Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
นาคปักษา (มนตรานาคาครุฑ ฉบับรีไรท์)
อมราวตี
บทที่ ๑ แรกเริ่ม
2
01/01/2533 00:00:00
523
เนื้อเรื่อง

บทที่ ๑  แรกเริ่ม

 

พระอาทิตย์เพิ่งคล้อยจากกลางศีรษะ แต่เปลวแดดในยามบ่ายของต้นเดือนเมษายนยังแรงร้อนแทบแผดให้เห็นไอระอุบนพื้นปูนสิ่งก่อสร้างจนคนเปิดประตูบ้านเข้ามาต้องถอนหายใจยาวๆเฮือกใหญ่ เมื่อสัมผัสอากาศเย็นจัดที่ผิดจากภายนอกลิบลับด้วยอุณหภูมิที่ต่างกันเกิน ๑๐ องศาเซลเซียส

"โอย... แอร์นี่เป็นของขวัญสำหรับมนุษย์ชัดๆเลยนะนี่"

 

ประตูยังไม่เลื่อนปิดดีด้วยซ้ำ อนันตญาก็ส่งเสียงมาก่อนทำให้คนที่ยึดครองโซฟารับแขกอยู่ต้องเหลือบตาขึ้นมองอย่างแปลกใจเล็กน้อย

"ทำไมกลับมาเร็วนักล่ะ นึกว่าจะไปดูหนังกันต่อซะอีก"

 

หญิงสาวร่างสูงอ่อนวัยกว่าไม่ถึงสองปีเศษก้าวยาวๆเข้ามาหา ผมสีดำยาวซึ่งถูกรวบไปด้านบนแล้วถักเป็นเปียเดี่ยวอันใหญ่ไหวไปมาตามจังหวะก้าวเดิน อนันตญาสาวเท้าผ่านโซฟาไปยังตู้เย็นควานหาเหยือกน้ำส้มที่แม่บ้านคั้นไว้ให้ตั้งแต่เมื่อวานออกมารินใส่แก้วก่อนถือกลับมาทรุดร่างอรชรลงบนเก้าอี้โซฟาบ้างแล้ว จึงตอบ

 

"อันก็คิดว่างั้น แต่ที่ไหนได้ ยัยสามคนนั้นดันขอแยกย้ายบอกว่าหนังพรรค์นี้มันต้องดูกับแฟนสิ ถึงจะซึ้ง อันเลยหมดอารมณ์"

 

"เหรอ"

 

คำตอบรับที่สั้นเกินคาดทำให้อนันตญาผู้จิบน้ำส้มไปครึ่งแก้วขมวดคิ้ว เอียงคอมองเสี้ยวหน้าคมที่มีแสงแดดอ่อนจางสาดกระทบผนวกกับแววจริงจังมุ่งมั่นที่ปรากฏทำให้วงหน้าของเขรัณตาดูดุมากขึ้นกว่าปกติจนหล่อนต้องเลื่อนสายตาลงต่ำมองตามบ้าง

 

เบื้องหน้าบนโต๊ะมีสมุดสองเล่มกางอวดลายมือหวัดๆแต่อ่านง่ายเรียงติดกันอย่างเป็นระเบียบ แต่ด้วยความที่เป็นอักษรตัวเล็ก ทุกบรรทัดจึงดูราวกับถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุด

 

ส่วนบนตักของเขรัณตาเครื่องคิดเลขขนาดเท่าฝ่ามือสำหรับพกพาติดตัวเสมอกำลังถูกใช้งานอย่างรวดเร็วสลับกับการจดตัวเลขลงในสมุดบนโต๊ะ

"พี่รัณขา..." คนอ่อนวัยกว่าลากเสียง "ขาดทุนหรือคะ ถึงไม่สนใจฟังน้อง"

 

ประโยคคำพูดที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าคำอ้อนใดๆ เพราะเขรัณตากลอกนัยน์ตาดำใหญ่นั้นขึ้นมาวูบก่อนจดอะไรบางอย่างอีกสองสามคำแล้วปิดสมุดลงพร้อมรอยยิ้ม

"พี่มีแฟนเป็นเงินเป็นทองค่ะ น้องอัน พี่เลยไม่เข้าใจหัวอกคนโสดอย่างน้องอัน"

 

อนันตญาย่นจมูกวางแก้วน้ำส้มลงตรงหน้า ปรับอากัปการเป็นวางข้อศอกบนเข่าแล้วใช้สองมือรองรับคางเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายเมื่อกล่าวต่อ

"ของแบบนั้นเขาเรียกว่าแฟนได้ตรงไหนคะ พี่รัณ มันนี่ในกระเป๋าพี่น่ะ"

 

"แล้วมันไม่ใช่ตรงไหนล่ะ" คนมากวัยกว่าเล็กน้อยรวบสมุดมาเป็นกองเดียวกันแล้ววางเครื่องคิดเลขทับ ปากก็อธิบายไปพลางๆ "เป็นของพี่คนเดียว พาพี่ไปกินข้าว ดูหนัง ช็อปปิ้งก็ได้ แถมไม่มีบ่นไม่ต้องกลัวว่าจะนอกใจพี่ด้วย เห็นไหมว่าคุณสมบัติยอดเยี่ยมแค่ไหน"

 

คำบรรยายฟังเข้าทีที่อนันตญาได้แต่กลอกตาไปมาล้วสั่นหน้าหวืดๆเอนหลังกระแทกพนักพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

"อันไม่อยากได้แบบนั้นนี่นา เวลาอันไปดูหนังอันก็อยากได้ใครมานั่งข้างๆ ไม่งั้นเวลากำลังไคลแม็กซ์อันจะไปเขย่าทุบตีใคร หรือเวลาไปกินอะไร ถ้าเป็นผู้หญิงสั่งมากเกินไปก็ดูน่าเกลียดอีก นี่ถ้ามีแฟนสักคนนะ...เรื่องพวกนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว"

 

เขรัณตาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงที่มากกว่าน้องสาวเกือบครึ่งช่วงแขน หล่อนใช้กิ๊บตัวใหญ่หนีบผมซึ่งปล่อยยาวเลยบ่าไปเก็บไว้หมดเพื่อความสะดวกและคลายร้อนอีกหนึ่งส่วน หญิงสาวก้าวเท้ายาวๆเอาสมุดบัญชีไปเก็บไว้ใต้โต๊ะวางหนังสืออ่านเล่นของบ้านแล้วเดินกลับมาเปิดตู้เย็นหาอะไรเย็นๆดื่มบ้างราวไม่ได้ยินคำบ่นที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกับที่เคยได้ยินมาไม่รู้กี่รอบ

 

หากอนันตญาก็ไม่ยอมง่ายๆเช่นกัน หล่อนรอจนคนมีศักดิ์เป็นพี่เริ่มยกแก้วน้ำจรดริมฝีปากนั่นแหละ ถึงอ้าปากตะโกนอย่างไม่เกรงใจใคร

 

"อันอยากมีแฟน! อันอยากโดนเป็นเจ้าของ อยากมีคนจับจอง อัน Need Somebody Love!"

 

เขรัณตาไม่สำลักน้ำส้มตามความคาดหวังของน้องสาว หล่อนยกขึ้นดื่มได้จนหมดแก้วโดยไม่มีสะดุด แต่สีหน้าหลังจากลดแก้วน้ำลงบ่งบอกถึงความรำคาญอย่างเห็นได้ชัด

 

"อะไรกันหนักกันหนา ยัยอัน" เสียงโต้ตอบดังไม่แพ้กัน "ข้างนอกมันร้อนจนเชื้อกำเริบหรือไง ถึงได้มาแหกปากอยู่ในนี้ หนวกหูจริง"

 

และเหมือนจะยืนยัน เขรัณตาที่เดินกลับไปนั่งจึงฉวยรีโมทโทรทัศน์ติดมือไปด้วยความคิดจะหารายการอะไรสักอย่างมาดูดีกว่าต้องมานั่งฟังอนันตญากรีดร้องใส่อย่างไม่เกรงใจใคร เพราะถือว่านี่เป็นห้องแอร์เสียงย่อมไม่เล็ดลอดออกไปภายนอกเท่าไร

 

ทว่าหล่อนยังไม่ทันได้ตัดสินใจกดปุ่มด้วยซ้ำ อนันตญาก็ผุดลุกขึ้นมาเท้าคางใหม่อีกรอบด้วยสีหน้าจริงจัง

 

"พี่รัณน่ะ" น้องสาวทำเสียงกล่าวหา "ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือ เวลาโดนค่อนว่าจะอยู่คานทองบ้างล่ะ หาว่าเป็นสาวทึนทึกอย่างนี้น่ะ"

 

"ถ้ามีคานทองก็แปลว่าพี่รวยเป็นเจ้าของบ้านจัดสรร" เขรัณตาว่าไปอีกอย่าง แล้วปรายตาที่วาววับอย่างเอาเรื่องกับสีหน้าดุดัน "และถ้าหาว่าพี่เป็นสาวทึนทึก ก็แสดงว่าคนว่าอ่อนกว่าพี่ด้อยประสบการณ์ไม่เท่าไรแล้วมาทำปากดี ไปพิจารณาตัวเองเสียก่อน เดี๋ยวจะเข้าทำนองมะพร้าวหวานไม่มีปัญญาปีน ส่วนมะพร้าวแก่ยิ่งไม่มีปัญญาเอื้อม พี่ไม่ได้เป็นฝ่ายถูกเลือก แต่พี่เลือกต่างหาก"

 

"แสดงว่าโกรธ" อนันตญาสรุปไปให้อีกทาง "เพราะถ้าไม่โกรธก็บอกไม่เฉยๆแล้ว ไม่ด่าเป็นชุดๆอย่างนี้ให้อันฟังหรอก"

 

ข้อความที่คนพี่ไม่อยากเถียงเพราะใช่จะเกินจริง แต่สีหน้าครุ่นคิดไตร่ตรองของคนเปิดประเด็นก็ทำให้ต้องถอนหายใจแล้วยอมหันไปพูดด้วย

 

"สมัยนี้มันไม่ใช่ยุคที่ผู้หญิงไม่แต่งงานแล้วจะถูกครหานะ อัน อยู่เป็นโสดน่ะเรื่องปกติแล้วทำไมเราต้องมานั่งทำหน้าอย่างกับโลกจะแตกกะอีแค่ไม่มีแฟน!"

 

"ก็อันอยากมีนี่นา!" อนันตญาสวนขวับได้ทันควันและเริ่มพูดต่ออย่างที่เขรัณตานึกเสียใจตัวเองที่ไม่น่าต่อความยาวด้วย "อันพูดซ้ำไปพี่รัณก็รำคาญใช่ไหมล่ะ แต่มันเซ็งนี่นา เพื่อนเราส่วนมากก็มีแฟนกันหมด เวลาเพื่อนไปดูหนังอย่างนี้ อันก็อยากไปดูบ้างนะ แต่ไม่รู้จะไปกับใคร ให้ไปกับพี่รัณเดี๋ยวเผลอๆอันก็โดนพี่รัณให้เลี้ยงนู่นเลี้ยงนี่ทุกที ทั้งที่ถ้ามีแฟน คัดเอาที่ชอบเอาใจหน่อยอันก็ไม่ต้องควักเงินจ่ายเองทั้งค่าตั๋วค่าน้ำค่าข้าวโพด!"

 

คนชอบให้เลี้ยงที่ถูกพาดพิงปรายตาไปอยากโต้ตอบ แต่คำบ่นยาวเหยียดจนชวนให้หน้ามืดแทนราวไม่ได้หายใจยามพูดทำให้หล่อนเลิกล้มความคิด เปลี่ยนประเด็นเป็นประชดแทนเสียว่า

"ฟังพูดๆแล้ว ความรักมันอยู่ตรงไหนล่ะน้อง"

 

"อันบอกว่าอยากมีแฟน ไม่เคยบอกสักคำว่าอยากมีความรัก" อนันตญาว่าหน้าตาย "แล้วทีพี่รัณคบคุณเงินๆในกระเป๋านี่มีความรักให้แก่กันตรงไหนเหรอ?"

 

"เพราะว่าเงินในกระเป๋าพี่มันไม่มองใครและไม่เป็นของใครนอกจากพี่ อย่างนี้ก็ถือว่ารักพี่คนเดียวไง" เขรัณตาทำหน้าตายได้นิ่งไม่แพ้กัน

 

สองพี่น้องมองสบตากันเองแล้วก็ยักไหล่ให้แก่กันทั้งคู่ คนถือรีโมทโทรทัศน์เพื่อหลีกหนีคำบ่นน้องสาวจึงได้โอกาสเปิดหารายการดูไปเรื่อยๆแก้เบื่อในยามบ่ายที่ร้อนจัดจนไม่อยากจะออกไปไหนกันทั้งคู่แบบนี้

 

อนันตญาเองก็ถือโอกาสใช้ช่วงจังหวะนั้นตอบแทนการอุทิศโสตประสาทการฟังให้หล่อนตั้งหลายนาทีของผู้เป็นพี่ ด้วยการประพฤติตนเป็นน้องที่ดีเดินไปเปิดตู้เย็นควานหาฝรั่งกับแตงโมที่แม่บ้านจัดใส่กล่องไว้เผื่อทานเล่นสำหรับพวกหล่อนสองคนและน้ำเปล่าอีกหนึ่งขวดกลับมานั่งที่

 

หากครั้นพอของกินมาว่างตรงหน้า เขรัณตาที่เพิ่งไล่ช่องสัญญาณไปได้ไม่กี่ช่องและไม่เจอช่องที่ถูกใจก็วางรีโมทไปให้ความสนใจกับการลิ้มรสหวานฉ่ำของแตงโมแทน

 

อนันตญากัดฝรั่งเข้าปากคำใหญ่แล้วมองภาพบนหน้าจอโทรทัศน์ ซึ่งเป็นละครที่นำมาฉายใหม่และดูคุ้นเคยในความทรงจำของหล่อน

 

"เรื่องนี้อันจำได้" หล่อนพูดแค่นั้นแล้วก็เว้นช่วงแทะฝรั่งอีกคำก่อนพูดต่อ "เหมือนว่านางเอกกลับชาติมาเกิดแล้วพระเอกเป็นอะไรสักอย่างไม่รู้ รู้แต่รอๆคอยๆกันอย่างนี้แหละ อาฝน อาหยาดติดจะตายเมื่อก่อน แวะมาเที่ยวบ้านปู่ยังต้องมาขอดู"

 

คำบอกตอนท้ายได้แจงเหตุผลที่อนันตญาจดจำละครเรื่องนี้ไว้เสร็จสรรพ เพราะจากคำบอกเล่าเนื้อหาอย่างกระท่อนกระแท่นของละคร เจ้าตัวไม่น่าจะสนใจจริงจังและเท่าที่เขรัณตาจำได้ตอนนั้นพวกหล่อนก็ไม่ได้สนใจดูละครตอนเย็นอะไรกันมากมายเท่าไรเสียด้วย อนันตญาหรือจะจำได้ดี ถ้าไม่ใช่เพราะอาหญิงทั้งสองที่แวะมาเยี่ยมคุณปู่ซึ่งปลูกบ้านอีกหลังในบริเวณรั้วเดียวกับพวกหล่อนทุกเสาร์อาทิตย์และชอบหิ้วของกินเล่นมาให้หลานสาวทั้งสองติดละครเรื่องนี้จนแย่งหลานๆดูโทรทัศน์ช่วงนั้น และต้องชดเชยให้ด้วยค่าขนมกินเล่นจนพวกหล่อนทั้งสองเก็บรายได้พิเศษกันอิ่มหนำเลยทีเดียวในช่วงนั้น

 

อนันตญาแทะฝรั่งจนหมดชิ้นและเอื้อมมือไปหยิบชิ้นใหม่มาโดยที่ตาก็ยังจับจ้องนักแสดงบนจอภาพตาไม่กะพริบครู่ใหญ่ ก่อนทำคอย่น

 

"โอ๊ยตาย..." หล่อนครางแต่ครั้นเห็นว่าเขรัณตาไม่ได้ใส่ใจทั้งหล่อนและละครมากไปกว่าแตงโมก็ต้องกระตุ้นอีกรอบ "พี่รัณ พี่ดูสิ นางเอกสัญญากับพระเอกไว้ชาติก่อน ชาตินี้มีคนมาชอบเลยคบไม่ได้ อย่างนี้ไม่ต้องอยู่เป็นสาวแก่จนตายเหรอ"

 

"ไม่มั้ง" พี่สาวตอบ แล้วให้เหตุผลอย่างน่าเชื่อถือ "เดี๋ยวพระเอกก็คงกลับมาเกิดหรือทำอะไรสักอย่างแล้วได้ครองคู่กับนางเอกเองแน่ๆ"

 

"แล้วถ้าเกิดไม่มาล่ะ พี่รัณ" คนจิ้มฝรั่งกินหมดชิ้นเริ่มหันไปสนใจแตงโมบ้าง "ไม่แปลว่าต้องอยู่โดดเดี่ยวเอกาหรือ แย่เลยนะนั่น"

 

เขรัณตาไม่หวงห้ามกลับเลื่อนกล่องแตงโมให้ด้วยซ้ำ แต่หลังจากนั้นหล่อนก็ดึงกร่อนฝรั่งมาหยิบจิ้มพริกเกลือบ้าง ระหว่างตอบ

 

"มันในละครน่า ยัยอัน อย่าเอาตัวเองไปเป็นอารมณ์ร่วมเลย ทำไม" หล่อนเลิกคิ้วให้น้องสาว "หลังจากดิ้นปัดๆว่าอยากมีแฟนแล้วเกิดมีสำนึกในความโรแมนติกว่าตัวเองอาจมีใครรออยู่ที่ไหนสักแห่งหรือ"

 

อนันตญาส่ายหน้าหวืดแทบจะทันใด

"ขืนเป็นอย่างนั้น อันว่าแย่มากกว่านะพี่รัณ ถ้าเป็นชาติก่อนจริง เจอกันอีกทีคราวนี้จะเป็นคนเดิมทั้งสองฝ่ายหรือก็พูดไม่เต็มปาก แล้วจะรักกันท่าไหน?"

 

"หน้าพี่ดูเหมือนคนที่รอใครอยู่แบบในละครเรื่องนั้นไหมล่ะ เจ้าอัน จะได้ตอบเธอได้น่ะ"

 

คนตั้งคำถามเกือบแหย่สวนให้ตามช่องที่นานๆจะมีโอกาสที แต่บทพูดในละครที่แว่วเข้าหูทำให้ดวงตาเรียวคมไม่ทิ้งความหวานซึ้งของสตรีเปล่งประกายวาบอย่างนึกสนุก

 

"อ้าว ก็ไม่แน่นะ ทั้งพี่รัณทั้งอันเข้าข่ายสาวโสดชีวิตผ่านฝนผ่านร้อนมายี่สิบปีนี่ไม่เคยมีแฟนกันทั้งคู่ ถ้าจะเอาให้โรแมนติกก็อาจจะรอใครอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ได้นี่"

 

"จะละเมอตอนตื่นหรือฝันกลางวันก็เลือกเอาสักอย่าง" เขรัณตาให้คำตอบเป็นนิยามง่ายๆ

 

อนันตญาหัวเราะคิกอย่างอารมณ์ดี แล้วหันไปจ้องเรื่องราวซึ่งไม่มีโฆษณาคั่นเหมือนเวลาปกติได้สักครู่ก็อดไม่ได้ต้องออกปากอีก

 

"ไปสัญญารักกันข้ามชาติอีก อะไรกันชาตินี้ไม่มี ชาติหน้าก็มาอยู่ด้วยกัน นี่เรียกหมั้นหมายล่วงหน้าก่อนเกิดได้ไหมนี่"

 

"อาจเป็นทะเบียนสมรสเลยก็ได้" เขรัณตาให้ความเห็นต่อ เพราะอย่างน้อยมีเรื่องให้ถกก็ยังดีกว่าหล่อนต้องนั่งฟังเจ้าน้องตัวดีร้องโหวกเหวกหาคนมาเอาใจอย่างเดียว "เพราะเล่นสัญญาแบบในเรื่องนี่เท่ากับว่าเกิดใหม่ก็ต้องรอคนเดิม ไม่มีคนอื่น ก็เหมือนคนจดทะเบียนสมรสแล้วไม่ได้หย่านั่นแหละ จะไปจดใหม่ได้ไง จริงไหมล่ะ"

 

ประโยคความคิดเห็นที่อนันตญาผู้กำลังอยากหาอย่างอื่นมากินเล่นเพิ่ม เริ่มจะคิดตามแล้วมุ่นหัวคิ้วหนักกว่าเก่า ตัดสินใจกลับไปหาฝรั่งกรอบๆตามเดิม

 

"ถ้าอย่างนั้นนะ งั้นก็ต้องไปหาคนเดิมมาคุยให้รู้เรื่องจะได้ตกลงหย่าแบ่งสมบัติกันถูก เออแน่ะ ถ้าเหตุผลอย่างนี้นี่ อันเข้าใจเลยนะว่าจะวิ่งไปหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวทำไม ทั้งที่แต่ละเรื่องไม่ธรรมดาทั้งนั้น"

 

"ก็เพราะอย่างนี้ เราถึงเป็นนางเอกไม่ได้ไงล่ะ เจ้าอัน" เขรัณตาปรารภที่คนฟังแค่ยักไหล่ฉวยแตงโมชิ้นสุดท้ายเข้าปากอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับคำกล่าวนั้น

 

"อันไม่ได้อยากเป็นนางเอกแบบนั้นนี่ อันแค่บอกว่าถ้าเป็นอัน มีสัญญาแบบนั้นจริงๆ อันก็คงขอไปเคลียร์สัญญาให้จบๆนั่นแหละ จะได้ไม่ต้องมานั่งค้างคา เรื่องอะไรอันจะหาเรื่องให้ตัวเองมาเป็นสาวทึนทึกต้องนั่งหนาวในโรงหนังด้วยเงินตัวเองล่ะ ไม่เข้าท่า อันไม่เอาเด็ดขาด"

 

คำตอบซึ่งเขรัณตาขมวดคิ้วจนอนันตญาเกือบสงสัยว่าหล่อนพูดอะไรผิดกระทั่งฝ่ายนั้นพึมพำ

"มันกลับมาหัวข้อนี้ได้ยังไงกันนะ"

 

กระแสเบื่อหน่ายที่ปรากฏทำให้อนันตญาขยับยิ้มหวานแล้วยิ่งให้ความสนใจกับหัวข้อและพี่สาวมากกว่าเดิมทันใด

"พี่รัณล่ะคะ" หล่อนลงท้ายอย่างเอาอกเอาใจ "ถ้าเป็นพี่รัณจะไปหย่าหรือจะไปฉลองทะเบียนสมรสคะ?"

 

เขรัณตากัดช้อนสำหรับทานผลไม้ของตัวเองแล้วหรี่ดวงตาสีรัตติกาลมองน้องสาวอย่างเอาเรื่องที่คนถูกมองก็จ้องตอบกลับมาด้วยสีนัยน์ตาเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน จนเขรัณตานึกอยากเอาส้อมนั่นแหละจิ้มเข้าไปดูสักทีหรือสองที

 

หากก่อนที่พี่สาวจะได้กระทำจริง โชคดียังเป็นของอนันตญาเมื่อเสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ในกระเป๋าคล้องคอของหล่อนกังวานขึ้นเป็นเสียงเพลงดนตรีไทยอ่อนหวานให้เจ้าตัวต้องเลิกยุ่งกับเขรัณตาหันไปมองโทรศัพท์ด้วยสีหน้าหมั่นเขี้ยวแทนก่อนกดรับและกรอกเสียงเย็นชาลงไป

"อ๋อ ยังนึกออกว่ามีเพื่อนอยู่หรอกเรอะ แม่ตัวดี"

 

ปลายสายพูดบางอย่างยืดยาวให้อนันตญาที่ทำหน้านิ่วในทีแรกค่อยคลายมุ่นหัวคิ้วลง กลายเป็นแววครุ่นคำนึงเล็กน้อย ก่อนลงท้ายด้วยรอยยิ้มหวานบาดใจ

 

"แปบนะ" หล่อนยกโทรศัพท์ออกห่างแล้วเอามือปิดไว้อย่างเป็นพิธีมากกว่าจะปิดเสียงจริงจัง เพราะอนันตญาเอ่ยต่อแจ้วๆอย่างไม่เบาเท่าไร "พี่รัณ ยายเพื่องโทรมาชวนไปเที่ยวน้ำตก....." หล่อนเอ่ยชื่อน้ำตกที่เขรัณตาคุ้นๆเหมือนเคยได้ยินที่ไหน "ไปวันมะรืน ค้างสองคืน ไปไหมคะ.... เพื่อนอันจะไปกันหลายคน ส่วนมากพี่ก็รู้จักทั้งนั้นแหละ"

 

นัยน์ตารีดูดุของเขรัณตาหรี่ลงเล็กน้อยพร้อมด้วยท่าทางครุ่นคำนวณหนัก จนอนันตญาต้องกระตุ้น

 

"ตกลงไปไหมพี่รัณ ว่างไม่ใช่เหรอ ค่ารถไม่เสีย ที่พักไม่ต้องจ่าย แฟนยัยเฟื่องเขาจัดการให้ เราเอาไปแต่ค่ากินส่วนตัวของเราพอ"

 

"ไป" เขรัณตาให้คำตอบได้แทบจะทันควัน

 

"ว่าแล้ว" อนันตญาพึมพำ ก่อนหันไปจัดการสื่อสารทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่อ "ตกลง ขอบใจนะเฟื่อง อันร๊ากรักเฟื่อง ขอบคุณวงศ์ด้วยนะ แหม เป็นแฟนที่ดีจริงๆ"

 

สรรเสริญเพื่อนและแฟนเพื่อนไปอีกสองสามคำ อนันตญาจึงวางโทรศัพท์ลงเพื่อจะพบว่าพี่สาวของหล่อนเดินไปคุ้ยชั้นหนังสือท่องเที่ยวของคนเป็นบิดาที่มุมห้องแล้วเดินกลับมาพร้อมภาพน้ำตกที่สวยงาม

 

"ว่าคุ้นๆอยู่" หล่อนเอ่ยแล้วกวักมือเรียกอนันตญาให้ก้มลงอ่านใกล้ๆ "จำได้ไหม น้ำตกนี่ที่อาฝนมาเล่าให้ฟังไง ว่าเป็นน้ำตกธรรมชาติที่พระอาจารย์อะไรไม่รู้ไปตักต้นน้ำมาเสกให้ลูกศิษย์กิน แล้วคุณอาเขาเลยกรี๊ดกร๊าดว่าอยากได้ บอกคุณลุงฤกษ์ที่ชอไปเที่ยวว่าไปน้ำตกอะไรก็ให้ตักมาฝากบ้างน่ะ"

 

"ลุงฤกษ์เลยไปเที่ยวทีไรเอาแต่ของมาฝากพวกเราแล้วเผ่นกลับก่อนอาฝนจะมากรี๊ดทุกที" อนันตญาต่อให้อย่างเข้าอกเข้าใจ

 

เขรัณตาพยักหน้าแล้วสยายรอยยิ้มกว้างขึ้นไปอีกอย่างชวนมอง ขณะที่ดวงตาฉายประกายราวลูกคิดรางแก้วที่กำลังดีดไปมาอย่างว่องไว ซึ่งอนันตญาสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก หล่อนจึงก้มลงอ่านรายละเอียดของน้ำตกนั้นต่อ

 

"เก้าชั้น...ก็ไม่ไกลเท่าไร เดินไปดูต้นน้ำก็ได้ ก็ไม่เลวนะพี่รัณ แต่ว่าเราต้องลงทุนไปหิ้วมาจากต้นน้ำจริงๆเหรอ ตักมาจากแถวๆนั้นเอาก็น่าจะได้ อาฝนไม่รู้หรอก"

 

"ได้ที่ไหน" เขรัณตาค้านดุๆ "เราต้องขึ้นไปดูต้นน้ำก่อน เกิดตรงนั้นน้ำมันใสหรือมีทรายอะไรจะได้รู้ แล้วตักมาสักขวดสองขวด ถ่ายรูปไว้เอามาให้อาฝนดูว่าเราไปมาจริงๆ ส่วนไอ้ขวดที่เหลือน่ะเดี๋ยวค่อยว่ากัน แต่แค่นี้อาฝนก็ขี้คร้านจะให้ค่าขนมเรามาไม่รู้เท่าไรแล้ว"

 

"นั่นสิพี่รัณ ถ้าอันได้ด้วยอันก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว"

 

"ไปวันมะรืนใช่ไหม" เขรัณตาถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจและน้องสาวพยักหน้าตอบหล่อนจึงเคาะนิ้วเบาๆกับหัวเข่าอย่างครุ่นคิด "เมื่อวานมีลูกค้าสั่งหนังสือมือสองพี่สามเล่ม เดี๋ยวคงต้องฝากใครส่งไปรษณีย์ให้ด้วย นอกนั้นก็ไม่มีปัญหา"

 

คำพึมพำถึงธุรกิจที่อนันตญาได้แต่ส่ายหน้าเล็กน้อย บ้านหล่อนรักการอ่านหนังสือกันทั้งบ้าน แต่จะให้ซื้อมาอ่านเก็บไว้หมดก็ไม่ไหว บางครั้งพอเผลอซื้อมาก็กลับเป็นไม่ถูกใจอีกก็มี เขรัณตาที่มีนโยบายใช้ทุกอย่างให้คุ้มค่าไม่มีทางที่จะปล่อยหนังสือที่หล่อนอ่านได้ไม่คุ้มไว้แน่ๆ พี่สาวของอนันตญาจึงหาช่องทางการหมุนเวียนทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ด้วยการส่งต่อหนังสือไปในราคาเจ็ดสิบหรือห้าสิบเปอร์เซ็นต์บ้างตามแต่โอกาส

 

ยิ่งมาหลังๆอนันตญาซึ่งถูกหักคอเข้าร่วมทุนด้วยแต่แรก เพราะหนังสือนั้นทั้งหล่อนและพี่สาวมีกองไว้เต็มพอๆกัน ค้นพบกรุสมบัติแห่งใหม่เมื่อไปเดินเที่ยวกับเพื่อนที่ตลาดนัดหนังสือมือสองที่บางครั้งก็มีหนังสือใหม่ๆออกมาในราคาลดอย่างน่าสน บางเล่มหล่อนก็เก็บไว้ แต่บางเล่มก็ปล่อยขายทางอินเตอร์เน็ตเหมือนเดิม ไปๆมาๆ หลังจากนั่งคำนวณตัวเลขกันครั้งหลังสุด พวกหล่อนชักจะเกือบๆได้กำไรหรือเท่าทุนเป็นส่วนมากแล้วกับธุรกิจกึ่งงานอดิเรกนี้

 

อนันตญานั้นชมชอบอยู่หรอก...ว่าหล่อนเองก็มีเงินมากินเที่ยวเพิ่ม ไม่ต้องจำกัดจำเขี่ยใช้ตามตารางค่าขนมเท่าไร แต่เห็นสีหน้าเบิกบานของพี่สาวคราวไร อนันตญาก็พลอยเห็นรังสีความรักของเขรัณตากับตัวเลขการเงินมากขึ้นทุกวันจนน่าเป็นห่วง!

 

"แฟน...แฟน...." อนันตญาเริ่มพึมพำอีกรอบที่คราวนี้หล่อนทำเขรัณตาสำลักได้เกือบสำเร็จ

 

"มันอะไรกันหนักกันหนาเจ้าอัน!" คนเกือบน้ำเปล่าติดคอตะโกนอย่างเหลืออด "อย่ามาทำให้คนอื่นเขาประสาทหลอนไปพร้อมกับเธอด้วยได้ไหม คอยดู ถ้าเธอพูดคำนี้ออกมาอีกคำเดียวพี่จะปรับเงินเปอร์เซ็นต์ค่าหนังสือที่ขายของเธอ ฐานทำให้พี่เสียสุขภาพจิต สุขภาพหู"

 

"เกลือเรียกว่าย่าแล้ว พี่รัณ" อนันตญาค่อน "เอาน่า อันผิดก็จริง แต่พี่รัณก็ต้องเข้าใจหน่อยว่าอันเป็นสาวน้อยวัยกำลังต้องการความรักน่ะ พูดแล้วก็นึกได้ เดี๋ยวช่วงสงกรานต์ขึ้นไปเยี่ยมยายที่เหนือเมื่อไร อันจะไปทำบุญแล้วปฏิญาณว่าปีนี้แหละ อันต้องหาคนมาเลี้ยงหนังอันไม่ต้องง้อพวกเพื่อนๆตัวดีให้ได้!"

 

คำบอกเล่าทำนองที่อยากปล่อยให้ผ่านหู แต่เขรัณตายังกังขาใจอยู่เรื่องหนึ่ง

"ทำไมต้องไปปฏิญาณที่วัดด้วย เจ้าอัน เรื่องทางโลกย์ไปเกี่ยวกับทางธรรมตรงไหน"

 

"ก็ละครตะกี้นี้ไง" อนันตญาโบกไม้โบกมือไปทางละครที่จบเปลี่ยนเรื่องไปตั้งแต่เมื่อไรพวกหล่อนก็ลืมสนใจกันไปเสียสนิท "อันพยายามทำตัวเป็นนางเอกประเภทมีสัญญา ทีนี้ตามความเชื่อบ้านเรา สัญญานั่นจะกับคนหรือกับอะไร วัดนี้แหละยิ่งกว่าเครือข่ายอินเตอร์เน็ตบอกได้ทุกที่ทุกเวลาไม่จำกัด ทำแบบนี้แล้วมันก็ช่วยเป็นหลักประกันว่าปีนี้อันจะไม่ต้องโสดมากขึ้นไง"

 

"ถ้าเธอทำบุญให้วัดเท่าที่บ่นครึ่งหนึ่งแล้วเอาอีกครึ่งมาแบ่งบุญให้พี่ ก็ไม่มีใครว่าหรอก" เขรัณตาสรุปประเด็นตามเคย แล้วจิ้มนิ้วลงไปบนหนังสือท่องเที่ยวดึงหัวข้อสนทนาให้ไปยังเรื่องที่น่าจะสร้างรายได้มากกว่าชวนเสียรายได้อย่างการมีคนมาร่วมแบ่งกระเป๋าตังค์ "ไหนดูสิ แถวนั้นนอกจากธรรมชาติแล้วมีอะไรอีก เผื่อจะเอามาฝากๆหาค่าขนมแถวนี้หรือไม่ก็เก็บไปฝากบ้านยายที่ทางเหนือแทนได้มั่ง"

 

"ถ้าเอาน้ำจากต้นน้ำตกไปฝากเหมือนที่จะเอามาฝากอาฝน เราสองคนต้องโดนยายเอาน้ำนั่นแหละสาดแน่ๆเลยพี่รัณ"

 

อนันตญาทำคอย่นอย่างรู้นิสัยมารดาของมารดาซึ่งเป็นสาวภาคเหนือผู้มีคำพูดคำจาอ่อนหวานจริง หากก็เป็นสตรีผู้ที่เอื้อนคำเมืองไพเราะไปพลางตำน้ำพริกแหลกได้อย่างรวดเร็วบ่งรสมือที่หนักหน่วงซึ่งหลานสองคนจดจำได้เป็นอย่างดี

 

สองสาวพี่น้องช่วยกันผลักกล่องใส่ผลไม้ที่ว่างเปล่าออกไปให้ไกลสักหน่อย เพื่อจะได้หมุนหนังสือสำรวจเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวนั้นซึ่งเป็นวนอุทยานใหญ่มีน้ำตกอยู่หลายแห่งและไม่ลำบากในการเดินทางเท่าใดนักทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่นิยมแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

 

นั่นยิ่งทำให้ทั้งเขรัณตาและอนันตญาเพลิดเพลินกับการศึกษาเส้นทางเพื่อเก็บแหล่งท่องเที่ยวหรือของน่าซื้อให้ครบถ้วน สลับกับการพูดคุยกระเซ้าวาดวางแผนถึงการเตรียมอุปกรณ์เดินขึ้นต้นน้ำตกที่ไม่ได้ยากอะไรนัก นอกจากว่าพวกหล่อนคงต้องหอบหิ้วโทรศัพท์มือถือใส่ถุงพลาสติกกับขวดเปล่าไปตักน้ำมาให้เรียบร้อย แล้วรอกลับบ้านมารับผลอันดีงามของความคิดของแถมในการไปเที่ยวผ่อนคลายกลางฤดูร้อนนี้

 

ซึ่งเมื่อกลับมาจากการท่องเที่ยวคราวนี้ได้สี่วัน พวกหล่อนก็คงฟื้นเรี่ยวแรงกันทันเดินทางไปเยี่ยมยายที่ภาคเหนือในช่วงสงกรานต์อันเป็นกิจวัตรประจำปีเหมือนอย่างเคยที่ผ่านมา

 

การเดินทางครั้งนี้สำหรับเขรัณตาและอนันตา....เป็นแค่การเดินทางไปเที่ยวชมธรรมชาติเพียงสองคืนเท่านั้นเองจริงๆ!

 

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 256 ท่าน