุตส่าห์ตื่นขึ้นมาโทรเช็คความปลอดภัยฉันอีก ฉันยิ้มให้โทรศัพท์น้อยๆ ก่อนจะเก็บมันไว้ในที่เดิม
                ฉันมองออกไปยังนอกรถ เบื้องหน้าท้องทะเลกว้างใหญ่ กับแสงอาทิตย์ที่กำลังสาดส่องขึ้นเหนือผิวน้ำ ภาพข้างหน้าสวยงามอย่างกับภาพที่ถูกตัดแต่งผ่านคอมพิวเตอร์ สวยงามจนฉันอยากจะปลุกคนที่หลับอยู่ข้างๆ ขึ้นมานั่งดูแสงตะวันยามเช้าด้วยกัน ถ้าคนข้างๆ นั้นคือคนที่ฉันรัก แต่นั่นไม่ใช่ และสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่ดีที่สุดที่ฉันคิดได้ก็คือ
หนี!!!
                ฉันหยิบกระเป๋าอย่างเงียบเชียบ เปิดประตูเบาๆ ก่อนจะก้าวขาลงจากรถอย่างช้าๆ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อถูกดึงอย่างแรงกลับเข้าไปในรถ
                ชายหนุ่มดวงตาสีดำจางหน้าตาดุดันนั่งจ้องหน้าฉันอยู่ในที่คนขับ เขาบีบแขนฉันแรงก่อนจะคลายมันออกแล้วดึงกระเป๋าในมือฉันก่อนจะโยนมันลงไปกองกับพื้นใต้ที่นั่งฉันอย่างไม่สนใจ
                “จะไปไหน” อิตาดารานรกแตกถามเสียงแข็งอย่างขุ่นเคือง
                “...”
สัจธรรมสำหรับชีวิตฉันคือ อย่าเถียงกับอิตานรกนี่ถ้าไม่จำเป็น เพราะมันจะนำมาซึ่งความรุ่นแรง ⊙﹏⊙
                “ฉันพาเธอมาดูพระอาทิตย์ขึ้นแท้ๆ เลย ยังคิดจะหนีอีกรึไงฮะ”
                “ลักพาตัวมาสิไม่ว่า” ฉันบ่นงุบงิบ แล้วเบ้ปากใส่อย่างรำคาญใจ เหอะ พูดมาได้ว่าพาฉันมาดูพระอาทิตย์ขึ้น “แล้วพระอาทิตย์ขึ้นไปครึ่งดวงแล้ว นายยังหลับอยู่เลยด้วยซ้ำ เหอะ!”
                “ถ้าฉันหลับ จะรู้ได้ไงว่าเธอหนี”
เขาหันมาแสะยิ้มให้อย่างน่าหมันไส้ ก่อนจะสตาร์ทเครื่องแล้วขับรถออกจากตรงนั้น
                "จะพาฉันไปไหน”
                “คาดเข็มขัดซะ”
เขาไม่ตอบคำถาม แต่กลับกระตุกเข็มขัดนิรภัยตรงที่นั่งฉันเบาๆ
                “นายมันงี่เง่า”
ทำมาเป็นออกคำสั่ง -3- ที่คาดน่ะไม่ใช่เชื่อฟังอิตานั่นหรอกนะ ฉันแค่ต้องการความปลอดภัยเท่านั้นเอง
                “เธอว่าฉันรึไง”
                “เฮ้อ~ ฉันนั่งอยู่กับนาย จะให้ฉันว่าใคร...ไม่ต้องพูดอะไรเลยนะ” อิตานั่นทำท่าจะเถียง แต่ฉันไม่ปล่อยโอกาสให้เถียงหรอกค่ะ “ไม่บอกว่าจะพาไปไหน ก็นั่งเงียบๆ ไปเลย”
               
                เขาขับรถเข้าไปจอดภายในที่จอดรถใต้ดินอย่างชำนาญ หยิบกระเป๋าจากบนพื้นที่เขาโยนมันไว้ไม่นานนี้ขึ้นมาพาดบ่าพร้อมกับลากฉันไปยังลิฟที่อยู่ถัดจากรถเพียงไม่กี่ก้าว เพียงไม่กี่นาทีเราทั้งสองก็ยืนอยู่บนชั้น 29 แล้ว  เขาพาฉันออกจากลิฟ เดินไปตามโถงทางเดินทางปีกขวา ก่อนจะหยุดอยู่ที่ห้องสุดท้าย
                “เธอห้องนี้” เขาชี้ที่ห้องริมสุดพร้อมทั้งส่งคีย์การ์ดให้  “ส่วนฉันจะอยู่ห้องข้างๆ นี้”
                “แล้วยังไงอีก พาฉันมาที่นี่เพื่ออะไร?” ฉันถามขณะที่ดึงกระเป๋าออกจากมือของเขา
                “ก็ฉันอยากมาพักผ่อนที่นี่ซักพัก”
                “แล้วนายจะลากฉันมาทำไมกัน”
มันน่าหงุดหงิดจริงๆ เลย แทนที่ฉันจะได้นอนตื่นสายๆ ออกไปเดินลัลล้าที่ห้าง แต่กลับต้องมานั่งจับเจ่าเป็นนางทาสแบบนี้
                “ไม่ต้องมาทำน่าเซ็ง ก็เธออยากพยายามหนีดีนัก ก็ต้องแบบนี้แหล่ะ”
                “แบบนี้อะไรของนาย นายนี่มันงี่เง่าจริงๆ เลย”
ฉันว่าจบก็เข้าห้องปิดประตู ไม่สนใจอิตานรกแตกที่ยืนบ่นอะไรซักอย่างอยู่หน้าห้อง
                ชีวิตฉันนี่มันน่าสงสารอะไรขนาดนี้ มีวันหยุดทั้งทีกลับต้องมานั่งเป็นทาส ทำตัวตามคำสั่งของไอ้บ้างี่เง่าที่ไหนก็ไม่รู้ หนีก็หนีไม่ได้ ว่างๆ ฉันคงต้องไปสะเดาะเคราห์บ้างแล้ว เผื่อเจ้ากรรมนายเวรอย่างอิตานรกแตกนี่จะได้รับส่วนบุญแล้วหายๆ ไปซักที (_ _。)  
                ฉันหยุดยืนอยู่ภายในห้องสีครีมกว้างขวาง ถอดรองเท้าแตะ ก่อนจะก้าวขึ้นไปบนพื้นยกสูงที่ถูกปูด้วยพรมสีเทาทั่วทั้งห้อง เพียงไม่กี่ก้าว ฉันก็ยืนอยู่ในห้องนั่งเล่น ทางขวาของฉันคือโซฟากำมะหยี่สีดำขนาดใหญ่ หมอนอิงใบโตสีเทาสามใบ ถูกจัดวางบนโซฟา โต๊ะกลางทำจากกระจกใส มีแก้วใส่ดอกกุหลาบลอยน้ำอยู่ ด้านซ้ายมือตรงข้ามกับโซฟาคือโทรทัศน์แอลซีดีขนาด 29 นิ้ว พร้อมโฮมเธียร์เตอร์ชุดใหญ่ ห้องกว้างขวางจนเกินไปสำหรับคนๆ เดียว ถัดจากโซฟาเข้าไป เป็นพรมหนาสีครีมกว้างกว่า 3 เมตร ที่มีหมอนกลมสีเทาวางอยู่สองใบ ข้างๆ พรมนั้นเป็นชั้นหนังสือดีไซน์ประหลาดกั้นระหว่างทางเดินเข้าห้องนอนและห้องรับแขก
                ฉันยืนข้างชั้นหนังสือ เบื้องหน้าคือห้องครัวขนาดใหญ่ พร้อมโต๊ะอาหารกะทัดรัด เครื่องครัวครบเซท และตู้เย็นสูงพอๆ กับตัวฉัน ฉันเลื่อนสายตาออกจากห้องครัว ก่อนจะเดินแยกไปทางขวา ทางสู่ห้องนอน ฉันเดินตามพรมสีเทาผ่านห้องน้ำทางด้านซ้ายจนกระทั่งสุดทาง ประตูห้องนอนที่เปิดแง้มไว้ ฉันเดินเข้าไปภายในห้อง เตียงสีดำแบบญี่ปุ่นที่ยกพื้นสูงเพียง 20 เซ็นฯเท่านั้น จัดวางอยู่กลางห้อง ตู้เสื้อผ้าสีเทาขนาดใหญ่ตั้งติดผนังข้างๆ ประตูเข้าห้องน้ำ ฉันจัดการเอาเสื้อผ้าจากกระเป๋า แขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าให้เรียบร้อย ซึ่งในนั้นก็มีเสื้อผ้าอยู่บ้างแล้ว (ทั้งเสื้อผ้าผู้หญิงและผู้ชาย) ก่อนที่จะลากผ้าขนหนูสีขาวสะอาดสองผืนเดินเข้าห้องน้ำไป
                ฉันใช้เวลาอาบน้ำไม่นานนัก เพราะฉันมีแผนสำหรับวันนี้ทั้งวัน แต่แน่นอนว่ามันไม่ใช่แผนสำหรับหนีแล้ว เพราะรู้ทั้งรู้ว่าหนีไปก็หนีไม่พ้น (ดูจากที่หนีมาแล้ว 2 รอบ) จะหนีให้เหนื่อยทำไม ไหนๆ มาที่ทะเลแบบนี้ ก็ขอพักผ่อนให้สบายไปเลยแล้วกัน ส่วนเรื่องอิตาดาราบ้ากามนรกแตกนี่ ค่อยหาทางแก้ปัญหาทีหลัง
 
                หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันไม่ได้ทำอะไรที่มันเป็นความสุขของตัวเองเท่าไหร่เลย อยากรู้กิจวัตรประจำวันของฉันกับอิตานรกเลวนั่นตั้งแต่มาพักผ่อน (พักผ่อนของอิตานรกนั่นคนเดียว) มั้ยล่ะ
                ตื่นเช้า ฉันออกไปหาข้าวกินนอกโรงแรมให้สบายใจ พอสายๆ เข้าหน่อย ไอ้โรคจิตนั่นก็โทรตามให้ไปนู่นไปนี่ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการเที่ยวหรือกินอย่างมีระดับ (งี่เง่า) พอเย็นๆ ฉันก็ถูกจับโยนเข้าห้องตัวเอง ส่วนอิตาบ้านั่นก็ลากผู้หญิง (ไม่ซ้ำหน้า) เข้าห้อง
เวลาที่เป็นของฉันจริงๆ ก็มีแค่ตอนกินข้าวเช้าจนถึงสายๆ กับตอนกลับเข้าห้องแล้วนั่นแหล่ะ บางวัน เวลาของฉันยังถูกเบียดบังโดยการที่ไอ้บ้านั่นตื่นเช้าไปกินข้าวกับฉัน หรือไม่ก็เข้ามานั่งเล่นรอบรรดาผู้หญิงของเขาที่มาช้ากว่าเวลานัดในตอนหัวค่ำ
เป็นการพักผ่อนที่งี่เง่าที่สุดที่เคยเจอมา (一-一)
และก็เป็นการพักผ่อนที่ทรมานที่สุดเหมือนกัน (︶︹︺)



[1]whenyou’re goneของ Avril Lavigne
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1

ไรเตอร์ก็ปวดใจค่ะ
ที่แอร์เป็นผู้ชายแบบนี้ TT^TT
จากคุณ kyo/writer/(kyokasawa) อัพเดตเมื่อ 23/06/2554 21:39:46
ความคิดเห็นที่ 2
แอร์ทำร้ายใจนางเอกมากอ่ะ พานางเอกไปพักผ่อนแต่ก็พาผู้กญิงอื่นมานอนด้วยเนียะนะ เฮ้อ
จากคุณ ปอ/(helikopter) อัพเดตเมื่อ 23/06/2554 20:20:41
ความคิดเห็นที่ 3
พระเอกหื่นกาม
555
จากคุณ kyo/(kyokasawa) อัพเดตเมื่อ 14/02/2554 02:53:15
ความคิดเห็นที่ 4
ชะอุ้ย ... พระเอกชวนหญิงอื่นมาทำไมงะ

น่าคิดนะ lol
จากคุณ Axel8/(little_fam) อัพเดตเมื่อ 12/02/2554 21:39:50
ความคิดเห็นที่ 5
แล้วจะรีบอัพๆ นะขอรับ
^^
จากคุณ kyo/(kyokasawa) อัพเดตเมื่อ 10/02/2554 16:43:54
ความคิดเห็นที่ 6
เอิ่ม...พระเอก #$#$@%#$^#% จัง!

มาต่อไว ๆ นะขอรับ ! >0<
จากคุณ Axel8/(little_fam) อัพเดตเมื่อ 09/02/2554 20:27:37
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 283 ท่าน