Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  







 
อ่านเรื่อง
นาคปักษา (มนตรานาคาครุฑ ฉบับรีไรท์)
อมราวตี
บทนำ : ข้ามแดน
1
01/01/2533 00:00:00
445
เนื้อเรื่อง

 

บทนำ ข้ามแดน-

 

หยาดน้ำใสเย็นเยียบกลางฤดูร้อนที่มีค่าถูกวักให้สาดกระเซ็นบ้าง บางส่วนก็แตกกระจายตามน้ำหนักของมนุษย์ที่โถมตัวลงสู่อ้อมกอดของสายน้ำด้วยความยินดีหวังให้ธรรมชาติช่วยคลายความร้อนจากฤดูกาลให้บรรเทาลงแม้เพียงชั่วคราวก็ยังดี

 

นัยน์ตาสีดำกลมโตแต่มีความเฉี่ยวคมที่ปลายหางเล็กน้อย ทำให้ดูเป็นจุดเด่นที่สุดของใบหน้าทอดลงมองภาพผู้คนคลาคล่ำกำลังเริงรื่นอยู่กับธารน้ำตกกว้างใหญ่ร่วมเก้าชั้น ที่แทบไม่มีบริเวณไหนเลยที่จะปราศจากการจับจองของผู้คน

 

หล่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเหนื่อยล้าแกมหนักใจ แล้วก็ต้องหนักกว่าเดิมเพราะเข่าหนักๆซึ่งกระทุ้งเข้ากลางหลังที่แม้ไม่แรง แต่ก็ใช่ว่าจะมีความปราณีให้

 

หญิงสาวครางอู้ หันไปแยกเขี้ยวให้ทางด้านหลังขัดกับสีหน้าสีตาที่พยายามตบแต่งด้วยท่าทางว่าถูกรังแก

"ทำอะไรน่ะ เกิดคนพลาดท่ากลิ้งตกเขาไปจะทำยังไง นี่มันไม่ใช่เตี้ยๆนะคะคุณพี่"

 

แสงแดดในยามบ่ายที่ควรร้อนแรงจนแทบผลาญผิวกายให้เปลี่ยนสีได้ในเวลาไม่กี่อึดใจถูกทอนอำนาจลงด้วยร่มเงาของไม้ใหญ่ที่อาศัยความชุ่มชื้นจากดินใกล้กับน้ำตกพอให้เกาะกุมขึ้น กลายเป็นที่ยืนพิงอย่างดีสำหรับคนที่อยากพักเหนื่อยเช่นสตรีร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดสบายตัวกับกางเกงผ้าเนื้อเบาเหมาะสำหรับลงเล่นน้ำที่ตอนนี้หมาดจนเกือบแห้งไปแล้วอย่างรวดเร็ว

 

หล่อนเพิ่งจะชักขากลับมาปรับอิริยาบถการยืนใหม่หลังจากคลายความเมื่อยล้าด้วยการเหยียดแข้งไปอย่างไม่เปล่าประโยชน์พอดี วงหน้าเรียวที่ประดับด้วยดวงตาเรียวใหญ่คมกริบจนดูดุกับริมฝีปากอิ่มที่คลี่แย้มจึงกลายเป็นความน่าดูที่ผู้ชายหลายคนอาจมองตาม แต่ถ้อยความที่หลุดออกมานั้นคนฟังเชื่อว่าหลายคนคงรีบเบือนหน้ากลับและไม่ยอมสบตาเจ้าหล่อนแน่ๆ

 

"ถ้าตกก็ได้เงินประกันน่ะสิ ทั้งประกันชีวิต ทั้งประกันอุบัติเหตุ สารพัดจะได้"

 

"ฝัน" ผู้ถูกประทุษร้ายสวนทันควัน แต่ก็ขยับกายลุกขึ้นจากโขดหินที่นั่งเปลี่ยนเป็นเหนี่ยวกิ่งไม้ที่ทอดตัวคดโค้งลงมาจนน่านั่งได้แทนเพื่อความปลอดภัย "คนได้น่ะคุณพ่อคุณแม่ค่ะ พี่สาว ส่วนพี่น่ะโดนหมายว่าเป็นฆาตกรแน่ๆ มีพยานเห็นอันเดินมาดูต้นน้ำตกกับพี่ตั้งโขลงหนึ่ง"

 

เขรัณตาหัวเราะเสียงหวานอย่างอารมณ์ดีให้พร้อมรอยยิ้มที่ไม่เลือนหายเมื่อเอานิ้วจิ้มจมูกโด่งๆของอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู

 

"สะกดคำว่าอุบัติเหตุเป็นไหมล่ะ ยัยหนูอัน คิดหรือว่าอย่างพี่จะเหลือหลักฐานไว้ให้ใครจับได้ง่ายๆ"

 

อนันตญาผู้เป็นเจ้าของชื่อเล่นและห่างไกลจากคำว่าหนูน้อยมานานหลายปีเลือกที่จะสั่นหัวอย่างมั่นใจ แล้วคลี่ปากเป็นรอยยิ้มประพิมพ์เดียวกันให้

"คงไม่ แต่ในฐานะที่เป็นพี่น้องกันมาสิบกว่าปี พี่คิดว่าอันจะตายง่ายๆไหมคะ"

 

เขรัณตามองวงหน้ากลมที่ล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีเข้มปล่อยสยายเพราะเจ้าของต้องการปล่อยให้โดนลมไปเรื่อยๆหลังเพิ่งขึ้นจากน้ำตก ในส่วนของเค้าโครงรูปหน้า อนันตญากับเขรัณตามีประพิมพ์ประพายละม้ายคล้ายที่บ่งบอกความเกี่ยวพันในสายเลือดอยู่ค่อนข้างเด่นชัด แต่รายละเอียดต่างๆจะผิดแผกไปจำเพาะบุคคลอย่างเช่นดวงตาหรือจมูกที่อนันตญาเชิดกว่าหล่อน ริมฝีปากก็เรียวกกว่าซึ่งเป็นส่วนประกอบที่มีคนเคยขนานให้ว่าเป็นของคนดื้อทั้งหมด

 

นอกจากนี้ ผิวกายของเขรัณตาผู้แก่วัยกว่ายังค่อนคล้ำไปทางน้ำตาลกว่าเล็กน้อย ขณะที่อนันตญามีผิวสีพื้นเป็นโทนสีเหลืองซึ่งจะเข้มบ้างสว่างบ้างแล้วแต่พฤติการณ์การเตร็ดเตร่ในช่วงเวลานั้นของเจ้าตัว

 

นิยามอย่างง่ายที่คนอื่นให้เขรัณตาคือความงามผสานความดุที่เฉียบขาดอย่างชวนมอง แม้กระทั่งในเวลาที่ดวงตาฉายแววไม่น่าไว้วางใจเช่นนี้

 

"ไม่คิดน่ะสิ" สุ้มเสียงเจือกระแสเอ็นดู "ถึงได้อยากลองอีกสักทีไงจ้ะ น้องรัก"

 

อนันตญาตั้งท่าเตรียมพร้อมหลบดำเนินการได้โดยที่ฝ่ายนั้นยังพูดไม่ทันจบเสียด้วยซ้ำ เรียกเสียงหัวเราะให้กังวานไปทั่วจากคนออกปาก เพราะเขรัณตาไม่ทันเหยียดขามาจริงๆกลายเป็นคนอายุน้อยกว่าต้องหลบเก้อไปเสียแทน

 

"พี่รัณ" อนันตญาเรียกอีกฝ่ายอย่างพยายามข่มกลั้นอาการเข่นเขี้ยว "ถ้าเกิดอันหลบพลาดไปจริงๆแล้วไม่มีอันไว้แหย่ พี่รัณจะรู้สึก!"

 

เขรัณตาหยุดเสียงหัวเราะไว้แต่รอยยิ้มอันพริ้มเพรา "เพิ่งบอกพี่ว่าไม่ตายง่ายๆ แล้วอันจะพลาดได้ยังไง จริงไหมล่ะ เอาล่ะ มีแรงขนาดนั้นก็ไปกันต่อได้แล้ว"

 

ถ้อยชวนที่อนันตญาไม่มีข้อคัดค้าน หญิงสาวเหวี่ยงตัวลอดใต้กิ่งไม้ที่ตนอาศัยเป็นหลักยึดอย่างคล่องแคล่ว กางเกงสี่ส่วนที่หล่อนสวมใส่มีน้ำชุ่มมากกว่าของเขรัณตาทำให้ต้องอาศัยความระมัดระวังในการก้าวเดินมากกว่าเช่นกัน

 

ถึงจะไม่ค้าน แต่ปากบางรูปกระจับนั้นก็ยังมิวายเอื้อนเอ่ย

"แหม ไม่ยากเชื่อเลยว่าพี่รัณจะมีความรักให้อันขนาดยอมเดินขึ้นมาดูต้นน้ำตกเป็นเพื่อนกันดีๆแบบนี้"

 

คนรักน้องที่หยุดยืนรอเจ้าตัวช่างเจรจาให้เดินขึ้นมาหาตัวเอง ก่อนจะต่อคำ

"ถ้าคำพูดนั้นแปลได้ว่าไม่อยากให้มาด้วย หรือแปลกใจมาก เพื่ออำนวยความสะดวกให้เรา พี่ยืนรอตรงนี้ก็ได้นะ ลมเย็น วิวดี ไม่ต้องเดินต่อให้เมื่อยด้วย"

 

"ใครพูดอย่างนั้นให้คุณพี่สาวน้อยใจกันคะ" อนันตญาคว้ามืออีกฝ่ายหมับอย่างรวดเร็ว "อันออกจะดีใจที่คุณพี่ยอมลงแรงเดินขึ้นไปดูต้นน้ำตกเป็นเพื่อนอัน แถมยังไม่ถือขวดมาหนักมือคนเดียว ยังเตรียมมาเผื่อให้อันถือใส่น้ำจากต้นน้ำนี่ไปฝากน้าแพรที่ช้อบชอบน้ำแบบนี้เพราะว่ากินแล้วรักษาโรคได้ ศักดิ์สิทธิ์ด้วย"

 

มืออีกข้างที่ไขว่ไว้ข้างหลังของเขรัณตาชักออกมา เผยให้เห็นถุงพลาสติกซึ่งมีขวดน้ำโพลาริสสามสี่ขวดบรรจุอยู่ และเจ้าตัวใช้มันกระทุ้งหน้าขาคนเดินมาทีหนึ่งด้วยความรักและรู้ทันก่อนพร้อมใจกันหัวเราะออกมาทั้งคู่

 

สองสาวคุยจุกจิกกันไปเรื่อยระหว่างที่เดินขึ้นไปยังต้นน้ำตกอย่างไม่รีบร้อนใดๆนัก โดยมากมักเป็นเรื่องสัพเพเหระเช่นชมนกเกาะไม้แล้วพนันกันว่านับถึงเลขอะไรนกจึงจะบินจากไป ถ้าหากใครทายได้ใกล้เคียงกว่าก็เป็นผู้ชนะมีสิทธิ์ได้ของรางวัลเป็นน่องไก่ย่างหนึ่งชิ้น หรืออย่างอื่นๆตามแต่ตกลงกันไปอย่างไม่จริงจังนอกจากฆ่าเวลาเสียมากกว่า

 

จนครู่ใหญ่ๆ เมื่อทางเดินที่พยายามอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวได้แปรเปลี่ยนรอบกายเป็นรายล้อมด้วยแมกไม้ หลงเหลือความเป็นน้ำตกไว้แต่เสียงกระหึ่มที่แผ่วจางลงไปมาก อนันตญาจึงชะงักไปเล็กน้อย

 

ผมสีดำสยายเกือบถึงกลางหลังซึ่งไร้พันธนาการใดปลิวไปตามลมที่แล่นผ่านมวลไม้ พัดพาบางใบให้ปลิดปลิวลงจากต้นกระทบลงบนฝ่ามือที่ยื่นออกไปพอดี

 

อนันตญามุ่นหัวคิด ไม่ใส่ใจกับใบไม้นั้นนอกจากมองรอบกายและเบื้องบนด้วยความกังขา

"พี่รัณ" หล่อนเรียกเบาๆโดยไม่มองหน้า "ได้กลิ่นฝนไหมพี่"

 

เขรัณตามุ่นหัวคิด รู้ดีว่ากลิ่นฝนเป็นคำเรียกติดปากของอนันตญามากกว่าจะหมายความตามนั้นจริงๆ แต่หล่อนที่มองซ้ายขวาบ้างก็สั่นหน้าในที่สุด

 

ทว่าก่อนจะปฏิเสธบางสิ่งก็ตกต้องกระทบผิวกายทำให้ต้องยกท่อนขนขึ้นมาดูร่องรอยเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้รู้สึกไปเอง

 

"ไม่ได้กลิ่น" หล่อนตอบตามความเป็นจริง หากกลับจูงมือคนเริ่มถามหันหลังกลับทันที "แต่ที่แน่ๆตอนนี้ฝันมันตกแล้วล่ะ น้องรัก"

 

ถึงเขรัณตาไม่ต้องบอก แต่อนันตญาก็พอจะรู้ได้เหมือนกัน เพราะตอนนี้หล่อนไม่ได้สัมผัสได้ถึงกลิ่นอย่างเดียวแล้ว แต่หยาดพิรุณเม็ดโตๆยังหล่นกระทบศีรษะและหน้ามาอีกหลายเม็ดทำให้ต้องรีบเดินตามไป

"ท่าจะไม่ดีแล้วล่ะ พี่รัณ"

 

"มันไม่ดี" เขรัณตาแก้ "ฝนตกแบบนี้ทางลื่นหมด หมดสิทธิ์ไม่ต้องขึ้นไปเอาน้ำข้างบนกันแล้ว"

 

"อันว่าเราน่าจะห่วงว่าทางลื่นเราจะลงไปโดยสวัสดิภาพไหมมากกว่าเงินที่พี่จะได้เป็นค่าน้ำซะอีก" อนันตญางึมงำไม่เบานัก

 

ทั้งคู่ไม่มีเวลาหันมาต่อปากต่อคำอะไรกันมากกว่านั้น เพราะพระพิรุณเริ่มขยันขันแข็งมากขึ้นทุกขณะ ฝนที่โปรยลงมาจึงพลอยหนาเม็ดไปด้วยจนการเดินทางลงที่น่าจะง่ายกว่าการขึ้นกลับเป็นเรื่องยากลำบากเอาการ เนื่องจากต้องคอยระวังน้ำที่ไหลมาจากทางด้านบนเป็นระยะๆ

 

"พี่รัณ" อนันตญาตะโกน  "พักก่อนดีกว่าไหมพี่ สภาพแบบนี้ลงไปไม่ไหวหรอก ลื่น มองไม่เห็นทางด้วย"

 

ความคิดที่เขรัณตาอยากเห็นด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นอีกเล็กน้อย

"แล้วจะพักที่ไหนล่ะ เห็นร่มไม้ที่ไหนน่าพักแล้วหรือไง"

 

"ถ้ำไงพี่"

 

คำตอบที่ทำเอาเขรัณตาเกือบลื่นพรืดลงไปถ้าไม่คว้าคอคนเดินตามมาที่อีกฝ่ายก็ไวทายาทเกาะลำต้นไม้ไว้ได้ทันท่วงทีเช่นกัน

 

"จะบ้าหรือ" คนลื่นถือโอกาสตะโกนกรอกหู "นี่มันวนอุทยานที่มีน้ำตกเป็นที่เที่ยวนะ ไม่ใช่นิยาย ฝนตกจะได้มีกระท่อมร้างหรือถ้ำเตรียมพร้อมไว้น่ะ"

 

อนันตญาซึ่งได้แต่แยกเขี้ยวปลอบโยนหูตัวเองที่ถูกกระหน่ำทั้งพิษฝนภัยเสียงพยุงตัวเองขึ้นและตะโกนตอบ

"แต่มันมีจริงๆนี่นา ถ้ำน่ะ ไม่เชื่อก็มองไปทางขวาสิ"

 

เขรัณตาละมือจากน้องสาวแล้วเบียดแทรกไปยึดต้นไม้กันลื่นหันไปตามทิศทางที่แนะอย่างเสียมิได้ก่อนกะพริบตาปริบอย่างไม่แน่ใจว่าน้ำฝนมีผละกระทบต่อจักษุเธอหรือไม่

 

จากหางตาที่ไม่ไกลมากและพอมีต้นไม้ให้ประคองตัวเองไต่ไปถึงได้นั้น....มีถ้ำอยู่จริงๆ!

 

อย่างน้อยเขรัณตาก็อยากจะเรียกอย่างนั้น แม้หล่อนไม่แน่ใจนักว่านั่นเป็นแค่เนินดินที่ถูกขุดหรือเป็นการกัดเซาะกันของหินฐานภูผาที่กำลังปีนไต่อยู่ แต่ดูจากภาวะแล้วมันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้พวกหล่อนหลุดพ้นจากการโดนฝนฟ้าเบื้องบนถล่มเอา

 

ไม่ต้องเอ่ยวาจาตกลงกันให้มากความอีก เพราะแค่ท่าทางการพยายามขยับตัวก็พอที่จะทำให้แต่ละคนรู้ดีว่าต้องเดินอย่างไรจึงจะไปถึงโดยไม่ลื่นแล้วกลิ้งลงสู่เบื้องล่างเร็วกว่าที่ต้องการเสียเปล่าๆ

 

 นั่นไม่ใช่ถ้ำอย่างที่เขรัณตาพอเดาได้แต่แรก สัมผัสเมื่อยามที่หญิงสาวเบียดกายเข้าไปชิดด้านหนึ่งบอกให้รู้ว่าควรจะเรียกมันว่าโพรงเขาที่ถูกกัดเซาะพอให้หลบฝนได้เล็กน้อยเท่านั้น เพราะลำพังหล่อนผู้เดียวก็เกือบไม่เหลือพื้นที่ให้อนันตญาเข้ามาได้ แต่คนอย่างน้องสาวหล่อนหรือจะยอมเสียสละยืนตากฝนอยู่ข้างนอก เขรัณตาจึงต้องกอดเข่าห่อตัวไว้เพื่อแบ่งปันพื้นที่ที่คับแน่นให้กันและกัน

 

"ชอบฝนไม่ใช่หรือไง เจ้าอัน" เขรัณตาว่าแข่งเสียงฝนแล้วสั่งจมูก "ทีอย่างนี้ไม่ออกไปเล่นล่ะ"

 

อนันตญายังดูดีกว่าเขรัณตาเล็กน้อย เพราะหล่อนไม่ได้มีอาการคัดเคืองหรือบุบสลายบอบช้ำตรงไหนนอกจากเปียกโชกซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าตัวทำใจได้อยู่แล้ว และถือว่าพวกหล่อนโชคดีในโชคร้ายที่เพราะมาเที่ยวน้ำตกกัน เสื้อผ้าที่สวมใส่จึงเป็นแบบไม่อุ้มน้ำทั้งคู่ทำให้ไม่อึดอัด

 

คนชอบเล่นน้ำทำตามคำบอกนั้น หากไม่ใช่ทั้งร่างกายเป็นแต่เพียงฝ่ามือซึ่งยื่นไปรองรับน้ำฝนเย็นชื่นอย่างสบายอารมณ์เท่านั้น

 

"ตกหนักเหมือนกันเนอะ พี่รัณ" หล่อนคร้านจะเถียง "ข้างหน้ามัวไปหมดเลย  แต่มองในแง่ดีก็คุ้มนะ  นานๆทีมาน้ำตกกันทีก็เจอฝนกระหน่ำด้วย นี่ถ้าเปลี่ยนจากพี่รัณเป็นหนุ่มๆที่ไหนสักคนคงกลายเป็นเรื่องโรแมนติกไปแล้ว"

 

เขรัณตาแค่นเสียงบางอย่างใส่ แต่ประโยคคำพูดกลับกลืนหายไปด้วยเสียงฟ้าร้องคำรามครืนใหญ่

 

เบื้องบนผืนฟ้ากว้างที่ขมุกขมัวด้วยโดนบดบังจากเม็ดฝน แต่หากมองขึ้นไปให้ดีจะเห็นเมฆดำก้อนใหญ่ที่จำกัดบริเวณฝนตกไว้ไม่กว้างนักและกำลังถูกลมจากฟากฟ้าด้านบนนั้นกรรโชกใส่ราวพยายามขับไล่พยับฝนให้ออกไปจากที่นี่เสีย

 

ด้วยแรงลมที่นำพาการเคลื่อนตัว ส่งให้เมฆนั้นค่อยขยับไหว แต่แทนที่จะถอยห่างออกไปดังที่ควร กลุ่มก้อนอากาศที่รวมตัวคล้ายจับต้องได้เพียงสายตากลับขยับม้วนเข้าหากันจนแลคล้ายอะไรบางอย่าง

 

สิ่งซึ่งน่าจะมีแต่ในเทพนิยายกับนิทานปรัมปรา...ด้วยลำตัวดุจอสรพิษหากกลับครอบครองเหนืออาณาขุนเขานี้ทั้งหมด ส่วนศีรษะแลคล้ายมีเครื่องประดับดั่งประกาศความเป็นจอมราชันย์ทอดนัยน์ตาลงจับเบื้องล่างเงียบงัน

 

สายฟ้าแล่นปลาบ...อสนีบาตที่หากใครมีวาสนาได้มอง คงเห็นชัดถึงประกายสีเขียวเลื่อมซึ่งปรากฏบนส่วนลำตัวของเมฆนั้นแลคล้ายเกล็ดมรกตประดับกายกำลังอวดโฉม ก่อนตามด้วยแสงสว่างปลาบยาวที่แล่นกระทบเบื้องล่างกับเสียงคำรามก้องใหญ่กลบทุกสรรพสำเนียงอื่นให้ไร้ความหมาย

 

ดวงตาจอมอสรพิษในสภาพเมฆานั้นคล้ายจับจ้องลงไป หลังจากกัมปนาทนั้นเลือนหาย คงมีแต่ผู้มองจากบนผืนนภาเช่นนี้และเล็งแลทะลุม่านพิรุณลงไปได้เท่านั้นที่เห็นร่างของหญิงสาวทั้งสองซึ่งเพิ่งเข้าไปหลบฝนไม่กี่นาทีก่อน บัดนี้กำลังกลิ้งหลุนๆจากโพรงที่ไปอาศัยอย่างไร้การยึดเหนี่ยวและสติสัมปชัญญะใดๆ

 

เงาร่างทั้งสองนั้นกลืนหายลงไปเบื้องล่าง พร้อมกับที่ฝนค่อยๆหยุดลงเช่นเดียวกับที่เสียงนกร้องจากที่ไกลๆกรีดกังวานแหลมมาตามด้วยลมหอบใหญ่พัดพาเมฆนั้นให้แตกกระจายหายไป

 

ทิ้งไว้แต่บรรยากาศที่เงียบสงบร่มเย็นของธรรมชาติ ซึ่งคงจะกลับไปคึกคักอีกครั้งอย่างรวดเร็วด้วยน้ำมือของมนุษย์ที่ไม่มีผู้ใดเฉลียวใจทั้งสิ้น

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 271 ท่าน