Guest   
 
Username: 
Password:  




 




  






 

Reader of the month ของเรา พวกเขาพกพาทั้งความสดใส น่ารักมาเต็มเปี่ยม นอกจากนั้นพวกเขามีความพิเศษอย่างไร จนถึงกับทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ของแจ่มใสดวงนี้หวั่นไหว จนต้องคว้าตัวและหัวใจพวกเขามาสัมภาษณ์อวดความส้ม!! แจ่มใส ให้โลกคนรักการอ่านได้รับรู้....

สำหรับเพื่อนๆ ที่มีความรักให้กับแจ่มใสเต็มเปี่ยม รีบแสดงตัวและแนะนำตัวเองให้ทีมงานแจ่มใสรู้จักนะคะ โดยส่งความชื่นชอบที่มีต่อแจ่มใส และประวัติส่วนตัวและรูปถ่าย มาที่ [email protected] เพื่อนๆ อาจได้รับการคัดเลือกจากทีมงานแจ่มใสให้เป็น Reader of the month ประจำเดือนของเราค่ะ




เปิดห้องรับแขกกรุ่นรัก...พูดคุยกับคุณ “วลีวิไล”



 
สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ นักอ่านชาวแจ่มใส

         ทีมงานแจ่มใสเชื่อว่า Reader Of The Month ของเราในเดือนนี้ หากเพื่อนๆ พลาดที่จะ
คลิกเข้ามาอ่านบทสัมภาษณ์นักเขียนที่ชื่อ “วลีวิไล” แล้วละก็ เชื่อว่าเพื่อนๆ คงพลาดโอกาสดีๆ ที่จะได้รู้จักกับเธอให้มากขึ้นอย่างแน่นอน จากบทบาทการเป็นนักเขียนของสำนักพิมพ์แจ่มใส เป็นครูและเป็นคุณแม่ เธอทำให้ใครต่อใครหลงรักอย่างหมดใจได้อย่างไร ต้องคลิกมาติดตามนักเขียนคุณภาพคนนี้แล้วนะคะ ^o^v

Q:  สวัสดีค่ะ คุณวลีวิไล ช่วงนี้งานเยอะมั้ยคะ เด็กๆ ที่กำลังสอนอยู่ซนมากกกกกรึเปล่า (Profile นักเขียนเป็นครู คลิกที่นี่ เพื่ออ่านทั้งหมด)
A: ช่วงนี้งานค่อนข้างเยอะค่ะ ทั้งงานสอนและงานบริหาร บางครั้งก็ไม่ค่อยได้เข้าบอร์ดมาทักทาย มีน้องๆ ประกาศคนหายอยู่บ่อยๆ ถ้าช่วงไหนหายไปบ้างพี่ก็ต้องขอโทษไว้ล่วงหน้านะคะ แต่รับรองว่าถ้ามีเวลาจะเข้ามาคุยด้วยแน่นอนค่ะ

Q:  นอกจากการเป็นครูแล้ว คุณวลีวิไล ยังทำอะไรอีกบ้างคะ (ทำหน้าตาอยากรู้อยากเห็นสุดๆ O_o’)
A: มีโรงเรียนสอนวาดรูปสำหรับเด็กค่ะ จริงๆ ก็ไม่ได้เข้าไปดูตรงนี้เท่าไรนัก เพราะไม่ค่อยถนัด มีคนดูแลให้

Q:  ถามถึงลูกสาวของคุณวลีวิไลสักหน่อย คุณแม่เป็นทั้งนักเขียน และเป็นคุณครูเก่งขนาดนี้ ลูกสาวมีแววสนใจหรืออยากเป็นนักเขียนแบบคุณแม่บ้างรึเปล่าคะ
A:  น้องแพรวเป็นนักอ่านตัวยงค่ะ อ่านหนังสือเร็วมาก เวลาเข้าร้านหนังสือนี่จะน่ากลัวมากเพราะหยิบไม่มียั้ง เค้าชอบอ่านหนังสือแปล วรรณกรรมเยาวชน หนังสือแนวนักสืบ หนังสือประวัติศาสตร์ และการ์ตูนค่ะ ส่วนเรื่องเขียนหนังสือนี่ น่าจะเป็นการเขียนการ์ตูนมากกว่านิยาย คือเค้าชอบวาดรูป เป็นตัวแทนไปประกวดได้รางวัลมาบ่อยๆ น้องแพรวชอบเขียนการ์ตูนเป็นตอนๆ ค่ะ เพื่อนในกลุ่มก็เขียนเหมือนกัน เขียนแล้วแลกกันอ่าน แต่ไม่ยอมให้แม่อ่าน -_-“
 
Q:  เป็นอาจารย์สอนหนังสือ เข้าใจว่าคงจะเหนื่อยสุดๆ เพราะต้องสอนและพูดคุยกับนักเรียนจำนวนมาก อย่างนี้แบ่งเวลามาเขียนนิยายยังไงคะ
A: เขียนในวันหยุดค่ะ สัปดาห์ละหนึ่งวัน พี่เป็นคนที่ต้องใช้เวลายาวๆ ในการเขียนนิยายแต่ละบท คือไม่สามารถใช้เวลาเพียงหนึ่งหรือสองชั่วโมงในการเขียน แล้วมาต่อใหม่ทีละนิดละหน่อย และถ้าวันไหนอารมณ์ไม่ดี หรือมีอะไรมากระทบใจก็เขียนไม่ได้ค่ะ ด้วยเวลาเขียนที่มีน้อยและอารมณ์ติสต์เกินเหตุนี่เองทำให้พี่มีผลงานในแต่ละปีไม่มากนัก 
 


Q: แต่งนิยายมาแล้วหลายเรื่อง ส่วนใหญ่ได้แรงบัลดาลใจมาจากอะไรคะ
  
 A: ส่วนใหญ่จะเป็นเหตุการณ์รอบๆ ตัว ประสบการณ์ตรงของตัวเองบ้าง เรื่องของเพื่อนๆ บ้าง แอบเขียนถึงเพื่อนไปหลายคนเหมือนกัน แฟนนิยายก็ไม่เว้นค่ะ จับมาเป็นนางเอกหลายคนแล้ว อิอิ และที่ขาดไม่ได้ในนิยายของพี่แทบทุกเรื่องก็คือ ข่าวจากหนังสือพิมพ์ และสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นค่ะ

Q:  ถามเรื่องผลงานกันบ้าง มีผลงานทั้งหมดออกมาแล้วกี่เล่มแล้วคะ ส่วนใหญ่เป็นแนวความรู้สึกดี... ที่เรียกว่ารัก แอบเขียนแนวอื่นไว้บ้างรึเปล่าคะ
A:  ผลงานทั้งหมดของพี่อยู่ในแนวความรู้สึกดี...ที่เรียกว่ารัก เป็นนิยายรวมเล่มเดี่ยว 9 เรื่อง เขียนคู่กับพี่ตา (สิรินดา) 1 เรื่อง ส่วนเรื่องสั้นมี 2 เรื่องค่ะ อยู่ในความรู้สึกดีที่เรียกว่ารักเล่ม 11 กับ ความรู้สึกดีเล่มพิเศษ...การเดินทางของหัวใจใต้ดวงดาว

สำหรับนิยายแนวอื่นๆ ตอนนี้ยังไม่มีเลยค่ะ อยากเขียนแนว Dreamland Of Love มากๆ เพราะชอบหน้าปก ปก Dreamland Of Love สวยมากกกกกกก เป็นเหตุผลที่...นะ...ช่างกล้า 555+ แต่พี่เป็นคนที่มีปัญหากับนิยายแฟนตาซี คือไม่สามารถอ่านจบแม้แต่เรื่องเดียว อ่านแล้วจะมึนงงกับชื่อตัวละครและสถานที่ ดังนั้นถ้าต้องเขียนนี่คงปางตายแน่ๆ ^^” แต่ก็ยังใฝ่ฝันอยากจะเขียนนะคะ เป็นสิ่งที่ท้าทาย พี่อยากก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเองดูบ้าง อยากรู้ว่าตัวเองจะทำได้หรือไม่ คิดว่าจะลองเขียนเต็มรูปแบบดูสักครั้ง แต่คงจะไม่ใช่เร็วๆ นี้ค่ะ เพราะยังมีนิยายที่วางพล็อตไว้ และเขียนค้างไว้อีกหลายเรื่อง


Q:  ผลงานล่าสุดที่ออกมา เรื่อง รักฉันไหมหัวใจฝากถาม เล่าให้เพื่อนๆ ที่ยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้ฟังหน่อยค่ะ   โดดเด่นและน่าสนใจอย่างไรบ้าง ^o^
 A:  เท่าที่พี่สังเกตดูจากหน้าแนะนำหนังสือ ก็พบว่าน้องๆ จำนวนมากสนใจที่ชื่อเรื่องก่อนเลย อาจจะโดนใจ ถูกใจ และรู้สึกว่าต้องหวานมากใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นนิยายที่สะท้อนความรักของคนในครอบครัว ความรักของเพื่อน และความมีน้ำใจของคนเราที่พึงมอบให้กันและกัน หากจะพูดสั้นๆ คงจะบอกว่า ... เป็นนิยายที่อ่านแล้วอบอุ่นในหัวใจค่ะ

อ้อ อีกอย่างหนึ่งที่ไม่รู้จะน่าสนใจหรือเปล่า คือตัวละครตัวหนึ่งในเรื่องนี้มีต้นแบบมาจากคนเขียน ส่วนจะเป็นตัวละครใดนั้นต้องลองอ่านกันค่ะ อิอิ

Q: คุณวลีวิไล มีวิธีการเล่าเรื่องยังไงคะ ให้ตัวละครในเรื่องที่แต่งดูน่าติดตาม (หุหุ แอบขอความรู้ฝากเพื่อนๆ สักหน่อย >o<’)
A:  ปกติจะให้ความสำคัญกับตัวละครค่อนข้างมาก มากกว่าพล็อตเรื่องด้วยซ้ำ ถ้าใครอ่านงานพี่บ่อยๆ จะเห็นว่าพล็อตธรรมดามาก ไม่หวือหวาเลย แต่ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาจะพยายามให้เขามีชีวิตชีวา เหมือนมีตัวตนจริงๆ ทั้งในเรื่องของนิสัยใจคอ การแสดงออกต่างๆ จะพยายามให้สอดคล้องกับพื้นเพของตัวละคร คนแบบนี้ต้องทำแบบนี้ ต้องพูดแบบนี้ หรือต้องคิดแบบนี้

พระเอกนางเอกของพี่ไม่ค่อยพูดคำหวานๆ แต่คนอ่านจะรักเขาในสิ่งที่เขาทำ สิ่งที่เขาเป็น ล่าสุดเพิ่งมีน้องนักอ่านเขียนอีเมล์มาเล่าความรู้สึกหลังจากที่ได้อ่าน รักฉันไหมหัวใจฝากถาม น้องบอกว่าหลงรักพี่จินต์มากมาย พี่จินต์ไม่พูดคำหวานเลยสักคำ ปากก็ไม่ดี แถมยังขี้เมา แต่ทำไมผู้ชายคนนี้น่ารักและอบอุ่นเหลือเกิน ในฐานะคนเขียนพี่ก็ดีใจที่ผู้อ่านรับรู้ในสิ่งที่เราสื่อออกไปผ่านตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เขาต้องเผชิญ

อีกอย่างหนึ่งที่คิดว่าหลายคนจะเห็นตรงกัน คือ ตัวละครอื่นๆ ที่ไม่ใช่พระเอกนางเอก จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำให้ผู้อ่านชื่นชอบได้ อย่าง อโนมา ศิวิกา เปรมิน และคามิน ใน บัลลังก์ดาว เป็นขวัญใจนักอ่านในอินเตอร์เน็ตยิ่งกว่าพระเอกนางเอก หรือในเรื่อง นางสาวใบไม้กับนายก้อนหิน ผู้อ่านพากันหลงรัก พี่ไก่ฟู เพราะความฮาของแก เป็นต้น การวางคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนเป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่ง การให้เกียรติทุกตัวละครไม่ว่าจะบทนำบทสมทบจะทำให้พวกเขาเป็นที่จดจำ อย่าสักแต่สร้างเขาขึ้นมาแล้วปล่อยปละละเลย เพราะเขาก็มีชีวิตเหมือนกัน





Q:  แอบแง้มหัวใจนักเขียนกันบ้าง อะ อะ กำลังยิ้มอยู่ใช่มั้ยละคะ ว่าเรากำลังจะถามถึงใคร เกี่ยวกับงานเขียนค่ะ อิอิ (อย่าทำหน้าผิดหวังอย่านั้นสิ >o<‘) หลังจากที่ผลงานเรื่อง รักฉันไหมหัวใจฝากถาม ออกมาให้เพื่อนๆ ได้สนุกกันแล้ว ตอนนี้เตรียมผลงานเรื่องใหม่ไว้ให้พวกเราติดตามบ้างหรือยังคะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร^^
A:  ตอนนี้เขียนอยู่ 2 เรื่องค่ะ เขียนสลับไปสลับมา งงตัวเองได้อีกนะเนี่ย เรื่องแรกคือ จ้าวบัลลังก์ใจ เป็นเรื่องของเจ้าชายศวัสธรพระเชษฐาของเจ้าหญิงสวรักษิตาจาก เรื่องบัลลังก์ดาว พล็อตคร่าวๆ คือ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อว่าที่พระคู่หมั้นของเจ้าชายมาดเท่พยายามสร้างความปั่นป่วนไม่ให้เกิดงานหมั้น เรื่องนี้ก็จะเป็นแนวกุ๊กกิ๊ก เฉือนคมระหว่างพระเอกกับนางเอก ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกของปุระตารา สุดท้ายใครจะเป็นฝ่ายปราชัยต้องติดตามกันค่ะ

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งชื่อ หัวใจข้างขวา เป็นเรื่องของสาวน้อยทายาทมรดกพันล้านที่โดนคนร้าย ‘อุ้ม’ เพื่อเตรียมฆ่าด้วยการถ่วงน้ำ แต่ว่ามีคนมาช่วยไว้ทัน เมื่อฟื้นขึ้นมาปรากฏว่าเธอจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร ความวุ่นวายจึงเกิดขึ้นค่ะ เรื่องนี้ออกแนวสืบสวนนิดๆ บู๊หน่อยๆ แล้วก็มีฮาบ้าง ตามสไตล์โรแมนติกคอมเมดี้ของพี่ค่ะ
 
Q:  ทั้งอ่านและเขียนหนังสือมาหลายเรื่องแล้ว คุณวลีวิไล คิดว่าเราได้อะไรจากการเป็นนักเขียนบ้างคะ ^o^v
A:  ในส่วนของงานเขียนทำให้ได้ฝึกฝนตัวเองในเรื่องการเรียบเรียง การใช้ภาษา และการสร้างจินตนาการ แถมบางครั้งยังได้ความรู้เพิ่มเพราะต้องหาข้อมูลมากมายประกอบการเขียน ซึ่งส่วนตัวคิดว่าเราสามารถพัฒนาตรงนี้ได้อย่างไม่สิ้นสุด 

สิ่งที่ได้รับอีกอย่างหนึ่งคือ โอกาสที่จะถ่ายทอดความคิดบางอย่างผ่านตัวหนังสือไปสู่คนจำนวนมาก บ่อยครั้งที่เราอยากบอก อยากสะท้อนภาพภาวะทางสังคม อยากบอกให้คนหันกลับมามองพ่อแม่ มองดูคนรอบตัว มองดูคนที่ด้อยโอกาสกว่า เด็กๆ หรือแม้กระทั่งมองดูบ้านเมืองของเรา พี่ใช้นิยายเป็นสื่อในการปลูกฝัง สอดแทรกแนวคิดต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งคิดว่าได้ผลในระดับหนึ่ง มีน้องๆ จำนวนมากสนใจออกค่ายอาสาหลังจากอ่าน นางสาวใบไม้กับนายก้อนหิน ผู้อ่านไม่น้อยที่หันมามองชีวิตที่สุขสงบในชนบทเมื่ออ่านไอดินกลิ่นรัก เป็นต้น ถ้าไม่ได้เป็นนักเขียน พี่ก็คงมีโอกาสน้อยกว่านี้ที่จะนำเสนอแนวคิดเหล่านี้ออกไป

อีกสิ่งหนึ่งที่พิเศษมาก คือ พี่ได้รับความรู้สึกสวยงามจากนักอ่านซึ่งมีทุกเพศทุกวัย ทั้งที่ได้คุยกันผ่านเว็บบอร์ด ผ่านอีเมล์ ผ่านโทรศัพท์ หรือบางคนก็มีโอกาสได้เจอตัวกันจริงๆ พี่ประทับใจมากกับสิ่งที่แฟนๆ ทำให้ การที่ใครคนหนึ่งจะแบกหนังสือหนักหลายกิโลมาให้เราเซ็นชื่อคงไม่ใช่เรื่องธรรมดา บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพียงแค่มาเจอเราแว้บเดียว ทำขนมมาให้ นั่งถักตุ๊กตาน่ารักๆ แล้วส่งมาให้เป็นของขวัญวันคล้ายวันเกิด ส่งรูปถ่าย ส่งโปสการ์ดมาให้ เมื่อเขาไปเที่ยวไปเจอสิ่งดีๆ ก็ส่งต่อมาให้เรา และมีน้องๆ จำนวนมากที่เขียนจดหมายหรือโทรศัพท์มาปรึกษาเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องส่วนตัว ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเขาจะไว้ใจเราขนาดนี้ สิ่งเหล่านี้แสดงว่าเราอยู่ในใจเขา เราไม่ใช่แค่คนเขียนนิยายให้เขาอ่าน แต่เราเป็นแบบอย่าง เป็นคนที่เขาเชื่อถือและศรัทธา

อยากบอกว่าทุกความรู้สึกที่ทุกคนให้มามีค่าสำหรับพี่มาก การได้สัมผัสกับความรักที่ผู้อ่านมอบให้ทำให้พี่มีความสุข มีแรงบันดาลใจในการทำงานชิ้นต่อๆ ไป จากที่เขียนนิยายเป็นงานอดิเรก เขียนคนเดียวสนุกอยู่คนเดียว กลายมาเป็นเขียนให้ผู้คนมากมายได้อ่านผลงานของเรา ผู้อ่านได้รับความสุขความรู้สึกดีๆ ที่เรามอบให้เขาผ่านตัวอักษร  เราก็ได้รับความรู้สึกที่ดีมากๆ กลับมาจากผู้อ่านเช่นเดียวกัน


Q: พูดถึงงานเขียนมาเยอะแล้ว อยากให้คุณวลีวิไลพูดถึงแจ่มใสบ้าง รู้จักแจ่มใสมานานขนาดไหนแล้วคะ แล้วเล่มโปรดของคุณวลีวิไล คือเรื่องอะไร (จะตามไปอ่านบ้างเผื่อจะได้เป็นนักเขียนกับเค้า อิอิ เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย   >o<)
A:  รู้จักแจ่มใสตั้งแต่กระทู้แรกของทีมงานแจ่มใสในเว็บบอร์ด ‘ถนนนักเขียน’ ที่ pantip.com ค่ะ เป็นกระทู้เชิญชวนให้นักเขียนสมัครเล่นในเว็บบอร์ดส่งผลงานมาให้พิจารณารวมเล่ม ซึ่งก็คือ ความรู้สึกดี... ที่เรียกว่ารัก เล่ม 1 ปกสีแดงรูปดอกกุหลาบ ตอนนั้นพี่ยังไม่ได้เขียนนิยาย เป็นคนอ่านอยู่ในบอร์ด มีนักเขียนที่พี่ชื่นชอบหลายท่านได้ตีพิมพ์ผลงานในเล่มแรกนั้น พี่ไปซื้อในงานสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แล้วก็ได้ให้นักเขียนท่านหนึ่งที่มีผลงานในนั้นเซ็นลายเซ็นให้ หลังจากที่คุยกันผ่านบอร์ดแล้วจุดใต้ตำตอ...เราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน กร๊ากกกก ตอนนั้นขำมากค่ะ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า แจ่มใสและอินเตอร์เน็ตทำให้เราได้รู้จักเพื่อนใหม่ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเดินสวนกันไปมาแต่ไม่เคยทักทายกันเลย 555+

สำหรับหนังสือเล่มโปรดของพี่คือเพชรพระอุมา หนังสือแปลชุดเชอร์ล็อก โฮล์มส์  คินดะอิจิ การ์ตูนโคนัน งานเขียนของโบตั๋น และอาจารย์ชมัยภร แสงกระจ่าง ค่ะ

Q: อะไรที่ทำให้คุณวลีวิไลเป็นนักเขียนของแจ่มใส มาตั้งแต่เล่มแรกถึงปัจจุบันคะ
A: อย่างแรกเลยคือรู้สึกว่าสำนักพิมพ์ให้เกียรติมาก สะดุดรักนักข่าว ในตอนนั้นไม่น่าจะเข้ากับกลุ่มผู้อ่านสักเท่าไรนักในความคิดของพี่เอง ตอนที่กองบรรณาธิการติดต่อมาพี่ก็ถามย้ำไปหลายครั้งว่าจะได้เหรอ ตอนนั้นแจ่มใสต้องการขยายกลุ่มผู้อ่านที่เป็นคนทำงานมากขึ้น ซึ่งทำให้พี่รู้สึกว่าเขาก็เชื่อใจเรานะ ทั้งที่พี่ไม่เคยมีผลงานเรื่องสั้นหรืออะไรมาก่อนที่พอจะการันตีให้กับตัวเองว่าจะมีคนอ่านงานของพี่ไหม แถมเรื่องสะดุดรักนักข่าวก็ยาวมาก ขนาดลดฟอนต์ให้เล็กลงกว่าปกติแล้วก็ยังเป็นหนังสือเล่มหนาที่สุดของแจ่มใสในตอนนั้น คนอ่านจะยอมจ่ายไหม หนังสือเขาจะเจ๊งไหม คิดไปต่างๆ นานา ^^” สุดท้ายสรุปว่า สำนักพิมพ์กล้าลงทุนกับเราขนาดนี้ เอาก็เอาวะ กร๊ากกก

อีกปัจจัยหนึ่งคือพี่ชื่นชมงานด้านการผลิตของแจ่มใส หนังสือออกแบบปกสวยงาม มีเอกลักษณ์ชัดเจน การพิมพ์ประณีต การพิสูจน์อักษรทำได้ละเอียดมาก สิ่งเหล่านี้แสดงถึงความเอาใจใส่ ทั้งต่อนักเขียนและผู้อ่าน พี่เรียนมาทางด้านหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ เป็นคนที่รักหนังสืออยู่แล้ว มาเจอคนรักหนังสือเหมือนกันก็ทำให้รู้สึกว่าเราคุยกันรู้เรื่อง เพราะเราคุยภาษาเดียวกัน

หลังจากที่ได้ร่วมงานกันในเรื่องแรกก็มีผลงานต่อเนื่องมาเรื่อยๆ การทำงานของสำนักพิมพ์พัฒนาขึ้น จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ กลายมาเป็นสำนักพิมพ์ที่เติบโตรวดเร็ว ช่วงแรกๆ ก็มีติดขัดบ้าง แต่เพราะเราเปิดใจพูดคุยกัน รับฟังซึ่งกันและกัน เราจึงเข้าใจกันและแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ ผู้บริหารและทีมงานทุกคนเป็นกันเอง มีกิจกรรมที่ทำร่วมกันระหว่างสำนักพิมพ์ นักเขียน และนักอ่าน ซึ่งพี่คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เราไม่ได้อยู่ด้วยกันเพราะสัญญาที่เป็นเอกสาร แต่อยู่กันด้วยสัญญาใจ


Q:  ถ้าพูดถึงสำนักพิมพ์แจ่มใส แล้วจะนึกถึงอะไรคะ อะไรดลใจให้คิดถึงสิ่งนั้น
A:  นึกถึงหนังสือที่มีปกสีขาวกับภาพประกอบปกเก๋ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่นึกถึงสิ่งนี้เพราะเป็นภาพแรกที่ชัดเจนมากเมื่อเรามองเห็นหนังสือของแจ่มใสวางเรียงอยู่บนชั้นหนังสือ โดยส่วนตัวมองว่ามีความหมายนะ สีขาวสำหรับวัยรุ่นที่บริสุทธิ์แจ่มใสเหมือนชื่อสำนักพิมพ์และเนื้อหาที่สะอาดไม่มีพิษภัย ส่วนสีสันที่แต่งแต้มเป็นภาพประกอบปกนั้นสื่อว่า เปิดหน้านี้ไปแล้วในเล่มคุณจะเจออะไร ถ้าสังเกตภาพประกอบปก จะเห็นว่ามีทั้งแบบกราฟิก และแบบสีน้ำ ซึ่งเรื่องที่จะใช้กราฟิกจะเป็นแนวหนึ่ง ส่วนเรื่องที่ใช้ภาพสีน้ำจะเป็นอีกแนวหนึ่ง แค่เห็นปกโดยยังไม่อ่านคำโปรยก็พอจะนึกออกว่าเล่มนี้เป็นเรื่องประมาณไหน

ผู้ออกแบบปกและผู้วาดภาพประกอบปกของแจ่มใสเก่งมากๆ สร้างเอกลักษณ์ให้กับงานของตนเองจนเป็นที่จดจำของคนทั่วไป ทั้งที่เป็นแฟนและไม่ใช่แฟน งานสร้างสรรค์อย่างนี้มีลายเซ็นอยู่ในตัวเอง ต่อให้ทำออกมาใกล้เคียงยังไงก็ไม่มีทางเหมือน



Q:  สุดท้ายนี้ อยากให้คุณวลีวิไลฝากอะไรถึงเพื่อนๆ ที่อยากจะเป็นนักเขียน และเพื่อนๆ ชาวแจ่มใสที่ติดตามผลงานหน่อยค่ะ ^^
A: สำหรับน้องๆ ที่อยากจะเป็นนักเขียน สิ่งแรกที่ควรทำคือ เขียนค่ะ เริ่มจากการเขียนในสิ่งที่เรารู้ เรามีข้อมูล จะทำให้เนื้อหาแน่น เพราะเราเข้าใจในสิ่งที่เราเขียน พี่ก็เริ่มจากจุดนี้ เรื่องที่พี่เขียนคือเรื่องที่พี่รู้ สถานที่ที่เขียนถึงคือสถานที่ที่เคยไป นอกเหนือจากข้อมูลก็ใช้จินตนาการ ไอน์สไตน์บอกว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ แต่พี่กลับคิดว่า จินตนาการสำคัญเท่าๆ กับความรู้ ถ้ามีสองสิ่งนี้อยู่กับตัวเรา งานเขียนที่ออกมาจะมีทั้งความคิดสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็มีตรรกะ มีเหตุมีผล และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ ความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อ ถ่ายทอดจินตนาการและความรู้ ซึ่งทักษะด้านภาษานี้ส่วนหนึ่งมาจากการอ่านค่ะ อ่านมากขึ้นก็รู้มากขึ้น และมีมุมมองที่กว้างขึ้นด้วย

สำหรับพี่ๆ น้องๆ นักอ่าน  ขอบคุณมากที่ติดตามผลงานมาตั้งแต่เล่มแรกจนถึงเล่มปัจจุบัน  หลายท่านแม้ไม่ได้อ่านมาตั้งแต่ต้น แต่พอมารู้จักกันผ่านตัวอักษรแล้วก็พยายามตามหาเล่มเก่าๆ ซึ่งบางเล่มยังมีอยู่ บางเล่มหายากมาก แต่ทุกท่านก็พยายามตามหากันอย่างจริงจัง บางครั้งเข้าไปอ่านกระทู้ที่ถามถึงหนังสือเล่มแรกๆ อย่างสะดุดรักนักข่าวก็รู้สึกปลื้มใจที่มีคนอยากอ่าน อยากซื้อเก็บ บางคนมีน้ำใจไปเจอที่ร้านไหนก็เข้ามาเขียนบอกกัน เป็นความน่ารักของนักอ่านแจ่มใสซึ่งอยู่ด้วยกันอย่างมีไมตรี เหมือนพี่น้อง เหมือนเป็นครอบครัว อบอุ่นและมีความสุขมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่น่ารักนี้ค่ะ

         อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณวลีวิไลจบแล้ว ทีมงานแจ่มใสคิดว่าอารมณ์ของทุกคนยังไม่จบอย่างแน่นอน และคงอยากทำความรู้จักคุณวลีวิไลให้มากยิ่งขึ้น เพื่อนๆ ที่ได้รู้จักคุณวลีวิไลผ่านตัวอักษรมาแล้ว คงจะหลงรักเธอมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนเพื่อนๆ หรือน้องๆ คนไหน ที่ยังไม่รู้จักเธอ ลองคลิกเข้าไปติดตามอ่านผลงานของเธอกันนะคะ  แล้วเพื่อนๆ จะรู้ว่า ความรู้สึกดีที่เรียกว่า... “รัก” เหมือนผลงานที่เธอเขียนนั้นเป็นอย่างไร ^_^

 

“คลิกที่นี่เพื่อพูดคุยกับคุณวลีวิไล”

 “เข้าสู่หน้าหลัก Reader Of The Month”


 
จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 226 ท่าน