Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
มหาสงครามพ่อมดคนที่สอง
ภูยาคติ
สู่โลกใบใหม่ที่ 2 : เรื่องราว
2
14/02/2555 01:43:32
267
เนื้อเรื่อง
สู่โลกใบใหม่ 2: เรื่องราว
 
                ในยามนี้ความหวาดกลัวที่เป็นดั่งเงามืดของเมฆฝนนั้นค่อยๆ เริ่มต้นลอยคืบคลานเข้ามาปกคลุมชีวิตของเด็กหนุ่มผู้ถูกเลือกอย่างช้าๆ ... โดยที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าแสงสุริยาจะกระจ่างฟ้าอีกคราใด
 
                ผมยืนจ้องหน้าบุรุษปริศนาด้วยความสงสัยพร้อมกับคำถามมากมายที่อยู่ภายในใจ ผมคิดว่าชายที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นถ้าไม่บ้าก็ต้องเป็นอนุรักษ์นิยมจักรวรรดิโบราณอะไรทำนองนั้น หรือถ้ายิ่งไปกว่านั้นคงจะเป็นพวกดูหนังสมัยโรมันแล้วเกิดติดใจการแต่งตัวเข้าอย่างแน่นอน
                แม้ความคิดของผมจะดูเพี้ยนไปจากคนปกติเท่าไหร่ก็ตาม แต่ถ้าใครเจอเหตุการณ์แบบนี้เข้ากับตัวล่ะก็เชื่อได้เลยว่า... เขาก็คงคิดเพี้ยนๆ แบบนี้ไม่ต่างกันนั่นแหละ
 
                “เจ้าเป็นใคร... ตอบข้ามาเจ้าหนุ่มน้อย” การสนทนาถูกบังคับให้เริ่มต้นเมื่อนักรบหนุ่มผมยาวประบ่าเอ่ยปากถามก่อน
                “เอ่อ... ฉันไม่ได้กวนนายหรอกนะ แต่ฉันคิดว่าคำถามนั่นมันควรจะเป็นของฉันมากกว่าที่จะเป็นของนาย” จัสตินพูดกวนๆ ด้วยรอยยิ้มเพื่อหวังกลบเกลื่อนความกลัว
                “ว่า แต่นั่นน่ะดาบจริงหรือเปล่า” เด็กหนุ่มถามพลางจับจ้องด้ามดาบสีเงินที่ถูกปิดผนึกเอาไว้ภายใต้ฝักดาบสีแดง ที่พกอยู่ข้างเอวด้านซ้ายของชายแปลกหน้า ส่วนด้านขวา โล่กลมโดยบริเวณกรอบทำด้วยเหล็ก ส่วนที่เหลือตรงกลางนั้นทำจากไม้หนาสีน้ำตาลอ่อน
                นักรบปริศนาก้าวเท้าลงจากหลังม้าอย่างช้าๆ มือซ้ายของเขาจับบริเวณฝักดาบไว้ ขณะเดียวกันนิ้วมือขวาของเขาค่อยๆ บรรจงจับด้ามดาบก่อนจะค่อยๆ ดึงดาบเล่มยาวสีเงินไร้ลวดลายออกมา เสียงเสียดสีของเหล็กที่ไร้ปราณีนั้นทำให้จัสตินเริ่มรู้ตัวเองว่าต้องมีอะไรผิดปกติไปจากเดิมแน่ๆ
                “ดะ-เดี๋ยวก่อน!!ฉันชื่อจัสติน จัสติน โอเกอร์ โอเค๊!?และฉันก็เป็นแค่คนหลงทาง แล้วอีกอย่างนึง!การฆ่าคนมันผิดกฎหมายอาญามาตรา เอ่อ... ช่างมันเถอะ ฉันเองก็ไม่ได้เรียนกฎหมายซะด้วยสิ ว่าแต่นายไม่กลัวติดคุกหรือยังไงกัน!”
“กฎหมายอาญา?” นักรบปริศนาชะงักการชักดาบไว้เพราะความงุนงง
“ใช่! กฎหมายอาญา... นายไม่รู้จักกฎหมายหรือไงกัน ฉันว่านายไปเช็คประสาทบ้างดีกว่านะ”
จัสตินพูดเชิงกวน ก็จะมีใครบ้างล่ะในโลกนี้ที่จะไม่รู้จักกฎหมายอาญา เว้นเสียแต่ว่าสมองของไอ้บ้าหนังย้อนยุคนี่จะเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ
                “เมื่อกี้เจ้าบอกว่าเจ้าหลงทาง?”
                “อ้อใช่... ฉันพูดอย่างนั้น เพิ่งรู้สึกตัวหรือยังไงกัน นอกจากไร้การศึกษาแล้วยังความรู้สึกช้าด้วยเหรอเนี่ย น่าสงสารชะมัดแฮะ”
                “เจ้าเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
                “ลองขอร้องดูสิ ถ้าทำให้ฉันรู้สึกสงสารได้เดี๋ยวฉันจะเล่าให้ฟัง”
                “ดะ-เดี๋ยวๆ!” ท่าทีอวดดีของหนุ่มน้อยเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเห็นว่าดาบที่ถูกเก็บเข้าฝักไปเมื่อครู่ดูท่าจะถูกดึงออกมาอีกครั้ง
                “โอเคๆ ...นายนี่มันบ้าของแท้เลยแฮะ... ที่จำได้ล่าสุดเลยนะ! ฉันดื่มเหล้ากับเพื่อนที่ร้านร็อคสตรีท แล้วก็เผลอหลับที่ไหนซักแห่ง จำได้คร่าวๆ ว่าเป็นบันได แล้วรู้ไหมตื่นมาเกิดอะไรขึ้น!”
                “ร็อคสตรีท คืออะไร” นักรบเอ่ยถามสั้นๆ พร้อมกับเก็บดาบเข้าฝักอย่างเก่า
                “พอฉันตื่นมาก็โผล่มาอยู่ใต้ต้นไม้บ้านี่ที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต! ต้นไม้บ้าอะไรก็ไม่รู้ใหญ่ฉิบเป๋ง แถมใบไม้ก็เยอะแยะเต็มต้นอีก เดี๋ยวๆ !!นี่นายไม่รู้จักร้านเหล้าร็อคสตรีทหรอ”
                “ใช่... มันคืออะไร” นักรบปริศนาเริ่มมีท่าทีผ่อนคลายก่อนจะเดินไปลูบหัวม้าของตนอย่างดูใส่ใจ
                “มันคือร้านเหล้าที่ดังที่สุดในเมืองยังไงล่ะ หญิงสาวหรือชายหนุ่มวัยรุ่นคนไหนก็ตามก็ต้องไปที่ร้านนั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยกลางคน วัยทำงาน ลูกเด็กเล็กแดง หรือแม้กระทั่งทารกเพิ่งคลอดสามเดือนก็ยังเคยไป นายนี่เชยชะมัดเลยแฮะ!แต่ที่สำคัญ... ที่นี่คือที่ไหน แล้วฉันมาที่นี่ได้ยังไงกัน”
                “เจ้าจำไม่ได้อย่างงั้นหรือว่ามาที่นี่ได้ยังไง” นักรบถามพลางลูบหัวม้าโดยไม่เหลียวตามองของชายหนุ่มเลย ราวกับว่าเขาหมดความสนใจในตัวเด็กหนุ่มคนนี้ไปแล้ว
 
                ใช่... ในทางกลับกันนั้นนักรบบุรุษผู้นี้ก็คงจะคิดว่าหนุ่มน้อยช่างพูดเบื้องหน้าเขาเสียสติเช่นกัน
 
                “ก็เออสิ! ถ้าฉันจำได้ว่ามาได้ยังไงฉันก็กลับไปเองแล้วไม่มายืนคุยกับนายอย่างนี้หรอก ซื่อบื้อจริงๆ แฮะ”
                นักรบปริศนาไม่โต้เถียงอะไร เขาเอาแต่ยิ้มเยาะกับคำพูดอวดดีที่ได้ยินจากปากเด็กหนุ่ม แต่แล้วสีหน้าของเขาต้องเปลี่ยนไปเมื่อเขาสังเกตเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างบนผืนหญ้า เขาค่อยๆ มองแหงนคอขึ้นมองใบไม้ที่เขียวขจีเต็มต้นอย่างประหลาดใจก่อนจะพึมพำบางสิ่งออกมาราวกับอ่านบทกวี
                “ท่ามกลางสงครามอันร้อนระอุดั่งเปลวเพลิงนรกของออสก้า ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ยืนหยัดไม่มีวันร่วงโรย ชายหนุ่มผู้มาจากแดนไกลจะนำพาความสงบ และสันติสุขอย่างแท้จริงมาสู่ดินแดนแห่งนี้... ไม่น่าเชื่อ!”
                “ไม้ใหญ่ต้นนี้เขียวขจีเต็มต้น...!” จัสตินอุทานออกมา
                “อ้อใช่! มันแปลกมากเลยใช่ไหม ใบมันเขียวเต็มต้น ไม่มีใบเหลืองซักใบ แถมยังไม่มีใบไหนร่วงลงหล่นลงพื้นเลยด้วยซ้ำ... ฉันก็เพิ่งเคยเห็นเหมือนกันนี่แหละ ฉันรู้ตัวตั้งแต่แรกทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้น แต่นายยืนทำท่าจะชักดาบใส่ฉันอยู่นานสองนานกลับเพิ่งจะสังเกตเห็น”
                “บางทีเรื่องที่เจ้าเล่ามาอาจจะมีเค้าความจริง”
 
ในตอนนี้นักรบหนุ่มเริ่มเข้าใจได้ถึงเรื่องราวบางอย่าง... ต้นไม้ใหญ่ที่เขียวขจี... เด็กหนุ่มอ่อนแอที่แปลกตา... และพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า...
 
                “เค้าความจริงเหรอ!?นี่แหละความจริงเลยพวก”
                “งั้นก็ดีแล้วนี่... ถ้าที่เจ้าเล่ามาเป็นความจริงทั้งหมด เจ้าก็คงจะช่วยข้าได้เยอะ” นักรบปริศนาเดินจับแขนซ้ายของจัสตินแล้วลากไปยังม้าของเขาทันที
                “เฮ้ๆ นี่นายจะทำอะไรฉันเนี่ย!ฉันเจ็บนะพวก ลากเบาๆ หน่อยก็ได้ ฉันไม่ขัดขืนหรอกน่า”
                นักรบปริศนาปล่อยมือทันทีที่ลากหนุ่มน้อยไปถึงม้าของเขา “ขึ้นซะ!”
                “นายล้อเล่นใช่ไหม ฉันขี่ม้าไม่เป็นหรอกนะ แล้วนายจะไม่บอกฉันหน่อยเหรอว่าที่นี่มันที่ไหน”
                “ขึ้นซะ!” เขาย้ำอีกครั้ง
                จัส ตินพยักหน้าก่อนจะพูดว่า “นายก็ช่วยอุ้มฉันขึ้นไปหน่อยสิ ฉันไม่เคยขี่ม้า” นักรบปริศนาถอนหายใจครั้งหนึ่งก่อนจะยกตัวหนุ่มน้อยขึ้นด้วยมือทั้งสองข้าง พร้อมกับกระแทกหน้าเด็กหนุ่มเข้ากับลำตัวของม้าอย่างจัง
                “โอเคๆ ฉันรู้นะว่านี่เป็นวิธีที่ไม่ถูกเท่าไหร่แต่ก็ช่วยฉันได้เยอะ แถมฉันยังได้รู้อีกว่าขนม้ามันไม่ได้นุ่มนิ่มเหมือนขนหมา” จัสตินพูดประชดก่อนจะตะกายขึ้นหลังม้าไป จากนั้นนักรบปริศนาก็ขึ้นตามมา
                นักรบปริศนาควบม้าออกไปจากต้นไม้ใหญ่อย่างรวดเร็ว...
 
ทิวทัศน์ ตลอดทางที่ม้าวิ่งไปทำให้ผมต้องต้องแปลกใจ ทุกที่ทางนั้นมีเพียงภูเขาและต้นหญ้า ที่นี่ไม่มีตึกสูงใหญ่อย่างที่เคยชินตา ที่นี่ไม่มีรถราที่ช่วยให้เดินทางสะดวกสบายแต่เต็มไปด้วยมลพิษจากท่อไอเสีย ที่นี่ไม่มีสี่แยกหรือสามแยกใหญ่ๆ ที่ต้องรอสัญญาณไฟแดงจึงจะข้ามถนนได้ ที่นี่ไม่มีผู้คนเดินกันขวักไขว่พร้อมกับทำหน้าเครียดเรื่องอาหารมื้อ เย็น...
ที่นี่มีเพียงธรรมชาติ แสงแดดยามเย็นที่ส่องกระจ่างทั่วนภาโดยไร้วัฒนธรรมของมนุษย์มาบดบัง ลมอ่อนๆ ที่พัดต้องผิวกายยามอาชานั้นควบผ่าน นี่คือชีวิตที่ไร้ผู้ใดถวิลหา... แต่มันช่างประหลาดใจยิ่งนักที่เมื่อผมได้สัมผัสกับมัน ผมกลับรู้สึกได้ว่า “นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงสรรค์สร้างอย่างแท้จริง”
 
บุรุษทั้งสองเดินทางไปได้เพียงชั่วเวลาหนึ่งก็จำต้องหยุดพักบริเวณลำธารสายน้อย เนื่องจากม้าสีน้ำตาลที่ต้องแบกน้ำหนักพวกเขาถึงสองคนเริ่มมีท่าทีจะเหนื่อยล้าเล็กน้อย
นักรบปริศนาลงจากหลังม้าก่อนจะยกมือขึ้น จัสตินยิ้มก่อนจะเทน้ำหนักตัวลงไปยังอ้อมแขนของนักรบ ไม่นานนักรบก็พาหนุ่มน้อยลงจากหลังม้าก่อนเดินไปยังสายธารเล็กๆ เพื่อดื่มน้ำ และชำระล้างใบหน้า
“นี่นายฉันถามอะไรหน่อยสิ... ฉันเริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่าที่นี่คงไม่ใช่แถวบ้านฉันแน่ๆ แต่พอจะบอกฉันหน่อยได้ไหมว่าที่นี่ที่ไหน แล้วฉันมาที่นี่ได้ยังไง” จัสตินเอ่ยปากถามทันทีเมื่อเดินไปนั่งข้างๆ นักรบหนุ่มผมยาวพลางดื่มน้ำ ล้างหน้าล้างตาตามบ้าง
น้ำในลำธารสายนี้ช่างดูใสสะอาดแปลกตาปานน้ำสวรรค์ สีน้ำใสๆ ยามเมื่อน้ำไหลผ่านหินน้อยใหญ่นั้นสามารถสะท้อนภาพของเด็กหนุ่มได้อย่างชัดเจนราวกับกระจกเงา และเสียงจ๊อกแจ๊กนั่นอีกเล่าที่ทำเขารู้สึกปรีดา
“โชคชะตา และพ่อมด...” นักรบหนุ่มเริ่มพูดด้วยประโยคที่น่าขันสำหรับจัสติน
“ว่าไงนะ! นาย กำลังจะบอกฉันว่าพ่อมดมีจริงหรือไงฮะ ฮ่าๆๆ นายนี่บ้าดีแฮะ ตอนแรกฉันนึกว่านายจะแค่เพี้ยนเท่านั้นนะ” ชายปริศนาหันกลับมามองด้วยใบหน้าบึ้งตึงเล็กน้อยเขาจึงเงียบลงเพื่อฟังต่อ
“แต่ก่อนกาลพระเจ้าผู้สร้างโลกทรงให้กำเนิดโลกใบนี้ขึ้นมา พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ และทรงกำหนดรูปลักษณ์ของมนุษย์ให้คล้ายคลึงกับกายของพระองค์เอง มีมือเฉกเช่นพระองค์ มีเท้าเฉกเช่นพระองค์ และมีสมองที่ชาญฉลาดพอที่จะรู้ดีรู้ชั่วเฉกเช่นพระองค์”
“แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่พระองค์ไม่ได้มอบให้คล้ายคลึงกับพระองค์... นั่นคือมนุษย์นั้นจะไม่มีพลังอำนาจใดๆ เพราะพระองค์ทรงรู้ดีว่าหากยามใดเมื่อมนุษย์มีพลังอำนาจมากเกินไป ยามนั้นมนุษย์จะหันมาฆ่าฟันกันเอง”
“นิทานสนุกดีนี่ แต่ถึงไม่มีเวทมนต์อะไรมนุษย์ก็ฆ่ากันเองอยู่แล้ว... ดูจากชุดที่นายใส่อยู่ก็รู้” ชายปริศนามองหน้าทันทีที่จัสตินพูดขัด
“โอเคๆ ฉันขอโทษที่ขัดจังหวะ เชิญเล่าต่อได้เลย”
“แต่กระนั้นแล้วพระองค์ก็ยังคงสร้างมนุษย์ผู้มีพลังคล้ายคลึงกับพระองค์ขึ้นมาหนึ่งคน กล่าวกันว่าเมื่อมนุษย์ผู้นั้นตายไป พลังนั้นก็จะถูกถ่ายทอดไปยังผู้ที่ถูกเลือกคนใหม่ พวกเราจะเรียกมนุษย์ผู้ชายที่ถูกเลือกผู้นั้นว่า พ่อมด”
“เอ่อ... ฉันมีคำถามนะ ถ้าเขามีพลังแบบนั้น เขาไม่ครองโลกไปเลยเหรอไง”
“ใช่... กล่าวกันว่านั่นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงพลาดไป”
“พ่อมด คือผู้ที่มีพลังเหนือธรรมชาติเพียงผู้เดียวบนโลก และด้วยพลังอำนาจที่เหนือกว่าคนทั่วไปนั้นเองที่ทำให้ผู้อื่นต่างหวาดกลัว เมื่อนานวันไปความหวาดกลัวจึงกลายเป็นความต่อต้าน และสุดท้ายเมื่อความต่อต้านถูกตอกย้ำด้วยความกลัวอีกครั้งก็นำมาซึ่งสงคราม”
“สุดท้ายแล้วมนุษย์จึงคัดสรรค์บุคคลธรรมดาๆ ที่แข็งแกร่งที่สุดและชาญฉลาดที่สุดขึ้นเป็นผู้นำ และเมื่อผู้นำมากขึ้นจึงเกิดการปกครอง และการแบ่งออกเป็นเมืองหรือจักรวรรดิของตนเอง”
“แน่นอนที่สุด... ต่อให้พ่อมดมีพลังอำนาจแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถที่จะชนะคนทั้งโลก หรือคนทั้งกองทัพได้หรอก และเพราะเหตุนี้พ่อมดในยุคหลังๆ จึงปลีกตัวออกห่างจากผู้คน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเมืองหรือจักรวรรดิใดๆ บ้างไม่เปิดเผยตัว บ้างใช้ชีวิตธรรมดาๆ ในป่าใหญ่... แต่ก็มีพ่อมดบางคนที่แอบสมคบคิดกับราชาเมืองต่างๆ อย่างลับๆ เช่นกัน”
“แต่ความผิดพลาดอันใหญ่หลวงที่สุดของพระเจ้ามิใช่การให้กำเนิดพ่อมด...”
“แล้วพระเจ้าจะทำผิดอะไรไปมากกว่าการมอบพลังอำนาจให้กับคนคนเดียวอีกล่ะ” จัสตินถามด้วยใบหน้าที่เริ่มมีอารมณ์ร่วมกับเรื่องนักรบเล่าให้ฟัง
“เวลาผ่านไปพ่อมดคนเก่าตาย พ่อมดคนใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้น... โลกมนุษย์สมควรจะมีพ่อมดเพียงคนเดียวตามเช่นที่พระเจ้าได้กำหนดไว้ มันคือวงเวียนที่ไม่มีสิ้นสุด”
“แต่วันหนึ่งสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น... บ้างก็ว่ามันคือความผิดพลาดของพระเจ้าครั้งใหญ่ บ้างก็ว่าท่านอาจทำไปโดยมีเหตุผลบางอย่างแอบแฝง แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามที ผู้คนทั้งโลกก็มิอาจหลีกหนีชะตากรรมนี้ได้”
“มันเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ”
“ใช่... โลกนี้สมควรจะเป็นไปตามวงเวียนที่ไม่มีสิ้นสุดนั้นจนกระทั่ง พ่อมดทั้งสองได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกัน”
“คนเดียวก็วุ่นจะตายอยู่ละ นี่มาเป็นแพ็คคู่เชียวเหรอ” แม้คำพูดจะฟังดูกวนโทสะสักเท่าใดก็ตามที แต่มั่นใจได้เลยว่าเขาไม่ได้ต้องการเช่นนั้น
“มีคำทำนายโบราณเก่าแก่ที่สุดที่ยังไม่ได้ปรากฏของพ่อมดในอดีต พ่อมดผู้ล่วงรู้อนาคต และทำนายของเขาไม่เคยผิดพลาดแม้ครั้ง จนเขาถูกขนานนามว่า “ผู้กุมกุญแจความลับแห่งอนาคต” และเนื้อหานั้นได้กล่าวไว้ว่า”
“ท่ามกลางสงครามอันร้อนระอุดั่งเปลวเพลิงนรกของออสก้า ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ยืนหยัดไม่มีวันร่วงโรย ชายหนุ่มผู้มาจากแดนไกลจะนำพาความสงบ และสันติสุขอย่างแท้จริงมาสู่ดินแดนแห่งนี้...”
“จบแค่นี้?” ชายหนุ่มเอียงคอถามอย่างสงสัย
“เนื้อหาที่เหลือหายสาบสูญไป แต่เพียงเท่านี้ก็สามารถยืนยันได้แล้วว่าคำทำนายเป็นความจริง”
“ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ยืนหยัดไม่มีวันร่วงโรย ชายหนุ่มผู้มาจากแดนไกล... ดะ เดี๋ยวก่อนสิ!!”
 “ใช่... จัสติน โอเกอร์ เจ้าคือชายหนุ่มในคำทำนาย และเจ้าได้ถูกส่งมายังผืนดินแห่งนี้เพื่อสร้างสันติสุข”
“หา!?” เด็กหนุ่มทำท่าประหลาดใจอย่างที่สุดพลางผายมือออกสองข้าง
 
เรื่อง ราวนี้มันชักจะยังไงๆ นะ ไอ้นักรบหนุ่มนี่เล่าเป็นฉากๆ อย่างกับละครทีวีแบบนี้ แถมยังมาบอกอีกแนวว่าผมเป็นมนุษย์ผู้ถูกเลือกอย่างกับในหนังยอดมนุษย์คุ้ม ครองโลกหรือขบวนการห้าสีพิทักษ์จักรวาลอีก แน่นอนเลย… ผมพนันหมดตัวว่าไอ้หมอนี่ต้องเพี้ยนไปแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์!!!
ข้อความ :
จากคุณ * :
 

หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
ความคิดเห็นที่ 1
เวทมนตร์ เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว เป็นกำลังใจให้น่ะสู้ๆ 
จากคุณ 0851811377/(0851811377) อัพเดตเมื่อ 11/09/2554 12:32:00
ความคิดเห็นที่ 2
เวทมนตร์ เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว เป็นกำลังใจให้น่ะสู้ๆ 
จากคุณ 0851811377/(0851811377) อัพเดตเมื่อ 11/09/2554 12:19:19
หน้าที่ 1 จาก 1 หน้า
แสดง เรื่อง
 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 331 ท่าน

Line PM