Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
SaY Hi mY bRoTHeR
กอหญ้า
Where R U Juliet
3
24/09/2554 13:03:45
373
เนื้อเรื่อง


 หญิงสาวสองคนนั่งคุยอย่างออกรสออกชาติถึงเรื่องการเข้าคอลเลจของโรงเรียน

นิ้มนั่งฟังการสนทนานั้นมาได้ซักพักแม้จะไม่สนใจแต่ใครจะทำหูทวนลมได้

ก็ในเมื่อสองสาวคุยกันเสียงดังขนาดนั้น

 “สนใจจะเข้าคอลเลจหรือไง” จี้วางมือจากการบ้านคณิตศาสตร์ที่อาจารย์สั่งให้ทำในชั่วโมง

เนื่องจากงดการเรียนวิชาเลขวันนี้ นักเรียนส่วนใหญ่จึงจับกลุ่มคุยกันหลังทำเสร็จหรือแม้จะยัง

ไม่เสร็จก็ตาม
ซึ่งนิ้มอยู่ในแบบหลัง
 
 “ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก วันปฐมนิเทศตอนม.1กับม.4 ก็ไม่ได้สนใจฟังเท่าไหร่” นิ้มตอบเนือยๆ

สายตายังจับอยู่ที่ หญิงสาวสองคนโต๊ะข้างๆ ที่กำลังพูดถึงการเลือกลงคอลเลจต่างๆ

 “แกเคยดูเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ ใช่มั้ย ไอ้พวกบ้าน กริฟฟินดอร์ สลิธีรีน เรเวคอล ฮัพเฟิลพัฟ

อะไรเถือกนั้นแหละ
ที่เรียกว่าระบบคอลเลจ (College)

 “ คนผมสั้นอธิบายสั้นๆ แต่ก็ทำให้นิ้มตาโตด้วยความทึ่ง แม้จะเคยได้ยินระบบนี้มาบ้าง

แต่เธอก็คิดว่า ’คอลเลจ’ คือที่พักสำหรับนักเรียนที่ไม่ประสงค์จะใช้ชีวิตแบบไปกลับระหว่างบ้าน

กับโรงเรียนเท่านั้น
ไม่คิดว่ารายละเอียดของมันจะน่าสนใจขนาดนี้

 “โรงเรียนเรามีแบบนั้นด้วยหรอ นึกว่าเป็นพวกนักเรียนประจำซะอีกพวกคอลเลจเนี่ย”
 
 “มันก็คล้ายๆอย่างนั้นแหละ แต่อย่าคิดว่าจะได้อยู่ปราสาทแบบในหนังหละ ในโรงเรียนมัธยม

แบบเราก็ได้อยู่
แค่ตึกที่แยกเป็นคอลเลจเท่านั้นและก็มีแค่สามคอลเลจเอง แกเคยเดินไปถึง   

คอลเลจบ้างหรือเปล่าเนี่ย”

คนผมสั้นสะบัดหน้าเบาๆไปทางตึก 5 ชั้นที่ตั้งอยู่หลังสุดของรั้วโรงเรียน พื้นที่สนามที่เหมือน

เป็นสวนหย่อมย่อยๆ

ด้านหน้าคอลเลจเป็นเหมือนเขตกั้นระหว่างสถานศึกษาและที่พักของนักเรียน ตรงด้านหน้า

เยื้องกับทางเข้าคอลเลจ
มีป้อมยามเล็กๆ ที่คอยตรวจสอบการเข้าออกของนักเรียน นักเรียนที่

ไม่ใช่นักเรียนประจำมีสิทธิ์เข้ามาได้แค่ถึงสวนหย่อม

ที่มีโต๊ะม้าหินสี่ห้าตัวให้พักผ่อนเท่านั้น

 “ฉันจะเดินไปตึกนักเรียนประจำทำไมกันละ แต่ไม่รู้เลยว่าที่นั้นเขามีอะไรกันบ้างนะ

ในคอลเลจ”

นิ้มพยายามนึกถึงตึกสีครีมหลังคาสีส้มที่เคยเห็นแค่ไกลๆ

 “ก็มีโรงอาหาร ห้องหนังสือ นั่งเล่น ห้องทีวี ห้องชมรมของคอลเลจแค่นั้นแหละ

แกพยายามนึกภาพแฮรี่เอาไว้ประมาณอย่างนั้น ยิ่งคอลเลจไหนมีคนลงเยอะก็มีงบเยอะเอามา

ปรับปรุง
พัฒนาคอลเลจให้เก๋ไก๋ไฮโซได้ข่าวว่า บางคอลเลจมีเปียโนด้วยนะขอบอก”

 “โรงเรียนเราไฮโซขนาดนั้นเลยหรอวะจี้” เหอๆ แล้วแกนะเป็นนักเรียนโรงเรียนเราแน่หรอ

ถึงไม่รู้อะไรเลยเนี่ย -_-“

 “แกคิดว่าค่าเทอมโรงเรียนเราแพงไปเพื่ออะไรหละ ทั้งที่ก็ไม่ใช่โรงเรียนนานาชาติหรูหราโก้เก๋”

นิ้มพยักหน้าหันไปทางตึกด้านหลัง 3 ตึกที่ไม่เคยรู้เลยว่ามีอะไรมากกว่าเป็นหอพักนักเรียน

ประจำ
แต่ก็ต้องหันกลับมาที่เสียงกรี๊ดกร๊าดของสองสาวโต๊ะข้างๆ ที่ตอนนี้ไปยืนส่งเสียงอยู่

ตรงบานหน้าต่างซึ่งอยู่ชั้นสองของตัวตึกนี้

แล้วยังหันมาเรียกเธอให้เข้าไปร่วมวงด้วยเสียอีก หญิงสาวหันไปมองเพื่อนนข้างๆ ที่ดูเหมือน

จะสนใจอยู่เหมือนกันจึงลุกเดินมาชะเง้อมองออกไป ทำให้เธอต้องลุกตามไปยืนเรียงหน้า

กระดานอยู่ริมหน้าต่าง
ด้วยอีกคน

 “นั่นไงๆ คนนั้นๆ เห็นมั้ย” หนึ่งในสองสาวที่ยืนอยู่ก่อนชี้ไม้ชี้มือไปที่สนาม
 
 “ได้ยินว่าเป็นคฑามือหนึ่งด้วยนะ” อีกคนพูดเสริม จี้หัวเราะในลำคอ
 
 “หัวเราะอะไรของแก คนไหนหรอ” หญิงสาวพยายามมองหาบุคคลที่ถูกพาดพิงในสนาม

แต่เด็กนักเรียนที่เดินกันขวักไขว่ทำให้ไม่อาจรู้ได้ ว่าหมายถึงใครกัน
 
 “นั่นไง เดินไปริมสนามแล้วไม่เห็นหรอ” หญิงสาวคนข้างๆ จับหัวนิ้มให้หันตามทิศที่ชายหนุ่ม

คนที่พวกเธอพูดถึงยืนอยู่

 “คนที่ยืนอยู่คนเดียวโด่ๆ นั้นน่ะไม่เห็นรึ” อีกคนเริ่มพยายามช่วยเมื่อรู้ว่าเธอเป็นคนเดียว

ที่มองไม่เห็น
และเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาหน่อยๆ

 “นี่ก็นายนั่นไง..” จี้ยังไม่ทันพูดจบ สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!


 “รุ~จิ~พัทธ์ !”

ทันทีที่เสียงตะโกนสิ้นสุดอีกสามคนก็ผลุบลงนั่งใต้บานหน้าต่าง เหลือเพียงนิ้มที่ยืนตะลึงค้าง

อยู่ในท่าเกาะขอบหน้าต่างหน้าตาเหมือนคนเพิ่งผ่านประสบการณ์สยองขวัญมาก็ไม่ปาน

อะ..ไอ้พวกนี้ทำอย่างนี้ได้ไงฟะ.. O_o ‘

 สายตาของคนในสนามจ้องมองขึ้นมาที่ชั้นสอง ถึงจะมีรั้วกั้นแต่ตึกที่อยู่ใกล้ทางเดินริม

กำแพงรั้วนี้
ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าโดนแบ่งแยกจากสนามอีกฟากซักเท่าไหร่ แม้สายตาเรียบเฉย

จากคนผมแดง
จะไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไรออกมา แต่นักเรียนหลายคนที่อยู่บริเวณนั้น

ก็คงตกใจพอสมควร
กับเสียงตะโกนอันดังจากตึกเรียนข้างๆ และไม่มีทางคิดเป็นอื่นได้ว่า

ยัยผู้หญิงที่ยืนอยู่ที่บานหน้าต่างเพียงคนเดียวนี้

เป็นคนเปล่งเสียงนั้นออกมา ชายหนุ่มเจ้าของชื่อยังคงยืนจ้องขึ้นมาโดยไม่อาจรู้ได้ว่าเขา

รอฟังการสนทนาจากคนที่เรียกเขาไว้

หรือกำลังส่งสายตาตำหนิมากันแน่ หลังจากเรียกสติกลับมาได้บ้างนิ้มคิดจะเอาตัวออกจาก

สถานการณ์นี้
ไปให้ได้ แต่การจะนั่งหลบลงไปตอนนี้คงจะดูตลกเกินไป จึงเลือกที่จะสไลด์เท้า

ไปข้างหลังให้หายไป
จากสายตาของคนทั้งสนามทำให้เข้าใจไปว่าพวกเขากำลังจ้องมอง

วิญญาณ
ที่ค่อยๆ เลือนหายไปโดยไม่รู้ว่าเป็นการกระทำที่ตลกยิ่งกว่า -_-“

 สามคนที่นั่งอยู่ใต้บานหน้าต่างมีอาการที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อยอีกสองคนนั่งปิดปาก

พยายามกลั้นเสียงหัวเราะ
ที่น่าเจ็บใจคือ ไอ้จี้ ไอ้เพื่อนบ้า เอาตัวรอดไปหน้าตาเฉยแถมยัง

มีหน้ามานั่งหัวเราะท้องคัดท้องแข็งแบบไม่เกรงใจกันอีก

ป่านนี้ที่สนามคงมีเรื่องเล่ากันเซ็งแซ่


 หญิงสาวมีหลายความรู้สึกในการรอให้ถึงชั่วโมงเรียนวิชาเลือกอิสระ ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

การพบกับชายหนุ่มผมแดง ซึ่งเจอกันครั้งล่าสุดในสถานการณ์

โรมิโอ & จูเลียต ตอน : เสียงเพรียกข้ามกำแพง

ที่ทุกคนกล่าวถึง โชคดีที่นอกจากนักเรียนหญิงห้องเดียวกันสองคนที่อยู่ในวันเกิดเหตุแล้ว

(ไม่รวมเพื่อนทรยศของเธอ) 

นักเรียนชายอีกฝั่งจะยังไม่รู้ว่าเธอจูเลียตหน้าตาเป็นยังไง

แต่ก็เกิดการตามหาหญิงสาวตัวเอกในบทประพันธ์ของวิลเลียม เชคสเปียร์ กันให้เป็นที่ฮือฮา

อยู่หลายวัน

หวังว่าผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วเขาจะลืมเหตุการณ์ครั้งนั้นไปได้นะ  <<<คงไม่มีใครลืมง่าย

ขนาดนั้นมั้ง

 “มะ..มาแล้ว” นิ้มเสียงสั่นเมื่อร่างของคนผมแดงผ่านพ้นประตูห้องมา หญิงสาวรีบก้มหน้าลงต่ำ

หวังว่า
จะอำพรางตัวเองได้บ้าง

  “โชคดีนะที่มาคนเดียว อย่างน้อยก็ไม่มีคนให้ซุบซิบนินทาด้วย” เธอกระซิบเบาๆกับจี้

 “ฉันก็เห็นนายนี่ ไปไหนมาไหนคนเดียวตลอดน่ะแหละ หรือไม่มีใครคบก็ไม่รู้” จี้มองตาม

 “แกห้ามล้อห้ามพูดอะไรทั้งนั้นเข้าใจมั้ย” นิ้มหันมากำชับเพื่อน

 “ฉันก็นึกเสียใจอยู่ที่ไม่ใช่คนแบบนั้น” เพื่อนสาวผมสั้นนั่งพิงตัวไปข้างหลัง สายตายังคงมอง

คนผมแดง
ที่โดดเด่นกว่าใครในห้อง ก็แน่หละ ถึงแม้จะไม่มีอาจารย์คนไหนมาคอยตรวจเข้ม

เรื่องระเบียบการแต่งกาย
จะด้วยค่าเทอมที่แสนแพงจนเกิดเกรงอกเกรงใจนักเรียนที่มากกว่า

ครึ่งเป็นลูกหลานเศรษฐีหรือ
เพราะยอมรับได้อย่างที่ผู้อำนวยการชอบพูดว่าการพัฒนาสมอง

และความคิดของเด็ก
ไม่ได้ถูกนิยามด้วยเครื่องแบบหรือลักษณะภายนอกของบุคคลก็ตาม

ก็ไม่มีใครกล้าทำสีผมแดงขนาดนายนี่

แม้จะไม่ได้แดงแปร๊ดเสียจนน่าตกใจแต่ก็สีที่เป็นจุดสนใจเกินไปหน่อย แม้จะยอมรับว่าสีผม

อันเป็นเอกลักษณ์นี้
ทำให้ใบหน้าชายหนุ่มดูสะดุดตากว่าคนอื่นๆ ในโรงเรียนคิงคัสฝั่งขวาก็ตาม

(เป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงนักเรียนโรงเรียนคิงตัสฝั่งที่เป็นชายล้วน ตรงข้ามกับคิงตัสฝั่งซ้าย

ที่เป็นของผู้หญิง
โดยมีสโลแกนจากชื่อหนังเรื่องหนึ่งช่วยให้คนนอกจำได้ง่ายคือ

ผู้หญิงเลี้ยวซ้ายผู้ชายเลี้ยวขวา)

 หญิงสาวนั่งระสับระส่ายตลอดชั่วโมง จนรู้สึกว่าคำพูดของอาจารย์ที่หน้าห้องนั้น ไม่ได้เข้าหัว

สักเท่าไหร่

บางครั้งก็ลอบมองชายหนุ่มดูว่าเขากำลังจ้องเธอด้วยสายตาแปลกๆ หรือแอบกระซิบกระซาบ

อะไรกับคนข้างๆ อยู่หรือเปล่า

แต่ดูเหมือนว่าเขาจะทำตัวปกติเหมือนทุกครั้ง อาจไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่ามีเธออยู่ในห้องเรียนนี้

ด้วย จะว่าโล่งอก

ก็ใช่แต่ก็อดใจหายไม่ได้ ไม่รู้จะดีใจได้มั้ยกับความไม่มีตัวตนของเธอในสายตาเขา

 “ไอ้นิ้ม แกจะนั่งบื้ออยู่ตรงนี้ไม่ไปหากลุ่มไม่ได้นะ ฉันไม่อยากทำงานกับแกสองคน” จี้กระทุ้ง

ศอกไปที่สีข้างเพื่อน

 “กลุ่มอะไร..?” หน้าสงสัยที่บอกถึงการไม่ใส่ใจฟังที่อาจารย์พูดนั้นทำให้คนข้างๆส่ายหน้า

  “อาจารย์ให้จับกลุ่มทำงานไม่เกิน 5 คน”

นิ้มหันมองรอบๆ เห็นคนอื่นๆ ต่างพากันเดินหากลุ่มกันแล้ว บางคนก็รู้จักกันมาก่อนบางคนก็เพิ่ง

ทำความรู้จักกัน

เธอได้แต่นั่งหันซ้ายหันขวาอยู่กับที่ดูกระตือรือร้นน้อยกว่าจี้ ที่มุ่งมั่นว่ายังไงก็จะไม่ยอม

ทำงานกลุ่มกับเพื่อนรัก
เพียงสองคนอย่างแน่นอน

 “แอน กลุ่มครบรึยัง” จี้เดินไปหากลุ่มเพื่อนอีกห้องที่รู้จักกัน

 “ขาดคนหนึ่งพอดีเลยจี้ พอดีมีเพื่อนอีกคน เขาไม่ได้มาวันนี้” หญิงสาวผมสั้นมองผู้หญิง

สามคนตรงหน้า

‘นึกว่าจะได้กลุ่มแล้วเชียว’ ลำพังตัวเองก็พอจะเอาตัวรอดไปได้อยู่หรอก แต่จะให้ทิ้งยัยเพื่อน

ที่ทำตัว
เหมือนก้อนหินหนักๆ คอยถ่วงเธอเอาไว้ให้จมดิ่งสู้ก้นทะเลลึกก็ตัดใจทำไม่ได้

 “ไม่เป็นไรเรามีเพื่อนอีกคนน่ะ” จี้ตอบออกไปพลางมองหาคนที่ยังยืนทำท่าลังเลๆ เพื่อ

จะหากลุ่มเข้า
ทันทีที่กลุ่มคนที่กำลังเดินสับสนอลหม่านอยู่แหวกออก ก็เผยให้เห็นชายผมแดง

ที่ยังนั่งนิ่ง ไม่รับรู้
ถึงพฤติกรรมของคนทั้งห้อง ทำให้เธอก้าวเท้าเข้าไปหาเหมือนค้นพบ

เป้าหมายที่จะยอมเสียไปไม่ได้เด็ดขาด

เธอทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ อย่างไม่สนใจคนที่นั่งอยู่ก่อนว่ากำลังมองมาเหมือนจะถามว่า   

‘นี่เธอเป็นใครกัน’


 “เธอมีกลุ่มหรือยัง มาอยู่กลุ่มเดียวกันมั้ย” รอคำตอบ ซึ่งเหมือนพูดไปอย่างไม่มีทางเลือก

ของชายหนุ่ม
สีหน้าของเขาเรียบเฉย ถ้ามองผ่านๆ ใบหน้านั้นดูหยิ่งและน่าหมั่นไส้ไม่น้อย

 “เอาสิ ไม่มีใครเหลือแล้วนี่”

ท่าทางแบบนี้นี่มัน.....คิดว่าถึงนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรก็ต้องมีคนเข้ามาหาสินะ นายก็เป็นช้อยส์

สุดท้ายของฉันเหมือนกันแหละย่ะ

 “งั้นย้ายมานั่งด้วยกันสิ” แม้จะรู้สึกคลื่นไส้กับท่าทางของชายหนุ่มแต่ก็คงช่วยอะไรไม่ได้

ก็ลงเรือลำเดียวกันไปแล้วนี่
เขาลุกเดินตามไปห่างๆ จี้เหลือบมองเพื่อนสาวที่อาการหลุกหลิก

หนักกว่าเดิม


 “ได้กลุ่มแล้ว สามคนก็ยังดี” จี้นั่งลงข้างๆเพื่อนที่เอาแต่หลบตาคนมาใหม่

 “ฉันมีเพื่อนอีกคน วันนี้เขาไม่มา” ชายหนุ่มพูดน้ำเสียงเรียบ ไม่ได้สนใจคนร่วมโต๊ะที่ทำท่าทาง

ประหม่าจนดูออก
จี้อยากเขกหัวเพื่อนให้หายบ้าเสียทีแต่ก็ทำได้แค่เพียงพยายามสงบใจไว้

 “ดีเลย สี่คนค่อยดูเป็นงานกลุ่มหน่อย” อย่างน้อยก็ไม่กลายเป็นงานกลุ้ม ถ้ามีแค่เธอกับเพื่อน

สาวที่ตอนนี้ดูท่าจะจิตหลุด

 

ไปไหนต่อไหนแล้ว

 “เดี๋ยวไปฟังอาจารย์ก่อนนะ” จี้ถือสมุดกับปากกาเดินออกไปรวมตัวกับนักเรียนคนอื่นๆ ที่ล้อมอยู่รอบโต๊ะของอาจารย์สาว

เพื่อเป็นตัวแทนกลุ่มไปรับงานตามที่อาจารย์ประกาศหน้าห้อง เมื่อเหลืออยู่เพียงสองคน

หญิงสาวที่นั่งเงียบมาตั้งแต่ที่คนผมแดงเดินมานั่งคงรู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหวถ้าไม่รีบทำลายบรรยากาศที่ดูอึมครึมนี้

  “ไปย้อมผมมาหรือคะ” หญิงสาวมองผมสีแดงที่สะท้อนกับแสงอาทิตย์ทำให้ใบหน้าดูโดดเด่น

 “อ่อ เพิ่งไปย้อมมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วน่ะ” จับที่ปลายผมด้านหน้าเหมือนจะดูสีผมที่พูดถึง
 
 “อ่อ ลืมไปเรายังไม่รู้จักชื่อกันเลย ฉันชื่อนิ้มค่ะ”

 “รุจิพัทธ์” คำตอบสั้นๆนั้น ทำให้หญิงสาวหมดเรื่องที่จะพูดต่อ เขาอาจจะไม่รู้ว่าเธอคือจูเลียต

ที่หลายคนกำลังตามหา ระยะห่างระหว่างสนามของอีกโรงเรียนกับหน้าต่างชั้นสองอาจทำให้เห็นหน้าได้ไม่ถนัด

ชายหนุ่มแค่ยิ้มให้น้อยๆ อย่างไม่อาจแปลความหมายได้ อาจกำลังสงสัยอาการแปลกๆในตัวคนที่นั่งตรงข้ามอยู่ก็เป็นได้ 

 “ทีนี้ขอฉันถามบ้างนะ..” หญิงสาวเงยหน้ามองชายหนุ่มเต็มตาเป็นครั้งแรก

 “วันนั้นตะโกนเรียกฉันทำไม? คุณจูเลียต!” เขาจงใจเน้นประโยคหลังที่ทำให้ นิ้มเปลี่ยนสีหน้าเป็นซีดเผือดลงในทันที
 
 “....” เขาจำฉันได้หรือเนี่ย? *0*

 

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 391 ท่าน

Line PM