Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
เมืองอาเรนน์ 5 : คนสำคัญ กับ คำสัญญา
9
14/02/2555 01:51:30
254
เนื้อเรื่อง
เมืองอาเรนน์ 5 : คนสำคัญ กับ คำสัญญา
 
“ท่ามกลางสงครามอันร้อนระอุดั่งเปลวเพลิงนรกของออสก้า ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ยืนหยัดไม่มีวันร่วงโรย ชายหนุ่มผู้มาจากแดนไกลจะนำพาความสงบ และสันติสุขอย่างแท้จริงมาสู่ดินแดนแห่งนี้...”
 
นรกคือดินแดนที่มีเพียงความชั่วร้ายและความความทรมาน... นานมาแล้วที่มนุษย์นั้นเชื่อว่าเปลวไฟบนโลกนั้นเป็นพลังส่วนหนึ่งของนรก ความร้อนที่แผ่ออกมาจากเปลวเพลิงคือความชั่วร้าย และเมื่อใดที่มนุษย์สัมผัสกับความชั่วร้ายของนรก... สิ่งเดียวที่รอคอยผู้นั้นอยู่คือความทุกข์ทรมานที่มิอาจประเมิน
“ความทุกข์ทรมานจากการถูกความชั่วร้ายกลืนกิน... จนเหลือเพียงเศษเสี้ยวของธุลี”
ชายหนุ่มในคำทำนายและนักรบพเนจรไร้ยศศักดิ์จะทำเช่นไรเมื่อเบื้องหน้าของพวกเขาคือเปลวไฟในตำนานที่ไม่มีวันดับ เปลวเพลิงที่ร้อนแรงยิ่งกว่าเพลิงใดๆ เปลวเพลิงสีดำที่ถูกเรียกออกมาจากนรกภูมิ... เพลิงทมิฬ!
 
“ไม่รู้สึกร้อนอะไรเลยแฮะ...!” เด็กหนุ่มอุทานอย่างแปลกใจก่อนจะลดแขนลงพลางนึกในใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“ไม่เป็นอะไรนะสหายข้า” เสียงอันอ่อนโยนที่คุ้นหูเอ่ยถาม
หนุ่ม น้อยยิ้มแย้มออกมาราวกับมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อเบื้องหน้าของ เขาคือภาพของแผ่นหลังนักรบผู้แข็งแกร่งและเต็มเปี่ยมไปด้วยศักดิ์ศรี เขายืนหยัดปกป้องชายหนุ่มในคำทำนายอย่างไม่เกรงกลัวความตาย รอบกายของเขาคือภาพของเพลิงทมิฬที่กระจัดกระจายบนอากาศ เพลิงเหล่านั้นถูกฟันทลายจนแทบสลายสิ้น
นักรบหนุ่มใช้มือข้างขวาที่เขาถนัดยกดาบขึ้นสูงก่อนจะเริ่มกวัดแกว่งไปมาขวาสลับซ้ายเป็นจังหวะ เด็กหนุ่มจับจ้องการควงดาบนั้นอย่างตื่นตาตื่นใจ
นี่เป็นการควงดาบแบบใดกัน เหตุใดการกวัดแกว่งธรรมดาเช่นนี้ถึงทำให้รู้สึกยิ่งใหญ่เหลือเกิน เสียงที่ดังขึ้นยามผิวดาบสีเงินนั้นต้องลม จังหวะการแกว่งซ้ายขวาที่สลับกันอย่างช้าๆ นั้นชวนให้เคลิบเคลิ้มไปกับมัน จังหวะแบบนี้ เสียงลมแบบนี้ มันราวกับ... ท่วงทำนองของพระเจ้า
“วิเศษจริงๆ” แม้ว่าฉันจะไม่รู้เรื่องดาบเลยสักนิดเดียวแต่กลับรู้สึกชื่นชมคาร์นเอลลูอย่างสุดหัวใจ
ขณะที่เด็กหนุ่มมัวแต่เหม่อมองการควงดาบนั้นเปลวเพลิงสีดำก็รวมตัวกลับมากลายเป็นพ่อมดลูอิสคนเดิมอีกครั้งหนึ่ง เสียงปรบมือชื่นชมสามครั้งของลูอิสทำให้เด็กหนุ่มหันกลับไปมองอย่างตกอกตกใจ
“น่าทึ่งจริงๆ สมแล้วที่ได้รับตำแหน่งนักรบไร้สังกัดที่แกร่งที่สุดในโลก”
“ว่าไงนะ คาร์นเอลลูเก่งขนาดนั้นเชียวเหรอ” จัสตินอุทานพลางมองแผ่นหลังของนักรบที่ยืนปกป้องเขาอย่างไร้ความหวาดกลัว
“ในโลกนี้มีดาบเพียงเก้าเล่มบนโลกที่สามารถทนทานพลังเวทย์ของพ่อมดอย่างข้าได้... หนึ่งในเก้าเล่มนั้นมีดาบเล่มหนึ่งที่ไร้ลวดลายอันใดบนตัวดาบและด้ามดาบ หากมองเพียงผิวเผินแล้วดาบนั้นคงเป็นเพียงดาบไร้ค่าธรรมดาๆ ในสายตาของผู้พบเห็น เว้นแต่หากผู้ที่มีฝีมือจัดเจนบนโลกนี้แล้วเท่านั้นที่จะสามารถจำแนกออกได้ว่าดาบเล่มใดไร้ค่า และดาบเล่มใดที่มีค่ายิ่ง”
“แม้ดาบไร้ลวดลายเล่มที่เจ้าถืออยู่นั้นจะไร้ซึ่งพลังอำนาจใดที่จะเพิ่มให้กับเจ้า แต่มันก็ถูกกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในเก้าดาบเทพเจ้าที่แข็งแกร่งเหนือเล่มอื่นใด ไม่อาจมีดาบหรือพลังเวทย์ใดในโลกที่จะสามารถฝากรอยบาดแผลบนตัวดาบเล่มนี้ได้เลยแม้แต่เพลิงทมิฬ ช่างเป็นดาบที่วิเศษตามคำร่ำลือจริงๆ”
สิ้นสุดคำพูดของพ่อมดชุดดำคาร์นเอลลูก็หยุดมือที่กวัดแกว่งดาบโดยปลายดาบนั้นชี้ไปยังพ่อมดเบื้องหน้าก่อนจะเอ่ยถามสิ่งที่สงสัย
“นั่นคือเหตุผลที่ท่านต้องการตัวข้าใช่หรือไม่ท่านลูอิส”
“เจ้าคิดผิดแล้วนักรบ ฝีมือดาบของเจ้าต่างหากที่ข้าชื่นชมหาใช่ดาบของเจ้าไม่ ดาบในมือของเจ้าคงจะเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่าหากมันอยู่ในมือของผู้ที่ไม่คู่ควร... แต่เจ้า!เจ้าคือนักรบที่แข็งแกร่ง ชั่วพริบตาเมื่อครู่ที่หันกลับมาปกป้องเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นสิ่งยืนยันอย่างดี เจ้าเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่ง เป็นบุรุษในบุรุษเพียงไม่กี่คนที่ข้าหวังให้มานำทัพที่ยิ่งใหญ่ ต่อให้ในมือของเจ้าเป็นดาบเศษเหล็กแล้วล่ะก็ ข้าก็ยังเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าเจ้านั้นจะสามารถมีชัยเหนือคนสิบคนอย่างแน่นอน”
“ท่านกำลังต้องการจะทำสิ่งใดกันท่านลูอิส”
“เด็กหนุ่มข้างหลังคงเป็นคนสำคัญสำหรับเจ้าสินะ เพราะถ้าหากไม่เป็นเช่นนั้นเจ้าคงไม่เสี่ยงใช้ดาบนั่นปัดเปลวเพลิงของข้าไป อย่างเจ้าคงน่าจะพอได้ยินจากตำนานมาบ้างว่าหากผิวกายของมนุษย์คนใดสัมผัสกับเพลิงทมิฬแม้นเพียงไรขน มนุษย์ผู้นั้นจะสูญสิ้นจนไม่เหลือแม้นเพียงเถ้าธุลี ต่อให้เพลิงทมิฬในยามนี้จะเป็นเพียงเพลิงจากร่างทรงก็ตาม แต่ฤทธานุภาพของมันก็ยังคงซึ่งความร้ายกาจเอาไว้”
“จริงตามที่ท่านพูด เด็กหนุ่มคนนี้สำคัญต่อข้ายิ่ง เขาคือหนึ่งในสหายไม่กี่คนที่ข้าเชื่อได้อย่างหมดใจ แม้เขาอาจจะดูเป็นเด็กที่อวดดีไปหน่อย แต่ข้าเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าเขาจะไม่มีวันหักหลังข้า เขาจะเป็นสหายที่ร่วมไปกับข้าจนสิ้นลมหายใจ และในทางกลับกัน ข้าสัญญากับตัวเองแล้วว่า ข้าจะอยู่เคียงข้างเขา และข้าจะปกป้องเขาจนกว่าชีวาของข้าจะหมดลม”
“คาร์นเอลลู...” เด็กหนุ่มเรียกชื่อนักรบออกมาเบาๆ อย่างซาบซึ้งใจ แม้เขาจะยังไม่รู้ว่าชายหนุ่มตัวเล็กๆ อย่างเขาจะสามารถช่วยโลกใบนี้ได้จริงหรือ แต่เขารู้แล้วว่าบุรุษเจ้าของแผ่นหลังเบื้องหน้าเขายามนี้คือมิตรแท้ที่ดีที่สุด
“สายตาของเจ้ามั่นคงในหลักการ น้ำเสียงของเจ้าหนักแน่นในคำพูด ข้าคงไม่อาจเกลี้ยกล่อมเจ้าสำเร็จเป็นแน่” พ่อมดชุดดำกล่าวขณะที่ร่างกายของเขากำลังกลายเป็นเพลิงสีดำอีกครั้ง
“ข้าจะบอกเจ้าไว้อย่างหนึ่งคาร์นเอลลู...”
สิ่งที่ทำให้จัสตินรู้สึกอึดอัดใจคือคำพูดทิ้งท้ายก่อนร่างกายพ่อมดและเปลวไฟจะสลายไป คำพูดที่มีเล่ห์นัยบางอย่างที่คนธรรมดาอย่างเราๆ ไม่อาจหยั่งถึงคำตอบ
“สักวันหนึ่งเจ้าจะก้มหน้าเรียกร้องพลังจากข้า สักวันหนึ่งเมื่อเจ้าพบว่าเจ้านั้นช่างอ่อนแอเหลือเกิน จิตใจของมนุษย์นั้นบอบบางเกินกว่าจะเข้าใจ จำคำข้าเอาไว้ให้ดีนักรบผู้ยิ่งใหญ่”
ทันทีที่เปลวไฟสลายจนสิ้นไป เสียงถอนหายใจยาวๆ ของนักรบหนุ่มก็ดังขึ้นแทนที่ บัดนี้ความกดดันอันน่ากลัวได้จางหายไปแล้ว
“ฟู่ววว...” นักรบหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งจนก้นกระแทกกับพื้นอย่างแรงก่อนหันไปมองสหายที่เขาช่วยเหลือไว้
“ไม่เป็นไรนะ จัสติน หะหะ” เขาถามด้วยรอยยิ้มที่เบิกกว้างพลางหัวเราะเบาๆ อย่างมีความสุข
ไม่นานเด็กหนุ่มก็ทิ้งลงบ้างพร้อมกับมองนักรบที่ช่วยเหลือเขาไว้
“ไม่เป็นไร ฉันสบายดี” จัสตินพูดพลางมองไปที่คาร์นเอลลูอย่างเหนื่อยล้า แต่รอยยิ้มและเสียงหัวของเบาๆ หลังจากผ่านพ้นวิกฤติมาด้วยกันของนักรบทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยิ้มและส่งเสียงหัวเราะออกมา
“นายนี่มันบ้าจริงๆ เลย ฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะของทั้งสองดังไปทั่วริมน้ำท่าเรือ
“ดูนั่นสิคาร์นเอลลู!” เด็กหนุ่มชี้ไปยังดวงตะวันที่เริ่มส่องแสงจากปลายสุดขอบของท้องทะเล เงาสะท้อนบนผิวน้ำสีส้มจางๆ อ่อนๆ นั้นช่างสวยงามเสียเหลือเกิน
นี่สินะที่เขาเรียกว่าฟ้าหลังฝน แต่สำหรับฉันคราวนี้มันคงเป็นฝนที่เกิดจากพายุดีเปรสชั่นเสียมากกว่า ก็เล่นหนักเอาซะขนาดนี้นี่จริงไหม ฮ่าๆๆ
 
มันยากที่จะเชื่อว่าเวลานั้นผ่านมานานขนาดนี้แล้วทั้งๆ ที่ความรู้สึกของผมมันคอยบอกกับผมว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่เสี้ยววินาที...
แต่อย่างไร้ก็ตามแสงตะวันที่โผล่พ้นน้ำในยามนี้ชวนให้คิดว่า ผมได้พบเจอความสวยงามบนโลกใบเก่าครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กัน...
 
“เอ้อ คาร์นเอลลู!คือ...” เด็กหนุ่มพูดด้วยท่าทางตกใจ เขานึกได้แล้วว่าเขาลืมบอกอะไรกับนักรบหนุ่มผู้นี้ไป
“เรอาห์ใช่ไหม” คาร์นเอลลูตอบกลับทันควันราวกับเดาคำพูดของเด็กหนุ่มได้
“เอิ่ม ใช่ นายรู้ได้ยังไง!เอิ่ม เรอาห์เขา...”
“เขามาโน้นแล้วสหาย” นักรบยิ้มปนหัวเราะพลางชี้นิ้วสวนไปด้านหลังของเด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มรีบหันหลังกลับอย่างทันควัน ภาพที่เขาได้พบคือชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำลังค่อยๆ ก้าวย่างอย่างช้าๆ เข้ามาหา บนบ่าทั้งสองข้างของเขาโอบอุ้มสตรีเปลือยกายเอาไว้ข้างละหนึ่งคน แต่ท่าทีที่เดินเข้ามาอย่างสง่าจำต้องหยุดลงเมื่อฝ่าเท้าของเขาเดินเหยียบกับเศษขี้เถ้าที่หลงเหลือจากการลุกไหม้ของเพลิงทมิฬ
“ท่านจัดงานรอบกองไฟกันอย่างนั้นเหรอท่านคาร์เอลลู ข้าดูจากรอยไหม้บนพื้นแล้วคงจะสนุกไม่เลวนะ” เรอาห์ถามติดตลก
“เจ้าอาจจะโชคดีที่ข้าไม่ได้เชิญเจ้ามาร่วมงานครั้งนี้ ส่วนรายละเอียดของงานข้าจะเล่าให้ฟังระหว่างทางกลับที่พัก ตอนนี้เจ้าพาสตรีเหล่านี้ไปหาครอบครัวของพวกหล่อนก่อนเถอะ” สีหน้าเคร่งขรึมของคาร์นเอลลูทำให้เรอาห์ตัดใจที่จะถามต่อ
“อาจจะเป็นโชคร้ายก็ได้นายข้า... ว่าแต่เจ้ามองอะไรของเจ้าน่ะเจ้าหนู!” เรอาห์ตวาดเสียงดังใส่จัสตินที่เหม่อมองบางสิ่งอย่างไม่วางสายตาจนเด็กน้อยต้องสะดุ้งโหยง
“ปะ-เปล่านะ!ฉันไม่ได้มองอะไร” เด็กหนุ่มแก้ตัวพลางโบกมือไปมา
“เจ้าแอบมองบั้นท้ายของสาวอันเปลือยเปล่าเหล่านี้ใช่ไหม ฮ่าๆๆ” นักรบร่างยักษ์เย้าแหย่ด้วยท่าทางสนุกสนานในขณะที่จัสตินต้องรีบพูดแก้ตัวผิดๆ ถูกๆ
“บอกว่าไม่ใช่ยังไงเล่า!!”
 
หลังจากเสร็จศึกจากพ่อมดลูอิส เรอาห์ปลอดภัย คาร์นเอลลูกับผมก็ปลอดภัย พวกเราได้พาผู้หญิงทั้งสองที่ถูกลักพาตัวไปคืนให้กับพ่อแม่ของพวกเธอ แม้ความทรงจำอันเลวร้ายของพวกเธอจะไม่อาจถูกลบเลือนไปได้แต่พวกเราก็ถือว่าได้ช่วยชีวิตพวกเธอบ้างแล้ว ต่อจากนี้ไปคนที่จะช่วยเธอนั้นจะไม่ใช่หน้าที่เราอีกต่อไป ยาที่จะรักษาบาดแผลเหล่านี้คงจะเป็นเพียงความรักและกำลังใจจากครอบครัวและคนรอบข้าง สิ่งเหล่านั้นคงจะพาเธอกลับมาพบกับโลกที่มีความสุขได้อีกครั้งหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่ายาวิเศษใดๆ ก็คือ... ตัวผู้ป่วยเอง
“พวกเราเองก็คงถึงเวลาที่จะต้องเดินทางต่อแล้วนะ” คาร์นเอลลูสั่งการราวกับหัวหน้า
“อันที่จริงน่าจะพักผ่อนซักคืนนึงก่อนนะ” เสียงเด็กหนุ่มแย้งขึ้น
“เจ้านี่มันช่างโง่เขลานัก ลูอิสได้พบตัวท่านคาร์นเอลลูแล้ว ต่อจากนี้ไปพวกเราคงจะทำอะไรๆ ลำบากขึ้น” เสียงทุ้มๆ ของนักรบอีกคนแย้งกลับ
“จะกลัวไปทำไมล่ะ ขนาดครั้งนี้คาร์นเอลลูยังสามารถสู้ได้สูสีกับพ่อมดเลยด้วยซ้ำ เก่งสุดๆ เลยล่ะ”
“ข้าถึงบอกยังไงล่ะว่าเจ้ามันช่างโง่เขลานัก พลังจากร่างสังเวยนั่นนับไม่ได้แม้เศษเสี้ยวของพลังที่แท้จริงของลูอิสหรอก พลังที่แท้จริงของพ่อมดนั้นน่ากลัวกว่านี้เยอะ” เสียงทุ้มๆ จากคนเดิมแย้งอีกครั้ง
“ใช่ เรอาห์พูดถูก พลังที่แท้จริงของพ่อมดนั้นน่าสะพรึงกว่านี้นัก และครั้งนี้เขาตั้งใจจะชักชวนข้าเป็นพรรคพวก นั่นจึงอาจเป็นเหตุผลว่าเหตุใดเราถึงยังมีลมหายใจอยู่ดีเช่นนี้” คาร์นเอลลูกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“แต่ในความโชคร้ายนั้นเรายังมีโชคดี ท่านลูอิสยังไม่รู้ว่าเจ้าคือชายหนุ่มในคำทำนายของพ่อมดผู้กุมกุญแจแห่งอนาคต ต่อจากนี้ไปเราคงต้องระวังตัวกันมากขึ้น”
“นายพูดเหมือนกับว่าวันไหนพ่อมดลูอิสรู้เข้าฉันจะต้องตายอย่างนั้นแหละ” สิ้นสุดคำถามของเด็กหนุ่มคาร์นเอลลูก็หันมามองด้วยสายตาเศร้าใจ
“ข้าเสียใจด้วยจัสติน มันคงจะเป็นเช่นนั้น แต่ข้าสัญญาแล้วว่าจะยืนข้างเจ้าจนกระทั่งสิ้นลมหายใจ”
“แค่ได้ยินคำสัญญาจากนายฉันก็อุ่นใจขึ้นเยอะ อย่างน้อยๆ ตอนที่ฉันตายก็มีนายนอนอยู่ข้างๆ แน่นอน” เด็กหนุ่มยิ้มกลับให้นักรบ
“ไปกันเถอะ เราคงจะช้าหากมัวเสวนากันอยู่เช่นนี้” เสียงทุ้มๆ ชายตัวโตดังขึ้น
บุรุษผู้กล้าทั้งสามได้ควบออกจากเมืองแห่งการค้าอาเรนน์ จุดหมายของพวกเขามีเพียงหนึ่งเดียวคือเมืองพาดอร่า เมืองที่พ่อมดอีกคนหนึ่งอาศัยอยู่ ชะตาของพวกเขาจะเป็นเช่นไร การเดินทางไปยังเมืองพาดอร่าครั้งนี้จะราบรื่นดีหรือไม่ก็ตาม... นี่คือลิขิตของพระผู้เป็นเจ้า
 
...
 
                ลมโชยๆ ท่ามกลางกองเกร็ดน้ำแข็งในยามเช้าอันสดใส หิมะหยุดตกแล้ว แสงแดดอ่อนๆ ส่องสว่างอย่างละมุนละไม บรรยากาศบริเวณรอบกระท่อมหลังเล็กช่างดูสวยงาม แต่ทว่าภายในยังคงร้อนระอุเช่นเดิม
                เหล่าสาวกทั้งสี่ต่างตื่นตกใจเมื่อร่างของพ่อมดเริ่มขยับตัวอีกครั้งหลังจากนิ่งเป็นหินไปอยู่นานหลายชั่วยาม สาวกด้านขวาคนเดิมเริ่มกล่าวถามอย่างเป็นห่วง
                “เป็นอย่างไรบ้างนายท่าน มันยอมมาสวามิภักดิ์ท่านแต่โดยดีหรือเปล่า”
                “ไม่...” คำตอบสั้นๆ คำเดียวคำนี้สามารถบอกอะไรกับสาวกทั้งสี่ได้อีกหลายอย่าง หนึ่งในจำนวนที่มากมายเหล่านั้นก็คือไม่ควรจะเอ่ยถามอะไรต่อไป
                แม้ความผิดหวังของผู้นำจะดูน่าเศร้าเพียงใด แต่ในใจของเหล่าสาวกก็ยังคงมีบางคนที่แอบยินดีลึกๆ เพราะถ้าหากคาร์นเอลลูตอบรับมาร่วมกลุ่ม อำนาจหลายๆ ประการของพวกเขาคงจะหดหายไปด้วย
                “แต่เจ้าไม่ต้องวิตกไป ลอร์ด อดัม เดสทรอย สักวันหนึ่งเขาต้องมาคุกเข่าขอร้องวิงวอนเพื่อให้ข้ามอบพลังให้อย่างแน่นอน เหลือก็แค่เพียงเวลานั้นจะมาถึงเมื่อใด เขาและเจ้าจะนำกองทัพของข้าบุกพาดอร่าและเราจะสร้างโลกใหม่ด้วยกัน โลกที่มีเพียงความสงบสันติสุข” ลูอิสกล่าวราวกับรู้อนาคต
                “ขอรับนายท่าน” ชายด้านขวาตอบรับพลางก้มหัวและใช้มือขวาสัมผัสที่อกตนเองอย่างเชื่อมั่น
                “นักรบเผ่าอาเดียน...” พ่อมดชุดดำเดินไปยังชายเจ้าของบ้านผู้โชคร้ายคนเดิม เสียงหายใจของชายผู้โชคร้ายเริ่มมีความรุนแรงและดังถี่ขึ้น สายตาอันเบิกโตของเขาที่มองกลับมายังพ่อมดนั้นแสดงออกถึงความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
                “เจ้าจงรับพลังนี้ไป และจงใช้มันเพื่อรับใช้ข้าผู้ซึ่งเป็นนายเหนือชีวิตเจ้า” สิ้นสุดคำพูด ลูอิส ลูซิเฟอร์ ได้ใช้ฝ่ามือขวาของเขากดบีบไปยังกะโหลกศีรษะนักรบเผ่าอาเดียนอย่างแรง
                “อ้ากกกกกกกก!!!”
                เสียงร้องอันโหยหวนของนักรบเผ่าอาเดียนดังไปทั่วดินแดนสีขาวที่เงียบสงัด นภาที่เบิกกว้างในเช้านี้เริ่มมีบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลมาบดบัง เหล่านกน้อยบนนภาต่างบินหลบเข้ารังอย่างสั่นกลัว แม้แต่สัตว์ล่าเนื้อต่างๆ ราชสีห์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าป่ายังต้องหมอบคลาน สิ่งเหล่านี้กำลังบอกอะไร หรือมันจะเป็นสัญญาณเตือนภัยบางอย่าง...?
               
                ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วเจ้าก็ต้องมาคุกเข่าวิงวอนแทบเท้าข้า... ข้ารู้ดีกว่าใคร มนุษย์ที่ค้นหาความสุขชั่วนิรันด์อย่างเจ้า เมื่อใดก็ตามที่เจ้าค้นพบมัน เมื่อนั้นความอ่อนแอของเจ้าก็จะเผยออกมาให้ข้าเห็นทีละน้อย แม้ความสามารถของเจ้าจะเปรียบเสมือนดาบสองคมก็ตามที แต่การที่จะจัดการกับเจ้าคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร ในตอนนี้ข้าจะปล่อยให้เจ้ามีชีวิตและค้นหาความสุขอันเป็นนิรันด์ของเจ้าต่อไป...
                “ความรัก” คือสิ่งที่มนุษย์โลกล้วนค้นหาและไขว่คว้าเพื่อครอบครอง มันคือยาวิเศษที่จะรักษาและเยียวยาบาดแผลของหัวใจ แต่ในขณะเดียวกัน... มันก็คือพิษร้ายที่ทำให้มนุษย์นั้นอ่อนแอและเจ็บปวด
                สำหรับเจ้าแล้วคาร์นเอลลู... ความรักของเจ้าคืออะไร...?
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 255 ท่าน

Line PM