Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 
อ่านเรื่อง
Blackmail ต้นเหตุรัก แผนร้ายกับยัยประหลาด Update Episode 12 Nymphomania กับความจริง [ไรเตอร์สำนึกผิดแล้วที่หายหัวไป TT^TT 40% แรกค้าบ... ]
kyo
Blackmail Episode 3 เฮ้อ! ฉันล่ะรักเธอจริงๆ Upload 100%
4
19/06/2554 17:32:57
2244
เนื้อเรื่อง
" alt="" />" alt="" />

                        กว่า 30 นาทีรถ Bmw M6 สีขาวตัดกับแม็กซ์เงินเมทัลลิค ติดฟิล์มดำสนิท ก็มาจอดขนานกับประตูรั้วเหล็กอิตาลีสูงกว่า 3 เมตร หน้าบ้านของฉันเอง ฉันเปิดประตูรั้วใหญ่นิดๆ ก่อนจะเดินนำทรายเข้าไปภายในบริเวณบ้านที่กว้างขวางกว่า 600 ตารางวา ตัวบ้านและโรงจอดรถกินเนื้อที่ราว 250 ตารางวา ส่วนพื้นที่ที่เหลือ เป็นส่วนของสนามหญ้าและสระว่ายน้ำ (ที่ฉันว่ายไม่เป็น) ต้นไม้ต้นใหญ่หลายต้นให้ร่มเงากับตัวบ้าน สงบและร่มเย็น โต๊ะสนาม เปลผ้า ขอนไม้ ถูกตั้งหลายจุดในบริเวณบ้าน ฉันพาทรายเดินผ่านถนนภายในบ้าน  ก่อนจะพาเธอเดินเข้ามาภายในตัวบ้าน ฝากฝังเธอไว้กับโซฟาสีครีมขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ในห้องรับแขก ส่วนแรกของบ้านก่อนที่จะเดินขึ้นไปชั้นบนเพียงลำพัง

                ผ่านพ้นบันไดแบบ ceremonial[1] ที่นำฉันขึ้นสู่ชั้นสองของบ้าน บริเวณโถงกลางของชั้นสอง ไม่มีอะไรมากไปกว่า โซฟาผ้าสีดำขนาดใหญ่ ข้างๆ นั้น มีขาตั้งกีต้าว่างเปล่า  ทางขวาเป็นส่วนของห้องพักผ่อน ห้องสมุด และห้องออกกำลังกาย ส่วนทางซ้ายที่ฉันเดินแยกไป เป็นส่วนของห้องนอน  ฉันเดินผ่านห้องที่เรียงรายทางขวามือกว่า 3 ห้อง จนมาถึงห้องสุดท้ายของตัวบ้าน ห้องที่ 4 ห้องนอนของฉัน

                ประตูห้องนอนที่เปิดค้างอยู่ ทำให้กลิ่นหอมของดอกมะลิที่ป้าแม่บ้านจะต้องนำมาเปลี่ยนใส่ในแก้วสลักลายทุกวันลอยมาเตะจมูกตั้งแต่อยู่หน้าห้อง
            
ภายในห้องกว้างขวางยังคงสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ ภายในห้องถูกตกแต่งไปด้วยสีดำและเทา สีที่ทำให้ฉันรู้สึกดีจนน่าแปลกใจ (หลายคนบอกว่าหดหู่ แต่ฉันว่าไม่นะ) ฉันจึงมักเลือกใช้สิ่งของเป็นสีนี้เสมอ เตียงไม้สีดำขนาดใหญ่กว่า 6 ฟุต ถูกตั้งไว้เกือบๆ จะกลางห้อง อยู่ตรงข้ามกับชุดเธียเตอร์และทีวีแอลซีดีขนาด 29 นิ้ว เหนือชุดเธียเตอร์เป็นชั้นหนังสือที่ถูกเจาะเข้าไปภายในผนังเป็นชั้นๆสามชั้นยาวกว่า 3 เมตร ที่เต็มไปด้วยหนังสือกฎหมายและนิยายสะสมกว่า 10 ชุด แผ่นไม้บานเลื่อนสไลด์สีดำกว้างกว่า 5 เมตรสูงกว่า 4 เมตรอยู่ถัดจากเตียงเข้าไปด้านในของห้อง กระจกสูง 4 เมตรติดกับผนังห้อง ข้างๆ แผ่นไม้สไลด์ ผนังอีกฝั่งตรงข้ามกับบานเลื่อนสไลด์ เป็นภาพถ่ายฉันและคนในครอบครัวภายในกรอบรูปขนาดต่างๆ ตั้งแต่ขนาดครึ่ง เอ4 ไปจนถึงเกือบเท่าทีวี 29 นิ้ว คาร์เปทไทน์ พรมสีเทาปูพื้นเต็มพื้นที่ของห้อง กับตุ๊กตาหมายักษ์ตัวเท่า 3 คนโอบนั่งหน้าแป้นแล้นอยู่ข้างเตียงด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งถูกจัดวางโต๊ะข้างเตียงขนาดกระทัดรัดที่มีแก้วสลักลายใส่ดอกมะลิตั้งอยู่ ต่อด้วยโต๊ะเครื่องแป้งขนาดใหญ่สีดำ ที่เต็มพื้นที่ไปด้วยครีมหลากยี่ห้อ 
                
ฉันเดินไปยังโต๊ะหัวเตียง หยิบที่ชาร์ทแบตที่พันไว้อย่างเรียบร้อยขึ้นมา ต่อเข้ากับโทรศัพท์แล้วทำการชาร์ทแบทและตรงไปที่แผ่นไม้บานสไลด์ก่อนจะสไลด์ออกเผยให้เห็นประตูสีเทา 2 บาน บานซ้ายที่ใหญ่กว่าบานขวาเป็นตู้เสื้อ เมื่อเปิดออก เสื้อผ้าเกือบร้อยชุดถูกแขวนจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ฉันกวาดสายตามองไปยังสีของเสื้อที่ถูกจัดแบ่งไว้ในตู้ก่อนจะหยิบ เสื้อเชิร์ทสีดำแขนยาวออกมาพาดมันไว้กับเตียง ก่อนเลื่อนสายตาไปหากางเกงยืนขาเดปสีดำ แล้วหยิบมันออกมาวางพาดคู่กับเสื้อเชิร์ท ปิดประตูตู้สีเทาบานซ้าย ก่อนจะเลื่อนมือไปเปิดประตูบานขวา เผยให้เห็นรองเท้าหลากสีสัน วางไล่เรียงรายกันอยู่ในตู้ รองเท้าหนังแก้วสีดำเท่านั้นที่อยู่ในสายตาฉัน ฉันหยิบมันออกมาก่อนจะวางมันไว้ที่ปลายเตียง

                ฉันเดินกลับไปยังโต๊ะหัวเตียงเพื่อเปิดเครื่องโทรศัพท์ก่อนที่จะหยิบผ้าขนหนูสีเทาสองผืนเดินเข้าห้องน้ำที่มุมในสุดของห้อง จัดการชำระล้างความโสมมจากตัว ทั้งขัดทั้งถู เหมือนดั่งว่าความสกปรกที่แปดเปื้อนจะหายไป  (?_?) แต่เอาเถอะ ถึงคิดไปมันคงไม่ทำให้ชีวิตฉันดีขึ้นหรอก ฉันจะถือซะว่าให้ทานไปซะ แล้วจะอโหสิให้ด้วย ชาติหน้าจะได้ไม่ต้องเจอะเจอกันอีก สาธุ...

                กว่าหนึ่งชั่วโมงที่ฉันขัดๆ ถูๆ เนื้อตัวอยู่ในห้องน้ำ แล้วออกมาจัดการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่เตรียมไว้ สีดำทั้งชุด ไว้อาลัยให้ตัวเองหนึ่งวัน ก่อนจะเดินกลับไปดูโทรศัพท์ที่เปิดเครื่องทิ้งไว้

                 5 ข้อความที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน มาจากอีฟ 2 ข้อความ เฟรน 1 ข้อความและบอยอีก 2 ข้อความ

                08929130xx ได้โทรหาคุณเมื่อเวลา... จำนวน 16 ครั้ง >> ข้อความขึ้นชื่ออีฟ

                เฟิฬ.. แกอยู่ไหน แกทำอะไรอยู่เนี่ย เห็นข้อความแล้วโทรกลับหาฉันด่วนเลย ฉันเป็นห่วงแกมากแค่ไหนรู้มั้ยเนี่ย แกหายไป แกเป็นข่าว แกร้องไห้ โทรด่วนๆ นะ >> ข้อความจากอีฟ

                08598988xx  ได้โทรหาคุณเมื่อเวลา... จำนวน 5 ครั้ง >> ข้อความขึ้นชื่อเฟรนด์

                ยัยนี่คงจะเห็นข่าวแล้วล่ะสิถึงได้โทรมาแบบนี้น่ะ T3T

                08662689xx ด้โทรหาคุณเมื่อเวลา... จำนวน 18 ครั้ง >> ข้อความขึ้นชื่อบอย

                บอยโทรมาทำไมกันตั้งหลายสาย มีอะไรรึเปล่านะ

                โทรกลับด่วนที่สุด!!!!! >> ข้อความจากบอย

                บอย ชัยยุทธ  อัครสุทิวงศ์ เป็นเพื่อนสนิทในกลุ่มของฉันอีกคน และความลับที่สุดที่ฉันไม่ได้บอกใคร เขาคือพี่ชายแท้ๆ ของฉันเองค่ะ คงแปลกใจล่ะสิว่าทำไมนามสกุลฉันกับเขาถึงไม่เหมือนกัน เรื่องมันมีอยู่ว่า...

เมื่อนานมาแล้ว...

หญิงที่พึ่งผ่านวัยแรกรุ่นมาไม่กี่ปี ให้กำเนิดคู่แฝดผู้ชายหนึ่งคนและผู้หญิงอีกหนึ่งคน ท่ามกลางความปลื้มปิติของชายหน้าตาดีสองคนและหญิงสาวที่ยืนน้ำตาไหลไม่ยอมหยุดอยู่ข้างเตียงของหญิงที่พึ่งให้กำเนิดเด็กหน้าตาน่าเกลียดน่าชังนั่น ทั้งสี่คนนั้นเป็นเพื่อนรักกั

หญิงที่ยืนน้ำตาไหลไม่หยุดอยู่นั้นตอนนี้กำลังอยู่ในอ้อมอกของชายผู้เป็นสามี ทุกคนต่างรู้ถึงสาเหตุของการเสียน้ำตาครั้งนี้เป็นอย่างดี เธออยากมีลูก แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงทำให้เธอไม่สามารถมีลูกได้ ก่อนหน้านี้เธอได้พยายามทำทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็น เด็กหลอดแก้ว[2] อิ๊กซี่[3]หรือกิ๊ฟ[4] แต่ทุกอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถจะให้ลูกกับเธอได้

ตลอดระยะเวลาที่เด็กแฝดทั้งสองเติบโตขึ้นเรื่อยๆ น้ำตาของหญิงที่ผิดหวังก็ยังคงไหลออกมาเช่นเดิม ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมาถึง 12 ปีแล้วก็ตาม เธอคอยช่วยเหลือเลี้ยงดูและประคบประหงมเด็กแฝดทั้งสองอย่างกับแม่แท้ๆ และทุกครั้งที่เธอนั่งมองเด็กน้อยทั้งสองนอนหลับตาพริ้มอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว น้ำตาเธอก็ไหลออกมาเหมือนมันไม่มีวันหมดซะอย่างนั้น
                
แต่เหมือนโชคเข้าข้าง เด็กชายแฝดผู้พี่รับรู้ถึงน้ำตาที่หยดลงตรงหน้า เขาใช้มือเล็กปาดน้ำตาก่อนจะเรียกหญิงผู้ผิดหวังว่าแม่เบาๆ  ผู้ที่อยากเป็นแม่ใจแทบขาดคว้าเด็กชายตัวเล็กมาแนบอกก่อนจะคลายอ้อมกอดนั้นออกเพราะมีมือเย็นมาสำผัสที่ไหล่ เธอและเด็กน้อยหันมองตามมือนั้นไป หญิงผู้เป็นแม่แท้ๆ ยิ้มทั้งน้ำตาก่อนจะคว้าลูกชายตนเองเข้าหาตัว ลูบผมน้อยๆ ก่อนจะถามลูกชายขึ้นเบา

ลูกอยากจะมีแม่อีกคนมั้ย

เสียงผู้เป็นแม่แท้ๆ สั่นเครือ แต่ทว่าดวงตายังกลับยิ้มให้ลูกชายที่อยู่ตรงหน้า ชายสองคนที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ที่หน้าประตูห้อง กำลังลุ้นคำตอบของเด็กชายตัวเล็ก ราวกับมันเป็นคำตอบที่จะช่วยกู้โลกยังไงยังงั้น ในด้านหญิงผู้ผิดหวังก็เช่นกัน แม้เธอจะก้มหน้าปล่อยให้น้ำตาไหลผ่านมือ แต่ก็ยังคงลุ้นคำตอบอยู่เช่นเดียวกั

ถ้าแม่อีกคนของผมคือผู้หญิงคนนี้เด็กชายพูดพร้อมกับสัมผัสใบหน้าของหญิงผู้ผิดหวังเบาๆ คราบน้ำตาติดผ่านมือน้อยๆ ออกมา ผมก็อยากมีครับ

แม้จะไม่ใช่ลูกที่เกิดจากเลือดเนื้อของตัวเอง แต่เขาคือเด็กตัวเล็กที่เธอดูแลและทะนุถนอมมาโดยตลอด แค่นั้นมันก็ทดแทนกันได้แล้

ผู้เป็นแม่แท้ๆ ทำใจหนักแน่นก่อนจะยกลูกชายที่รักให้เป็นลูกบุญธรรมของสองเพื่อนสนิท มันจะไม่แย่ขนาดนั้นหรอก เธอพูดกับตัวเองในใจ บอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามันไม่แย่ขนาดนั้น และแน่นอนว่ามันก็ไม่แย่ขนาดนั้นจริง

ทั้งสองครอบครัวซื้อบ้านหลังใหม่ภายในโครงการหมู่บ้านหรูหรา บ้านหลังใหญ่สองหลังกำแพงรั้วด้านข้างติดกัน พวกเขาทุบกำแพงเป็นประตูเล็กพอเป็นที่สำหรับคนเดิน เชื่อมต่อระหว่างบ้านเด็กแฝดทั้งสองวิ่งเล่นกลับไปกลับมาเหมือนดั่งว่าไม่เคยมีประตูหรือกำแพงนั้นอยู่ และสำหรับเด็กชายแล้วหญิงผู้ให้กำเนิดก็ยังคงเป็นแม่แท้ๆที่เค้ายังรักและต้องดูแลเช่นเดิม และแม้ว่าเขาจะไม่มีเลือดเนื้อของหญิงผู้ผิดหวังอยู่เลยก็ตาม แต่สำหรับเขาแล้วก็ยังคงเป็นแม่ที่เขารักเช่นกัน

และนี่ก็คือเรื่องราวที่แม่ของฉันมักเล่าให้ฟังก่อนนอนในช่วงเวลาที่ยังเป็นเด็ก แน่นอนว่าฉันจำมันได้ดีว่าตัวเองยังมีพี่ชายที่แสนดี ที่อยู่บ้านข้างๆ นี้อยู่อีกค

การย้ายบ้านในครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มชีวิตใหม่เลยทีเดียว ฉันและพี่บอยเริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมแห่งใหม่ ที่ไม่มีเพื่อนเก่าเลยแม้แต่คนเดียว การใช้นามสกุลใหม่ของพี่บอยและการที่หน้าตาเราทั้งสองไม่ได้เหมือนกันเดะ (แต่ก็ยังเหมือนกันอยู่) ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าเราสองคนเป็นพี่น้องกัน

นี่แหล่ะค่ะเรื่องราวของฉันกับบอย พี่น้องฝาแฝดที่หน้าตาคล้ายๆ กันแค่นั้น ไม่ได้ถอดกันออกมาเปะๆ แต่ยังไงซะเขาก็คือพี่ชายของฉัน ไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่ไหนก็ตาม แต่กับอิตาพี่ชายฉันน่ะสิ อยู่มหาลัยทีไร ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของซะจนคนคิดว่าเราสองคนเป็นแฟนกันซะแล้ว ฉันล่ะดีใจจนเนื้อเต้นเวลาปิดเทอม เพราะอิตาพี่ชายนั่นต้องบินไปนู่นไปนี่ไม่มีเวลาได้มาอยู่บ้านคอยประกบฉันแจหรอก ปิดเทอมนี้ก็บินไปออสเตรเลียกับอาชาย อาหญิง (พ่อแม่บุญธรรมของพี่บอยนั่นแหล่ะค่ะ) ชั่วคราว ซึ่งคุณอามีกิจการส่งออกวิสกี้ ตอนนี้ก็กำลังเปิดสาขาใหม่ที่ออสเตรเลีย เลยต้องไปอยู่ที่นั่นซักระย

                ฉันกดโทรออกยังเบอร์ที่ส่งข้อความมา อีฟ พลางใส่รองเท้าที่วางอยู่ปลายเตียง โดยที่ยังไม่ทันได้ยินเสียงรอสาย ปลายสายก็กดรับซะก่อ

                (เฟิฬ! แกอยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ฉันเห็นข่าวแกแล้ว แกเป็นอะไรรึเปล่า ฉันโทรหาแกไม่ติดเลย แล้วแก...) -_-*

                “ใจเย็นอีฟ” ฉันรีบตัดบทเพื่อนสาวที่พูดไม่เว้นจังหวะให้ฉันตอบซักนิด “ฉันไม่เป็นไร เสียงยังใสอยู่เลย เห็นมั้ย

                (แต่เมื่อเช้าแกร้องไห้ แล้วยังมีข่าวอะไรนั่นอีก)

ช่างจับผิดเชียวนะแก สมแล้วที่เป็นเพื่อนฉ้าน~

                “ฉันคงละเมอแหล่ะ ไม่เป็นไรหรอก”

             (แล้วข่าวอะไรนั่น จริงหรอแก)

                “จริง”

                (กรี๊ดดดด เพื่อนฉ้าน~ ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ปิดเงียบเลยนะแก)

เสียงดี้ด๊าที่ยัยอีฟพูดถึงอิตาดาราบ้ากามนั่น ทำฉันเซ็งในอารมณ์ซะเหลือเกิน (???)

                “...”

            (ฉันน่ะต้องใช้ความพยายามมองภาพบนหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ตั้งนาน ถึงจะแน่ใจว่าเป็นแก)

                “ขนาดนั้น” -_-^

             (ก็ใช่น่ะสิ ฉันล่ะขอประนามอิตาช่างภาพเลย ถ่ายภาพขึ้นหน้าหนึ่งได้เลวมาก นี่ถ้าฉันไม่ใช่เพื่อนแกมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหา) แค่ม.ปลายเท่านั้นล่ะย่ะ  (ฉันไม่รู้หรอกว่าผู้หญิงบนข่าวนั้นเป็นแก)

                “แล้วมีใครรู้บ้าง”

             (ก็แค่ฉัน เฟรนด์แล้วก็บอย ฉันโทรไปบอกตานั่นเรื่องแกมา ตานั่นตกใจใหญ่เลย)       

                “ถึงว่า บอยโทรมาตั้ง 18 สาย งั้นเดี๋ยวฉันโทรหาบอยก่อนละกัน แล้วก็.. อย่าไปบอกใครล่ะว่านั้นน่ะฉัน

(ไหงงั้นล่ะแก แอร์เปิดตัวแกแล้วเชียวนะ)

“ฉันอยากตายตอนนี้รึไงล่ะ เดี๋ยวบรรดาเด็กในสต็อกของอิตาดาราบ้านั่นจะได้ตามมากระทืบฉันตายน่ะสิ

(ก็อาจจะเป็นได้)

“เออแก แค่นี้ก่อนแล้วกัน โทรหาบอยก่อน แล้วคุยกันใหม่นะแก

ฉันกดตัดสายเพื่อนรักพลางเดินไปเดินมาอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ข้างบานสไลด์ เช็คความเรียบร้อยของตัวเอง ก่อนจะกดออกไปยังเบอร์ที่คุ้นเค

               โทรไปเมืองนอก กินแกรบแน่ๆ งานนี้ (???)

            ตืดด...ตืดด

                (เฟิฬ!)

เสียงรับสายของตาพี่บ้านี่เกือบทำฉันช็อคโลก จะตะโกนทำไมเนี่ย!! >0<

            “ตกใจหมดเลยบอย

                “ทำไมไม่เรียกฉันว่าพี่ฮะ

                “เรียกก็ได้ แต่ฉันก็จะเรียกตอนอยู่มหาลัยด้วย”

             อิตาพี่บ้านั่นไม่ยอมหรอก เพราะอาการติดน้องสาว บวกกับโรคหวงเข้าไส้ขนาดนี้ อิตาพี่บ้านี่ไม่ยอมให้ใครรู้  หรอกว่าเราสองคนเป็นพี่น้องกัน ขนาดคนคิดว่าเป็นแฟนกันขนาดนี้ อิตาพี่บ้านี่เผลอเมื่อไหร่ อิตาผู้ชายพวกนั้นนี่ก็แทบจะลากฉันไปเขมือบอยู่แล้ว (?-?)

             (โอเคพี่ยอมละ แต่ทำไมเครื่องถึงปิดแบบนั้น เธอไม่เคยปิดเครื่องเลยนะ!!)

ปลายสายเริ่มบ่นด้วยเสียงที่ฟังดูเหมือนจะ เดือดดา

            “ก็แบทฯ มันหมดนี่นา

                (อีฟโทรมาบอกว่าเธอร้องไห้ แล้วยังเป็นข่าวกับไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ ไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร มันทำอะไรเธอ พี่จะกลับไปเดี๋ยวนี้เลย)

                “ใจเย็นน่าบอย ไม่ได้เป็นอะไร” ฉันทำเสียงใสแจ๋วพี่ชาย “แล้วก็ไม่ต้องกลับมานะไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย” ทำอย่างกับออสเตรเลียกับประเทศไทยอยู่ห่างกันแค่คลานกระดื๊บๆ ก็ถึงงั้นแหล่

                (เฮ้อ~ ไม่เป็นไรก็ดี มีไรก็โทรมาละกัน แล้วนี่ลงทะเบียนให้พี่แล้วใช่มั้ย)

                “ลงให้แล้วล่ะ เออบอย เดี๋ยววางก่อนนะ ต้องไปทำธุระต่อน่ะ

ก็ปล่อยให้ทรายนั่งรอมาจะสองชั่วโมงแล้วนี่ ฉันนี่ไร้มารยาทสุด

            (ธุระ! ธุระอะไรน่ะ เดี๋ยวนี้หัดใช้คำนี้กับพี่นะ)

เอ่าเวรกรรม ?(???)?

                “ก็นัดกับเพื่อนเก่าไว้น่ะคร่า อยากจะทราบอะไรอีกมั้ยคะ

เฮ้อ~ ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมถึงหวงน้องเหมือนจงอางหวงไข่ขนาดนี้น

                “ไม่ได้อยากจะรู้ไรซักหน่อย ก็แค่เป็นห่วง เธอน่ะมองโลกในแง่ดี คิดว่าคนอื่นดีไปซะหมด

              “คนอื่นที่ว่านี่หมายถึงผู้ชายใช่มะ”

                  “ก็เออสิ” พูดถึงผู้ชายแล้วของขึ้นรึไงเนี่ยยย

              “มาโมโหใส่ฉันทำไมเนี่ย

                “พี่ล่ะปวดหัวจริงๆ เห็นสายตาที่ไอ้พวกนั้นมันมองเธอบ้างมั้ยฮะ”

              “เห็น  เค้าก็แค่ยิ้มทักทาย

                “นี่ไง! พึ่งจะว่าไปหยกๆ มองคนในแง่ดีนักนะ ไอ้พวกนั้นมันจะเขมือบเธออยู่แล้ว ไม่รู้สึกบ้างเลยรึไง!!

              เสียงดังกระแทกหูฉันแล้ว โมโหแล้วๆ อย่างนี้ต้องใช้แผน

              “ก็พี่รู้สึกแทนแล้วไงคะ ฮิๆ”

                     “เฮ้อ~ เธอนี่นะ”

                “ชอบใช่มั้ยล๊า~

                “ก็แหงล่ะ เรียกพี่ว่าพี่นับคำได้เลย ไม่เคยจะเคารพ

                    “ก็เพราะใครกันล่ะ อยู่มหาลัยให้เรียกแต่ชื่อ กลับมาบ้านให้เรียกพี่ ยังงี้ฉันก็งงเหมือนกันนะ ถ้าไปหลุดเรียกพี่ตอนอยู่มหาลัย พี่จะยอมมั้ยล่ะ

                   “ไม่ได้ ขนาดพวกนั้นคิดกันว่าพี่เป็นแฟนเธอ มันยังไม่สนใจเลย จะแย่งเอาหน้าด้านๆ แล้วนี่ถ้ารู้ว่าพี่เป็นพี่ไม่ใช่แฟนนะ  มันคงข้ามหัวไม่สนใจเลยน่ะสิ

                     “หวงเกิน”

                “แหงล่ะ เธอน้องพี่นะ ถ้าหาผู้ชายดีๆ มาดูแลเธอไม่ได้ ฉันขอสั่งให้เธอขึ้นคาน

                    “ได้ไง ไอ้พี่โรคจิต”

                    “ได้แล้วกัน แล้วนี่ไม่ไปหาเพื่อนแล้วหรอ

                เอ่อ... ลืมไปเล

                  “งั้นเฟิฬวางแล้วนะ”

               “โอเค อย่าทำตัวดื้อล่ะ

                “อื้อๆ พี่ก็กลับมาเร็วๆ แล้วกัน พี่ไม่อยู่แล้วไม่มีใครให้ไถตัง”

                “ดีมาก -_-^  พี่ก็นึกว่าคิดถึง ไปหาเพื่อนได้แล้วไป แค่นี้นะ

                   “แค่นี้แหล่ะ”

               สิ้นเสียง ฉันก็กดตัดสายไปพร้อมทั้งหยิบกระเป๋าสะพายที่อยู่บนตักตุ๊กตาหมาขึ้นมาสะพายก่อนจะเดินออกจากห้องไป

                     ฉันเดินลงบันไดมายังชั้นล่าง เสียงรองเท้าส้นสูง 2 นิ้วครึ้งกระทบพื้นดังต๊อกแต๊กรบกวนโสตประสาทไม่ใช่น้อย

                “เสร็จแล้วหรอ

    เสียงใสแจ๋วของสาวหน้าตาน่ารักที่นั่งอย่างสบายใจบนโซฟาตัวใหญ่ ร้องทักขึ้นเมื่อฉันเดินมาในห้องรับแขก  ในขณะที่เธอปิดหนังสือนิยายเล่มหนาที่ฉันพึ่งจะอ่านมันจบไปเพียงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ยังวางมันไว้บนโตะกลางในห้องรับแข

                    “ขอโทษนะที่ช้า”

    ใช่ ฉันสมควรกล่าวขอโทษเป็นที่สุด ก็ไร้มารยาทถึงขนาดให้เธอต้องมานั่งรอคนที่แทบไม่รู้จักถึง 2 ชั่วโม

                    “ไม่เป็นไรหรอก ได้พระเอกในนี้ช่วยไว้น่ะ ฮิๆ”

   เธอพูดพลางโบกหนังสือในมือนิดๆ แถมยังส่งยิ้มน่ารักมาให้ฉันอีกด้ว

                   “เอาไปอ่านได้นะ ยังมีอีกเยอะเลยข้างบนห้องน่ะ จะดูมั้ย”

               “ไม่เป็นไร ทรายเอาเล่มนี้ไปก่อนแล้วกัน แล้วเดี๋ยวจะมาสิงสถิตที่นี่บ่อยๆ ^___^” เธอพูดด้วยสีหน้าอันแจ่มจรัสซะเหลือเกิน “เดี๋ยวถึงบ้านจะพาไปดูหนังสือของทรายมั่ง แต่ละเล่ม พระเอกน่าเคลิบเคลิ้มมากๆ เลย ฮ่าๆ

                   “ดีจริงๆ เลย นั่นแหล่ะความสุขแต่ละวันของเฟิฬ ฮ่าๆ” ฉันเดินไปถึงตัวทราย ก่อนที่เธอจะดึงมือฉันออกมาจากบ้าน และหยุดลงเมื่อเจอกับแม่บ้านที่พึ่งจะเดินสวนเข้ามา

               “เดี๋ยวเฟิฬจะออกไปข้างนอกนะคะป้านิ่ม มืดๆ ถึงจะกลับ

     ฉันกล่าวกับหญิงวัยกลางคนที่กำลังจะเดินเข้าไปในบ้านก่อนที่ฉันจะก้าวขึ้นรถของทราย

               “ทรายนึกว่าเฟิฬอยู่คนเดียวซะอีก

   หญิงสาวที่นั่งข้างๆ เปิดการสนทนาด้วยประโยคคำถาม  ก่อนจะเหยียบคันเร่งเบาๆ มุ่งหน้าไปทางบ้านเธอ

               “จริงๆ แล้ว อยู่กับพ่อแม่ ป้านิ่ม ป้าแม่บ้านแล้วก็ลุงอินทร์สามีแกน่ะ แต่ช่วงนี้พ่อกับแม่ไปเที่ยวกันหลังดอย อีกซักวันสองวันก็คงกลับ

                      “....”

                      “แต่เดี๋ยวซักพักป้านิ่มกับลุงอินทร์ก็กลับบ้านแล้ว แกจะมาดูแลบ้านให้ก่อนเย็นน่ะ แกต้องกลับไปอยู่กับหลานช่วงปิดเทอม”

                “แล้วอยู่คนเดียวไม่เหงามั่งหรอ

                “ก็นิดหน่อยน่ะ แต่ก็แค่ช่วงนี้แหล่ะ พอหลานป้าแกกลับต่างจังหวัด ลุงกับป้าก็กลับมาอยู่ที่นี่ตามปกติ แล้วอีกไม่กี่วันพ่อกับแม่ก็คงจะกลับแล้วล่ะ ไปตั้งอาทิตย์นึงเห็นจะได้แล้ว”

                      บทสนทนาเกี่ยวกับตัวฉันยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ตลอดทางสู้บ้านของทรายกว่า 1 ชั่วโมง ไม่ใช่ว่าผู้หญิงในที่คนขับขับรถช้าเกินไป แต่เพราะรถติดตลอดทาง โดยปกติรถติดจะทำให้ฉันหัวเสีย แต่นี่เพราะมีผู้ร่วมเดินทางที่ค่อนข้างจะติ๊งต๊องนิดๆ เธอทำให้ฉันหัวเราะได้เป็นวรรคเป็นเวร จนฉันลืมเรื่องรถติดไปเล

 

                ทรายเคลื่อนรถเข้าไปจอดภายในรั้วของบ้านหลังใหญ่อย่างช้าๆ  ภายในโรงจอดรถมีรถยนต์หรูหรามีราคาจอดเรียงกันอยู่แล้วถึง 4 คัน พื้นที่ของถนนภายในบ้านก็กลับกลายเป็นโรงจอดรถชั่วคราวไปแล้ว รถทรงสปอร์ต หรือไม่ก็รถดูหรูหราใหญ่โตต่างจอดกันระเกะระกะตามแต่อารมณ์คนขับ และนั่นก็หมายถึง Bmw สีขาวของทรายด้วย ที่จอดเกยส่วนของพื้นหญ้าไปนิดหน่อ

                ฉันเดินลงจากรถ มองไปยังสวนหน้าบ้าน ที่มีโต๊ะไม้ยาวกว่า 4 เมตรตั้งอยู่ โดยมีเตาบาบีคิวขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางหัวโต๊ะ ชายหนุ่มหน้าตาขั้นเทพกว่า 3 คน (รู้สึกว่าเคยเห็นอยู่กับอิตานรกนั่นตอนที่ฉันไปขอลายเซ็น) ยืนคุยกันอย่างออกรสรอบๆ เตาบาบีคิว ทรายพาฉันเดินไปยังประตูหน้าบ้าน ซึ่งอยู่คนละทางกับจุดที่ฉันมองอยู่

                ฉันเดินผ่านโถงกลางโล่งๆ ที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากเสียงเจื้อยแจ้วที่ค่อนข้างจะเป็นเสียงอาละวาดที่ดังมาจากห้องทางขวามือ ฉันทำท่าจะเสนอหน้างามๆ เข้าไปดู แต่ทรายกลับดึงฉันเดินไปอีกทาง ห้องทางซ้ายที่มีเสียงแว่วๆ ดังออกมาเบาๆ

                ภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวาง ชายหญิงหน้าตาดีในวัยกลางคนซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาหนังสีขาวสะอาด กำลังนั่งจ้องทีวีแอลซีดีขนาดกว่า 50 นิ้ว ทรายพาฉันเข้าขัดจังหวะขณะที่ชายหญิงทั้งสองกำลังหัวเราะกับภาพในทีวี

                “คุณพ่อคุณแม่คะ นี่เฟิฬ เพื่อนทรายค่ะ”

                ทรายแนะนำฉันให้คุณพ่อคุณแม่ของเธอรู้จัก ท่านทั้งสองละสายตาจากทีวีจอใหญ่ ฉันไหว้งามๆ อย่างที่กุลสตรีเขาทำกัน (ช่วงสร้างภาพ ให้ผู้ใหญ่เขาเอ็นดู ฮิๆ) ท่านทั้งสองรับไหว้ละยิ้มให้อย่างเอ็นดู

                จากนั้นทรายก็พาฉันเดินออกจากห้องนั่งเล่นตรงไปยังห้องที่มีเสียงเจื้อยแจ้วที่ก่อนหน้านี้ฉันทำท่าเสนอหน้าอยากรู้อยากเห็น  โต๊ะอาหารอย่างดีถูกตั้งกลางห้อง เก้าอี้รอบโต๊ะนั้นมีผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่งนั่งอยู่ และผู้ชายอีกสองคนที่ดูหล่อแบบเลวๆ นั้นนั่งลงกับพื้นข้างๆ เด็กสาวน่าตาน่าทนุถนอม (รู้สึกว่าฉันจะเคยเห็นผู้ชายหล่อเลวนี่อยู่กับอิตานรกนั่นตอนไปขอลายเซ็นนะ)

                ทรายแนะนำฉันให้กับคนในห้องรู้จัก คีย์ นักร้องสาวเสียงดีที่กำลังดังเป็นพลุแตกที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ผู้ชายหน้าตาหล่อเลวสองคนคือพี่ไปร์กับพี่ทิม พี่ชายของทราย และตังเม น้องสาวที่นั่งงอลทุกคนในห้องอยู่บนพื้นห้องอาหาร ทุกคนดูเป็นมิตร โดยเฉพาะผู้ชายที่ดูหล่อเลวสองคนนั่น ที่ได้รับการันตีจากสาวๆ ในห้องอาหารว่า คาสโนว่าตัวพ่อ ก็คงจะจริงนั่นแหล่ะ เห็นหน้าฉันแค่แปปเดียว ก็พากันแทะโลมด้วยสายตา จนตัวฉันแทบจะเหลือแต่กระดูกอยู่แล้ว  แต่พอถูกสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดจากทราย ว่าฉันเป็นแฟนแอร์ พี่สองคนนั้นก็เดินหายจากห้องครัวไปเลย

                ทรายและคีย์พาฉันเดินออกมาจากห้องอาหาร  ออกมาสู่สวนกว้างหน้าบ้าน เราสามคนเดินตรงไปที่โต๊ะไม้ ที่ตอนนี้หนุ่มๆ 5 คน กำลังง่วนกับการปิ้งย่างบาบีคิวกันอย่างสนุกสนาน เมื่อฉันเดินไปถึงโต๊ะ พี่ไปร์ก็ดึง (ลาก) ฉันออกมายืนหัวโต๊ะฝั่งตรงข้ามกับเตาบาบีคิว ก่อนจะทำการแนะนำให้ผู้ชายที่เหลือบนโต๊ะรู้จักฉัน (ทำอย่างกับตัวเองรู้จักฉันมานมนานงั้นแหล่ะ)

                “น้องเฟิฬ นี่ไทม์ บอลแล้วก็อาร์ท”

                     ชายอีก 3 คนที่ฉันไม่รู้จัก คือ ไทม์ บอล และอาร์ท ทั้งสามดูดีแบบไม่มีที่ติ การแต่งตัวที่สุดแสนจะธรรมดาในตอนนี้ ไม่ได้ทำให้หน้าตาของพวกเขาดูธรรมดาลงเลย ไทม์ที่ผมสั้นสีน้ำตาลอ่อน ผมที่ไม่ได้ผ่านการเซทดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ บอลที่ผมดำสนิทยาวเป็นรากไทรตัดกับผิวขาวๆ ของเค้าอย่างดูดี ขนาดมัดจุกเพื่อไม่ให้ผมลงมาปรกหน้า ยังน่ารักอย่างไม่น่าให้อภัย (??-?) ส่วนอาร์ท ผมสีน้ำตาลทองเป็นคลื่นบางๆ ข้างหลังซอยสั้นประมาณต้นค

                เฮ้ออ~ ฉันล่ะเลือกไม่ถูกเลยแฮะ ว่าจะปล้ำใครก่อนดี ฮี่ๆ (?? ??)?

                นานกว่า 2 ชั่วโมง กว่าที่ฉันจะรู้สึกคุ้นเคยกับความเจ้าชู้ของหนุ่มๆ บนโต๊ะ ที่เห็นจะดูเรียบร้อยกว่าคนอื่นๆ ก็คงจะเป็นไทม์ ไม่ใช่ว่าเขาเรียบร้อยเป็นนิสัยหรอกนะคะ แต่ว่าทราย ที่เป็นแฟนบังเกิดเกล้านั่งอยู่ด้วยน่ะสิ ถึงได้ทำตัวเป็นลูกแมวที่น่ารักขนาดนี้ และไอ้รถบีเอ็มที่ทรายขับไปรับฉันมานั่นก็รถไทม์ งานอดิเรกของทรายน่ะคือการเอารถแฟนตัวเองไปขับโดยให้ไทม์จ่ายค่าน่ำมัน (รถตัวเองมีไม่ขับ น่ารักเป็นบ้าเลย)

                และขณะที่พี่ไปร์และพี่ทิมกำลังโดนคนบนโต๊ะเผาสดให้ฉันฟังอยู่ ประตูรั้วหน้าบ้านขนาดใหญ่ก็เปิดออก เผยให้เห็นรถสปอร์ต  Lamborghini lp640 สีขาว แม็กส์และกระจกดำสนิท เคลื่อนตัวเข้ามาจอดข้างๆ bmw สีขาวของไทม์

ชายร่างสูงกว่า 185 เซ็นฯ  ก้าวลงจากรถละตรงมายังที่พวกเรารวมตัวกันอยู่ เขาอยู่ในชุดกางเกงยีนขายาวกับเสื้อยืดสีขาวดูสบายตา ผมสีดำสนิทไม่ผ่านการเซทดูยุ่งนิดๆ ใบ้หน้าขาวมีสีเลือดหน่อยๆ เห็นแล้วขัดหูขัดตา ???

                บรรยากาศกำลังไปได้ดีแท้ๆ เลย ?? ?

“เฮ้ยแอร์ มาช้าว่ะ

เสียงไทม์ทักเรียกอิตาบ้ากามนั่น ขณะที่เขากำลังนั่งลงข้างๆ ฉัน ???

                “รอฉันนานมั้ย ยัยประหลาด” คำทักทายอิตานรกนี่ ทำเอาเพื่อนๆ มองกันอย่างสงสัย “เราคุยกันอย่างงี้น่ะ แฟนฉันเป็นประเภท จิตผิดปกตินิดๆ น่ะ” เขาอธิบายให้เพื่อนๆ ฟัง พร้อมทั้งยักไหล่นิดๆ อย่างไม่สนใจ

                ฉันได้แต่นั่งนิ่งๆ อย่างเสียอารมณ์ กำลังจะสนุกอยู่แล้วเชียว (?^?)

อิตานี่ก็อยู่ไม่สุข พยายามนักนะ ที่จะเอามือเลื้อยมาตามแขน  ตามคอ  มาถึงเอวฉ้านแล้วว~

ไอ้โรคจิต -3-

             “ห้ามกินนะ!

 อิตาดารานรกนั่นดุฉันเสียงแข็ง พร้อมทั้งแย่งแก้วน้ำโค้กผสมเหล้านิดๆ ไปจากมือฉัน ที่พึ่งจะรับมันมาจากทรายได้หยกๆ

                “ฉันจะกิน

ฉันสนอิตานรกแตกนี่ที่ไหนกันล่ะ ฉันหยิบแก้วพยายามจะกระเดือกน้ำในแก้วลงกระเพาะ แต่อิตาบ้านั่นก็พยายามจะเอาแก้วออกไปซะให้ได้

                “นิดหน่อยเองน่าแอร์ นี่บ้านทรายด้วย เดี๋ยวนอนที่นี่ก็ได้”

              “ห้ามกิน!

                    อิตานี่มันญาติกับหมารึไง ขู่อยู่ได้ ???

                   “ก็ฉันจะกินนี่ นายจะทำไม

               “ก็ฉันสั่ง

     อ๊ากกก ไม่พูดเปล่า ยังดึงแก้วน้ำไปจากมือฉันด้วย ไอ้ขี้ขโมย -3-

                   “สั่งแล้วฉันกลัวรึไง”

ฉันดึงแก้วเหล้าคืนมาพร้อมทั้งกระเดือกน้ำไปเกือบครึ่งแก้ว แล้วหันกับมาทำหน้าตากวนประสาทใส่ตานรกนั่น เหอะ! อย่าคิดว่าฉันจะกลัวนายน

                “เธอมันยัยตัวแสบ”

            “นายมันก็ฉาวโฉ่

 ฉันจ้องตาเขาเขม็ง ในขณะที่เขาก็จ้องฉันกลับ เหอะ!! ฉันไม่สะทกสะท้านกับสายตานั่นของนายหรอ

                “เฮ้อ~ ฉันนี่รักเธอจริงๆ เลย จะยังไงฉันก็ต้องยอมเธอตลอด”

อ๊ากกก อิตานี่ไม่พูดเปล่า ยังดึงตัวฉันเข้าไปกอด ท่ามกลางเสียงวี๊ดวิ่วของเพื่อนๆ โดยที่ฉันก็สุดแสนจะพยายามดันตัวอิตานรกนั่นออกไ

แว๊กก!!! ทุกโค๊นน~ ไม่ใช่อย่างที่เห็นนะ นี่มันภาพลวงตา TT_TT

             ฉันดันตัวอิตานั่นก่อนจะลุกไปช่วยบอลที่ปิ้งย่างอาหารทะเลอยู่บนเตาบาบีคิวที่หัวโต๊ะ เราคุยกันนิดหน่อยและกลับมานั่งที่เดิมพร้อม กับอาหารทะเลในจา

                “คุยกับหนุ่มอื่นต่อหน้าแฟนได้ยังไง”

ฉันนั่งยังไม่ถึงนาที อิตาบ้ากามนั่นก็ค้อนใส่ฉันซะยกใหญ่ \("???)/

                “นั่นเพื่อนนาย”

ฉันว่าพลางจิ้มปลาหมึกย่างเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจ เรื่องไร้สาระ -_-^

                “แต่ฉันหึง

            “นั่นก็เรื่องของนาย”

                  “มองหน้าฉันซิ” สั่งจังเว้ยย ( ???) 

                “ไม่เอา ฉันไม่อยากเห็นหน้านาย”

            “มองหน้าฉัน

เขาไม่พูดเปล่า แต่ยังจับหน้าฉันให้หันไปมองเขาด้วย

                “มองแล้วไง

ฉันมองหน้าของอิตาบ้านั่น แล้วส่งสายตาไม่สบอารมณ์ไปให้

                “รู้สึกอะไรมั้ย”

            “ไม่เลยซักนิด

                “เธอมันยัยประหลาด”

             “นายมันก็ดาราบ้ากาม

                  “เฮ้อ~ ฉันล่ะรักเธอจริงๆ เลย เถียงยังไงก็ไม่เคยชนะ”

ฉันล่ะอยากจะอ้วกแตก ทำมาหวานหยาดเยิ้ม กลัวเพื่อนรู้ล่ะสิว่าฉันมันแฟนกำมะลอ ไอ้มนุษย์สองหน้า!!

อัพเดทคะแนนความเกลียด เพิ่มๆๆ เข้าไปอีก (?-?)

                “ฉันล่ะสงสัยว่าพวกเธอสองคนจริงๆ ว่ารักกันได้ยังไง”

คีย์พูดแทรกขึ้นระหว่างสงครามย่อยๆ ของฉันกับอิตานรกแตกนั่น ฉันล่ะอยากจะตอบจริงๆ เล้ย~  ว่าไม่ได้รั

                “ก็รักกันได้แล้วกันล่ะน่า”

ไม่พูดแค่นั้น มือก็เลื้อยขึ้นมาบนหัวฉัน ลูบหัวป้อยๆ อย่างเอ็นดู เหอะ! ถ้าคนอื่นทำอย่างนี้ฉันคงจะเคลิ้มอยู่หรอก แต่กับดาราสองหน้านรกแตกนี่ อย่าหวังเลยว่าฉันจะเคลิ้

งี่เง่าสิ้นดี !!

            "เฟิฬ ไปข้างบนกัน” ทรายที่ลุกขึ้นยืนพร้อมๆ กับคีย์เรียกฉัน ซึ่งฉันล่ะดีใจแทบเนื้อเต้นที่จะได้อยู่ห่างจากอิตานรกนั่นซะที

 

                ฉันเดินตามทรายและบรรดาเพื่อนๆ ขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน โถงทางเดินกว้างบนชั้นสองทอดตัวยาวเข้าไปกว่า 30 เมตร ห้องนอนขนาดใหญ่ทั้งซ้ายและขวามีตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็กๆ ติดไว้ที่ประตูห้อง ห้องที่ทรายเปิดประตูพาเราเข้าไป ห้องที่สองในสามทางขวามื

ภายในห้องนอนขนาดใหญ่สีครีม เตียงขนาดกว่า 6 ฟุตตั้งติดกำแพง มีคีย์กระโดดขึ้นไปนอนอย่างคุ้นเคยแล้ว ทรายที่นั่งลงบนพรมขนแกะหนาฟูข้างเตียง กำลังง่วนกับการเปลี่ยนเสื้อให้ตุ๊กตาหมีตัวใหญ่กว่า 2 คนโอบ (งานอดิเรกของคนน่าตาดีล่ะมั้ง -_-^) ส่วนฉัน ที่เดินตรงเข้าสู่มุมหนึ่งของห้อง ชั้นหนังสือบิวท์อินเป็นกำแพงกว้าง หนังสือกว่า 500 ร้อยเล่มโชว์หราไล่ระดับความสำคัญของการใช้ ชั้นบนสุด หนังสือชุดกว่า 10 ชุดที่นานๆ ครั้งคงจะหยิบออกมาอ่าน ชั้นกลางหนังสือเรียนล้วนๆ ที่ไม่มีความสำคัญกับฉันซักเท่าไหร่ แต่ที่สะดุดสายตาของฉันอยู่ในชั้นล่างสุด หนังสือนิยายประเภทเดียวกับที่ฉันซื้อหาอ่าน ฉันหยิบออกมาเล่มหนึ่งก่อนจะเคลิ้มเคลิ้มใส่รูปพระเอกที่หน้าปกแล้วนั่งจุ้มปุกลงกับเบาะหนาหน้าชั้นหนังสือนั่

นี่แหล่ะ สวรรค์ของนักฉันเลย ~(???)~

                อ่านได้พักใหญ่ๆ ฉันจัดการเอาที่คั่นหนังสือคั่นไว้แล้ววางหนังสือนั่นไว้ที่โต๊ะข้างเตียง ก่อนจะคลานขึ้นไปอยู่ร่วมเตียงที่ตอนนี้คีย์กับทรายกำลังนอนระเกะระกะอยู่บนนั้น

            “ฉันล่ะไม่อยากเชื่อเลยว่าแอร์จะเปิดตัวแฟนขนาดนี้

คีย์เปิดบทสนทนาหลังจากที่ฉันได้ที่นอนเป็นหลักแหล่งเหมือนสองสาวแล้

                “นั่นน่ะสิ ตั้งแต่รู้จักกันมา แต่ละวันมีแต่ข่าวฉาว มีแต่กิ๊กกั๊ก จะมีแฟนแต่ละทีก็ซุกไว้” ทรายเสริม

             ฉันปล่อยให้สองสาววิพากษ์วิจารณ์อิตานรกบ้ากามนั่นตามสบาย ส่วนฉันน่ะหรอ ก็คอยค้านอยู่ในใจน่ะสิ -_-^

                “นั่นสิ แอร์คงจะรักเฟิฬมากเลยเนอะ” รักกับผีน่ะสิ -_-^^

“ดูเค้าดูแลเฟิฬดีจัง” ดูแลงั้นหรอ สร้างภาพน่ะสิไม่ว่า (-.-)

“นั่นสิ ดูทะนุถนอมน่าดูเลย” ลองดูเบื้องหลังสิ ว่าฉันโดนข่มเหงแค่ไหน ?_?

                เฮ้อ~~ สมแล้วที่อิตานรกสองหน้านี่เป็นดารา สร้างภาพได้ดูดีน่าเหลือเชื่

                เพิ่มคะแนนความเกลียดเข้าไปอีก โทษฐานทำให้ฉันรำคาญใจ  ?? ?

                “เอ่อเฟิฬ ทรายคุยกับแอร์เรื่องให้เฟิฬกลับไปอยู่ที่บ้านแล้วนะ”

ทรายพูดขึ้นขัดจังหวะที่คีย์กำลังเม้าท์มันส์ในท็อปปิคเดิมๆ ก่อนจะหันไปสมทบความคิดเห็นของคีย์ต่

                ฉันได้แต่คอยสนับสนุนด้วยการหัวเราะแห้งๆ กลับไปอย่างไร้อารมณ์สนุกสุดๆ ก็ฉันกลายเป็นเหยื่อในบทสนทนานี้ไปแล้วนี่ จะพูดมากก็ไม่ได้ เดี๋ยวไปเผลอพูดจนเรื่องเมื่อคืนเปิดเผยขึ้นมา ฉันก็แย่สิ ( ???)

            เฮ้อ~ ถือซะว่าใช้เวรใช้กรรม ชาติก่อนฉันคงไปพากความบริสุทธิ์ของอิตานรกนั่นมา ชาตินี้อิตานั่นเลยต้องกลับมาเอาคืน -_-^

                กว่าชั่วโมงครึ่งที่เราทั้งสามสนุกสนานกันอยู่บนห้องแสนสบาย ก่อนจะเดินถือหนังสือนิยายที่ฉันอ่านค้างไว้ลงมายังชั้นล่าง ผ่านห้องโถงกว้างออกมายังสวนหน้าบ้าน ที่เดิมที่มีเหล่าชายหน้าตาดีขั้นเทพนั่งหัวเราะร่วนกับบทสนทนาอะไรซักอย่างอยู่

                “ไปทำไรมายัยประหลาด”

เสียงอิตาบ้ากามนั่นถามขึ้นทันทีที่ฉันหย่อนก้นลงที่นั่งข้างๆ เขา (นั่งอย่างไม่เต็มใจ)

อารมณ์เสีย ???

                “ยุ่งอะไรกับฉันล่ะ” อยู่เงียบๆ แล้วหนอนจะไชปากรึไงฮะ!!

             “ก็อยากรู้เฉยๆ ฉันล่ะเบื่อจริงๆ

                “เบื่อก็เลิกซะเลยสิ”

ฉันพูดสีหน้าอย่างจริงจัง ทำเอาคนในโต๊ะตีสีหน้าไม่ถูกไปตามๆ กั

สาบานเลย ถ้าอิตาดาราบ้ากามนี่เลิกกับฉันได้เดี๋ยวนี้นะ ฉันจะวิ่งรอบบ้านซักร้อยรอบเลย สาธุ (-?-)

                “หูยย~ ยัยประหลาดงอลแล้ว

ไม่พูดเปล่ายังจะมาเนียนโอบฉันเข้าไปแนบตัวอีกด้วย ไอ้มือปลาหมึกเอ้ย!!

                “ฉันไม่ได้งอล”

                ไม่ได้งอลจริงๆ  รึไง

           “ก็บอกไม่ได้งอล!

                เฮ้อ~ ฉันล่ะรักเธอจริงๆ เลย ยิ่งทำหน้าตาแบบนี้ ฉันก็ยิ่งรัก”

เวรกรรม ฉันไม่ได้ทำหน้าพิศวาสนายนะ เข้าใจมั้ย จะหมดความอดทนแล้วน้า~

ใครตบหมอนี่ติดฝาได้ มาเอารางวัลจากฉันเลย ("???)

            และสถานะของฉันตอนนี้ เงียบไว้ก่อนดีที่สุด เดี๋ยวฉันเผลอไปตบอิตานรกนี่เข้า แล้วเค้าจะเหมาเอาว่านี่เป็นวิธีแสดงความรักของฉันอีก

 

                “กลับบ้านได้แล้ว”

อิตาดาราบ้ากามนั่นหันมาพูดกับฉันเบาๆ หลังจากที่บอลกับอาร์ทได้เคลื่อนรถตามกันออกไปจากรั้วบ้านแล้

                เขาพาฉันเข้าไปในห้องนั่งเล่น ที่ที่พ่อกับแม่ของทรายอยู่ ฉันและเขาบอกลาท่านทั้งสองก่อนจะกลับออกมายังที่จอดรถ (ชั่วคราว) ฉันถูกดันตัวเข้าไปภายใน Lamborghini  สีขาวเบาๆ ก่อนที่เขาจะเดินตามขึ้นมายังที่ของคนขั

                “พาฉันไปส่งบ้านด้วย บ้านฉันนะไม่ใช่บ้านนาย”

  ฉันออกคำสั่งใสอิตาดาราบ้ากามนั่นทันทีที่เขาสตาร์ทเครื่องยนต์

              “ทำไมฉันต้องไปส่งเธอที่บ้านด้วยฮะ อยู่บ้านฉันมันไม่ดีรึไง

                 “ไม่ดี และนายบอกทรายไว้แล้วด้วย ว่าจะให้ฉันกลับไปอยู่บ้าน”

             “แล้วไง ฉันต้องทำตามนั้นจริงๆ ด้วยรึไง”

                 “ก็ถ้านายไม่ทำ ฉันจะบอกทราย

  ไม่พูดเปล่า แต่ฉันหยิบมือถือในกระเป๋าออกมาทำกดๆ ทำขู่ไป แถมส่งสายตาอาฆาตไปที่อิตานรกนั่นด้วย

                  “ขี้ฟ้องชะมัด เดี๋ยวฉันไปส่งหรอกน่า ไม่ใช่ว่ากลัวนะ แต่ยัยนั่นขี้บ่น

                “แล้วก็เอาลายเซ็นนายมาได้แล้ว ข่าวก็เป็นกับนายไปแล้ว ความโสมมนายก็เอามาเปื้อนฉันแล้ว คงไม่ต้องการอะไรจากฉันแล้วล่ะนะ

                “...”

                “แค่ฉันเจอนายแค่วันเดียว ชีวิตฉันมันก็อับเฉาจะตายอยู่แล้ว”

                “...”

                “ฉะนั้น พาฉันไปส่งบ้าน เอาลายเซ็นนายมา แล้วก็...

            “นี่ยัยประหลาด เมื่อไหร่จะหยุดพูดซะทีฮะ มันน่ารำคาญ”  อิตานี่มันนรกชัดๆ ทำผิดไว้ยังไม่สำนึกอีก “ไปทางไหนต่อ”

                “...”

                “อย่ามากวนประสาทฉันนะ ถ้าไม่บอกทาง ฉันหิ้วเธอกลับบ้านฉันแน่

                “ไอ้หยาบคาย ฉันไม่ใช่ผู้หญิงกลางคืนนะ ที่จะหิ้วไปนู่นมานี่ได้”

             “งั้นก็บอกทางมา

  เกลียดๆๆๆๆๆ ที่สุดเล๊ยย!!

ฉันทำบุญมาน้อยหรือกรรมฉันมันเยอะกว่ากันเนี่ย ชาตินี้ถึงได้มาเจอผู้ชายเฮงซวยแบบนี้ ทำผิดไม่สำนึก ข่มเหงรังแกผู้หญิง ปากร้ายและงี่เง่าได้ทุเรสสิ้นดี ฉันจะต้องทำยังไงถึงจะหลุดรอดจากเวรกรรมนี้เนี่ย~~

“บอกเร็วๆ!

                อิตาเลวนรกนั่นย้ำเสียงแข็งให้ฉันบอกทาง ฉันก็จำใจต้องบอกไปอย่างเสียไม่ได้ ก็ถ้าไม่บอกฉันก็ไม่ได้กลับบ้านน่ะสิ และเพียงไม่นานนัก Lamborghini สีขาวก็จอดนิ่งเทียบหน้าประตูรั้วอิตาลีแล้



[1] บันไดแบบพิธี  มีขนาดใหญ่กว่าบันไดทั่วไปกว่า 2

เท่า จำนวนขั้นบันไ

[2] เป็นการนำเอาไข่และตัวอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกแล้วมา

ผสมกัน เพื่อให้เกิดการ ปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการจนเจริญ

เป็นตัวอ่อนแบ่งตัวเป็นระยะ
4-8 เซลล์หรือเลี้ยงจนเป็นระ

ยะบลาสโตซีสท์ แล้วค่อยใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูกผ่าน

ทางช่องคลอด

 

[3] เป็นการฉีดอสุจิเพียง 1 ตัว เข้าไปในเซลล์ของไข่ 1 ใบ

แล้วเลี้ยงต่อให้กลายเป็นตัวอ่อนแล้วจึงใส่กลับเข้าไปใน

โพรงมดลูก สำหรับคู่สมรสที่สามีมีเชื้ออสุจิน้อยมากจนไม่

สามารถปฏิสนธิไข่ได้เอง หรือไม่มีตัวอสุจิออกมาเลยแต่

อัณฑะยังมีการผลิตอสุจิอยู่

 

[4] เป็นการนำเอาไข่และตัวอสุจิที่ผ่านการคัดเลือกแล้วใส่

กลับเข้าไปที่ท่อนำไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิภายในร่างกาย

ฝ่ายหญิง





....................................................
เม้นท์โหวตเป็นกำลังใจด้วยนะค้า~

รักคนอ่าน & รักคนคอมเม้นท์

และติดตามตอนต่อไปกับตอน

"หนี"

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
ติดตามต่อไปนะคร้า ^______^
เป็นกำลังใจให้ไรเตอร์ด้วยน้า
จากคุณ kyo/writer/(kyokasawa) อัพเดตเมื่อ 23/06/2554 21:40:58
ความคิดเห็นที่ 2
เราว่าแอร์ต้องแอบชอบทรายแน่เลยไม่งั้นไม่กลัวทรายขนาดนี้หรอก
จากคุณ ปอ/(helikopter) อัพเดตเมื่อ 23/06/2554 20:01:30
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 332 ท่าน