Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
นาคปักษา (มนตรานาคาครุฑ ฉบับรีไรท์)
อมราวตี
บทที่ ๒ ความฝัน
3
01/01/2533 00:00:00
534
เนื้อเรื่อง

บทที่ ๒ ความฝัน

 

ความมืดที่โรยอยู่รอบตัวทำให้อนันตญาไม่แน่ใจนักว่าหล่อนลืมตาขึ้นมาแล้วจริงๆหรือไม่ นอกจากประสาทสัมผัสทางกายของตัวเองที่ช่วยยืนยันหลังหล่อนทั้งลองเปิดปิดเปลือกตาสลับกันไปมาหลายรอบจนเมื่อยไปหมด หญิงสาวจึงตกลงใจได้ว่ารอบตัวของหล่อนไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าความมืด

 

ความมืดที่มืดสนิท...

 

การรับรู้ที่ยิ่งจู่โจมหัวใจขณะที่พยายามหยัดกายลุกขึ้น หลังจากเพิ่งจะสำนึกว่าหล่อนกำลังนอนอยู่บนพื้นที่เย็นเฉียบและราบเรียบราวก้อนหิน

 

หญิงสาววางมือแปะลงเบื้องหน้าที่พอคาดเดาได้... มันเป็นหินจริงๆทั้งสัมผัสที่เย็นและเรียบ ทว่าสมองของอนันตญายังไม่ตื่นดีพอจะประมวลผลเรื่องราวอื่นๆนอกเหนือจากนั้นได้ ได้แต่ปล่อยให้แรงกระตุ้นความอยากรู้เข้าควบคุมพาแขนให้วาดสำรวจเปะปะไปมาอย่างงุนงงเล็กน้อยกับคำถามที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะตอบได้

 

ที่นี่ที่ไหนกัน?

 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นยังไม่ทันจะได้รับคำตอบเมื่อความเจ็บปวดแล่นวาบจู่โจมจนต้องยกมือกุมศีรษะยามพยายามเค้นสมองไล่ลำดับเหตุการณ์ ว่าไปมาเช่นไรหล่อนจึงตกอยู่ในความมืดและพื้นหินที่หล่อนจำไม่ได้สักนิดว่าเคยมาในสถานที่ซึ่งมีภูมิประเทศเช่นนี้

 

ทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้นมา ความรู้สึกขัดแย้งก็สวนกลับไปได้รวดเร็วไม่แพ้กัน แทรกซึมหัวใจด้วยความรู้สึกคุ้นเคยแกมคะนึงหาพาให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเมื่อเสียงหนึ่งกังวานขึ้นกลางความเงียบสงัด

 

อนันตญาต้องคะแคงหูฟังอีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจ ว่าหูของหล่อนใช้การได้หรือไม่พร้อมกันนั้นเองก็ต้องชักมือออกมาจากพื้นหินที่ตนใช้เป็นที่วางมือกะทันหันเมื่อความเยือกเย็นของหินผาที่ไร้ชีวิตค่อยๆแทรกซึมปลายนิ้วของหล่อนจนเย็นเยือกไปหมด

 

และแม้จะละจากสัมผัสนั้นแล้ว ขนแขนของหญิงสาวก็ค่อยๆลุกเกรียวขึ้นมาอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของเจ้าตัวก่อนหล่อนจะสะดุ้งโหยงเมื่อปลายนิ้วที่ชักกลับดันไปสัมผัสกับของอีกสิ่งหนึ่ง

 

สัมผัสที่เย็นยะเยือกยิ่งกว่าแผ่นหินของน้ำ

 

พร้อมกันนั้นเองที่ความรู้สึกสัมผัสของอนันตญาเปลี่ยนไป แม้ความหนักแน่นของหินผาจะรองรับร่างกายอยู่ แต่ที่ท่อนขานั้นกลับรู้สึกถึงความเย็นเยือกของสายน้ำที่โหมกระทบกายท่วมร่างหล่อนไว้ต่ำๆ ปรับสภาพให้กลายเป็นเธอกำลังนั่งอยู่กลางแอ่งน้ำตื้นๆที่ไหนสักแห่งแต่เมื่อใดก็สุดรู้

 

ความเปลี่ยนแปลงที่ควรนำพาความงุนงงให้ถาโถมมามากกว่าเดิม แต่สิ่งที่เติมเต็มความรู้สึกของอนันตญากลับเป็นเสียงของหัวใจที่เต้นระรัวขึ้นทุกขณะ จนแม้แต่หล่อนเองก็อึดอัดอย่างที่ต่อให้พยายามสูดลมหายใจเข้าออกเพียงใดก็ไม่อาจบรรเทาความรู้สึกนั้นได้

 

ความรู้สึกที่เกือบจะเป็นพรั่นพรึง....นั่นคือคำสำเหนียกเมื่อพยายามเรียกสติให้หวนคืนมาอย่างเต็มที่พร้อมที่น้ำรอบตัวกระเพื่อมไหวด้วยจังหวะการขยับตัวของบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่ของเธอ

 

แม้มองไม่เห็นวงกระเพื่อม แต่จากสัมผัสที่ยังรับรู้ได้ชัดเจนทำให้อนันตญาแน่ใจได้ว่าการเคลื่อนไหวนั้นมาจากเบื้องหลังของเธอ ทำให้คนจับสัมผัสได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองยกมือที่ชุ่มน้ำมาลูบแขนของตัวเองอย่างปลอบประโลมรูขุมขนและสงบสติอารมณ์ลงพร้อมกับที่เข้าใจในเสียงประหลาดนั่นมากขึ้น

 

มันคือเสียงของหยดน้ำ...ที่ตกกระทบลงบนผิวน้ำที่หล่อนนั่งอยู่

 

สุ้มเสียงซึ่งชัดเจนขึ้นเมื่อครู่ก่อนกลับค่อยเว้นระยะและแผ่วจางลงเกือบกลืนหายในความมืดที่เริ่มจะเงียบสงบ แต่หัวใจที่เต้นผิดจังหวะของอนันตญากลับไม่ยอมอยู่ในความสงบด้วย มันกำลังบีบรัดเจ้าของด้วยความอยากรู้อันรุนแรงพอๆกับคำคัดค้าน

 

หันไปมอง....หรืออย่ามอง!

 

ความอยากรู้อยากเห็นกระตุ้นเชิญชวนให้เหลียวไปเบื้องหลังเพื่อมองให้ชัดเจนจะได้คลายใจเสียที แต่สามัญสำนึกหรือบางสิ่งบางอย่างที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียกว่าลางสังหรณ์ก็คอยย้ำปรามอยู่อย่างยากลำบากจนเจ้าของความคิดทั้งสองรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด และดูท่าว่าหนทางที่ดีที่สุดต่อสุขภาพศีรษะของหล่อนคือการรีบจัดการให้ความรู้สึกทั้งสองหายไป

 

อนันตญาจึงตัดสินด้วยการกลั้นลมหายใจ รอคอยเสียงของหยดน้ำที่หายไปเหลือไว้แต่ความเงียบสงัดจนแน่ใจก่อนเหลียวกลับไปมองด้านหลังทันที!

 

มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด... หญิงสาวเปลี่ยนความคิดทันทีที่พบว่าเสียงเป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้ที่สุด เพราะแม้ว่ามันจะเป็นความเงียบแต่ก็ใช่ว่าจะไร้สิ่งซุ่มซ่อนเหลือแต่ความว่างเปล่าอย่างเดียวเสียเมื่อไร

 

เพราะนั่นไม่ใช่ความมืดที่หล่อนเพิ่งจะเกิดความรู้สึกพิศวาสมันอย่างปัจจุบันทันด่วนอีกต่อไป สีดำสนิทที่เคยอำพรางการมองเห็นพลันถูกทำลายไปด้วยแสงนวลตาที่ชวนให้พิศวงเมื่อมันไม่ทำให้หล่อนนัยน์ตาพร่ามัวดังที่คนเพิ่งเจอแสงสว่างหลังจมปลักอยู่กับความมืดมาระยะเวลาหนึ่ง ตรงกันข้าม อนันตญากลับมองเห็นชัดเจนแม้แต่ละอองสีเขียวอันเจือจางราวหมอกควันที่แต่งแต้มให้แสงนั้นเกิดประกายสีอันน่าประหลาด

 

ทว่าสิ่งที่ทำให้อนันตญาเบิกตาโพลงอย่างจังงัน ลืมแม้แต่การกะพริบตาเพื่อความแน่ใจดังที่ชอบทำเป็นประจำไม่ใช่เพราะแสงสว่างนั้น หากเป็นเพราะที่กึ่งกลางแสงสว่างเบื้องหน้าหล่อนในยามนี้มีเงาร่างหนึ่งนั่งอยู่ต่างหาก!

 

ร่างโปร่งระหงของอิสตรีที่สวมใส่อาภรณ์ประหลาดอย่างผ้าแถบคาดอกกับผ้านุ่งสีเข้ม แลดูตัดกับผิวผ่องซึ่งซีดเซียวอย่างน่ากลัวทั้งยังขัดกับเรือนผมสีเข้มราวกับความมืดที่เคยรายล้อมหล่อนอยู่ซึ่งทอดยาวลงไปจนจมหายไปในแอ่งน้ำที่ท่วมร่างนั้นเล็กน้อยเช่นเดียวกับอนันตญา

 

และเพราะเรือนผมกับเสื้อผ้าที่เห็นได้ชัดถึงความเปียกชื้นของเจ้าหล่อนนี้เอง ..ที่เป็นที่มาของเสียงหยดน้ำที่อนันตญาได้ยินเมื่อครู่ก่อนและได้เห็นกับตาอีกครั้งเมื่อเรือนผมที่คลี่บดบังเสี้ยวหน้าของหญิงสาวผู้นั้นขยับไหวน้อยๆ ปล่อยหยดน้ำหยดเล็กให้ตกกระทบพื้นเบื้องหน้าเกิดเป็นสุ้มเสียงที่ชวนให้ขนลุกอีกครั้ง

 

อนันตญาขยับปาก..อยากกรีดร้องหรือส่งเสียงอะไรสักอย่างหนึ่งออกมาระบายความอัดอั้นที่กำลังบดขยี้ร่างกาย ทว่าอวัยวะทุกส่วนกลับไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ตามใจสั่ง  แม้จะพยายามเผยอริมฝีปากขึ้นมาหรือแค่กะพริบตาก็ยังไม่อาจทำได้!

 

ประสาทสัมผัสตอบรับอาจไม่สั่งการ แต่น่าเสียดายที่การรับรู้ทุกอย่างกลับยังคมชัดจนน่าเจ็บใจ ดวงตาที่ไม่อาจกะพริบกลับมองเห็นถึงรายละเอียดของร่างที่นั่งอยู่ไม่ห่างทั้งกำไลต้นแขนสีทองด้านไม่แวววับดังที่หล่อนเคยเห็นยามเดินผ่านตามร้านห้างทองต่างๆ  เช่นเดียวกับกำไลบนข้อมือที่จุ่มน้ำอยู่ปริ่มๆ ซึ่งนอกจากลักษณะของทองที่ผิดแผกจากความเคยชินที่เคยเห็นแล้ว รูปทรงของเครื่องประดับยังดูทั้งแปลกตาทั้งไม่คุ้นชินต่างจากเครื่องประดับสมัยใหม่ทั่วๆไป แต่อีกเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำที่รางเลือนกลับมีร่องรอยคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง...ในเวลาที่ล่วงผ่านไปเนิ่นนาน

 

ที่ไหน...........ในอดีต

 

ความคิดที่ราวกลายเป็นกุญแจไขความทรงจำเรียกภาพที่ใกล้เคียงกันให้ผุดพราย ถึงเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ซึ่งหล่อนเคยเห็นจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ ต่างๆ หรือไม่ก็ตามรูปสลักของนางฟ้านางอัปสรในโบราณสถานบางแห่ง ซึ่งมีลักษณะรูปทรงสัณฐานใกล้เคียงกันแทบไม่มีผิด!

 

บทสรุปของข้อสังเกตที่เหมือนอะไรบางอย่างแล่นกระแทกความคิดอย่างเร็วรี่ เมื่อตระหนักถึงความขัดแย้งว่าไม่น่ามีมนุษย์ปกติชนที่ไหนจะแต่งตัวเช่นนี้....

 

ไม่น่ามีมนุษย์ที่ไหน.....มาอยู่ในสถานที่เช่นนี้

แล้วหล่อนล่ะ?

 

คำถามกลับจากอนุสติส่วนลึกที่ทำให้อนันตญาสะดุ้งเฮือกราวตื่นจากมนตร์สะกด นัยน์ตากะพริบเร็วๆพร้อมลมหายใจยืดยาวที่ถูกผ่อนออกละม้ายเสียงทอดถอนอย่างลืมตัว

 

ยังไม่ทันที่จะหาคำตอบให้กลับตัวเองได้ สายลมที่มองไม่เห็นที่มาก็พลันพัดผ่านวูบเรียกระลอกคลื่นเบาบางบนผิวน้ำให้สัมผัสผิวกายพร้อมความหนาวเย็นที่โอบล้อมกะทันหันจนร่างกายเกือบกลายเป็นน้ำแข็งไปอีกรอบ

 

แต่นั่นยังไม่ใช่ส่วนเลวร้ายที่สุดซึ่งสายลมนำมา เพราะราวพระพายกลายเป็นตัวกระตุ้น ทำให้ร่างที่นั่งนิ่งเหมือนหุ่นทีแรกกลับมีปฏิกิริยา เส้นผมสีดำขลับเปียกชื้นซึ่งทำหน้าที่คล้ายม่านบางๆอำพรางเสี้ยวหน้าด้านข้างพลิ้วไหวตามลมรำเพย พร้อมๆกับที่วงหน้านั้นค่อยขยับหันมาอย่างแช่มช้า

 

มือของอนันตญาที่จุ่มน้ำอยู่กำเข้าหากันแน่น ราวพยายามใช้ความเจ็บปวดของปลายเล็บบนผิวเนื้อเรียกหาสติสัมปชัญญะ หากทั้งเสียงกรีดร้องของสติกับการย้ำเตือนของลางสังหรณ์ที่บีบคั้นก็ยังไม่อาจบังคับเปลือกตาให้ปิดลงได้

 

วงหน้าของหญิงสาวในเครื่องแต่งกายประหลาดนั้นกำลังหันให้หล่อนมองเต็มตาอย่างแช่มช้า เช่นเดียวกับม่านผมสีดำขลับซึ่งพัดปลิวไป....

 

"อย่ามอง!"  เสียงใครบางคนซึ่งฟังไม่ผิดเพี้ยนจากเสียงของหล่อนกรีดร้องลั่น!

 

"อัน"

 

เสียงเรียกขานที่แผ่วเบาแต่หนักแน่นแฝงแววอำมหิตทำให้อนันตญาผวาเฮือกตาลีตาเหลือกลุกขึ้นมาทันใด

 

เขรัณตาที่อาศัยโขดหินเป็นที่นั่งทอดสายตาเฉยชาลงมองกริยาของน้องสาวที่นอนสิ้นสติอยู่เสียจนหล่อนที่ฟื้นขึ้นมาก่อนลุกมาสำรวจตัวเองว่าเกิดแผลที่ใดหรือไม่เรียบร้อยแล้วฝ่ายนั้นก็ยังไม่ฟื้น แม้หญิงสาวจะพยายามสะกิดหรือลองเขย่าพร้อมเรียกชื่อเบาๆก็ยังไร้ปฏิกิริยาตอบรับจากอนันตญาจนหล่อนตัดใจ เปลี่ยนอิริยาบถไปนั่งบนโขดหินที่พบใกล้ๆ ก่อนใช้มาตรการขั้นสุดท้ายโดยการเรียกชื่อเสียงหนัก

 

เสียงเรียกสั้นๆง่ายๆที่ไม่น่ามีผล แต่วี่แววบางอย่างที่ปะปนในถ้อยคำง่ายๆคำเดียวนั้นบอกให้รู้ว่าถ้าขืนไม่ลุกขึ้นมาอาจจะมีอะไรบางอย่างที่ไม่น่าพิสมัยเกิดขึ้นกับตัวเองได้ ตามประสบการณ์ยี่สิบปีอันฝังลึกลงไปใต้จิตสำนึกเสียแล้ว

 

หากคนถูกกระตุ้นประสาทรับรู้ด้วยจิตใต้สำนึกและสัญชาตญาณระแวงภัยที่ลุกขึ้นมาคล้ายยังไม่ตื่นดี เมื่อเจ้าตัวเหลียวมองรอบกายอย่างงงๆราวคนเพิ่งตื่นจากความฝัน ซึ่งก็ดูน่าสมเหตุสมผลกันดีในความเป็นจริง แต่ไอ้ท่วงท่ามองทางซ้ายแล้วหันกลับมาแลทางขวาและจบด้วยการเงยหน้าขึ้นมากะพริบตาปริบๆใส่คนปลุก  ก่อนย้อนกลับไปทำพฤติกรรมอย่างเดิมนับแต่หันหน้าไปทางซ้ายใหม่ทำให้เขรัณตาหมดความอดทนที่ไม่ค่อยจะมีในตัวเองอยู่แล้ว

 

หญิงสาวจึงใช้มาตรการเด็ดขาดขั้นที่สองในการเรียกสติน้องสาวทันทีอย่างไม่ลังเล

"โซล ธันเดอร์สตรอม , เดรโก มัลฟลอย , เจค็อบ แบล็ค.." คำไล่รายชื่อที่ทำเอาคนฟังตาสว่างได้ทันใด แต่หันซ้ายขวาหนักกว่าเดิมพร้อมคำถามอย่างตื่นเต้น

 

"ไหนๆๆๆ ทางไหนๆ"

 

ปฏิกิริยาตอบรับที่เขรัณตาหรี่ตาลงอย่างหงุดหงิด พร้อมตวัดเท้าเข้าให้อย่างรวดเร็วทันใจเหมือนกัน

"มันจะไปมีได้ยังไงกันล่ะ ของพรรค์นั้น ไม่ได้อยู่ในโรงหนังหรือร้านหนังสือนะยะ"

 

ทว่า รายชื่อตัวละครที่อนันตญาชื่นชอบซึ่งเขรัณตาร่ายออกมานั้นได้ปลุกอนันตญาให้ตาสว่างและได้สติกลับมาครบถ้วนเสียแล้ว หญิงสาวจึงเขยิบตัวหนีห่างจากบาทาเบอร์หกแต่หนักไม่น้อยกว่าหนึ่งกิโลกรัมเวลาโดนทีได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็มิวายส่งเสียง

 

"พี่รัณล่ะก็..." น้ำคำนั้นตัดพ้อ "เล่นอะไรก็ไม่รู้ มาให้ความหวังอันไปได้"

 

"ความฝัน" เขรัณตาใจดีแก้ไขให้พร้อมสายตาที่บ่งบอกความดูหมิ่นมาจากวงหน้าที่เกยอยู่บนสองมือของตนเอง โดยอาศัยหัวเข่าเป็นที่วางแขนอีกต่อหนึ่ง "เพ้อเจ้อลมๆแล้งๆไม่เข้าที แต่ก็ดีไปที่ใช้ง่ายหน่อยเวลาปลุก กี่ทีๆก็ใช้ได้"

 

คนเพ้อเจ้อที่โดนว่าแรงๆ อย่างที่แม้จะโดนเป็นปกติ แต่ก็อดโต้ตอบกลับอย่างทุกทีไม่ได้เช่นกัน

"ถ้าเป็นพี่รัณนี่ต้องบอกว่า ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งหรือไม่ก็เงินหายใช่ไหมคะ"

 

"ไม่มีทาง" สีหน้าของพี่สาวบอกความเหนือกว่าและมั่นใจ "เพราะพี่ไม่ชอบเสี่ยงโชคลงทุนแบบไม่แน่ว่าจะได้กำไรเมื่อไร และพี่เก็บเงินดีไม่เคยขาดไปแม้แต่สลึงเดียวแน่ๆ"

 

คำการันตีที่คนฟังอยากเถียง แต่เห็นจริงเกินกว่าจะค้าน หนำซ้ำผู้เป็นพี่ก็ไม่เปิดโอกาสให้ เมื่อชิงพยักเพยิดหน้าและเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเสียอีกอย่างว่า

 

"ฟื้นมาแล้วก็อย่าเพิ่งมาต่อปากต่อคำเลย ดูตัวเองก่อนสิว่าบุบสลายตรงไหนหรือเปล่า พี่จิ้มๆดูตั้งแต่เมื่อกี้ก็ยังไม่เห็นฟื้นสักทีจนนึกว่าจะได้เงินประกันแล้วจริงๆซะอีก"

 

ความห่วงใยนั้นแฝงอยู่ในถ้อยคำจริงอยู่ แต่ประโยคหลังนั้นบอกเจตนาที่แท้จริงได้ชัดเจนกว่าจนอนันตญาชำเลืองค้อนคนพูดทีหนึ่งอย่างหมั่นเขี้ยวแล้วพลิกแขนตัวเองซ้ายขวามาสำรวจหารอยประทุษร้ายของพี่สาวที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างที่หล่อนไม่รู้สึกตัว ก่อนนิ่วหน้าเมื่อมองมายังเสื้อผ้าของตนเองที่แม้จะหมาดน้ำไปแล้ว แต่ก็มีคราบดินและเศษใบไม้เล็กๆเกาะอยู่บนเนื้อผ้าอย่างแน่นหนา รวมถึงเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยคราบเปื้อนดุจเดียวกัน ทำให้ต้องไล่ความทรงจำย้อนหลังอย่างุนงงถึงที่มาของร่องรอยเหล่านี้

 

ใช้เวลาอยู่ร่วมนาทีเต็มๆกว่าอนันตญาจะอุทานบางอย่างขึ้นมา

 

"จริงสิ" หญิงสาวเบิกตากว้าง แล้วหันกลับไปมองพี่สาวอย่างตื่นตระหนกกับความเป็นจริง "พวกเราลื่นตกจากถ้ำตอนฝนตกนี่นาพี่รัณ!"

 

"อ๋อเหรอ..." เขรัณตาตอบรับอย่างเย็นชา "สมองกระทบกระเทือนตรงไหนหรือเปล่าน้องรัก ลองทบทวนใหม่อีกทีก่อนจะใช้คำว่าลื่นตกดีไหม"

 

ถ้อยคำทวงถามที่อนันตญาเกือบสะดุ้งแต่กลบเกลื่อนไว้อย่างรวดเร็วด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานตามแบบฉบับน้องสาวผู้ใสซื่อ แล้วนึกยินดีที่หล่อนได้เขยิบออกห่างมาจากรัศมีการประทุษร้ายของฝ่ายนั้นก่อนแล้ว

 

แน่ล่ะ... เธอเชื่ออย่างสนิทใจว่าเขรัณตาต้องไม่ลังเลในการลงมือแน่ๆ เพราะหากคิดย้อนเหตุการณ์ไปจริงๆแล้ว คำว่าลื่นตกจากถ้ำไม่ใช่ประโยคที่ถูกต้องนัก เมื่อความเป็นจริงมีอยู่ว่าในระหว่างที่กำลังหลบพายุฝนหลงฤดูนั้น กังวานของเสียงฟ้าผ่าที่สะเทือนเลื่อนลั่นจนหูหล่อนอื้อไปหมดทำให้อนันตญารามือจากขอบหินที่เกาะเกี่ยวไว้มาปิดหูของตัวเองแทน และนั่นเป็นจุดหักเหของเรื่องราวทั้งยังเป็นจุดที่ทำให้เขรัณตาอยากฆาตกรรมน้องสาวมากที่สุด

 

เพราะสายฟ้าที่ฟาดลงมาไม่ได้นำมาแค่เสียงกึกก้องเท่านั้น วินาทีต่อมาพื้นที่พวกหล่อนนั่งอยู่ก็ดูราวกับถูกเขย่าด้วยมือยักษ์ที่มองไม่เห็น เขรัณตานั้นไม่เท่าไร เพราะหล่อนยังมีที่ยึดไว้ให้เกาะอย่างแน่นหนา แต่คนที่มัวห่วงสุขภาพหูของตัวเองนั้นสะดุ้งเฮือกและโดนแรงเขย่านั้นทำให้ไถลตัวลงไปกับสายฝนได้อย่างรวดเร็ว

 

แต่ยังไม่เร็วพอ....สำหรับเขรัณตา เพราะวินาทีที่กำลังจะโดนสายน้ำจากฝนและขุนเขาเบื้องบนซึ่งชโลมหนทางให้ลื่นไปหมดจนไม่อาจทรงตัวได้แน่หากไม่มีอะไรให้ยึด อนันตญากลับประพฤติตัวเป็นน้องที่ดีโดยการมือไว้คว้าข้อเท้าพี่สาวหมับหมายจะใช้เป็นที่ให้เกาะชั่วคราวก่อนจะหาอะไรที่ดูมั่นคงกว่ามาประคองตัว

 

ทว่าไม่มีเวลาและสิ่งอื่นให้ลองเกาะเป็นลำดับต่อไปสำหรับอนันตญา เพราะเรี่ยวแรงของเขรัณตาที่ยึดขอบหินของโพรงที่พวกหล่อนอาศัยอยู่นั้นไม่ได้มีมากพอที่จะรับน้ำหนักตัวทั้งของตัวเองและน้องสาวซึ่งใช้หล่อนเป็นหลักยึดไว้อีกคนได้ ประกอบกับฝนที่กระหน่ำลงมายิ่งเพิ่มความยากลำบากในการยึดเหนี่ยว จึงไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจสักนิด เมื่อไม่กี่วินาทีต่อมามือของเขรัณตาก็ร่วงผล็อยลงจากขอบหินให้อนันตญาซึ่งกำลังส่งสายตาขออภัยให้พี่สาวเบิกตากว้างพร้อมกับที่เจ้าของมือกรีดเสียงสบถลั่น

 

หากทั้งเสียงสบถที่เปลี่ยนเป็นอุทานของเขรัณตากับเสียงหวีดร้องของอนันตญา...ล้วนแต่ถูกกลืนหายไปไปกัมปนาทของสายฟ้าที่คำรณกึกก้องขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ความทรงจำของอนันตญาจะดับวูบลงไปตอนนั้นเอง

 

ความทรงจำซึ่งกลับมาแจ่มชัดทำให้คนต้นเหตุที่เพิ่งระลึกได้จำต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง แต่รอยยิ้มที่มอบให้พี่สาวก็ยังไม่จืดจางเมื่อพยักหน้านั่งยันต่อไปอย่างหนักแน่น

 

"อุบัติเหตุนี่มันน่ากลัวเนอะ พี่รัณ ใครจะไปรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไรหรือที่ไหน"

 

"โถ อัน..." พี่สาวทอดถอนตอบด้วยรอยยิ้มบ้าง แต่ทำให้คนมองเกือบผงะเมื่อเห็นทะลุไปถึงแววอาฆาตบนสีหน้าดุนั้น "กลับไปแล้วอย่าลืมจ่ายพี่นะน้องรัก เดี๋ยวพี่จะสอนความแตกต่างของคำว่าอุบัติเหตุกับเภทภัยจากมนุษย์ให้แบบชัดๆแน่"

 

เป็นเรื่องช่วยไม่ได้เมื่ออนันตญาดันก้มหน้าลงต่ำวูบหมายจะหลบจากสีหน้าที่ซ่อนความเหี้ยมเกรียมไว้ในความอ่อนหวานเอ็นดูน้องสาวไม่มิด หากสิ่งที่กระทบสายตาของหล่อนเมื่อเลื่อนต่ำลงมากลับเป็นปลายนิ้วสวยๆที่กำเข้าหากันแน่นสลับกับคลายอย่างหมายมั่นปั้นมือจริงๆจนหญิงสาวเบ้หน้าแล้วถอนหายใจเฮือก

 

"พี่รัณล่ะก็..." หล่อนลากเสียงยาวราวเหน็ดเหนื่อยทั้งที่ตัวเองเพิ่งจะได้ฤกษ์ตัดสินใจขยับลุกเช็คขาและกล้ามเนื้ออื่นๆว่ามีส่วนไหนผิดปกติหรือไม่ "ความห่วงใยที่มีให้น้องสาวมีมากกว่าเงินในกระเป๋าของพี่หรือคะ เป็นกรรมของอันหรือไงกันหนอ"

 

บทพร่ำเพ้อด้วยน้ำเสียงราวนางละครที่ยวนประสาทเกินรับได้ ให้เขรัณตาคลำหักกิ่งจากต้นไม้เล็กๆที่อยู่ใกล้ๆมาเป็นอาวุธเขวี้ยงใส่คนออกปากอย่างหมั่นไส้

 

แม่นยิ่งกว่าจับวางบวกกับความไม่ทันระวังเพราะคลายใจว่าอยู่ห่างมือเท้าของพี่สาว อนันตญาจึงลืมนึกถึงอาวุธบินไปเสียสนิทจนกระทั่งเมื่อมันปะทะเข้ากับหน้าผากอย่างเต็มรักกลางสายตาสมใจของคนปาและเสียงร้องโอดโอยเกินจริงของคนเจ็บ

 

"ปากดีนักนะ เจ้าอัน" เขรัณตาไม่เปิดช่องให้เจ้าคนมากความได้เอ่ยคารม "ชิชะ ความห่วงใยงั้นหรือ คนที่ตื่นมาก็ไม่ถามพี่สาวที่ตัวเองเทเคราะห์ใส่ให้สักคำว่าเป็นยังไง ยังมีหน้ามาเรียกร้องขอความเห็นใจจากคนอื่นอีกหรือ มันจะมากเกินไปมั้ง?"

 

"ก็เห็นอยู่ว่าพี่รัณซัดอันไม่ยั้งตั้งสองรอบสามรอบ ไม่เห็นมีตรงไหนสักนิดเหมือนคนเจ็บ มีแต่อันสิที่นับวันจะบุบสลาย" อนันตญาเถียง "แถมอย่างพี่รัณน่ะ ถ้าบาดเจ็บเห็นเลือดแม้แต่ขนาดเท่าเข็มแทงไม่ต้องให้อันถามหรอก ป่านนี้พี่รัณได้ทำให้อันเจ็บหนักกว่าสิบเท่าพร้อมเรียกร้องค่าเสียหายอันจนหมดเนื้อหมดตัวไปแล้ว"

 

เหตุผลตบท้ายที่เรียกรอยยิ้มให้ปรากฏบนวงหน้าของคนที่ปรับอิริยาบถเป็นนั่งกอดอกราวนางพญาผู้สง่างาม กับถ้อยความตอบกลับที่นุ่มนวล

 

"ใครบอกว่าจะไม่เรียกกัน? ของพรรค์นี้มันต้องคิดหมดนั่นแหละทั้งใครที่ทำให้ฉันร่วงลงมาเนื้อตัวเปื้อนไปหมด และทำให้ฉันจะต้องเดินกลับไปหาคนอื่นไกลกว่าที่ควรโดยที่ยังไม่ได้ถ่ายรูปน้ำไปขายให้อาฝนน่ะ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้จ่ายหรอก"

 

คนถูกยัดเยียดความกลัวสั่นศีรษะวืดให้ความงกของพี่สาว แต่ถ้อยคำนั้นทำให้เพิ่งจะสะกิดใจหันมามองรอบตัวอย่างจริงๆจังๆเป็นครั้งแรก

 

ต้นไม้ใหญ่ที่รายล้อมรอบตัวแม้เป็นต้นไม้ที่ไม่รู้จัก แต่ก็ไม่น่าเป็นปัญหาอะไรเพราะในเขตอุทยานเพื่อการท่องเที่ยวทางธรรมชาติจะมีต้นไม้นานาพันธุ์อยู่ก็ถือเป็นเรื่องปรกติ รวมทั้งพื้นดินที่มีร่องรอยความชุ่มชื้นอยู่เสมอบ่งบอกถึงการได้รับน้ำไม่ว่าจะมาจากพระพิรุณหรือทางน้ำใต้ดินที่อาจไหลผ่านก็เป็นเรื่องสามัญ ทว่าบางสิ่งซึ่งกำลังติดขัดอยู่ในใจทำให้อนันตญาชักหน้าเสียขึ้นมาเล็กน้อย

 

เขรัณตาปล่อยให้น้องสาวกวาดตามองสำรวจอย่างที่หล่อนเคยได้ทำผ่านตามาแล้วก่อนหน้าที่ฝ่ายนั้นจะฟื้นตามอำเภอใจ ทั้งยังใจกว้างปล่อยให้อนันตญาซึ่งหันกลับมาด้วยสีหน้ากังวลเอ่ยปากโดยไม่ขัดคอดังเช่นทุกครั้ง

 

"พี่รัณ...เรากลิ้งตกลงมาไกลแค่ไหนน่ะ?"

 

คำถามที่เขรัณตาอยากตอบ แต่หล่อนก็ไม่รู้จะตอบว่าอะไรเหมือนกัน เพราะหล่อนเองก็เห็นเช่นเดียวกับอนันตญาว่าแม้สภาพรอบกายจะบ่งบอกว่าพวกตนยังอยู่ในป่าซึ่งน่าจะอยู่ในเขตอุทยานที่มาพัก แต่จากสายตาที่มองสำรวจ พวกหล่อนกลับมองไม่เห็นบริเวณที่น่าจะเป็นสันเขาหรืออะไรก็ตามที่ใกล้เคียงกับเส้นทางที่ตกลงมาสักนิด

 

มีแต่ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่บนเส้นทางเรียบๆไร้วี่แววของเนินสูงใดๆ

 

"อัน..." แม้จะมีปริศนาและความกังวลอยู่ในส่วนลึกเช่นกัน ทว่าเขรัณตาก็สามารถซ่อนมันไว้ได้ดีใต้น้ำเสียงเรียบเฉยของตนเองเมื่อเอ่ยออก "หูดีกว่าพี่ ลองฟังสิ ได้ยินเสียงน้ำตกไหม"

 

คำถามที่ยิ่งกระตุ้นความกังวลให้มากขึ้นอีก แต่อนันตญาก็ลองเงี่ยหูฟังแต่โดยดีแม้จะค่อนข้างแน่ใจในผลลัพธ์ก็ตาม

 

"ไม่ได้ยินเลยพี่รัณ" การคาดเดาไม่ผิดที่อนันตญาอยากให้มันพลาดนัก เพราะยังพยายามปลอบใจตัวเองได้ว่าหล่อนคงจะมัวต่อปากต่อคำกับพี่สาวมากเกินไปจนไม่ทันสังเกตเสียงน้ำตกที่อาจจะดังแว่วๆมาจากทางไหนสักทาง หากความจริงก็คือประสาทหูของหล่อนยังไม่ผิดเพี้ยนไปแต่อย่างไร เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ตอบกลับมามีแต่เสียงลมที่พัดผ่านใบไม้เป็นบางขณะเท่านั้น

 

"งั้นก็แสดงว่า...ไกลพอสมควร" ข้อสรุปอย่างง่ายๆจากเขรัณตาที่ทำให้สองพี่น้องได้แต่นิ่งอึ้งมองหน้ากันเอง

 

ก่อนอนันตญาที่ตีสีหน้าเจี๋ยมเจี้ยมจะเอ่ยขึ้นอย่างสำนึกผิด

"ขอโทษนะพี่รัณ" หล่อนว่าเสียงแผ่วแต่ยังไม่ยอมเดินไปใกล้ "อันขอโทษ อันสัญญาว่ากลับไปอันจะลดน้ำหนักก็ได้...."

 

ความนิ่งอึ้งในบรรยากาศสลายวับไปทันใด แทนที่ด้วยความเยือกเย็นจากสายตาที่เพ่งตรงไปยังคนเอ่ยปากจนอนันตญาเกือบจะถอยหลังกรูดตามสัญชาตญาณระวังภัย

 

"ประเด็นของเรื่องนี้มันก็คือ แกควรจะตกลงไปเองคนเดียว ไม่ใช่คว้าฉันมาด้วยต่างหาก เจ้าอัน!"

 

"เราเป็นพี่น้องกันนะพี่รัณ" หล่อนยกความจริงที่เห็นๆกันอยู่ขึ้นมา "มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ก็ต้องรับด้วยกันสิ พี่รัณไม่เป็นห่วงอันเหรอ เกิดอันตื่นมาเจอสภาพนี้คนเดียว อันก็ใจเสียแย่สิ หรือถึงพี่รัณก็เถอะ เห็นอันตกไปต่อหน้าต่อตาพี่รัณจะทำไง"

 

"ฉันก็รอจนฝนหยุดตก แล้วค่อยเดินลงมาบอกเจ้าหน้าที่ให้งมศพแกไง" คำตอบที่เรียบง่ายชัดเจนและแววตามุ่งมั่นบอกให้รู้ว่าคนพูดมีความคิดจะทำจริงอย่างไม่ต้องสงสัย หนำซ้ำสรรพนามที่เปลี่ยนไปยังช่วยการันตีถึงความกราดเกรี้ยวในหัวใจซึ่งเริ่มปะทุขึ้นทุกขณะ

 

และเป็นการดีที่อนันตญาจะขยับตัวเดินลากเท้าวนไปวนมาบนพื้นเบื้องหน้าอีกฝ่าย แต่ยังไม่ยอมเคลื่อนเข้าไปใกล้รัศมีมือหรือเท้าเด็ดขาดระหว่างต่อคำ

 

"พี่รัณก็พูดไปเถอะ ต่อให้อันตกลงมาคนเดียว อันก็ไม่ตายหรอก เห็นๆกันอยู่ว่าตกลงมาสองคนยังไม่มีใครแข้งขาหักก็แสดงว่าคงไม่ไกลเท่าไร แต่ก็คงไม่ได้อยู่ใกล้ๆใช่ไหมล่ะ?"

 

ข้อวิเคราะห์ที่มีเหตุผลเพียงพอทำให้เขรัณตายั้งปากไม่ให้จิกกัดเจ้าตัวดีไปได้อีกหน่อย ระหว่างที่อนันตญายังทำหน้าเคร่งขรึมจริงจังขณะเอ่ยความคิดให้อีกฝ่ายฟังไปพลางๆด้วย

 

"แต่อันไม่ได้กลิ่นฝนแล้ว... แสดงว่าอย่างน้อยๆระหว่างรอคนมาตามหาเรา เราก็ไม่ต้องกังวลว่าฝนจะตกอีก น่ายินดีเนอะพี่รัณ"

 

"ตรงไหนไม่ทราบ" เขรัณตาได้จังหวะค้านทันใด "จมูกเราน่ะมันมีประโยชน์แค่ไหนกันเจ้าอัน นี่ถ้ารู้ล่วงหน้าก็จะได้ปรับเปลี่ยนแผนการกันใหม่ ไม่ต้องมานั่งแหง็กกันอยู่นี่หรอก"

 

"อ้าว คุณพี่" น้องสาวหยุดเดินวนไปมาท้าวสะเอวแทน "คุณน้องไม่ใช่เทวดานี่คะ คุณน้องก็แค่ชินว่าช่วงไหนอากาศมันเหมือนฝนจะตกแล้วก็ได้กลิ่นเหมือนชื้นๆแค่นั้นเอง ถ้าคุณพี่อยากรู้ล่วงหน้าแบบเป๊ะๆว่าฝนจะลงเม็ดมากี่ห่า เวลากี่ยาม คุณพี่ก็ต้องไปถามพระพิรุณแทนแล้วค่ะ"

 

คำร่ายบอกความสามารถตัวเองทั้งยังแก้ตัวอย่างเสร็จสรรพที่เขรัณตาได้แต่ยักไหล่เพราะมันเป็นความจริงที่ค้านไม่ได้ แม้อนันตญาจะประสาทสัมผัสไวเล็กน้อยกับการที่ฝนจะตกหรือไม่ หากเจ้าตัวก็เคยให้เหตุผลไว้กับตัวเองเช่นกันว่า

 

'บางทีอาจเพราะอันขี้ร้อนมั้ง พี่รัณ' อนันตญาซึ่งตอนนั้นเพิ่งอยู่ชั้นประถม 4 และกำลังพังพาบอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บนโซฟาใกล้ประตูมุ้งลวดที่เปิดไว้รับไอเย็นของฝนที่กระหน่ำลงมาบอก 'อันเลยต้องประสาทไวหน่อยว่าฝนจะตกเมื่อไร จะได้เตรียมนั่งๆนอนๆถูก ไม่งั้นล่ะร้อนตายพอดี'

 

ถึงตอนนั้นเขรัณตาจะเคยสวนกลับไปว่าเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นและไม่เข้าท่าสักนิด แต่หล่อนก็เคยชินกับการที่เมื่ออนันตญาออกปากขึ้นมาทีไรว่าฝนจะตก หญิงสาวก็จะเตรียมตัวหาที่นั่งสบายๆทำอะไรเล่นไปพลางๆระหว่างรอให้ฝนซึ่งจะเทกระหน่ำลงมาทุกครั้งตามการคาดเดาที่ไม่เคยพลาดของน้องสาว

 

แต่ถึงคำแก้ตัวของอนันตญาเกี่ยวกับฝนหลงฤดูในคราวนี้จะฟังมีเหตุผล หากเขรัณตาก็ไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ใครมายืนแว้ดๆใส่หล่อนได้โดยไม่ตอบโต้เช่นกัน

 

"ต่อให้เป็นแบบนั้น ก็ลองหาเหตุผลอะไรที่จะทำให้เราพ้นจากข้อหาว่าเป็นต้นเหตุให้ต้องมานั่งอยู่ในที่ไหนก็ไม่รู้แบบนี้มาหน่อยสิ น้องรัก แล้วพี่อาจจะปราณีลดให้เธอสัก 0.5 เปอร์เซ็นต์จากที่ต้องเก็บจากเธอก็ได้"

 

"ลดมากเลยท่านพี่" อนันตญาประชด แต่ก็ยิ้มกว้างเมื่อหาเหตุผลมาได้อย่างรวดเร็ว "แต่พี่รัณก็อย่าลืมสิ ว่าถ้าไม่มีอันมาด้วยแล้วพี่รัณกลับลงไปคนเดียว เชื่อเถอะว่าต้องมีคนเชื่อแน่ๆว่าพี่รัณพยายามฆ่าอันชิงมรดก แต่หายไปด้วยกันทั้งคู่แบบนี้ รับรองไม่มีใครคิดหรอกว่าอันกับพี่จะฆ่ากันตายกลางป่า เขาก็ต้องเชื่อว่าพี่รัณกับอันหลงทางเดี๋ยวก็มาตามหาเองนั่นแหละ เห็นไหม นี่แหละเหตุผลที่ดีข้อที่หนึ่ง"

 

"กะล่อนมาก" เขรัณตาวิจารณ์ "ทำไมไอ้ความกะล่อนนี่มันไม่กะเทาะออกไปตามรายทางตอนตกลงมาบ้างนะ เผื่อพี่จะได้น้องสาวน่ารักน่าเอ็นดูมากับเขาสักคน"

 

"เพราะมันติดแน่นอยู่ในสายเลือดไงพี่รัณ" น้องสาวตอบให้อย่างรวดเร็ว ก่อนนิ่วหน้า "ว่าก็ว่าเถอะ ตกลงมาด้วยกันแท้ๆ แต่พี่รัณกลับฟื้นก่อนอันตั้งนาน อันว่าพี่รัณน่ะหัวแข็งกว่าอันอีกนะ"

 

ประโยคนั้นทำให้พี่สาวปรายตามาวูบ แต่อนันตญากลับมองไม่เห็นแววเถากถางหรือกราดเกรี้ยวที่เตรียมส่งมาแต่อย่างไร หากในดวงตาสีเข้มของพี่สาวกลับมีประกายลึกล้ำที่หล่อนก็ไม่แน่ใจนักปรากฏอยู่เมื่อเขรัณตาออกปาก

 

"เรามันทำตัวเปราะบางเกินไปต่างหากเจ้าอัน พี่เรียกตั้งนานแล้วไม่ตื่นสักที ฝันอะไรอยู่หรือไง"

 

"ฝัน?" อนันตญาทวนคำ แล้วเดินไปทรุดกายนั่งเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายในระยะที่พอเผ่นหนีทันหากมีอะไรไม่ถูกใจจนต้องลงไม้ลงมือกัน "เอ.....ฝันเหรอ???"

 

"อะไรกัน?" พี่สาวที่นั่งบนโขดหินเลิกคิ้วให้ เมื่อเห็นท่าทางครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงนั้น "อย่าบอกนะว่าฝันแต่จำไม่ได้น่ะ"

 

อนันตญาพยักหน้าหงึกทันที

"ใช่เลยพี่รัณ อันรู้สึกนะว่าอันต้องฝันอะไรสักอย่างแน่ๆเลย... แต่อันจำไม่ได้แล้วว่าฝันว่าอะไร...."

 

เสียงตอนท้ายแผ่วเบาลงไปพร้อมเปลือกตาที่หรุบลงเล็กน้อยงำคำที่ไม่ได้เอ่ยออกไปอย่างมิดชิด ว่าแม้หล่อนจะจดจำเนื้อหาในความฝันไม่ได้ว่าเป็นเช่นไร แต่ความรู้สึกที่บีบคั้นจนรู้สึกราวหัวใจจะหลุดออกมา กับความตระหนกแกมหวาดกลัวนั้นยังคงฝังลึกอยู่ทุกเส้นประสาท!

 

"ใช้การไม่ได้ตามเคย" คำพูดจากคนที่นั่งอยู่สูงกว่าทำให้อนันตญาต้องเงยหน้าขึ้นมอง พอดีกับที่อีกฝ่ายนั้นก้มลงมาพอดีเมื่อพูดต่อ "ก็เราน่ะ ชอบฝันอะไรสักอย่างแล้วก็บ่นว่าจำไม่ได้ทุกที คืนก่อนมาที่นี่ก็เป็นไม่ใช่หรือไง?"

 

คำถามย้อนความที่ทำให้คนฝันกลับไปทำสีหน้างุนงงเหมือนเพิ่งตื่นใหม่อีกรอบ

"อันเคยเป็นแบบนั้นด้วยเหรอ?"

 

"เป็นสิ ก็ตอนเช้าก่อนออกเดินทางเราก็บ่นอยู่ว่าเหมือนนอนหลับไม่เต็มอิ่มเพราะฝันอะไรสักอย่าง แต่ดันจำเนื้อหาไม่ได้เลย"

 

"เคยมีเหตุการณ์แบบนั้นด้วยหรือนี่" คำพึมพำราวไม่ใช่เรื่องตัวเองที่เขรัณตาต้องลอบหรี่ตาลงมองหาทางประทุษร้ายแก้อาการคันไม้คันมือ ก่อนตัดสินใจได้ทันทีเมื่อคนพึมพำว่าต่อ "นี่ถ้าฝันเห็นขุมสมบัติหรือหวยนะ เสียดายแย่เลยแน่ๆ โอ๊ย....พี่รัณ มันเจ็บนะ!"

 

เสียงโวยวายตอนท้ายดังลั่นเนื่องจากระยะปลอดภัยที่หล่อนอุตส่าห์คำนวณไว้กลายเป็นไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เพราะเขรัณตากระโจนมาคว้าใบหูดึงหมับอย่างไม่คิดออมแรง

 

"อันจะฟ้องเรียกค่าเสียหายที่พี่รัณทำร้ายร่างกายอัน!" คำประกาศก้องที่ทำให้ผู้ร้ายทำร้ายร่างกายหยุดมือแล้วถอยกลับไปนั่งบนโขดหินต่อแต่ไม่วายส่งสายตาเหยียดหยามมาให้พร้อมคำโต้

 

"กลับไปนั่งคิดถึงค่าเสียหายที่ตัวเองต้องจ่ายรอบนี้ก่อนแล้วค่อยมาอ้าปากเรียกร้องเถอะเจ้าอัน ดึงหูแค่นี้จะไปสะเทือนอะไร ไม่ได้บิดด้วยสักหน่อย อย่าแหกปากน่า"

 

"เจ็บมันก็คือเจ็บแหละ พี่รัณ" คนคลำหูตัวเองป้อยๆว่า "หูแดงไปหมดเลยแน่ๆ อะไรกัน เราบ่นเสียดายความฝันของตัวเองแท้ๆ อยู่ๆก็มาทำร้ายร่างกายเรา คนอะไร..."

 

"คนพี่หล่อนไง" เขรัณตาตอบให้  "มาทำบ่นเสียดาย ตัวเองฝันอะไรยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ"

 

"ก็มันจำไม่ได้นี่ไง ถึงน่าเสียดาย" อนันตญาชี้แจงก่อนได้รับสายตารู้เท่าตอบกลับมา

 

"คนเราถ้ามันจำไม่ได้จริงๆ ก็แปลว่ามันไม่มีอะไรต้องจำหรือต้องเสียดายไม่ใช่หรือไง เจ้าอัน? ยิ่งไม่เหลือติดความทรงจำด้วยซ้ำว่าเคยฝันเคยบ่นอย่างเราเนี่ย... มันจะเหลืออะไรให้ต้องคิดถึงเรอะ?"

 

ประโยคที่ฟังเป็นเหตุเป็นผลอย่างไม่ต้องสงสัยจนต้องยอมรับพร้อมพยักหน้าหงึกหงัก

"มันก็จริง"

 

หากแม้จะเอ่ยปากยอมรับไปแบบนั้น แต่อนันตญากลับรู้สึกว่า บางส่วนของเสี้ยวใจกำลังคัดค้าน เพราะอย่างน้อยความฝันก่อนที่จะได้สติเมื่อครู่นี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าแม้จะไม่หลงเหลือเรื่องราวใดๆให้จดจำ แต่ก็มีบางสิ่งเช่นเดียวกันที่ไม่อาจเลือนหายไปได้โดยง่าย

 

ใช่ว่าเพียงแค่ลืมตาตื่นจากฝันออกมาสู่ความเป็นจริงแค่นั้น ทุกอย่างก็จะสลายหายไปหมดเมื่อไร

 

"แต่ว่านะ พี่รัณ..." อนันตญาขยับปาก หมายใจจะอธิบายถึงความคิดและความรู้สึกของตัวเองแต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อเสียงของหล่อนกลับถูกกลบด้วยเสียงอื่นจนหมด

 

เสียงที่ทำให้สองพี่น้องผู้กำลังสนทนาฆ่าเวลารอคอยคนมาค้นหาพวกตนต้องมองหน้ากันเองด้วยความไม่แน่ใจ

 

เสียงหวีดร้องของผู้หญิง!!

 

จบตอน

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 270 ท่าน