Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
Rhythm of Sunflower Waltz
เพนกวินสีม่วง
CH III
3
01/01/2533 00:00:00
351
เนื้อเรื่อง

ตัวฉันเหมือนอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยสีขาว..

สีขาวของหิมะในช่วงเหมันต์ซึ่งปิดกลบทุกสีสัน

 

ตัวเขานั้นอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความสดใส

มากด้วยสีสันของฤดูใบไม้ผลิซึ่งมีบุปผชาติงดงาม

 

ฉันนั้นชอบดอกทานตะวันที่แสนเข้มแข็งในฤดูร้อน

ถึงแม้มันมิได้บานในฤดูใบไม้ผลิ ฉันกลับได้พบคุณ..

 

 

                สวนริมกำแพงโรงพยาบาลในยามเช้านั้นชุ่มชื้นด้วยกลิ่นไอน้ำและหยาดน้ำค้างที่พร่างพรายเป็นหยดใสบนใบไม้สีเขียวสด   เจ้าดอกทานตะวันเฝ้ามองหาว่าดวงอาทิตย์นั้นจะปรากฏขึ้นในทิศทางไหน  ทุกๆเช้ามันจึงเฝ้าหันมองไปทางทิศตะวันออก   แม้จะเป็นยามเช้าตรู่เวลา 6 นาฬิกา 30 นาทีก็มีคนเดินเข้าออกโรงพยาบาลเพื่อทำงานและกลับบ้านไปพักผ่อน

 

                หญิงสาวผมสีดำขลับคล้ายกับตุ๊กตาญี่ปุ่นด้วยเส้นผมยาวเหยียดตรงเป็นแพสวมใส่ชุดเสื้อเชิ้ตสีครีมและกระโปรงสีเดียวกัน  วันนี้เป็นยามเช้าของวันทำงานหากแต่เธอได้แวะเข้ามาดูสวนในสถานพยาบาลเพื่อตรวจสอบว่ามีคนมาดูแลดอกไม้ที่รักของที่หรือไม่.. พื้นดินที่เปียกชื้นนั้นบ่งบอกได้อย่างดี..

 

 

                [คนสวนมารดน้ำต้นไม้แล้วสินะ...]   นึกครุ่นคิดในใจพลางถอนหายใจ  ทั้งๆที่มีคนมาดูแลแล้วเธอกลับมีบางอย่างที่คาดหวังเอาไว้...

 

                [….เรา...หวังอะไรกัน....]  ส่ายใบหน้าใสรูปไข่เพื่อปัดเอาความคิดชั่ววูบในห้วงคิดให้เลือนลับหายไป   เธอไม่ควรคิดแบบนั้น.. และไม่ได้คาดหวังถึงเรื่องนั้นแม้เพียงนิด

 

                คุณหมอคัตสึระ ฮารุฮิโกะ  คำพูดของนายแพทย์หนุ่มเมื่อวันวานทำให้เธอรู้สึกแปลกไป  ช่วงชีวิตวัยรุ่นและการทำงานที่ผ่านมา   ถึงอย่างไรเธอก็เป็นหญิงสาวอายุไม่ถึง 25 ปี.. ยังคงมีความหวั่นไหวกับคำพูดหวานหูแบบนั้นอยู่สินะ  ทั้งๆที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเป็นถ้อยคำที่แสนจริงใจหรือไม่..

 

                “ทำไมเราคิดว่ามาที่นี่แล้วจะเจอ...ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นอะไรกันแท้ๆ...”   เตือนตัวเองไม่ให้ถลำลึกลงไปในคำพูดเหล่านั้น...  อย่าได้ทำให้ตัวเองเจ็บปวดเมื่อถึงเวลาจากลา...

 

การใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังมาเนิ่นนานนั้น...

ลึกๆแล้วเธอนั้นรู้สึกว้าเหว่ต้องการใครงั้นเหรอ..?

 

                โรงเรียนอนุบาลห่างไปจากโรงพยาบาลอันมีชื่อเสียงเพียง 2 กิโลเมตร จะเริ่มมีนักเรียนที่ผู้ปกครองทยอยกันมาส่งตั้งแต่เวลา 7 โมงเช้าไปจนกระทั่งถึง 8 โมงครึ่ง  ในช่วงเวลาเช้าแบบนี้สีหน้าของเด็กน้อยบางคนต่างง่วงงันไม่สดใสมากนัก  การปลูกฝังให้ใช้ชีวิตไปตามระบบระเบียบและนาฬิกาของร่างกายเพื่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตต่างเริ่มต้นตั้งแต่จำความได้

 

                อาคารเรียนของโรงเรียนอนุบาลนั้นทาสีและประดับด้วยของใช้หลากสีสันเพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการมาเล่าเรียนของเด็กๆ   ฟุยุมิเตรียมแผนการสอนและทบทวนสิ่งที่ต้องสอนในวันนี้ภายในห้องพักครู   เพื่อนร่วมงานหลากหลายวัยทักทายและเริ่มเตรียมตัวรับมือกับเหล่านักเรียนซนๆทั้งหลาย

 

 

                “ฟุยุมิมาเช้าเหมือนเดิมเลยนะ  แวะไปที่โรงพยาบาลอีกแล้วเหรอ”   เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งซึ่งมัดผมเป็นหางม้าทักทายพลางอ้าปากหาวหวอด   จากภายนอกนั้นมีอายุไม่ห่างกันนัก

 

                “อืม  มันติดซะแล้วล่ะ....”   เธอยกมือขึ้นเกาแก้มแก้เขิน  มันคงดูเหมือนเรื่องแปลกในสายตาคนอื่น.. ทั้งๆที่ไม่ใช่สถานที่ต้องไปบ่อยๆ

 

                “ทานตะวันในโรงเรียนเธอก็ดูแลทุกวันที่มาทำงาน แล้วนี่ไปรดน้ำดูแลทานตะวันในโรงพยาบาลอีก   ดูรักทานตะวันมากกว่าเด็กอีกนะ”   หญิงสาวแกล้งหยอกล้อแซว  ตั้งแต่ทำงานด้วยกันเธอจะเห็นพฤติกรรมแบบนี้ของเจ้าหล่อนบ่อยครั้งเสียจนเป็นเรื่องปกติ

 

                “อย่าพูดแบบนั้นเลยจ้ะ  ถ้าเด็กๆมาได้ยินจะเอาไปคุยกันผิดๆ  ฉันทำงานนี้เพราะชอบหรอกนะ”   บอกปรามมุขตลกแกล้งแซว   คนฟังหัวเราะร่วนเมื่อได้คำตอบ  เรื่องนั้นเหล่าครูในโรงเรียนต่างรู้ดีอยู่แล้ว

 

                “หรือว่าไปติดใจใครในโรงพยาบาลเข้ารึเปล่า?   ถ้ามีก็บอกกันบ้างสิ  ตั้งแต่สมัยเรียนไม่เคยเห็นสนใจใคร หรือจะมีซะแล้ว อิๆ”  ใช้ศอกสะกิดดันเพื่อเค้นหาคำตอบด้วยสีหน้าแกมขำ 

 

ในครู่หนึ่งนั้นมีภาพของคนๆหนึ่งลอยขึ้นมา..

 

                ใบหน้าขาวอมชมพูเป็นสีระเรื่ออ่อนๆรีบบอกปัด   “ไม่ใช่ซะหน่อย  ฉันจะไปติดใจใครที่ไหนกัน”  แต่ไหนแต่ไรมา.. เธอนั้นไม่เคยมีท่าทีสนใจเรื่องพวกนั้นอยู่แล้ว..

 

                “เหๆ  แล้วทำไมต้องหน้าแดงด้วยล่ะฟุยุมิ??”  ใช้นิ้วเรียวจิ้มแก้วเนียนนุ่มนั้นแผ่วเบา  คนโดนทักจึงรีบยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง... เธอโดนแกล้งง่ายถึงเพียงนั้นเลยเชียว..

 

                “ฉันไปดูแลเด็กๆในชั้นเรียนของฉันก่อนนะ  แล้วเจอกันตอนพักเที่ยง”   ฟุยุมิรีบหยิบของด้วยท่าทีเขินอายและรีบออกจากห้องพักครูไปอย่างรวดเร็ว   สายตาของเพื่อนร่วมงานวัยใกล้เดียวกันนึกขำ 

 

                “ไปแกล้งหยอกเขาเรื่องนั้น  ฟุยุมิจังอายใหญ่เลยนะจ๊ะ”  ผู้อำนวยการวัยกลางคนซึ่งมีภาพลักษณ์ของหญิงใจดีเดินมาจับไหล่บางของหญิงสาว 

 

                “แหมผู้อำนวยการคะ  ฉันน่ะก็อยากให้ฟุยุมิเปิดใจเปิดกว้างคบคนนั้นคนนี้ให้สมวัยหน่อยก็เท่านั้น”  ในความคิดของเธอนั้นหญิงสาวซึ่งคล้ายตุ๊กตาญี่ปุ่นนั้นมีภาพลักษณ์เก็บตัวราวกับฤดูหนาวสมชื่อ..    รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยจึงเข้าใจเป็นอย่างดี..

 

                หญิงผมสีดำแซมด้วยสีขาวระบายรอยยิ้มอ่อนโยน  “มันต้องใช้เวลา  เด็กคนนั้นก็คงพยายามในแบบของตัวเองอยู่”  แม้จะไม่บอกความในใจให้ใครล่วงรู้ก็ตาม... 

 

                “...นั่นสินะคะ   ก็ฟุยุมิน่ะอาศัยอยู่คนเดียวมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วนี่นา”  หวนย้อนไปในรั้วมหาวิทยาลัยเคยได้เอ่ยถามถึง.. ชีวิตของคนเราแต่ละคนนั้นล้วนมีปัญหาและความเจ็บปวดแตกต่างกันไป..  สำหรับคนที่เกิดมาอย่างมีความสุขนั้นจึงเป็นความโชคดีอย่างที่สุด 

 

ครอบครัวที่อบอุ่นสมบูรณ์แบบ คนรักที่พร้อมช่วยเหลือกันและกัน

ร่าเริงสดใสเพียบพร้อมมิตรสหาย ไร้ซึ่งโรคภัยมาคุกคาม....

 

สิ่งเหล่าเรียกว่าความสุข... ที่ใครหลายคนคิดว่ามันไม่เพียงพอ..

 

                สำหรับคนที่ไม่มีสิ่งนั้นมันคือความทุกข์ใจ  แต่ละคนนั้นอาจจะไม่แสดงออกมาว่าตนเองนั้นมีปัญหา  และมีหลายคนซึ่งมีความสุขพร้อมแต่คิดว่าตัวเองมีปัญหา   โลกไม่มีความพอดีผู้คนต่างใฝ่หาความสุขที่มากยิ่งขึ้นไปอีก..

 

                ในสนามเด็กเล่นของโรงเรียนอนุบาลเปี่ยมไปด้วยเสียงหัวเราะของเหล่าเด็กตัวเล็กๆในชุดเครื่องแบบเสนน่ารักสมวัย   คุณครูสาวอายุน้อยคอยดูแลด้วยรอยยิ้มไม่ให้แต่ละคนเล่นรุนแรงเสียจนเกิดอุบัติเหตุให้เจ็บตัว   การรับมือกับเด็กซนกว่า 10 คนนั้นช่างแสนเหนื่อย

 

 

                “เล่นกันระวังๆนะจ๊ะ”   เธอบอกปรามพวกเด็กน้อยชายหญิง  ทุกคนต่างรับปากด้วยความเป็นเด็กดี  แต่เด็กเหล่านั้นก็คงไม่รู้อยู่ดีว่าแบบไหนเรียกว่ารุนแรง

 

                ยูกิชิโร่ ฟุยุมินั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ริมสนามพลางเฝ้ามองเหล่านักเรียนเล่นกัน  สีหน้าของทุกคนช่างแจ่มใสและร่าเริง  ชวนให้นึกถึงตัวเองในสมัยเด็กอยู่เสมอๆ..   เด็กๆไม่มีความเจ็บปวดใจเป็นช่วงเวลาที่แสนมีความสุขที่สุดในชีวิตก็มิปาน...

 

                “เด็กๆนี่เรี่ยวแรงดีกันจังเลยนะ วิ่งเล่นได้ตลอดไม่เหนื่อยเลย”   คุณครูสาวผูกผมม้าเหนื่อยหอบจากการวิ่งไล่จับ  เธอนั่งพักลงบนเก้าอี้ตัวเดียวกัน

 

                “บ่นอย่างกับแก่แล้วเลย  อายุพวกเรายังไม่ถึง 30 ซะหน่อย”   เสียงใสหัวเราะเบาๆ  การเป็นคุณครูอนุบาลนั้นใช้เรี่ยวแรงมากกว่าการรับมือเด็กวัยอื่นเสียอีก

 

                “คนเราก็ต้องเหนื่อยง่ายขึ้นไปตามอายุนั่นล่ะ  นี่ถ้าโลกนี้ไม่มีหมอคงแย่แน่ๆ”    มนุษย์เราล้วนเกิดแก่เจ็บตาย  แต่มันควรจะเป็นไปตามชะตาชีวิตที่ควรเป็น..

 

                “เพราะงั้นหมอก็เลยงานยุ่งน่ะสิจ้ะ”  หญิงสาวเผลอหวนคิดถึงนายแพทย์หนุ่มในโรงพยาบาล  ทั้งๆที่งานยุ่งแบบนั้นกลับเอาเวลาไปเที่ยวเล่นเริงร่า.. ไม่ว่าอย่างไรภาพพจน์ก็ชวนให้ไม่น่าเชื่อถือ.. 

 

                “คุณครูขา!   เสียงของเด็กน้อยเปล่งเรียกดังมาไกลๆ   น้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความตกใจและสั่นไหวจากการร้องไห้สะอึกสะอื้น 

 

                ร่างเล็กของเด็กสาววิ่งตรงมาหาคุณครูทั้งสองตัวเนื้อตัวที่มอมแมมจากการละเล่น   มือทั้งสองของเธอปาดป้ายเช็ดน้ำตาและพยายามชี้ตรงไปยังใต้ต้นไม้ห่างจากสนามเด็กเล่น   เมื่อมองตามไปนั้นเห็นเด็กหลายคนเริ่มมุงดูและตกใจที่เห็นเพื่อนหมดสติไปหลังจากตกลงมาจากด้านบนนั้น 

 

                “โยคุงเขา..ฮือ....”    เจ้าตัวเล็กร้องไห้ฟูมฟาย   ฟุยุมิจึงรีบกอดปลอบเพื่อไม่ให้ตกใจไปมากกว่านี้....

 

                “ฟุยุมิรีบไปบอกผอ.เร็ว ว่าต้องพาเด็กไปส่งโรงพยาบาล!   คุณครูสาวตัดสินใจอย่างว่องไวแม้จะตกใจ   หากเด็กตกลงมาจากต้นไม้แล้วหัวกระแทกคงไม่ดีแน่...

 

                “จ้ะ ฉันจะรีบไปตามผอ.ให้เตรียมรถนะ”    ร่างเล็กบอบบางรีบวิ่งเข้าไปภายในอาคารเรียน  เป็นความผิดของครูที่ดูแลไม่ทั่วถึง...

 

เด็กๆนั้นมักจะเล่นซนโดยไม่คำนึงถึงอันตราย...

พวกเธอจึงมีหน้าที่ดูแลไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้น..

 

 

                ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเต็มไปด้วยคนไข้ที่เจ็บปวดจากโรคและบาดแผล   พยาบาลเดินเข้าออกห้องเป็นระยะๆเพื่อพาคนไข้เข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษา    ผู้ปกครองของเด็กน้อยยืนต่อว่าคุณครูผู้ดูแลได้ไม่ดีเสียงดังเนื่องจากความโกรธและห่วงใยในตัวบุตรของตน   คุณครูสาวผมสีดำและผู้อำนวยการของโรงเรียนต่างน้อมรับความผิดพลาดและการโต้ว่าโดยไม่โต้เถียงใดๆ 

 

 

                “ขอโทษจริงๆค่ะ  เป็นความผิดพลาดของดิฉันเองที่คลาดสายตาไป”   เสียงใสเปล่งบอกด้วยความรู้สึกผิด  ไม่แปลกที่คนเป็นแม่จะต่อว่า.. นั่นเพราะเธอเป็นห่วงลูกของตัวเองมาก

 

                “ถ้าลูกของฉันเป็นอะไรไป พวกครูต้องรับผิดชอบ! หญิงแต่งตัวภูมิฐานต่อว่าพลางน้ำตาคลอ   เธอร้อนใจเสียจนไม่อาจปิดบังความโกรธได้มิด 

 

                “คงไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เพราะลูกของคุณก็แค่หมดสติไปไม่ได้มีอาการอย่างอื่น”   น้ำเสียงทุ้มเปล่งขึ้นแทรกเข้ามากลางบทสนทนาดึงความสนใจของทั้งหมด

 

                นายแพทย์ในชุดกาวน์ผมสีดำราวกับขนกาหวีเรียบสวมแว่นตาแลดูเย็นชาจ้องมองมาทางผู้ปกครองที่ไม่เลิกต่อว่าครู    ใบหน้าของชายหนุ่มแลดูไร้อารมณ์   “คุณหมอคะ! ลูกของดิฉันไม่เป็นไรแล้วใช่มั้ยคะ!?

 

                เขาพยักใบหน้าเชื่องช้า   “เขาได้สติก็พากลับบ้านได้   คุณก็ควรเลิกส่งเสียงโวยวายในโรงพยาบาลเสียที ที่นี่ต้องการความสงบ”   แววตาช่างเยียบเย็นพร้อมเปล่งเสียงต่อว่า

 

                ทั้งผู้ปกครองและครูจากโรงเรียนอนุบาลทั้งสองต่างยืนนิ่งงันตกใจในคำพูดนั่น   “ขอโทษด้วยค่ะ  นั่นเพราะว่าเธอห่วงลูกของเธอน่ะค่ะ”  ผู้อำนวยการอธิบายแม้จะตกใจในถ้อยคำของผู้รักษาก็ตาม..

 

                “ทั้งครูทั้งผู้ปกครองต้องรับผิดชอบกันทั้งสองฝ่าย  เลิกโทษกันไปมามันรบกวนคนไข้คนอื่น”    เขาตวัดกายไปพร้อมกับเหล่มองด้วยหางตา   

 

                “คุณหมอคุโรวาชิคะเชิญทางนี้หน่อยค่ะ มีคนไข้ต้องผ่าตัดด่วน”   นางพยาบาลในชุดขาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาอย่างรีบๆเพื่อตามศัลยแพทย์หนุ่ม   เมื่อมีภาระหน้าที่ตรงอื่นชายผู้นั้นก็ได้จากไปโดยไม่มีแม้แต่คำลาและบอกกล่าวใดๆอีก  ราวกับว่าไม่จำเป็นต้องสนทนาต่อ

 

เหยี่ยวสีดำซึ่งทอดมองคนอื่นจากเบื้องสูง....

อุปนิสัยที่เข้ากับความหมายชื่อไม่มีผิด...

 

                ทั้งฝ่ายคุณครูอนุบาลและผู้ปกครองต่างพูดอะไรไม่ออก  การเถียงว่าเป็นความผิดของครูที่ดูแลไม่ดี หรือการความผิดที่เด็กนั้นเล่นซนเกินกว่าพื้นที่ที่บอกนั้นคงไม่ใช่เวลาจะพูดถึงเรื่องนั้น...  ต่างฝ่ายต่างอึ้งและงุนงงกับพฤติกรรมของชายหนุ่มคนนั้น..

 

 

                “เชิญคุณแม่ที่ห้องพักของลูกชายเลยนะคะ  ทางนี้ค่ะ”   สตรีในชุดขาวอีกคนมานำทางผู้ปกครองของเด็กน้อยให้ตามไป   ดูเหมือนทุกคนจะเข้าใจในนิสัยของหมอหนุ่มเป็นอย่างดี..

 

                “เดี๋ยวฉันจะตามไปคุยกับคุณแม่ของโยคุงก่อน  ฟุยุมิจังกลับไปที่โรงเรียนก่อนเลยนะ”   มือย่นจับที่ไหล่บางเพื่อฝากฝังงาน  ป่านนี้ทุกคนก็คงเป็นห่วงว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง

 

                “ค่ะผอ.”   หญิงสาวรับคำและโค้งลาผู้สูงวัยกว่า    ดวงตากลมใสจดจ้องมองดูคนทั้งสองเดินห่างออกไปจนกระทั่งลับสายตา.. แม้เป็นห่วงเด็กนักเรียนแต่ตอนนี้คงต้องกลับไปโรงเรียนก่อน 

 

อุบัติเหตุไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นทั้งนั้น....

 

                อย่างน้อยเธอก็โล่งใจได้ที่เด็กน้อยไม่เป็นอะไรมาก    ยามเมื่อลูกต้องเจ็บคนเป็นพ่อแม่ย่อมเจ็บปวดมากไปเสียกว่า... ก็เหมือนกับคนเป็นลูกเมื่อรู้ว่าพ่อแม่เจ็บก็จะเจ็บเช่นเดียวกัน..  เธอเข้าใจดีขึงไม่โต้เถียงอะไรออกไปเมื่อเกิดความผิดพลาดในการดูแล 

 

                ขาเรียวเดินผ่านประตูกระจกเลื่อนทางเข้าโรงพยาบาลออกมายังทางเดินด้านนอก   ครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะเดินไปยังทางออกเพื่อไปยังป้ายรถประจำทางเพื่อกลับไปยังโรงเรียนอนุบาล..  บางอย่างได้ดึงดูดให้เธอทอดมองไปทางสวน..  ไปยังทานตะวันริมกำแพงโรงพยาบาล...

 

 

                รู้ตัวอีกทีร่างบางได้เดินมาจนกระทั่งถึงสถานที่เดิมๆ   ดวงตาใสสีดำขลับนั้นมองเห็นภาพของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ย้อมผมสีทองอร่ามยืนหันหลังทำบางอย่างกับดอกไม้   เวลาแบบนี้ทำไมจึงเจอ..   “ทำอะไรอยู่น่ะคะ?”

 

                คนโดนทักสะดุ้งตกใจและรีบตวัดหันมองมาตามเสียง   เมื่อเห็นใบหน้าของเจ้าของเสียงใส เขาพลันคลี่ยิ้มกว้างออกมา  “ฟุยุมิจังนี่เอง   ได้เจอกันเวลานี้น่าดีใจจัง” 

 

                เมื่อทอดมองไปยังดอกทานตะวันพลันเห็นกระดาษพันเอาไว้คล้ายกับจดหมาย   “นักเรียนเกิดอุบัติเหตุน่ะค่ะ”  เพียงมองอย่างสงสัยโดยไม่เอ่ยถาม

 

                “เห!  แล้วเด็กคนนั้นเป็นอะไรมากรึเปล่าน่ะ!   อายุรแพทย์ซึ่งโดดงานมาเล่นในสวนเปล่งเสียงตกใจ   จริงใจและไม่เสแสร้งแกล้งห่วง

 

                “คุณหมอบอกว่าไม่เป็นไรค่ะ  แต่คำพูดมันดูเย็นชาจนรู้สึกแปลก”   คำอธิบายตัวตนของคนรักษาชวนให้นึกถึงคนรู้จักที่แสนคุ้นเคย

 

                “อากิคุงน่ะเหรอ?    เขาเป็นคนแบบนั้นแหละ  เย็นชาไปหน่อยแต่ฝีมือผ่าตัดนี่แทบจะเป็นมือหนึ่งของโรงพยาบาลนี้แล้วนะ”   คุณหมอผมทองอธิบายเพื่อไม่ให้เข้าใจไปในทางลบ  เพื่อนร่วมงานแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไปในเรื่องลักษณะนิสัย

 

                ฟุยุมิสดับฟังและถอนหายใจ  “โรงพยาบาลนี้แปลกจังเลยนะคะ... มีทั้งคุณหมอขี้เล่นเกินไปแบบคุณ  แล้วยังมีคุณหมอเย็นชาแบบนั้นอีก” 

 

                “มันเป็นเสน่ห์ไม่ใช่เหรอ  ดีจะตายไป”    ฮารุฮิโกะผู้สดใสเข้ากับสีของเรือนผมหัวเราะร่วน    แต่สำหรับคนที่ต้องเป็นญาติคนป่วยมันไม่ใช่แบบนั้น....

 

ในยามที่ป่วยไข้คนเราขอเพียงรักษาให้หายก็เพียงพอ

แต่ญาติของผู้ป่วยจะไว้ใจนายแพทย์ที่ทำตัวแบบนั้นหรือ...

 

 

                เธอไม่เอ่ยวิจารณ์ใดๆออกไปเพื่อไม่ให้เกิดเสียความรู้สึกต่อกัน   สิ่งที่คุณหมอคนนั้นพูดนั้นเป็นจริงทุกอย่าง เพราะมันคือความผิดของทั้งสองฝ่าย... แต่เธอก็คิดว่ามันเกิดเพราะเธอคลาดสายตาและไม่ดูแลให้ดีเอง..   ใบหน้าใสแลดูห่อเหี่ยวกังวลใจ

 

                “เป็นอะไรไปรึเปล่าฟุยุมิจัง?  หน้าตาดูไม่สบายใจเลยนะ  ผู้ปกครองเด็กว่าเอาเหรอ?”   แม้ไม่อยู่ในเหตุการณ์ก็พอจะเดาได้...

 

                “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ   พวกเขาก็ต้องห่วงลูกของตัวเองเป็นธรรมดา  ถ้าเขาไม่ห่วงสิจะไม่ดีค่ะ”  เพราะนั่นหมายถึงไม่มีความรักและความห่วงใยในครอบครัวเลย 

 

                “แต่ฟุยุมิจังทำหน้าตาห่อเหี่ยวฉันก็เป็นห่วงนะ”   มือแกร่งเผลอยื่นไปลูบศีรษะเล็กเพื่อเป็นการปลอบใจ   ทำราวกับอีกฝ่ายเป็นเด็กน้อย...

 

                “ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะ  แต่ฉันไม่ได้เป็นอะไร”   ขาก้าวถอยหลังมาก้าวหนึ่งเพื่อหลบมือนั่น   ผู้ชายคนนี้ช่างแปลก  แปลกทุกครั้งที่ได้พบกันในสวนแห่งนี้...

 

                “การที่มีคนเป็นห่วงน่ะดีออกนะ  เพราะเขานั้นทั้งรักทั้งหวังดี”   ในทุกครั้งที่จ้องมองหญิงสาวเขามักจะรู้สึกว่าเธอมีกำแพงที่กั้นขวางเอาไว้    ไม่แปลกใจที่จะหลีกเลี่ยงจากคนอื่นที่เข้าใกล้

 

เพราะคำพูดที่บ่งบอกถึงการเคยเสียคนสำคัญไป

 

                สังคมนี้ประกอบด้วยคนหลายคน  ผู้คนล้วนต้องการการพึ่งพาอาศัยกันต่อให้เป็นคนเพิ่งรู้จักหรือคนที่สนิทสนมกัน  ไม่มีใครหรอกที่จะหลีกหนีไปจากวงจรนี้ได้นอกเสียจากเป็นคนที่โดนสังคมกีดกันออกไปเอง   เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจึงตกหลุมรักเธอคนนี้... เธอเขารู้สึกถึงบางอย่างที่ดึงดูด 

 

 

                “ฉันเข้าใจค่ะว่าดี  แต่ฉันก็เคยบอกคุณหมอแล้วว่าทำไม”    เสียงใสเอ่ยพลางจ้องมองใบหน้าคมหล่อเหลา  คงไม่ต้องอธิบายซ้ำไปซ้ำมาในสิ่งที่เคยพูดคุยกันแล้ว

 

                “อืม  แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจหรอกนะ   ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ฟุยุมิจังคิดแบบนั้น”   เพราะอะไรจึงไม่อยากสร้างความสำคัญ... เพื่อไม่ให้เจ็บปวดในภายหลัง..

 

                คุณครูอนุบาลยืนนิ่งงันไป  “ฉันต้องกลับไปที่โรงเรียนแล้วค่ะ  ทุกคนรออยู่แล้วก็กำลังเป็นห่วงว่าทางโรงพยาบาลจะเป็นอย่างไรบ้าง”   เจ้าหล่อนรีบตัดบทก่อนจะโดนถามไปมากกว่านี้..

 

                หมอหนุ่มใช้วิธีเดิมๆในการยื้อเอาไว้คือรีบคว้ากระเป๋าถือ    “ขอแค่คำตอบเดียวเท่านั้นล่ะ  แล้วจะปล่อยให้กลับโรงเรียน”   คนฟังทำได้เพียงแค่อึ้งในการกระทำสุดจะตื้อนั้น

 

                “คุณหมอเอาแต่ใจตัวเองเกินไปแล้วนะคะ”   สายตาปรามจ้องเขม็ง   อยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นมากเกินความจำเป็นแล้ว...

 

                “ฉันขอถามอีกแค่อย่างเดียว  ทำไมฟุยุมิจังถึงเชื่อและตั้งมั่นว่าถ้าผูกพันกับใคร แล้วจะต้องเศร้าใจล่ะ”   เธอซึ่งเคยเสียคนสำคัญไป... คนๆนั้นทำให้เธอปิดกั้นตัวเองถึงเพียงนี้เลยเหรอ...

 

                “แค่เธออธิบายเรื่องนี้ให้ฟังก็พอแล้วล่ะฟุยุมิจัง”  เขาปล่อยมือออกจากกระเป๋าถือเพื่อให้อีกฝ่ายไม่รู้สึกว่าโดนคุกคาม  ถึงแม้จะทำไปมากมายแล้วก็ตาม...

 

                “เป็นคำถามที่ขี้โกงนี่คะ....”   ดวงตาสีเข้มจดจ้องมองและเบี่ยงไปทางอื่น   คำถามที่ราวกับล้วงลึกเข้าไปในใจเธอ.. เพื่อให้เธอเผยความในใจที่ซ่อนอยู่...

 

                “ฉันเคยบอกแล้วว่าฉันอยากรู้จักฟุยุมิจังให้มากกว่านี้”  ไม่ว่าจะอีกกี่ครั้งต่ออีกกี่ครั้ง  เขาก็ยืนยันแบบเดิมในความตั้งใจนี้...

 

 

                ยูกิชิโร่ ฟุยุมิยืนมองนายแพทย์ฮารุฮิโกะซึ่งมองใบหน้าเธอด้วยสายตาที่จริงจัง  คำพูดนั้นยิ่งนานยิ่งย้ำให้เธอเข้าใจว่าสิ่งที่ชายหนุ่มบอกกับเธอมาเสมอคือความตั้งใจจริง..  ผู้ชายที่ตรงไปตรงมาไม่เสแสร้งและอ้อมค้อม..  เธอยิ่งหนีเขาก็ยิ่งเข้ามาใกล้ ไม่รู้จักเบื่อเสียที...  

 

 

                ในที่สุดหญิงสาวผมดำจึงตัดสินใจบอกสิ่งที่อยู่ในใจออกมา...   “พ่อแม่ของฉันประสบอุบัติเหตุตั้งแต่ตอนที่ฉันยังเรียนอยู่มัธยมต้น”

 

                “วันนั้น...เป็นวันที่พวกเรากำลังจะไปเที่ยวด้วยกันในตอนปิดเทอม....”  เพียงชั่วพริบตาที่อยู่บนถนน.. ราวกับเวลาเพียงไม่กี่นาทีได้เปลี่ยนชีวิตตัวเองไปหมดสิ้น...

 

เด็กที่เคยมีครอบครัวที่แสนอบอุ่นกลับต้องเหลือตัวคนเดียว  “จากนั้นฉันก็เลยไปอยู่บ้านญาติที่จำเป็นต้องรับฉันไปดูแลจนกว่าจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง...”   น้ำเสียงหวานแฝงความเศร้าไว้ภายใน..  น้ำแข็งและหิมะยะเยือกที่เกาะกุมในจิตใจของเธอมาโดยตลอด...

 

ภาพของอุบัติเหตุบนท้องถนนที่แสนโหดร้าย...

ปิดกั้นหัวใจของเด็กสาวเอาไว้ตราบจนกระทั่งบัดนี้...

 

มนุษย์เราต่อให้เป็นคนสำคัญมากขนาดไหน...

ซักวันก็ต้องแยกจากกัน...

 

                “พวกเขาดีกับฉันมาก...แต่ยังไงฉันก็รู้ว่าเขาลำบากใจ”   ต่อให้รักใคร่กลมเกลียวกัน แต่การใช้ชีวิตและการดำรงอยู่ในโลกนี้นั้นมีบางสิ่งที่ทำให้ลำบาก..ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในครอบครัวหนึ่ง

 

                “หลังจากเรียนจบมัธยมปลายฉันก็ออกมาอาศัยอยู่คนเดียว..  แบบนั้นดีกับครอบครัวของญาติที่ต้องมีคนอื่นอยู่ในครอบครัวมานานแล้วล่ะค่ะ”  อย่างไรก็มีความเป็นคนแปลกหน้าอยู่เช่นกันต่อให้เป็นญาติพี่น้องกันก็ตามที...

 

ดอกทานตะวันยืนรับแสงแดดร้อนจ้าอย่างเข้มแข็งเพียงลำพังในฤดูร้อน...

 

                “ครอบครัวของคนอื่นยังไงก็เป็นครอบครัวของคนอื่นอยู่ดี”  ถึงแม้จะมีความรักและความผูกพันอยู่บ้าง  แต่พวกเขาเหล่านั้นก็มีครอบครัวที่แท้จริงที่รักและผูกพันกันมากเสียจนเป็นพื้นที่ที่เข้าไม่ถึง...

 

ฉันอยากจะเป็นอย่างดอกทานตะวันเหล่านั้น.....

 

                ฮารุฮิโกะจดจ้องมองใบหน้าใสซึ่งเรียบเฉยในขณะที่พูดเรื่องน่าเจ็บปวดแบบนั้นออกมา   นั่นไม่ใช่ความเข้มแข็ง.. มันคงเป็นความเจ็บปวดเสียจนชาด้านไปเสียแล้วมากกว่า   เธอซึ่งมีกำแพงกั้นขวางไม่ให้ก้าวเดินเข้าไปใกล้.. เพื่อไปสัมผัสความอ่อนแอนั้นของเธอ..

 

                เสียงเพลงวอลซ์ที่แสนเศร้าขับล้อมอยู่รอบตัวหญิงสาว  “ฉันอธิบายให้คุณฮารุฮิโกะฟังหมดแล้ว  คงไม่ถามอะไรอีกแล้วนะคะ”  สิ่งนั้นคงเป็นสิ่งที่ดึงดูดเขามาตั้งแต่แรกที่พบพาน 

 

                “อืม  ฉันเข้าใจเธอแล้วล่ะฟุยุมิจัง”  ริมฝีปากคมคลี่ยิ้มจริงใจ   มือแกร่งยื่นออกไปกอบกุมมือเรียวเล็กเอาไว้ชวนให้หญิงสาวตกใจ 

 

                “คำพูดของเธอมันไม่ได้บ่งบอกว่าเธออยากอยู่คนเดียวหรอกนะ”   บาดแผลซึ่งฝังลึกอยู่ภายในใจมานานแสนนานนั้น  ถูกกลบอยู่ใต้หิมะสีขาวเพื่อไม่ให้ใครเห็น.. 

 

เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บเมื่อนึกถึง... 

 

                “เธอแค่ไม่อยากเสียคนสำคัญไปอีกเท่านั้นเอง จึงไม่เปิดใจให้ใคร”   เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผลสร้างความเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง...

 

                แต่ว่า...   “ลึกๆแล้วฟุยุมิจังก็คงอยากมีครอบครัวที่แท้จริงของตัวเอง คนสำคัญที่แท้จริงของตัวเองใช่มั้ยล่ะ?”  ถ้อยคำที่ทำให้เธอต้องสะเทือนใจ...

 

ฉันพร่ำบอกตัวเองอยู่เสมอว่าไม่เป็นไร...

แต่ยิ่งสร้างกำแพงกั้นผู้คนให้ออกห่างไปเท่าใด...

 

                มือเล็กอ่อนนุ่มสั่นไหว  หยาดน้ำตาเอ่อคลอในดวงตากลมโตใส  คล้ายกับหิมะที่ปกปิดกลบเอาความเศร้าหมองนั้นค่อยๆโดนกำจัดออกไป   “ฉัน.....”  ทำไมจึงพูดออกไปไม่ได้ว่ามันไม่ใช่....

 

บาดแผลหลายนั้นก็ยิ่งเปิดกว้างขึ้นสินะ....

 

            “คุณฮารุฮิโกะ...อย่าเดาความคิดของคนอื่นเลยค่ะ...”   ดึงมือแกร่งที่สัมผัสมือตนให้ปล่อยเป็นอิสระ  ไม่อยากให้ล่วงรู้ความอ่อนแอของตัวเอง...

 

                “ไม่ได้เดานะ  แต่ฉันเห็นมันจากใบหน้าและแววตาของเธอมาตั้งแต่แรกที่พบกันแล้ว”  ยิ่งได้ฟังจึงยิ่งเข้าใจ..  ในสิ่งที่ตนรู้สึกติดใจมาตลอด...

 

                “ฉันไม่ตั้งใจจะหยอกเธอเล่นๆหรอกนะ”  ยิ่งได้รู้จักตัวตนมากขึ้น   ยิ่งไม่อยากปล่อยให้จากไป...

 

อยากจะเป็นคนที่หญิงสาวสามารถเปิดใจให้ได้...

 

                ใบหน้าคมหล่อเหลาประดับรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น  ราวกับต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านเพื่อสร้างร่มเงาให้ผู้อื่น..  เขาเป็นหมอเพื่อรักษาคนไข้ เพื่อช่วยคนอื่นจากความเจ็บปวดทางร่างกาย..  แต่กับเธอคนนี้มันไม่ใช่  เขาไม่ได้อยากช่วยเธอเพราะเขาเป็นหมอ... 

 

                แต่เป็นในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง...  “พวกเรามาคบกันไหม?”   นัยน์ตาสีดำราวกับนิลลึกล้ำนิ่งงันเมื่อได้สบมองตา    คำถามซึ่งหยุดห้วงเวลาและดังก้องกังวานเข้าไปในจิตใจ..

 

                “คุณฮารุฮิโกะ.....”  ตกใจและไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังในยามนี้   คำพูดที่ไม่สมควรจะเปล่งบอกกับเธอแม้เพียงนิด...

 

                “ฉันพูดจริงนะไม่ได้หยอกเล่น   ฉันจริงจังกับเธอจริงๆ เป็นคนแรกเลย”   ชายหนุ่มย้ำความจริงใจ   ออกแรงดึงร่างเล็กกว่าเข้ามาในอ้อมกอด... ผู้หญิงตัวเล็กๆและบอบบางแต่กลับแบกรับความทุกข์ใจเป็นบาดแผลมาเนิ่นนาน... เขาไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจเพียงคนเดียว...

 

                “ปล่อยเถอะค่ะ มันไม่ดี”   ฟุยุมิออกแรงดันร่างสูงใหญ่กว่าออกห่างตัวไป..  หัวใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ... ถึงแม้จะไม่ใช่คำพูดสารภาพรักที่ชัดเจนก็ตาม...

 

                “อย่างน้อยฉันก็โล่งใจนะที่คนที่ทำให้เธอฝังใจคือพ่อแม่ไม่ใช่คนรักของเธอ”   เพราะหากเป็นชายหนุ่มคนอื่น.. เขาคงลำบากใจ.. และอิจฉาไม่ใช่น้อย...

 

 

                สายลมโบกพัดให้ใบไม้กิ่งไม้สั่นไหว  คนทั้งสองต่างตกอยู่ในความเงียบและมีเพียงเสียงหัวใจของตัวเองเท่านั้นที่รู้สึกราวกับดังกลบทุกเสียงที่อยู่รอบตัว   ต่างคนต่างรู้จักกันในเวลาอันแสนสั้น... แต่ช่างให้ความรู้สึกเหมือนยาวนานอย่างคาดไม่ถึง...  คำตอบที่ชายหนุ่มต้องการมีเพียงสั้นๆ.. ที่ไม่อาจคาดหวังว่าจะได้รับคำพูดที่ตรงใจของตัวเอง 

 

 

                “ต่อให้ปฏิเสธฉันก็ไม่โกรธนะ  ถ้าไม่ตอบฉันก็มีหวังอยู่”    เขาหยักยิ้มไม่เร่งเร้า   หญิงสาวครุ่นคิดในใจอย่างหนัก...  ทำไมกันนะ.. ทำไมเธอถึงพูดปฏิเสธออกไปในทันทีไม่ได้

 

                หากแต่สิ่งที่เข้ามาขัดจังหวะนั้นคือเสียงโทรศัพท์มือถือของอายุรแพทย์   เขายกขึ้นมารับสายและเปลี่ยนสีหน้าเป็นร้อนรนทันที  “ขอโทษทีนะฉันต้องไปตรวจคนไข้ด่วนแล้วล่ะ!

 

                คนฟังถึงกับอึ้งกับคำตอบ   มือแกร่งนั้นไม่ลืมยื่นมากระชับมือเล็กทั้งสองไว้เพื่อย้ำคำ   “แล้วเจอกันใหม่นะ ขอโทษจริงๆ”   เขาคลายมือออกและรีบวิ่งตรงกลับไปยังทางเข้าโรงพยาบาล...  เมื่อถึงเวลาคนเป็นหมอก็ต้องไปทำงานของตัวเอง 

 

เพราะฉะนั้นนายแพทย์ส่วนใหญ่จึงไม่มีเวลาให้ตัวเอง...

 

                “พิลึกคน....”    พูดจาชวนซึ้งใจตั้งมากมายแล้วก็หายลับไปราวกับสายลมพัดไป..   คนเป็นนายแพทย์ช่างยุ่งจริงๆเลยนะ...

 

                เธอหันไปทางกระดาษซึ่งผูกติดไว้กับก้านต้นดอกทานตะวัน   เมื่อแกะมันและคลี่ออกอ่าน  รอยยิ้มจางๆได้คลี่ยิ้มออกมา    ขอเบอร์โทรศัพท์ได้มั้ย...งั้นเหรอ...  เรื่องแบบนี้ทำไมไม่กล้าพูดเอง”  ทำเหมือนเป็นพระเอกละครไปได้...

 

 

                ฟุยุมิจ้องมองข้อความในนั้นครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจหยิบปากกาออกมาจากกระเป๋าเพื่อเขียนข้อความตอบกลับไป   มือเรียวจัดการผูกกระดาษนั่นกลับไว้ที่เดิมอย่างที่ชายหนุ่มได้ทำเอาไว้  ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนเริ่มจดหมายกระดาษนี่ก่อน..ก็ควรตอบกลับไปอย่างเดียวกัน...

 

                บอกว่าจะถามอีกแค่อย่างเดียว... โกหกนี่...”   ริมฝีปากได้รูปสีชมพูหยักยิ้มแม้เพียงเล็กน้อย   คำถามมันมีมากมายกว่าตอนแรกไม่ใช่เหรอ...

 

 

จดหมายกระดาษที่เชื่อมโยงสายใยบางอย่าง...

เพื่อเปิดใจให้มากขึ้นกว่าที่เคย....

 

 

                น้ำแข็งเมื่อได้รับความร้อนก็จะค่อยๆละลายไป   ฤดูหนาวนั้นไม่อาจคงอยู่ไปได้ตลอดเมื่ออากาศจำต้องเปิดแปลงเพื่อให้เปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิ...  หัวใจของคนเราเมื่อได้รับความอบอุ่นย่อมเกิดความรู้สึกใหม่ๆ  คนสองคนที่ได้รู้จักกันมากขึ้นเปิดใจมากขึ้น... ราวกับว่าที่ผ่านมาคนทั้งสองได้รอคอยที่จะมาเจอกันมาเนิ่นนาน  โรงพยาบาลนี้ทั้งเยียวแยแผลกายและจิตใจ...

 

 

เสียงเพลงวอลซ์บ้างฟังแล้วแสนเศร้า

บ้างฟังแล้วรู้สึกแฝงไว้ด้วยความสุขนัก

 

เจ้าดอกทานตะวันคอยเฝ้ามองหาดวงอาทิตย์

ดวงอาทิตย์อันเป็นเป้าหมายในชีวิตของพวกมัน

 

“พวกเรามาคบกันไหม”

 

ในฤดูร้อนซึ่งเป็นฤดูเบ่งบานของดอกไม้ที่แสนรัก....

ฤดูร้อนในปีนี้ดอกไม้ในใจเธอคงเริ่มผลิบาน...

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 247 ท่าน

Line PM