Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
นาคปักษา (มนตรานาคาครุฑ ฉบับรีไรท์)
อมราวตี
บทที่ ๓ พานพบ(๒/๒)
5
02/12/2553 02:00:34
570
เนื้อเรื่อง


บทที่ ๓ พานพบ (๒)

 

แม้มือของเขรัณตาที่ตะปบลงมาจะออกแรงกระชากทำให้หญิงสาวซอยเท้าวิ่งไปตามสัญชาตญาณ... ทว่าอนันตญาก็ยังไม่วายอ้าปากเบิ่งตาดูภาพเบื้องหน้านั้นตาไม่กะพริบ

 

นั่น......วัตถุรูปหลิมๆคล้ายๆจะเป็นสามเหลี่ยมแต่ก็ไม่ใช่เพราะมีมิติมากกว่า ทั้งความสูงที่มากกว่าส่วนสูงของหล่อน หรือความกว้างที่ต่อให้เอาอนันตญากับเขรัณามารวมร่างนอนรอในแนวขวางก็อาจจะยังไม่มากพอ

 

แม้แต่ส่วนนัยน์ตาอันกลมโตนั่น.... อนันตญาเชื่อว่ามันก็คงจะใหญ่ยิ่งกว่าแตงโมหรือหัวของหล่อนแน่ๆ

 

ลิ้นสองแฉกของอนาคอนด้าเกล็ดงูเห่าตามนิยามของสองพี่น้องตวัดแลบฟุ่บ เฉียดร่างของคนที่เพิ่งจะหันไปมองมันพลางวิ่งไปพลางอย่างเฉียดฉิว ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนลั่นที่คราวนี้เป็นของอนันตญาเอง

 

“พี่รัณ” หล่อนร้องเรียก “มันจะฉกอันอ่ะ มันจะฉกอัน”

 

“แล้วหล่อนจะอยู่ให้มันฉกไปทำไมล่ะยะ” เขรัณตาหันไปแว้ด แล้วต้องรีบหันกลับ เพราะที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่หน้ายั่วประสาทอันคุ้ยเคยของน้องสาว แต่เป็นพญาอสรพิษที่ความใหญ่ยักษ์ทำให้ราวกับว่ามันชะโงกหน้าเข้ามาใกล้กว่าเดิม

 

หากความจริงแล้ว ...งูยักษ์ที่อนันตญากำลังจะเปลี่ยนใจให้คะแนนความสมจริงมันเต็มร้อยนั้นยังไม่ได้ขยับเคลื่อนจากเดิมแม้แต่น้อย หลังจากแลบลิ้นเฉี่ยวเหยื่อที่ร้องกรี๊ดลั่นประหนึ่งโดนไปเต็มๆแล้ว มันกลับ....หยุดนิ่ง

 

อนันตญาไม่เหมือนเขรัณตา มือของหล่อนโดนลากให้วิ่งลัดเลาะต้นไม้ไปก็จริง ทว่าหญิงสาวถือว่ามีคนนำทางแล้ว ก็ควรจะมีคนหนึ่งคอยมองข้างหลังไว้เพื่อความรอบคอบ ระหว่างซอยเท้าถี่ๆวิ่งไป หล่อนจึงยังไม่วายหันหน้ามาด้านหลังเพื่อกะระยะห่างและคำนวณความปลอดภัยในชีวิตตนเอง

 

หญิงสาวจึงเป็นคนที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่างูยักษ์นั้นไม่ได้ขยับเข้ามา มันกลับทอดนัยน์ตาสีดำสนิทที่ซ้อนอยู่ในดวงตาสีเหลืองเหมือนอำพันมองมาที่หล่อนพร้อมกับ..

 

แววตา?

 

ขาของอนันตญาเกือบสะดุด แต่เขรัณตาที่มีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นอีกมหาศาลจากความรักตัวกลัวตายผสานความขนลุกได้เปลี่ยนจากคว้าข้อมือเป็นกระชากแขนน้องสาวพลางลากไปด้วยกันก่อน หญิงสาวจึงพ้นจากการหน้าคะมำมาได้และไม่วายหันกลับไปมองดวงตาคู่นั้นอีกครั้ง

 

“แกจะมองให้มันได้เลขอะไรขึ้นมา ไอ้อัน! พี่สาวกระซิบดุเดือด เมื่อเห็นว่าไอ้เจ้าตัวดีช่างปราศจากความเข็ดหลาบและความสำนึกใดๆ ทั้งที่หากคิดย้อนกลับไปให้ดี ก็เป็นเพราะอนันตญานี่แหละ หล่อนถึงต้องมาวิ่งหน้าตั้งอยู่แบบนี้!

 

และเพราะตอนนั้น.... สัญชาตญาณรักตัวกลัวตายกำลังแย่งกันทำงานแข่งกับเจ้าความรู้สึกแปลกๆที่บอกให้หล่อนเพ่งพินิจในดวงตาของงูยักษ์ที่คงเป็นทายาทสองเผ่านั้น อนันตญาจึงเผลอตอบออกไปตามตรง ไม่ได้เล่นทะเล้นอย่างเวลากวนโมโหหรือสติหลุด

 

“ดูตามันสิ....” สุ้มเสียงของน้องสาวที่แผ่วเบาอย่างน่าพิศวง ทำให้เขรัณตาหนาวเยือก “ตามัน...ยังกับตาคนเลยนะ พี่รัณ”

 

ส่วนลึกในหัวใจของคนฟังเอ่ยค้าน และหล่อนก็ตอบอนันตญาไปดังที่คิด

 

“ตามันก็คือตา มันก็คงมีอะไรคล้ายๆกันสักอย่างหรือสิบอย่างนั่นแหละ ไปก่อนมันจะมางาบเราดีกว่า ไม่ต้องไปสนใจหรอกน่า”

 

แขนที่เขรัณตาเกาะกุมไว้นั้นเย็นอย่างประหลาด จนหญิงสาวแอบใจเสียขึ้นมาชั่ววูบ ทว่าวินาทีต่อมา ร่างที่ไม่มีความแบบบางของอนันตญาก็สะดุ้งพรวดพร้อมแหกปากกลับเป็นน้องสาวจอมโวยวายของหล่อนทันใด

 

“.....มะ มา มัน แล้วววววว”

 

พร้อมกันนั้น วงหน้าที่เต็มไปด้วยความสยดสยอง เม็ดเหงื่อผุดพราวก็เหลียวกลับมาด้านหน้าได้ในบันดล ให้เขรัณตาหันไปสบดวงตาอันเต็มไปด้วยแววประหวั่นของคนกรีดร้องอย่างกังขา

 

“อะไร?” หล่อนเอ่ยถามอย่างอดไม่อยู่ ใจไม่สงบพอจะหันไปมองข้างหลังได้ว่าไฉนอีกฝ่ายจึงโหยหวนทำท่าสติดีขึ้นมากะทันหันได้ “เกิดอะไรขึ้นฮึ? เจ้าอัน?”

 

“มา มัน---ไม่ใช่ มันแล้ว โอ้ย...” อนันตญาที่พูดไม่เป็นคำร้องอย่างขัดใจ เหลือบไปมองด้านหลังอีกนิดก่อนร้องจ๊ากลั่นกว่าเดิมแล้ววิ่งนำหน้าพี่สาวไป กว่าจะพูดได้ถูกต้องตามใจความที่อยากจะบอกในที่สุดว่า

 

“มันเลื้อยตามหลังเรามาแล้ว พี่รัณ!

 

เขรัณตาอ้าปากค้าง สัญชาตญาณที่มีอำนาจมากกว่าอนุสติความกลัวส่วนลึกแท้ๆเชียวที่ทำให้หล่อนเผลอปรายตาตามที่น้องสาวมองไปเมื่อครู่บ้าง และวินาทีต่อมาหญิงสาวก็ได้แต่นึกยินดีที่เธอหันกลับไป

 

เพราะภาพศีรษะของอนาคอนด้าผสมงูเห่าตามที่อนันตญาให้คำนิยามนั้น บัดนี้เคลื่อนเข้ามาใกล้แล้วอย่างแท้จริงด้วยความรวดเร็ว จนเขรัณตาบังเกิดแรงฮึดซอยเท้าวิ่งแซงอนันตญาขึ้นไปได้อีกรอบ พร้อมไม่วายตะโกนด่ากลับ

 

“แล้วแกทำไมไม่รีบบอกให้มันรู้เรื่องเร็วกว่านี้ ห๊า! ไอ้อัน!

 

“อันไม่รู้...อันไม่ผิด” น้องสาวมีแก่ใจตะโกนตอบเช่นกัน

 

และหล่อนหมายความตามนั้นจริงๆ หากถ้าอนันตญาบอกตามความจริงไปหมดว่า ชั่ววูบที่หล่อนเผลอไผลไปจ้องมองดวงตาของอสรพิษยักษ์นั้นแล้วรู้สึกเหมือนหัวสมองขาวโพลนกลายเป็นหลุมดำคิดอะไรไม่ออกไปชั่วครู่ เธอคงโดนพี่สาวขัดขาทิ้งให้เป็นเหยื่อล่องูตรงนี้เป็นแน่

 

กระนั้น อนันตญาก็ถือว่าหล่อนติดหนี้เขรัณตาอยู่ เพราะก่อนที่หล่อนจะจมลงสู่ห้วงอวกาศออกห่างจากความเป็นจริงในยามนั้น คำพูดของเขรัณตาที่ทักท้วงให้เห็นความเป็นจริงว่าหากรีรอชักช้าอยู่แล้ว เธอคงไม่แคล้วโดนเจ้างูใหญ่นี่เขมือบเป็นแน่

 

ผนวกกับตอนนั้น...หญิงสาวสาบานได้ว่าหล่อนเห็นชัดกับตาว่า งูตัวนั้นเห็นเช่นกันว่าหล่อนมองมันด้วยความสนใจ และในแววตาของมันมีแววของอารมณ์ที่ใกล้เคียงกับมนุษย์จริงๆเมื่อมองตอบมาก่อนจะ...

 

แลบลิ้นแผลบ และเลื้อยตามมาด้วยท่าทาง....คล้ายๆจะยินดี

 

เท่านั้นเอง สติของอนันตญาก็กลับเข้าที่ทันทีเมื่อเห็นลิ้นสองแฉกนั้นคืบคลานมาใกล้พร้อมเจ้าของลิ้นซึ่งเลื้อยปราดเข้ามาด้วยท่วงท่าที่ไม่รู้ทำไม อนันตญาดันเผลอคิดไปถึงเจ้าตูบสี่ขาที่อยู่บ้านยาย ซึ่งเวลาหล่อนขึ้นไปเชียงใหม่คราวไร มันก็จะพุ่งตัวเข้าโหม่งด้วยความรักโดยไม่เคยคำนึงถึงสังขารหล่อนหรือน้ำหนักตัวมันเองเลย

 

หากความคิดที่ว่า ก็คงอยู่เพียงชั่วแวบเดียวเท่านั้น หญิงสาวก็รีบกำจัดมันออกไปแทนที่ด้วยการวิ่งหนีสุดชีวิตทันที เพราะไม่ว่าไอ้ตัวยาวไม่มีขานี้จะมีความรักให้หล่อนแบบเจ้าตูบหรือแบบเห็นเป็นอาหาร แต่ถ้าโดนมันพุ่งเข้าใส่ หล่อนก็ไม่ต้องทำอะไรนอกจากไปเฝ้าพระยมแล้ว

 

“...ไอ้อัน” เขรัณตาส่งเสียงเรียกน้องสาวมาอีกครั้งหลังจากปิดปากไปชั่ววูบเพราะเกรงจะกัดลิ้นตนเองตายไประหว่างวิ่ง “เดี๋ยวแยกกันเป็นสองทางดีกว่า เบี่ยงเบนความสนใจมันแล้ววิ่งเข้าแนวไม้ไป อาจจะพอไหว”

 

“ไม่ไหวหรอกพี่รัณ” หล่อนปฏิเสธได้ทันที “ตัวมันน่ะ สูงกว่าอันอีก ท่าทางจะ ๒-๓ เมตรมั้ง ต้นไม้พวกนี้สูงก็จริง แต่ถ้าไอ้ตัวนี้มันเอาจริงโถมเข้าใส่ขึ้นมา อันว่ามันคงพอฝ่าดงต้นไม้ไปได้แหง ไอ้จะให้วิ่งเอาต้นไม้เป็นโล่แบบในหนัง มันคงใช้ไม่ได้กับชีวิตจริงนะพี่”

 

คนเป็นพี่หันมาถลึงตาให้อย่างหงุดหงิดในอารมณ์ สีหน้ามีคำด่าสารพัดกองอยู่ให้อนันตญาคอย่น หากเขรัณตาก็จัดลำดับความสำคัญได้อย่างดีเยี่ยม เพราะหล่อนไม่ต่อว่าต่อขานอนันตญาตอีกแม้แต่ครึ่งคำ นอกจากให้เหตุผลจูงใจต่อไปว่า

 

“ต้นไม้น่ะ ไม่แน่ว่าจะทานน้ำหนักตัวมันอยู่ก็จริงย่ะ แต่เราสองคนไม่ได้ตัวใหญ่แบบนั้น อาศัยต้นไม้อะไรอย่างนี้บังตัวไปแล้วแยกเป็นสองคน ทางรอดมันจะได้เพิ่มขึ้นไง”

 

อนันตญาเกือบเห็นดีด้วย  ถ้าไม่ใช่ว่าตอนนั่งดูสารคดี ๑๘ สัตว์โลกอันตรายที่น่ารักนั้นหล่อนต่างหากเป็นคนนั่งดู ขณะที่เขรัณตาส่ายหน้าแล้วลุกหนีไปดื้อๆ

 

“แต่ว่านะพี่รัณ... งูมันไม่ได้อาศัยการมองเห็นนะพี่ มันอาศัยการแลบลิ้นแล้วรับสัมผัสกลิ่นตะหาก เราจะเอาต้นไม้มาบังเรามันก็ไม่เข้าท่าอยู่ดีนา”

 

แม้จะกล่าวแค่นั้น แต่สีหน้าที่ตามติดมาของอนันตญาประกาศอย่างโจ่งแจ้งว่าหญิงสาวสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่า สาเหตุที่เขรัณตาเสี่ยงเสนอมานั้นมันคือการหมายจะแยกเหยื่อออกเป็นสองฝั่ง เพื่อเปิดหนทางรอดไว้อย่างน้อยๆก็สักหนึ่งทาง

 

น่าเสียดายก็แต่.....ใครมันจะยอมเป็นเหยื่อกันล่ะ!

 

ถ้อยคำที่ปรากฏอยู่บนวงหน้าเฉลาของเจ้าน้องสาวตัวต้นเรื่องนับแต่ลากหล่อนให้กลิ้งตกลงมา จนเหยียบกิ่งไม้ให้งูยักษ์หันมาสนใจขวางหูขวางตาเขรัณตา จนแทบอยากจะยกเท้ามาขัดขาเจ้าคนกำลังวิ่งอยู่ข้างๆให้ล้มไปยิ่งนัก  หากเสียงไม้หักดังกร็อกแกร็บที่ตามติดใกล้เข้ามาเรื่อยๆทำให้หล่อนคร้านจะเอ่ยปากใดๆอีก นอกจากกระชากข้อมือของน้องสาวให้หักเลี้ยวไปอีกทิศทางเอาดื้อๆ

 

และก็เป็นดังคาด แม้ว่าอสรพิษใหญ่นั้นจะปราดเปรียวว่องไว แต่มันก็ไม่อาจหันศีรษะเลี้ยวเข้าเขตที่ต้นไม้รกเรื้อได้ทันทีเพราะขนาดอันใหญ่โตของมันนั่นเอง

 

“เห็นไหมล่ะ...” เขรัณตากระซิบ ขณะลดฝีเท้าลงเพราะเปลี่ยนจากการวิ่งหน้าตั้งในป่าโล่งมาเป็นการเดินลดเลี้ยวผ่านต้นไม้ใหญ่และทางที่รกๆให้มากที่สุด “มันตามเรามาทันทีไม่ได้หรอก แล้วก็เลิกแหกปากไม่เป็นเรื่องได้แล้ว จะตะโกนให้มันได้ยินเสียงอยู่ได้ทำไมกัน!

 

สายตาคาดโทษที่เอาจริงเอาจังทำให้อนันตญาเลือกที่จะสงบปากสงบคำเดินตามเขรัณตาไปแต่โดยดี และนั่นทำให้หล่อนว่างพอที่จะสังเกตว่าพี่สาวของหล่อนไม่ได้ทำแค่พาพวกตนวิ่งลัดเลาะไปมาอย่างเดียวเท่านั้น ทว่ายังเจตนาเลือกทางที่มีไม้ท่อนใหญ่ๆระเกะระกะ และเลี่ยงทางที่อาจมีใบไม้สุมหรือมีกิ่งก้านห้อยย้อยลงมาอีกด้วย

 

แม้จะถูกเตือน ทว่าอนันตญาก็อดไม่ได้อยู่ดี

 

“พี่รัณ....”

 

แค่อ้าปากกระซิบไปได้สองพยางค์เท่านั้น เขรัณตาก็หันมาถลึงตาขวับทันที แต่อนันตญายังไม่ทันแม้แต่จะได้แก้ตัวเสียงโครมครามที่เงียบหายไปได้พักใหญ่ราวกับก่อนหน้านี้พญาอสรพิษจับทิศทางไม่ถูก ก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งทันที และครั้งนี้เห็นได้ชัดว่ามันกำลังไล่หลังพวกหล่อนมาอย่างถูกทิศเสียด้วย!

 

ครั้งนี้ สองพี่น้องไม่อาจใช้นโยบายวิ่งหน้าตั้งได้อีกต่อไป เพราะพื้นที่อันไม่อำนวย มีแต่จะต้องหาโล่กำบังภัยชั่วคราว แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะตัดสินใจ ละอองฝุ่นบางอย่างที่เบาบางก็ถูกสาดซัดมาพร้อมกลิ่นหอมผสมเหม็นเอียนอย่างประหลาด

 

เขรัณตากับอนันตญาขยับจะหันขวับตามสัญชาตญาณ ทว่ามือเหี่ยวย่นที่เปี่ยมด้วยเรี่ยวแรงกลับคว้าแขนของทั้งสองสาวลากเข้าไปหลบอยู่หลังต้นไม้ ก่อนที่ผงประหลาดที่คราวนี้กลิ่นฉุนกึกจะถูกโปรยลงมาบนตัวทั้งคู่อีกครั้ง

 

กลิ่นนั้นรุนแรงจนคนถูกอาบผงต้องหันไปอีกทาง เกือบไอโขลกเขลกออกมา หากไม่ใช่ลำตัวยาวเหยียดของพญางูยักษ์จะเลื้อยปราดผ่านเบื้องหน้าไปในระห่างไม่ถึง ๑ เมตร!

 

อนันตญาแค่ชะงัก...ในชั่วพริบตา วินาทีเดียวกับที่ฝ่ายอสรพิษหยุดลงเช่นกัน ส่วนหัวของมันกำลังจะเลื้อยผ่านบริเวณที่คนทั้งหมดยืนอยู่ แต่แล้วมันก็ทำท่าคล้ายรีรอบางอย่าง ลิ้นสองแฉกแลบแปลบไปมาราวไม่แน่ใจ

 

น้องสาวยืนนิ่ง ขณะคนเป็นพี่อย่างเขรัณตานึกอยากหลับตาหนีภาพเบื้องหน้าเต็มทน ทว่าไม่อาจกระทำได้ สิ่งที่หล่อนทำจึงกลายเป็นเอื้อมไปตะปบข้อมือของอนันตญาที่หล่อนพอจำได้ว่าเจ้าตัวนั้นมีสายสร้อยเงินซึ่งเพิ่งหยิบมาสวมก่อนจะเดินขึ้นไปต้นน้ำตกด้วยกัน และตามที่เขรัณตาจับดู เจ้านี่แม้จะไม่ค่อยมีน้ำหนักนัก แต่ก็พอใช้งานได้....

 

หล่อนจึงบังคับตนเองให้ละสายตาลงจากงูยักษ์ซึ่งหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้า มาทุ่มความสนใจให้การแกะสายสร้อยออกจากเจ้าของที่ไม่ให้ความร่วมมือใดๆทั้งนั้น นอกจากมองเหม่อ.... จนเขรัณตาแทบจะเปลี่ยนเป้าหมายอย่างหมั่นไส้

 

ทว่าหญิงสาวไม่สิ้นคิดถึงปานนั้น หล่อนกำสร้อยเงินที่มีแท็กป้ายชื่อติดอยู่ไว้ ก่อนเล็งองศาและเงื้อมือจนสุดเพื่อจะได้ปาสายสร้อยนั้นข้ามพ้นตัวพญางูไปอีกฟาก

 

อนันตญาผู้เพิ่งรู้สึกตัวเมื่อข้อมือตนเองว่างเปล่าหายใจสะดุด กับสร้อยราคา ๑๙๙ บาทของตนเองที่ปลิวไป.... ไม่ใช่เพราะมูลค่าของมัน แต่เพราะรู้ดีต่างหากว่าถ้าจะเทียบเรี่ยวแรงนั้น หล่อนมีมากกว่าพี่สาวเป็นไหนๆ แต่คนแรงน้อยกว่ากลับปาไปแบบนั้น..

 

แบบที่คนมองใจหายใจคว่ำว่าเกือบจะหล่นไม่พ้นตัวพญางู!

 

ระหว่างที่ทั้งเจ้าของสร้อยและคนปามัวแต่ลุ้น ทั้งคู่ก็เกือบจะหลุดอุทาน เมื่อสัมผัสถึงฝ่ามือเหี่ยวย่นที่ยื่นมาตะปบและค่อยๆลากตนออกไปพร้อมกลิ่นประหลาดที่ฉุนจมูกค่อยๆปรากฏอีกครั้ง และคราวนี้มันรุนแรงกว่าเดิมจนทั้งเขรัณตาและอนันตญาต้องหลับตาลงด้วยความแสบทั้งตาทั้งจมูก

 

กระนั้นสองพี่น้องก็รู้ดีกว่าการหลับตาลงในภาวะเช่นนี้เป็นเรื่องไม่ควรอย่างยิ่ง ทั้งคู่พยายามลืมตา เพียงแต่เป้าสายตาของอนันตญาคืองูยักษ์ที่หลังจากสร้อยตกลงไปแล้ว มันก็มีปฏิกริยาขึ้นมาจริงๆ

 

ร่างใหญ่ยาวนั้นเลื้อยปราด...ไปตามทิศทางของสร้อย ก่อนชะงักลงอีกครั้งราวกำลังเฝ้ารอ....ให้หัวใจคนมองกระตุกวูบ

 

ขณะทางเขรัณตา...ผู้เพิ่งจะทรงตัวตั้งหลักมั่นและจับสังเกตได้อีกอย่างว่าทั้งที่ทางซึ่งตนพาน้องสาวบุกเบิกเข้ามานั้นเป็นป่ารกชัฎ ทว่ามือลึกลับที่จับจูงหล่อนและอนันตญากลับเดินพาเลี่ยงเส้นทางที่อาจก่อให้เกิดเสียงเหยียบกิ่งไม้หรือใบไม้ได้อย่างเชี่ยวชาญจนน่าพิศวง

 

ด้วยเหตุนี้ สำหรับคนเป็นพี่สาวแล้ว สิ่งที่ควรหันไปให้ความสนใจยิ่งกว่าเงาร่างยักษ์ซึ่งเลื้อยผ่านไป คือบุคคลเบื้องหลังของหล่อนต่างหาก

 

หญิงสาวปรือตาขึ้นเล็กน้อย ยังไม่หันไปเบื้องหลังทันทีทันใด หากกวาดมองโดยรอบเพื่อหาบางอย่างที่อาจจะพอใช้เป็นอาวุธได้ หากมีอะไรฉุกเฉิน....หรือไม่ก็เป็นทางหนีทีไล่ที่พอจะถอยห่างกันได้โดยไม่อันตรายและไม่เกิดเสียงดังสักหน่อย

 

อย่างแรกนั้นหมดหวัง ทว่าทางหนีนั้นพอมี เขรัณตาพบว่าเบื้องหลังอนันตญาไปทางซ้ายเล็กน้อยนั้นมีไม้ใหญ่ที่พอจะก้าวไปซุกหลบโดยไม่มีสิ่งกีดขวางได้

 

นั่นแหละ... หล่อนถึงเปิดเปลือกตาขึ้นและหันไปจ้องด้านหลัง ก่อนจะแทบผงะด้วยความตกใจ

 

                จบบทที่ ๓

 

                คุยกันหลังอ่าน

                ตอนนี้สั้นกว่าที่คาดไว้นิดหนึ่งค่ะ หรือพูดอีกอย่างคือยกเนื้อหาบางส่วนไปไว้ตอนหน้าจนได้(ฮา) ตอนนี้ทั้งตอนเลยเป็นตอนที่หลายคนอาจรำคาญ หงุดหงิด อยากกระโดดถีบ กระโดดตบ หรือ ฯลฯ(ตามแต่ระดับความหมั่นไส้ใน)ตัวละคร แต่รอหน่อยล่ะกันนะคะ เห็นว่าเจ้าตัวเขามีเหตุผล  แต่คงต้องไปฟังตอนหน้า แถมฟังขึ้นหรือไม่ขึ้นคนเขียนก็ไม่รู้ด้วยค่ะ ฮา

               

                ช่วงนี้อยากเขียนนกงูนี้ดีค่ะ เขียนแล้วค่อยคลายเครียดหน่อย ดังนั้น คาดว่าจะถอย บทที่ ๔ เวริญา ได้เร็ววันค่ะ ทว่าจะมากี่เสี้ยว เสี้ยวล่ะเท่าไร แฮะๆ....เดี๋ยวค่อยว่ากันเนอะ ^^

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 317 ท่าน