Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
นาคปักษา (มนตรานาคาครุฑ ฉบับรีไรท์)
อมราวตี
บทที่ ๓ พานพบ (๑/๒)
4
01/01/2533 00:00:00
508
เนื้อเรื่อง


บทที่ ๓ พานพบ

 

กังวานของเสียงนั้นกึกก้องชัดเจนจนพอจะทำให้ผู้ฟังทั้งสองสามารถอนุมานได้ว่าเจ้าของเสียงคงอยู่ไม่ห่างออกไปเท่าใดนัก แต่เหตุที่ทำให้ทั้งอนันตญาและเขรัณตาต่างหันมาจ้องหน้ากันเองอย่างลังเลนั้น เป็นเพราะสุ้มเสียงที่พวกหล่อนได้ยินนั้นเปี่ยมชัดไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว !

 

อนันตญานั้นถือว่าตนเองเป็นน้องสาว อายุอานามประสบการณ์น้อยกว่าเขรัณตาร่วมสามปี ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้หล่อนจึงเลือกจะสงบปากปล่อยหน้าที่ใช้ความคิดให้เป็นของคนเป็นพี่อย่างเต็มอกเต็มใจอย่างยิ่ง

 

และเขรัณตาก็ทำหน้าที่ของตนเองได้รวดเร็วดีเยี่ยมเช่นกัน หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อยและเอียงคอสดับฟังเสียงนั้นเพื่อความแน่ใจอยู่อีกไม่เท่าไรก็ตัดสินใจพยักหน้าหงึก และกล่าวสั้นๆ

 

"ไป"

 

คนอ่อนวัยกว่าเองก็ไม่ลังเลและไม่มีทางเลือกเหลือให้ลังเลเสียด้วย เพราะพอเอ่ยจบ คนพูดก็เริ่มสาวเท้ายาวๆมือข้างหนึ่งเอื้อมมาคว้าแขนหล่อนและดันตัวอนันตญาไปเป็นแนวหน้าอย่างมุ่งมั่น

 

"พี่รัณ..." ถึงจะมอบหน้าที่ตัดสินใจให้อีกฝ่ายไปแล้ว แต่อนันตญาคิดว่าหล่อนยังมีสิทธิ์ค้านระหว่างที่จำใจเดินเป็นแนวหน้า "อันว่าเสียงนั้นเขาดูกลัวๆนะพี่ อาจมีอะไรอันตรายก็ได้"

 

"ต้องมีอยู่แล้ว" เขรัณตาตอบขรึมๆ "เสียงร้องตกใจขนาดนั้นสงสัยเจออะไรน่ากลัวในป่าเข้า หรือไม่ก็อาจกำลังมีปัญหาทะเลาะอะไรกับใครก็ได้..."

 

"อ๋อ...." อนันตญาถึงบางอ้อในพริบตา "พี่รัณเลยให้อันเดินหน้าใช่ไหมพี่"

 

เขรัณตาคลายมือข้างหนึ่งที่ดันหลังน้องสาวมาวางแปะลงบนศีรษะทุยๆนั้นอย่างชื่นชม

"ฉลาดดีนี่จ้ะน้องพี่"

 

คนถูกชมขยับยิ้มที่ดูละม้ายแยกเขี้ยวมากกว่า แต่ยังไม่ทันได้ตอบโต้อะไรก็พบว่าเสียงที่พวกหล่อนกำลังคลำทางมุ่งไปหานั้นชัดเจนขึ้นทุกขณะ จนอนันตญาจำต้องกัดฟันสงบปากระงับคำไว้ก่อน...เพื่อไม่ให้มีเหตุผิดพลาดจนพวกหล่อนต้องเข้าไปพัวพันด้วย

 

เขรัณตายิ้มนิดๆอย่างพึงใจให้กับท่าทางนั้น หล่อนเองก็ไม่เอ่ยอะไรออกมาอีกเช่นกัน นอกจากนึกขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ฟ้าดินที่ทำให้หญิงสาวที่กำลังร้องลั่นนั้นยังไม่หมดแรงส่งเสียง จนพวกหล่อนสามารถเดินตามรอยกันมาได้ขนาดนี้

 

เพราะความจริง...ปัญหาที่สำคัญที่สุดที่เขรัณตากำลังนึกกังวลใจมาตลอดนับตั้งแต่ตอนที่หล่อนฟื้นขึ้นมา คือเรื่องเกี่ยวกับความไม่แน่ใจของสถานที่ ว่าพวกหล่อนอยู่ที่ใดตรงส่วนไหนของวนอุทยานกันแน่

 

แม้จะรู้ดีว่าสมัยนี้เทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้าจนไม่น่าลำบากลำบนมากนักในการตามหาตัวพวกหล่อน กระนั้นการที่ต้องนั่งรอความช่วยเหลือเฉยๆและพยายามมีชีวิตรอดไปพลางๆในระยะเวลาดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าพึงใจนัก

 

ดังนั้น....การมีเสียงกรีดร้อง ที่แม้จะเต็มไปด้วยความตกใจตื่นตระหนกจนน่ากังขาและชวนให้ระมัดระวังก็เป็นสิ่งที่เขรัณตายังยินดีเผชิญและตามไปดูเสียมากกว่า

 

หากระหว่างที่จมอยู่กับความครุ่นคิดนั้นเอง ที่ความระมัดระวังของเขรัณตาลดลงจนถึงขนาดว่า เมื่ออนันตญาผู้เดินอยู่เบื้องหน้าพลันพลิกตัวหักเลี้ยวโดดไปเกาะหลังต้นไม้ที่ใกล้ที่สุดอย่างรวดเร็ว หล่อนก็ยังปรับกริยาตามไปใช้น้องสาวเป็นโล่ต่อไม่ทัน เผลอก้าวเท้าล้ำหน้าเจ้าตัวดีไปร่วมสองก้าวและทำได้เพียงเหลียวไปค้อนขวักให้อย่างขุ่นเคืองเท่านั้น

 

อนันตญาไม่ได้มีสีหน้าเดือดเนื้อร้อนใจกับท่วงท่าที่เป็นสัญญาณเตือนการประทุษร้ายของพี่สาวเท่าใดนัก หล่อนกลับสั่นหัวเล็กน้อยแล้วพยักเพยิดให้พี่สาวแลไปทางด้านหน้าเอง

 

คนเป็นพี่ตวัดสายตามองตามการบอก.....ทันบางสิ่งบางอย่างที่เห็นเป็นเงาแวบแล่นผ่านหางตา ให้ต้องหันกลับไปจ้องอย่างไม่แน่ใจปนตื่นตะลึง ก่อนจะเผลอถอยเท้าพาร่างไปซุกอยู่กับอนันตญาทันที

 

พี่รัณ.... อย่าเบียดสิอนันตญากระซิบเสียงแผ่ว เดี๋ยวอันก็โดนเด้งไปด้านหน้ากันพอดี

 

งั้นก็เขยิบเข้ามาคนเป็นพี่สาวใจดีผิดคาด ช่วยหยิบช่วยดึงแขนน้องสาวให้กลับมาใช้ต้นไม้เป็นโล่โดยไม่รังเกียจรังงอนหรือคิดหมายใช้น้องเป็นตัวตายตัวแทนจนอนันตญาต้องหันไปมองอย่างอึ้งๆ กระทั่งประโยคถัดมา

 

อย่าได้ไสหัวออกไปหรือทำให้มันรู้ตัวเชียวนะเจ้าอัน ตัวเล็กๆอย่างฉันกับอ้วนๆอย่างหล่อนแค่สองคนก็เห็นจะไม่พอยาไส้มันหรอก

 

มันของเขรัณตา ยามนี้ไม่ได้ใส่ใจหญิงสาวทั้งสอง เพราะมันกำลังมีเป้าหมายอื่นซึ่งส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกลั่นทุ่งอยู่นั่น  กระนั้น ด้วยลำตัวอันยาวเหยียดและใหญ่โตที่เคลื่อนไหวอย่างว่องไวผิดกับรูปร่างก็มากเกินพอที่จะทำให้อนันตญาเห็นด้วยกับพี่สาวเต็มที่

 

เว้นประการเดียว

 

“พี่รัณตัวเล็กกว่าอันตรงไหน” น้องสาวกระซิบค้าน นัยน์ตาหรี่ลงอย่างจับผิด “ครั้งสุดท้ายพี่รัณหนักตั้ง...แอ่ก!!!

 

เขรัณตาไม่รอให้อนันตญาพูดจบ หล่อนกระทืบปลายเท้าลงไปบนบาทางามๆของอีกฝ่ายอย่างรุนแรงเรียกเสียงอุทานที่ไม่เบานักเสียจนฝ่ายประทุษร้ายต้องเร่งลงมือต่อเนื่องตะครุบปิดปากจมูกอีกฝ่ายอย่างเร็วรี่พลางเอ็ด

 

“จะบ้าเหรอ เจ้าอัน ร้องแบบนั้นกลัวมันไม่ได้ยินหรือไง”

 

อนันตญากระพือปีกพั่บๆ.....ในสายตาพี่สาว หรืออันที่จริงคือหญิงสาวกำลังตะกายเพราะการขาดอากาศ หากจะดิ้นมากก็เกรงจะก่อให้เกิดเสียงดังที่อีกฝ่ายว่า

 

แต่ถ้าเขรัณตาไม่เอามือออกจากปากและจมูกหล่อนเร็วๆนี้ ไม่ต้องรอให้มันมาเจอ อนันตญาก็คงถึงฆาตแน่ๆ และหากเป็นอย่างนั้นการที่พี่สาวจะรอดเพียงผู้เดียวก็ไม่มีความหมายใดอีกต่อไป สู้หล่อนพลีชีพดิ้นตีแปลงให้ตรงนี้ราบเป็นหน้ากลองและให้มันสนใจจนเขรัณตาตระหนกปล่อยหล่อน ดีกว่าตายไปเพียงผู้เดียวแบบนี้

 

ทว่าก่อนที่หญิงสาวจะพลีชีพ...ของพี่สาว เขรัณตาซึ่งหันไปมุงเหตุการณ์เบื้องหน้าก็ค่อยๆลดมือลงเปลี่ยนเป็นสะกิดไหล่น้องสาวก่อน พลางว่า

 

“แปลกๆไหม เจ้าอัน ทำไมยัยนั่นไม่ตายสักทีกัน ยังกับ...”

 

“เพราะอันจะตายก่อนน่ะสิ” อนันตญาที่ทำตาปะหลับปะเหลือกสวนเข้าให้โดยไม่รอให้คู่สนทนาพูดจบ ครั้นอีกฝ่ายหันมาจะแว้ด หล่อนก็ชิงถลึงตาใส่ก่อนเข่นเขี้ยว “พี่รัณนะพี่รัณ เกิดอันขาดอากาศไปจะทำยังไง นี่จะเอาเงินประกันอันเป็นค่าเสียหายให้ได้ใช่ไหม!

 

“หล่อนบอกเองไม่ใช่หรือยะ ว่าฉันไม่ได้ แล้วฉันจะทำไปทำไมเล่า” พี่สาวเถียงด้วยความหงุดหงิด “แต่ไอ้ปากนี่น่ะ มันไม่น่าปล่อยให้พูดต่อจริงๆ หนอยแน่ะ...”

 

“อันพูดอะไรผิดล่ะ” คนเป็นน้องยังไม่วายเถียง “พี่รัณไม่ได้ตัวเล็กกว่าอันสัก...กี่น้ำสักหน่อย”

 

ท้ายประโยคเหมือนเห็นดวงตาที่ลุกวาวเหมือนมีไฟสุม อนันตญาก็ยอมกลืนน้ำลายกับความแค้นลงลำคอไปแบบไม่ให้เสียหน้าเล็กน้อย ทำให้เขรัณตาที่ตระเตรียมจะถีบน้องสาวที่รักออกไปวิ่งเล่นบ้างยั้งเท้าไว้ได้

 

“ใช่ ฉันไม่ได้ตัวเล็กกว่าหล่อนนักหรอก แต่ไงๆน้ำหนักฉันก็น้อยกว่าแหละย่ะ!

 

อนันตญาค้อนขวัก และสองพี่น้องคงจะสาดสายตาปะทะกันแก้เครียดต่ออีกสักพัก ถ้าไม่ใช่ว่าเสียงร้องที่กรี๊ดๆหยุดๆเป็นพักๆนั้นจะเปลี่ยนเป็นหวีดแหลมยาวจนพวกหล่อนแทบจะต้องยกมืออุดหู

 

“...เสร็จแล้วเหรอ” อนันตญาโผล่หัวออกไปจากที่กำบังเล็กน้อย สีหน้ามีแววสยองสยองและคาดว่าจะได้เห็นภาพอะไรแบบนั้น

 

ทว่าไม่มีเหตุการณ์ดังที่หญิงสาวคาด ความเงียบสงัดเข้าคลุมอยู่เล็กน้อยเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของมันที่เปลี่ยนเป็นนิ่งสนิท ปลายหางที่แม้จะเป็นส่วนเล็กสุดของร่างนั้นหากก็ยังใหญ่เสียยิ่งกว่าสองพี่น้องรวมร่างกันนั้นอยู่เฉย แต่ประกายเกล็ดสีดำมะเมื่อมที่แสงแดดสาดกระทบยังเด่นชัดและทำให้คนมองทั้งสองกลืนน้ำลายลงคอและหันมามองหน้ากันเองโดยไม่ได้นัดหมาย

 

“พี่รัณ” อนันตญาเริ่มก่อน เมื่อดวงตาคมกริบของพี่สาวเพียงมองมาแน่วนิ่ง “....ทำไมมีอนาคอนด้าอยู่ในประเทศไทยได้ล่ะ”

 

เขรัณตายังไม่ตอบคำนั้น หากหล่อนก็ไม่ได้หันไปมองอนาคอนด้าที่อนันตญาเรียก....แต่ไหนแต่ไรมาหล่อนก็ไม่ได้มีความพิศวาสงู นก หนู หมู หมา กา ไก่ หรือว่าง่ายๆคือหญิงสาวไม่ใช่คนรักสัตว์ หล่อนไม่เคยเห็นสัตว์โลกน่ารักอยู่ในสายตา นอกจากสัตว์ดุร้าย

 

“พี่รัณ” น้องสาวเรียกอีกเมื่อคนเป็นพี่ยังนิ่ง “มันจำศีลไปแล้วใช่ไหมพี่ อนาคอนด้ามันนิสัยไงอ่ะ? ไม่เหมือนในหนังใช่ไหม พี่รัณดูสารคดีน่าจะเคยเจอสิ”

 

“ไม่เคยเจอย่ะ” เขรัณตาแก้ “เคยดูสารคดีแต่ไม่เคยเจอ พูดให้ดีๆเจ้าอัน”

 

หญิงสาวกลอกตากับความช่างจับผิดอย่างไม่เข้าท่าแบบนั้น แต่ก็คร้านจะต่อปากต่อคำผนวกกับความสนใจต่อเรื่องตรงหน้าอันเกี่ยวพันกับชะตาของตนเอง ซึ่งสำคัญกว่าเป็นไหนๆ หล่อนจึงวกกลับมาถามคำเดิมอีกครั้ง

 

“แล้วตกลงอนาคอนด้ามันเป็นไง พี่รัณ”

 

เขรัณตานิ่งอีกครั้ง แล้วกลั้นใจหันไปเพ่งดูเกล็ดสีดำขลับนั้นอีกครั้งแล้วส่ายหน้า

 

“มันไม่น่าใช่อนาคอนด้า” หล่อนกระซิบตอบแล้วเอื้อมมือไปหักคอคนเป็นน้องให้เพ่งดูในองศาที่หล่อนคิดว่าจะเห็นงูชัดและเป็นโล่ให้หล่อนได้ทุกเมื่อ “อนาคอนด้ามันเป็นงูตระกูลเดียวกับไอ้หลามน่ะ อัน ตัวมันไม่น่าจะดำเมื่อมอย่างกับงูเห่าแบบนั้น”

 

“เหรอ...” อนันตญารับคำอย่างแกนๆผิดปกติ จนเขรัณตาเกือบอ้าปากทัก หากไม่ใช่เพราะเจ้าตัวดีเอ่ยต่อในเวลาอันรวดเร็ว “อย่างนั้นมีใครมาเช่าที่นี่ถ่ายหนังเป็นความลับหรือเปล่า แล้วไอ้หนังมันเป็นภาพสามมิติใช่ไหมพี่รัณ”

 

เขรัณตาผ่อนลมหายใจยาว แต่ระวังไม่ให้ดังมากเกินไปนัก เลื่อนมือที่จับต้นคอของอีกฝ่ายไปปิดปากก่อนใช้อีกมือที่ว่างมะเหงกลงไปบนหัวทุยๆนั้นเต็มแรง

 

อนันตญาส่งเสียงบางอย่างแล้วหันสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวรานมาทางคนเป็นพี่ นัยน์ตาคู่สวยมีน้ำตาคลอคลองพร้อมแววตาอันเปี่ยมด้วยคำถาม

 

“อย่าเพ้อ กลับมาโลกแห่งความเป็นจริงได้แล้ว” เขรัณตาไขปริศนาการกระทำของตัวเองอย่างเยือกเย็น

 

“อันเปล่าเพ้อสักหน่อย” หล่อนเถียง “ก็ถ้าเป็นไอ้งูตัวใหญ่ๆไม่น่าเมคเซ้นส์พรรค์นั้นมันก็ควรจะมีอยู่แต่ในหนังนี่ แล้วเดี๋ยวนี้เขาออกจะฮิตสามมิติกัน อันหมายความว่านี่เขามาถ่ายไว้ก่อนแล้วไปทำเทคนิคทีหลังต่างหาก”

 

คนเป็นพี่กระตุกรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย จนอนันตญาอดนึกทึ่งไม่ได้ว่ากระทั่งในเวลาแบบนี้ พี่สาวของหล่อนก็ยังสามารถแตกคอและหักคอน้องสาวเช่นเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบไม่ลังเลเลยจริงๆ

 

“ถ้าคิดแบบนั้น แกก็เดินออกไปหาเขาแล้วบอกสิ ว่าเราหลงทาง ยังไงติดต่อเจ้าหน้าที่ให้หน่อยได้ไหม”

 

อนันตญายิ้มหวานจ๋อย แล้วขยับกายคืบคลานมาหาพี่สาวด้วยอาการประจบเหมือนน้ำเสียง

 

“โถ ก็จะให้อันทิ้งพี่รัณไว้ข้างหลังคนเดียวได้ยังไงกันคะ ถ้าจะออกไปเราก็ควรจะออกไปด้วยกันต่างหาก”

 

“เหรอ...” รอยยิ้มเย้ยหยันเยือกเย็นนั้นขยับกว้างกลายเป็นรอยยิ้มอำมหิตจนอนันตญาผงะถอยหลังกรูดตามด้วยเสียงกร็อบและหักป๊อกของกิ่งไม้

 

เสียงซึ่งไม่น่าดังมากนัก หากเมื่อเทียบกับเสียงกระซิบโต้เถียงกันเหมือนแมลงวันตีกันของสองพี่น้องกับความเงียบรอบตัว เสียงนั้นก็แทบไม่ต่างจากเสียงฟ้าผ่ากึกก้องลงทั้งบริเวณ

 

และมันทำให้สิ่งที่ทั้งสองคนพี่น้องแอบหวาดหวั่นเป็นจริง สายตาสองคู่พร้อมใจกันเพ่งไปยังปลายหางที่เริ่มปัดป่ายไปมาเชื่องช้านั้นอีกครั้ง พร้อมกับที่ต่างคนต่างค่อยๆขยับตัวพร้อมจะลุกขึ้นวิ่งโดยไม่ต้องอ้าปากบอกกันเองให้เหนื่อยแรง

 

ส่วนหางนั้นขยับเล็กน้อย แต่ก็ไม่เคลื่อนจากที่เดิมให้ทั้งเขรัณตาและอนันตญาสูดลมหายใจเข้าออกอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง สองมือชื้นไปด้วยเหงื่อขณะที่แข้งขาแข็งเกร็งด้วยความกดดัน

 

พริบตานั้น อนันตญาเป็นคนแรกที่เริ่มรู้ถึงความรู้สึกนั้น ขนอ่อนที่สันหลังของหญิงสาวลุกเกรียวขึ้นมาอย่างฉับพลัน ตามด้วยสายลมอ่อนๆที่ปะทะผิวกายพร้อมกับกลิ่นเย็นชื้นของสายน้ำที่โบกโชยมาพร้อมกัน

 

ลางสังหรณ์บางอย่าง ทำให้หัวใจของอนันตญาเต้นรัว ริมฝีปากบางเฉียบแห้งผากกับความรู้สึกที่จู่โจมอย่างที่ตนเองบอกไม่ถูก เรียกคยวามกระหายใคร่รู้อีกบางประการให้พลุ่งพล่านขึ้นมา

 

เหมือนความฝันนั้น......

 

ความจำที่รางเลือนกลับคืนมา หรือเรียกให้ถูกคือความรู้สึกอันตกค้างหลงเหลืออยู่ ความรู้สึกที่จนบัดนี้หล่อนก็ยังจดจำได้แม่น กับความลังเล และเสียงห้ามนั่น

 

.....หันไปมอง หรืออย่ามอง!

 

หญิงสาวเหลือบตาไปทางพี่สาว หมายใจจะขอความคิดเห็นผ่านสายตา และเป็นโชคดีที่เขรัณตาหันมามองทางหล่อนพอดี

 

ทว่าสายตาของพี่สาวไม่ได้หยุดอยู่ที่หล่อน กลับเลื่อนไปข้างหลังพร้อมแววบางอย่างที่ทำให้หัวใจของอนันตญาร่วงลงไปอยู่ตาตุ่ม เมื่อหญิงสาวคิดว่าตนแทบจะเห็นเงาสะท้อนในดวงตาของคนเป็นพี่ชัดเจน

 

อนันตญาไม่เหลือทางเลือกอีกต่อไป หญิงสาวหันขวับไปพร้อมกับที่มือเย็นเฉียบของเขรัณตาเอื้อมมือมาคว้าแขนน้องสาวพร้อมเสียงตะโกน

 

“วิ่งสิ จะหันไปมองทำไม!

 + + + + +




ลงให้อ่านเพิ่มอีกนิดค่ะ อยากอัพมากกว่านี้อยู่ แต่ปั่นได้ช้าจริงๆ ต้องขอโทษด้วยนะคะ อยากมาอัพบ่อยๆ (แต่ทุกวันคงไม่ได้ คงสลับกับอีกเรื่องด้วยค่ะ ^^") แต่คงมาอัพได้ทีละน้อยแบบนี้ ขอโทษคนที่ตามอ่านด้วยจริงๆค่ะ

เหนื่ออื่นใดเลย คือขอบคุณคนที่ยังติดตามอ่านค่ะ เรื่องของสองพี่น้องเพิ่งเริ่มค่ะ คงมีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ถ้าหากคนอ่านยังชอบและติดตามอยู่ อมราวตีจะยินดีอย่างยิ่งค่ะ

ขอบคุณมากๆค่ะ

ปล.ตอนนี้คงมีประมาณ ๒ หรือ ๓ เสี้ยวค่ะ ^^

 

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 350 ท่าน