Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
Rhythm of Sunflower Waltz
เพนกวินสีม่วง
CH II
2
01/01/2533 00:00:00
371
เนื้อเรื่อง

ต้นไม้ใหญ่ในฤดูใบไม้ผลิมีสีเขียวขจี

กิ่งก้านแผ่ออกไปสร้างร่มเงาให้ต้นไม้และคนเบื้องล่าง

 

ยามเหมันต์ไร้ซึ่งใบไม้มีเพียงกิ่งก้านสีเข้ม

ใยจึงคงมั่นแม้ต้องสายลมหนาวอยู่ที่เดิมอย่างนั้น

 

ผู้ชายคนนั้นก็คล้ายคลึงกับดวงตะวัน...

นายแพทย์ผู้เป็นที่พึ่งพาของคนไข้...

 

 

                ฤดูร้อนท้องฟ้านั้นโปล่งไร้ซึ่งเมฆกำบังแสงแดด  เสียงจิ้งหรีดเปรียบดั่งเสียงสัญญาณประจำฤดูที่หลากหลายคนต้องเสียเหงื่อและถูกแดดเผา  เพราะอากาศร้อนบางครั้งก็ก่อให้ความโกรธาได้ง่ายจึงเกิดเหตุทะเลาะวิวาท  ซ้ำบางครั้งก็ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บจากความร้อนที่มากเกินไปและอาหารที่เน่าเสียเร็วกว่าปกติ 

 

                ขายาวก้าวเดินมายังสวนทานตะวันริมกำแพง  มีเพียงบัวรดน้ำวางอยู่ข้างๆแปลงทานตะวันซึ่งมีใบเปื้อนหยดน้ำ  คงจะมีคนสวนเข้ามารถน้ำเรียบร้อยแล้ว..   มือแกร่งยกขึ้นจ้องมองนาฬิกาข้อมือ  ขณะนี้เป็นเวลา 07.30 น.  หรือมันจะเช้ามากเกินไป..

 

 

                “นึกว่าจะเจอซะอีก”   หญิงสาวผู้มีดวงตาแฝงความรู้สึกลึกลับน่าค้นหา  เวลาแบบนี้คงจะไปทำงานหรือไปเรียนอยู่สินะ....

 

                “ฮารุฮิโกะ  ไม่ไปตรวจคนไข้เหรอ?”   นายแพทย์ร่างอ้วนท้วมมีผมงอกเดินผ่านถนนข้างสวนพลันเหลือบเห็น  ในยามเช้าแบบนี้มายืนทำอะไรกัน

 

                “กำลังจะไปแล้วครับ  ผมแค่มาดูเฉยๆ  ถ้าไม่เจออาจารย์หมอคงไม่รีบไปนะเนี่ย”   เดินเริงร่ากลับไปหาอาจารย์หมอซึ่งเป็นที่ปรึกษาในหลายๆเรื่องเกี่ยวกับคนไข้ 

 

ผู้ชายคนหนึ่งเป็นคุณหมออารมณ์ดี

อารมณ์ดีมากเสียจนเหมือนเล่นสนุกตลอดเวลา

 

                โรงพยาบาลในวันจันทร์แม้เป็นวันทำงานของคนทั่วไปและโรงเรียนเปิด  ผู้คนที่เข้าออกก็มีไม่น้อยไปกว่าวันเสาร์อาทิตย์  เรื่องสุขภาพกายและใจเป็นเรื่องสำคัญและปัจจัยที่ 4  พักเที่ยงเมื่อเปลี่ยนเวรนายแพทย์ แพทย์หญิงและพยาบาลบางส่วนต่างมารวมตัวที่โรงอาหารเพื่อเพิ่มพลังงาน

 

 

                “คุณหมอนั่งเหม่อแบบนี้มีอะไรหรือเปล่าคะ?”    พยาบาลแต่งหน้าจัดเดินถือถาดวางจานสลัดตรงมาหยุดเบื้องหน้าโต๊ะพลาสติกสีอ่อน  บนโต๊ะมีจานข้าวที่วางเปล่าและกระป๋องน้ำอัดลมซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพวางเอาไว้

 

                คุณหมอย้อมผมสีทองสวมเสื้อเชิ้ตลายทางเส้นเล็กๆสีฟ้าขาวนั่งถอนหายใจแผ่วเบา  พฤติกรรมเช่นนี้ช่างขับให้เกิดความสงสัย ในเมื่อเธอไม่เคยเห็นคนร่วมงานเป็นเช่นนี้มาก่อน  “ทำหน้าอย่างกับจีบสาวไม่ติดเลยนะคะ”

 

                ประโยคคำพูดนั้นดึงสติของคนฟังให้กลับคืนมา  “พูดอะไรแบบนั้นน่ะมิจิโยะจัง  จีบเธอไม่ติดฉันก็ไม่ได้ซึมเศร้าอะไรนะ”  เบี่ยงสายตามองพลางเล่นหูเล่นตากะล้อน

 

                “ฉันก็ไม่ได้ชอบคนกะล่อนแบบคุณหมอหรอกนะคะ  แค่คิดว่าคุณหมอทำหน้าตาแปลกๆคงมีแต่เรื่องสาวๆแค่นั้นเอง”   มือเรียววางถาดอาหารของตนลงบนโต๊ะเพื่อนั่งรับฟังปัญหา 

 

                “สมแล้วที่เป็นพยาบาลศิราณีประจำแผนกอายุรกรรม   ทั้งๆที่ฉันเข้ามาทำงานได้ปีกว่าเธอยังมองฉันซะทะลุปรุโปร่ง” 

 

“เธอเดาถูกเรื่องนึงนะที่เป็นเรื่องของสาวๆ  แต่ฉันยังไม่ได้จีบเขาก็ยังไม่ถูกหรอก”   ฮารุฮิโกะหยิบกระป๋องโคล่าขึ้นมาจิบ    ตัวเขายังไม่ได้เริ่มและไม่รู้จักกันดี.. มีเพียงแค่ความรู้สึกอยากรู้จักและค้างคา...

 

                หญิงสาวแต่งกายเรียบร้อยหากแต่แต่งหน้าจัดจ้านเหล่มองด้วยหางตา  อายไลน์เนอร์ซึ่งกรีดคมยิ่งขับให้ดวงตาของเธอคมกริบและมีเสน่ห์   “หืม... ไม่ใช่สาวที่จีบแต่คุณหมอทำหน้าตาลำบากใจ  คงไม่ใช่คนไข้สินะ”

 

                “เมื่อเช้าฉันไปดักเจอผู้หญิงคนนึงแต่ไม่เจอ น่าเสียดายชะมัดเลย”  อะไรดลใจให้เขาเดินไปดูต้นทานตะวันที่ข้างรั้วโรงพยาบาลกันนะ...  ไปรดน้ำและรอคอยนานสองนานก่อนถึงเวลาเข้าเวร...

 

                “เห....  แบบนี้ไม่เรียกว่าจีบก็เรียกว่าอยากจีบแล้วนะคะคุณหมอ  ลองปรึกษาฉันไหมคะ บางทีฉันอาจจะรู้จักกันได้”   คำพูดของมิจิโยะดึงความสนใจของชายหนุ่มผู้มีหน้าที่รักษาคนป่วย 

 

                “จะว่าไปฉันก็เจอเขาที่แผนกอายุรกรรม  รู้จักคนไข้ที่ชื่อยูกิชิโร่  ฟุยุมุจังบ้างรึเปล่ามิจิโยะจัง?”   ท้าวคางและเปล่งคำถามไปอย่างใคร่รู้

 

                นามที่แสนคุ้นเคยของน้องสาวขับรอยยิ้มที่ริมฝีปากเรียวระบายด้วยลิปสติกสีส้ม   “ถ้าเป็นฟุยุมิจัง  ฉันไม่อยากให้คุณหมอไปยุ่งหรือจีบเธอเล่นๆหรอกนะคะ”  เพราะรู้จักดีทั้งคู่จึงต้องเตือน...

 

 

หิมะเมื่อจับต้องโดยไม่ระวังมันจะละลายหายไป...

ดอกทานตะวันซึ่งมีเป้าหมายก็มิเคยมองไปทิศทางอื่น...

 

 

                คัตสึระ ฮารุฮิโกะสดับฟังพร้อมกับกระพริบตาปริบๆด้วยความงุนงง   คำพูดที่แสนจริงจังและไม่ใช่คำล้อเล่น  น้ำเสียงนั่นช่างดูเหมือนตั้งใจจะปรามเขาอย่างแท้จริง    ออกตัวแบบนี้คงเป็นคนรู้จักที่รู้จักกันอย่างดีเป็นแน่  เพราะอะไรกันนะ...

 

 

                “เป็นคนรู้จักของมิจิโยะจังสินะ ทำไมล่ะฉันก็ออกจะดีนะ  หน้าตาก็ดี การงานก็ดี”  หัวเราะเบาๆพร้อมกับพูดเล่นเรื่อยเปื่อย 

 

                “มันไม่เกี่ยวกับเรื่องพวกนั้นหรอกค่ะ”   ดวงตาของเธอจดจ้องมองไปยังโต๊ะที่เรียบสะอาด...  ร่างเล็กที่แสนบอบบาง ผิวขาวราวกับหิมะตัดกับเส้นผม...

 

                “งั้นต้องมีเหตุผลอะไรที่สำคัญสินะเนี่ย”  ชายหนุ่มผมสีทองนั่งตั้งใจฟัง  เขาน่ะอยากรู้จักเธอคนนั้น.. เธอคนนั้นซึ่งมีบางอย่างที่เขารับรู้ได้...

 

                “ฟุยุมิจังไม่เหมือนสาวๆที่ไปเล่นด้วยได้หรอกนะคะ”  เงยใบหน้าขึ้นจ้องใบหน้าคมที่แสนหล่อเหลา  การหยอกล้อหญิงสาวไปเรื่อยๆ บางครั้งมันก็สร้างบาดแผล... 

 

 

                ผู้ชายที่คิดเล่นสนุกกับความรัก ผู้ชายที่ไม่จริงจังกับความรักและทำทีเล่นทีจริง  บางครั้งไม่เหมาะที่จะไปสร้างบาดแผลให้กับแก้วที่เปราะบาง..   คนไข้ประจำของโรงพยาบาลซึ่งรู้จักกันมานานเสียจนคิดเหมือนน้องสาวที่สนิทคนหนึ่งนั้น.. เธอมักมีแววตาเศร้าๆหลบซ่อนไว้...

 

 

                “มองฉันในแง่ร้ายจัง  ฉันไม่ได้กะจีบกับหยอกเล่นหรอกน่า... มันมีอะไรบางอย่างน่ะ”  ยกมือขึ้นเกาแก้มพลางนึกถึงความประทับใจนั่น...

 

ผู้หญิงที่กำลังรดน้ำดอกทานตะวัน....

ดวงเนตรสีเข้มลึกล้ำแฝงความรู้สึกที่หลบซ่อนไว้...

 

                “ฉันอยากรู้จักเขา  รู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก...”   คงเพราะเป็นนายแพทย์มานาน   เมื่อเห็นปัญหาจึงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปพัวพัน..

 

                นางพยาบาลสาวสวยในชุดสีขาวจ้องมองนิ่ง  เธอนั้นไม่เชื่อในคำพูดของคุณหมอซึ่งอารมณ์ดีและมีภาพลักษณ์เพลย์บอยแบบนี้นักหรอก... แต่ถึงกระนั้น...   “อาการเหงาเพราะเวลางานกินเวลาส่วนตัวเลยไม่ได้หาแฟนเหรอคะ” 

 

                “มิจิโยะจังนี่พูดจาเราะร้ายนะเนี่ย ฮ่าๆๆ   เธอก็ยังโสดเหมือนกันจะมาว่าฉันได้ยังไง”   ชีวิตรักของคนในสายงานที่แสนยุ่งนี้หากราบรื่นคงเป็นโชคดีนัก...

 

                “เสียมารยาท!   ฉันยังสาวยังสวยอย่าพูดแบบนั้นนะคะ!   ฝ่ามือตบเข้าที่ต้นแขนของผู้ชายที่ไม่ให้เกียรติ   มีเวลาให้กับงานมากกว่าเวลาส่วนตัว.. เป็นวัฏจักรของคนในวงการนี้...

 

 

พวกเราเป็นเหมือนดวงตะวันของคนเจ็บไข้...

จะทอดทิ้งคนเหล่านั้นไปไม่ได้หรอก...

 

 

                เข็มนาฬิกาหมุนวนไปจนกระทั่งเวลา 4 โมงเย็น   ร่างสูงเรือนผมสีทองอร่ามเก็บของใส่ในกระเป๋าคล้ายนักธุรกิจ ไม่ลืมหยิบเอาเสื้อกาวน์ของวันนี้ไปส่งให้กับแม่บ้านประจำโรงพยาบาลเพื่อซักรีดรักษาความสะอาด   เมื่อได้เวลาออกเวรก็คือเวลาพักผ่อนและใช้เวลาส่วนตัว...

 

                ทางเดินกว้างภายในชั้นล่างของสถานพยาบาลซึ่งใช้รองรับคนไข้จากภายนอกมีผู้คนมากมายเดินผ่านไปมา  ชายหนุ่มอายุไม่ถึง 30 โบกมือทักทายคนป่วยที่จำหน้าได้ด้วยรอยยิ้มสดใส   จากวันที่ย้ายเข้ามาประจำที่โรงพยาบาลแห่งนี้ก็ผ่านพ้นไปปีกว่าแล้ว..เกิดความเคยชินและผูกพัน

 

 

                สายตาพลันเหลือบเห็นเพื่อนร่วมงานรุ่นราวคราวเดียวกันก้าวเดินผ่านประตูกระจกเข้ามา  “อากิคุง~!  วันนี้เข้าเวรเย็นเหรอนั่น”

 

                ไร้ซึ่งเสียงทักทายตอบกลับจากฝ่ายตรงข้าม  ร่างสูงโปร่งมีใบหน้าหล่อเหลาที่แสนเย็นชาไร้อารมณ์  ดวงตาใต้แว่นตาใสสีดำเข้มทอประกายเย็นยะเยือก  เส้นผมสีเดียวกันหวีเรียบประกอบกับการแต่งกายสวมใส่เสื้อเชิ้ตขาวผูกเนคไทด์สีดำขลับเรียบร้อยทุกระเบียดนิ้ว กางเกงสีดำยิ่งบ่งบอกถึงความเป็นคนเจ้าระเบียบและชอบความสมบูรณ์แบบ   

 

                “ไม่ทักทายกลับเหมือนเคย   ฉันจะกลับบ้านล่ะ”  โบกมือไปมาซ้ำอีกครั้ง  เคยชินเสียแล้วกับความไม่เป็นมิตรของฝ่ายตรงข้าม

 

                “ไม่จำเป็นต้องบอก”   มือแกร่งยกขึ้นดันแว่นตาและก้าวเดินผ่านไป   คุโรวาชิ อากิ ศัลยแพทย์ประจำห้องฉุกเฉินและแผนกศัลยกรรมเป็นคนมีฝีมือ  ไม่ว่าใครก็ไว้วางใจ... ถึงแม้อายุน้อยแต่ก็เป็นหมอผ่าตัดอันดับต้นๆแล้ว 

 

                “อ่าว คุณฮารุฮิโกะจะกลับแล้วเหรอครับ”   เมื่อมองไปตามเสียงเพรียกทักทายพลันเห็นผู้ชายสวมเครื่องแบบต่างจากแพทย์ทั่วไปถือแฟ้มกองพะเนินเต็มสองมือ

 

                “ว่าไงนัทสึคุง  เดินตามหลังอากิคุงมาแบบนี้แสดงว่าโดนใช้งานอีกแล้วสิท่า”  คนรับฟังรีบลดระดับของแฟ้มลงเพื่อโผล่หน้าให้เห็น...

 

                ชายหนุ่มซอยผมทรงรากไทรสีดำเข้มและจัดทรงคลี่ยิ้มเจื๋อนๆปลงๆ   ป้ายประจำตัวที่อกข้างซ้ายเขียนบอกสังกัดประจำคือแพทย์ประจำแผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู  เพราะฉะนั้นเขาจึงสวมใส่ชุดเครื่องแบบสีขาวแตกต่างไปจากนายแพทย์ในแผนกอื่น

 

                “อย่าให้นินทาเลยครับ....”  ตนก็มีงานเหมือนกันแท้ๆ  แต่โดนกลั่นแกล้งโยนคนไข้มาให้มากมายเสียจนหนึ่งวันมีคิวนัดแทบหาเวลาพักไม่ได้ 

 

                “นั่นเพราะนัทสึคุงชอบอู้งานให้คนอื่นในแผนกไม่ใช่เหรอ  ระวังจะโดนผู้อำนวยการติงเข้าซักวัน”   ฮารุฮิโกะตบบ่าและก้าวเดินไปทางประตูทางออก  ทิ้งให้เพื่อนร่วมงานคนละแผนกส่งเสียงฟึดฟัดปลงตกอยู่ในใจ 

 

                “คนที่กะจีบพยาบาลกับคนไข้ก็แย่เหมือนกันล่ะครับ!   เสียงทุ้มตะโกนไล่หลังเพื่อต่อว่าไม่ให้ตนเองต้องมีข้อเสียเพียงคนเดียว.. 

 

                “แต่ละคน...”    นายแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นหูถอนหายใจเหนื่อยหน่าย  แต่เมื่อเห็นหน้าคนไข้ซึ่งเดินผ่านไปมาพลันแย้มยิ้มสดใส... มันเป็นหน้าที่และสิ่งที่ควรกระทำ

 

 

พวกเขาทั้งสามคนเป็นนักเรียนแพทย์รุ่นเดียวกัน...

แม้ทำงานร่วมกันก็ใช่ว่าจะสนิทสนมกันนัก....

 

 

                ช่วงเวลาในการศึกษาในมหาวิทยาลัยคณะแพทย์นั้นยากลำบากและเหน็ดเหนื่อย  แต่เมื่อเข้ามาทำงานจริงจะได้พบความจริงที่เหน็ดเหนื่อยยิ่งกว่า.. บางคนเลือกที่จะหาเวลาว่างให้ตัวเองมากขึ้นด้วยการออกไปเปิดคลินิกเพียงอย่างเดียว  สำหรับนายแพทย์อายุน้อยอย่างพวกเราจำเป็นต้องสั่งสมประสบการณ์ในโรงพยาบาลให้มากกว่านี้....

 

เพราะชีวิตของคนอื่นอยู่ในมือทั้งสองข้าง....

 

                ร่างสูงผมทองแลมองท้องฟ้านอกโรงพยาบาลซึ่งยังคงมีแสงแดดร้อนยาวนาน  ขายาวก้าวเดินไปยังลานจอดรถของนายแพทย์ประจำ... หากแต่เมื่อเดินไปได้เพียงสองสามก้าวกลับลังเล... บางอย่างดลใจให้เปลี่ยนเส้นทางไปยังที่อื่นแทนทั้งๆที่ควรกลับไปพักผ่อนหรือจัดการงานที่คั่งค้าง..

 

                ความคาดหวังที่จะได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่ง  คำพูดของพยาบาลประจำแผนกอายุรกรรมหวนย้อนเข้ามาในห้วงความคิด...  ช่างน่าแปลกที่เขารู้สึกติดใจและเฝ้ารอที่จะพบกับเธอคนนั้นทั้งๆที่อาจจะไม่ได้พบกันอีก.. โรงพยาบาลไม่ใช่สถานที่ที่จะพบคนเดิมได้ซ้ำๆ...

 

 

                “เรานี่ก็แปลก....”  แปลกใจตัวเองนักที่รู้สึกอยากรู้จักคนแปลกหน้าที่ได้พบกันเพียงไม่นานมากขนาดนั้น...

 

                “บอกคนอื่นว่าไม่ได้จีบเขาแท้ๆ”    คล้ายกับหลอกตัวเองและหลอกคนอื่น...  ทั้งๆที่ทำตัวไม่เหมือน... การกระทำมันไม่ใช่...

 

 

แต่ฉันก็ยังอยากรู้จักเธอ....

ดวงตานั่นที่ดึงดูดให้เขาอยากค้นหาสิ่งที่หลบซ่อนอยู่....

 

 

                สวนทานตะวันริมรั้วกำแพงโรงพยาบาลมีเพียงความว่างเปล่า   ดวงตาคมสีน้ำตาลกวาดมองไปรอบๆไร้ซึ่งเงาของผู้คน..  เผลอหลุดหัวเราะตัวเองออกมาเบาๆ    นี่ตนเป็นอะไรไปจึงติดใจมากขนาดนั้น  ทั้งๆที่โอกาสที่จะได้พบกันมันช่างน้อยนิด....

 

 

                “คนไม่ได้ป่วย ไม่ได้มีนัดกับหมอ จะมาโรงพยาบาลทำไมบ่อยๆ”  ขยี้เส้นผมเตือนสติตัวเองให้เข้าใจและสำนึก  ควรจะเลิกคิดเสียดีกว่า...

 

                แต่ทว่าในยามนั้นเสียงหนึ่งได้ดึงให้เขาหยุดอยู่ที่เดิม   “คุณหมอ?”   น้ำเสียงหวานผลักดันให้ตวัดกายหันมองดู.. หญิงสาวในชุดกระโปรงมีระบายลูกไม้..  ผมสีดำเหยียดตรงต้องลมพลิ้วไหว..

 

                “เจอกันอีกแล้วนะฟุยุมิจัง”   ใบหน้าที่แปลกใจของเธอแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยในทันที   คงเข้าใจผิดว่าตนแอบตามกระมัง..

 

                “ไม่คิดว่าจะเจอเหมือนกันค่ะ...”   บังเอิญมากเกินไปคล้ายกับตั้งใจมารอ.. 

 

                “มารดน้ำดอกทานตะวันอีกแล้วเหรอ  หรือว่าเธอจะอยู่แถวๆนี้กันล่ะเนี่ย”   ร่างเล็กบางเดินผ่านหน้าหมอหนุ่มเพื่อนำบัวรดน้ำไปวางคืนที่เดิม...

 

                “โรงเรียนอนุบาลที่ฉันสอนอยู่ อยู่ไม่ห่างจากที่นี่เท่าไหรน่ะค่ะ”   เธอเก็บอุปกรณ์และกระชับกระเป๋าถือหมายเดินทางกลับบ้านเสียที  

 

                “เป็นคุณครูโรงเรียนอนุบาลเหรอเนี่ย  อยากเห็นเวลาสอนเด็กจัง”  คงจะยิ้มแย้มแจ่มใสมากกว่าตอนที่อยู่กับเขาตอนนี้นัก...

 

                หากแต่คนคุยด้วยนั้นไม่ยอมรับมุขด้วยเลย  “ดูแลคนไข้ในโรงพยาบาลเถอะค่ะคุณหมอ  อย่าโดดงานเลย”  ช่างเย็นชา...

 

                “ชอบดอกทานตะวันที่นี่เหรอ?  มารดน้ำบ่อยจัง”   ตนมิเคยสังเกตเลยตลอดเวลาที่เข้ามาทำงานที่โรงพยาบาลแห่งนี้  หากมันไม่บานคงไม่รู้เลยว่ามีดอกทานตะวันอยู่

 

                “มาทีไรก็ไม่เคยเจอคนรดน้ำก็เลยมาดูแลน่ะค่ะ”   มองข้ามไปไม่ได้... ดอกไม้ก็เหมือนคนที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่... มิฉะนั้นก็คงเหี่ยวเฉาตายไป...

 

                “เสร็จธุระแล้ว ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ”  โค้ง 90 องศาประหนึ่งคนไม่คุ้นเคยและแสนห่างเหินเช่นเดียวกับวันแรกที่ได้พบกัน.. 

 

                “รู้สึกเหมือนโดนสร้างกำแพงใส่เลย”   มือแกร่งยกขึ้นนวดลำคอและทำสีหน้าไม่ถูก   ดวงตาใสซึ่งไม่ยอมมองสบตาไร้ความเป็นมิตร    ความประทับใจแรกที่มีต่อกันคงไม่ดีมากมายนัก...

 

                ฟุยุมิเงยใบหน้าขึ้นมองสบคู่สนทนา   คำพูดในวันวานและการกระทำที่แสนคุกคามนั่น..  “เพราะคุณหมอพูดจาแปลกๆไว้น่ะสิคะ”   เธอไม่ยินดีนัก...

 

                “บอกแล้วไงว่าให้เรียกว่าฮารุ  มันดูห่างเหินกันจังเลยฟุยุมิจัง”   ฮารุฮิโกะทำสีหน้าน้อยใจเมื่อโดนสร้างกำแพงใส่  เข้าใจนะว่าเพิ่งเจอกัน แต่ตั้งแง่กันแบบนี้ก็แลดูลำบากใจ...

 

                “......พวกเราก็ไม่ได้สนิทสนมกันนี่คะ...”  แววตาสีดำเข้มเบี่ยงหันมองไปทางอื่น  ไม่ใช่ทุกคนที่จะสนิทสนมกับใครได้ในเวลาอันสั้น...

 

                “มันไม่ได้เสียมารยาทหรอกนะถ้าจะเรียกชื่อกันน่ะ”   การเพรียกนามออกไป.. เป็นการสานต่อความสัมพันธ์ของคนไม่รู้จักกันเพื่อให้รู้จักกันมากขึ้น...

 

                “ไม่ได้รู้สึกเสียมารยาทหรอกค่ะ... ก็แค่... ไม่ถนัด...” ไม่คุ้นเคย ไม่คุ้นชินกับการผู้ชายประเภทนี้  ไม่อาจเข้าใจว่าเข้าใกล้เพื่อจุดประสงค์ใดกันแน่...

 

 

เธอเหมือนหิมะซึ่งเมื่อจับต้องโดยไม่ระวังละลายหายไป...

และเธอก็เหมือนทานตะวัน....

 

ซึ่งบานในฤดูร้อนแตกต่างจากบุปผชาติในฤดูใบไม้ผลิ..

 

 

                ยูกิชิโร่ ฟุยุมิถึงแม้เธอจะมีเพื่อนร่วมงานที่โรงเรียนอนุบาล มีเด็กๆที่พร่ำสอน มีพยาบาลสาวและคุณหมอวัยกลางคนที่คอยดูแลเอาใจใส่..    ในใจของเธอมีบางอย่างที่คล้ายกับบาดแผลลึกอันเป็นแผลเป็นไม่อาจสมาน... สิ่งนั้นผลักดันให้เธอสร้างกำแพงกับคนที่เข้ามาสร้างความสนิทสนมกับเธอ...โดยเฉพาะเพศตรงข้าม... หรือคนที่พยายามเข้ามาสร้างความสำคัญ...

 

 

                ริมฝีปากคมคลี่รอยยิ้มเป็นมิตรและอบอุ่น  ถึงแม้จะมีท่าทีเย็นชาต่อกัน.. เขาไม่ใช่คนที่จะถอยไปง่ายๆ  “ยิ่งเป็นแบบนี้ฉันยิ่งอยากรู้จักเธอ”  มากขึ้น... มากขึ้นเรื่อยๆ...

 

                “คุณหมออยากรู้จักฉันเพื่ออะไรกันคะ   ฉันก็เป็นแค่คนไข้คนหนึ่งของโรงพยาบาล  เป็นคุณครูอนุบาล ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรือน่ารู้จักเลย”  ซ้ำยังมีทีท่าเย็นชาใส่กันถึงเพียงนี้...

 

                ร่างสูงทองรับฟังพร้อมกับรอยยิ้ม  “เธออาจจะคิดแบบนั้น  แต่ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นนี่”  เขาได้พบเจอคนมากมายในโรงพยาบาลแห่งนี้และนอกเวลางาน... แต่กับผู้หญิงคนนี้มันมีบางอย่าง...

 

                “ไม่งั้นคงไม่บอกว่าอยากรู้จักเธอ“ บางอย่างที่สะดุดตาตั้งแต่คราแรกที่ได้พบกันในห้องนั้น...  ตอนนั้นมีสีหน้าที่ปลอดโปร่งกว่านี้เสียอีก...

 

                ร่างบอบบางจ้องมองนิ่ง  เป็นผู้ชายที่แปลกเสียจริงนะ.. ไม่เคยพบเจอคนแบบนี้มาก่อน   “คุณหมอน่ะ... เคยมีคนบอกว่าเป็นคนแปลกๆหรือเปล่าคะ?” 

 

                ฮารุหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง คู่สนทนาเผลอสะดุ้งตกใจไปครู่หนึ่ง   “ไม่มีหรอก  มีแต่คนบอกว่าฉันน่าม่อมากกว่า ฮ่ะๆๆๆ”  เป็นนายแพทย์ที่ลอยไปลอยมาแลดูไม่จริงจัง...

 

                “ได้ยินแบบนี้แล้วไม่น่าไว้วางใจเลยนะคะ”    คนที่ยอมรับด้วยตัวเองในทันทีว่ามีนิสัยอย่างไร  กล้าพูดออกมาได้เต็มปาก...

 

                “อย่าเพิ่งตั้งแง่เรื่องฉันน่าม่อเลย   ฉันไม่คุกคามฟุยุมิจังแบบนั้นหรอก  มีคนเคยบอกรึเปล่า ว่าฟุยุมิจังน่ะพยายามเลี่ยงที่จะสนิทกับคนอื่น?”   ถามตรงไปตรงมาเสียจนคู่สนทนาเบิกดวงตากว้างขึ้นน้อยๆ 

 

                เธอหลบสายตาลงต่ำจ้องมองไปยังพื้นสีน้ำตาล..  “คุณหมอพูดออกมาตรงๆเลยนะคะ...” คล้ายกับบาดลึกเข้าไปในจิตใจ.. ข้อเสียที่ล่วงรู้ดีอยู่แล้ว...

 

                “ถ้าฉันบอกว่าไม่เคย คุณหมอคงบอกว่าฉันโกหกแน่ๆ”   เงยหน้าขึ้นสบมองตาเผชิญหน้าไม่หันหนีไป  อยากจะรู้จริงๆว่าผู้ชายคนนี้ต้องการอะไรกันแน่

 

                “คงจะดีกว่าถ้าไม่มีความผูกพัน  ในตอนที่จากกันจะได้ไม่ต้องเศร้าใจ....”  ในยามที่ต้องสูญเสียและพรากจาก.. ไม่ต้องเกิดรอยแผลเป็นในหัวใจ..

 

 

                เมื่อไม่รู้จักกัน  เมื่อไม่ตกหลุมรักใคร  เมื่อไม่ได้ครองรักกับใคร  ความสัมพันธ์ไม่ได้พันผูกขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องถลำลึกเพื่อรอวันพรากจาก.. เธอไม่อยากเสียน้ำตา... ในวันที่ต้องแยกห่างจากคนสำคัญ  ในวันที่ไม่อาจได้พบกันอีก..  เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องสร้างสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับใครหรอก...

 

 

ยามนอนหลับฝันยังคงเห็นภาพครอบครัว...

ซึ่งไม่อาจพบกันได้อีกแล้ว....

 

 

                ฮารุฮิโกะจ้องมองแววตาที่จ้องตรงมาที่เขาโดยไม่หันหนี   ครู่หนึ่งคล้ายกับเห็นบางอย่างที่สั่นไหวในดวงตากลมโตนั่น   คำพูดนั่นช่างมีความหมายที่แสนเศร้า...  คำเตือนที่พยาบาลสาวเอ่ยเอาไว้ยิ่งกระจ่างแจ้งให้เขาได้เข้าใจ... ผู้หญิงคนนี้มีบางอย่างที่ไม่อาจหยอกล้อเล่นเพียงเพื่อความสนุกและปล่อยผ่านเลยไป...

 

 

                “ฟุยุมิจังคงเคยเสียใครบางคนที่สำคัญไปสินะ”   ฉับพลันสีหน้าของหญิงสาวเรียบเฉยไม่พอใจ  คล้ายกับไม่ต้องการให้ใครมาเดาใจ..

 

                “ฉันไม่ขอตอบค่ะ....”  เรื่องส่วนตัวที่ไม่จำเป็นต้องบอกให้เข้าใจ..   คำพูดนั่นเพรียกให้ริมฝีปากคมได้รูปคลี่ยิ้มเข้าใจ

 

                “ฉันเข้าใจนะ  ฉันเห็นมาหลายคนแล้วล่ะ”  คนไข้ในโรงพยาบาล ผู้คนที่มาเยี่ยมคนเหล่านั้น.. หลายครั้งที่พวกเขาได้เสียคนสำคัญไปและต้องเสียน้ำตา...

 

                เพราะเห็นภาพแบบนั้นหลายต่อหลายครั้ง  จึงอดคิดไม่ได้ว่าถ้าพวกเราซึ่งเป็นนายแพทย์สามารถต่อชีวิตคนให้ยืนยาวขึ้นเพียงนิดก็ยังดี..    “ฉันยอมรับก็ได้ว่าพูดจาเหมือนจีบเธอ   แต่พวกเราก็เป็นเพื่อนกันได้ใช่มั้ยล่ะ?” 

 

                “.... แน่ใจเหรอคะ...”  ดวงตากลมสีเข้มของหญิงสาวซึ่งเหมือนตุ๊กตาเขม็งมองไม่ไว้วางใจ   ยอมรับเองว่าน่าม่อแล้วก็มาพูดแบบนี้งั้นเหรอ.. แปลกคน.. แปลกคนจริงๆ...

 

                “เห... ฟุยุมิจังพูดแบบนี้อย่างกับกลัวว่าฉันจะจีบงั้นล่ะ”   คำพูดขับให้ใบหน้าขาวอมชมพูเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ  ราวกับตกหลุมพรางไปเรื่อยๆ..

 

                “อย่าพูดหยอกฉันเล่นเลยค่ะคุณฮารุฮิโกะ”   สะบัดใบหน้ามองไปทางอื่นเพื่อไม่เห็นแก้มที่เปลี่ยนสี   หากแต่สรรพนามเรียกชื่อนั้นน่าสนใจยิ่งกว่า

 

                รอยยิ้มได้กระจ่างไปทั่วใบหน้าอันหล่อเหลาและสดใส   “เมื่อกี้ฟุยุมิจังเรียกฉันว่าคุณฮารุฮิโกะสินะ?”  คงไม่ได้หูฝาดและคิดไปเองเป็นแน่...

 

                มือเล็กยกขึ้นแตะริมฝีปากยิ่งเขินอายเมื่อเผลอตัว   “ฉันจะกลับบ้านแล้วค่ะ!   เร่งเดินจ้ำอ้าวผ่านหน้าร่างสูงไป  เขาจึงรีบดึงกระเป๋าถือของเธอไว้อีกครั้ง 

 

 

ฤดูหนาวเมื่อผ่านไปก็จะเป็นฤดูใบไม้ผลิ....

ฉันเป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ในฤดูที่เขียวขจีนั่น...

 

ฉันอยากให้เธอมีรอยยิ้มที่สดใส......

 

 

                นายแพทย์ผมสีทองรู้สึกตัวหลังจากเผลอไปดึงกระเป๋าของหญิงสาวไว้อีกครั้ง  ท่าทางที่คุกคามจากที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่ทำ... แต่หากไม่ทำก็คงไม่ได้เข้าใกล้มากไปกว่านี้..   อยากจะให้เธอรู้ว่าฉันน่ะไม่ได้เล่นๆ  ต่อให้ภายนอกจะไม่น่าเชื่อถือแบบนั้นก็ตาม....

 

 

                “ตอนนี้ยังเป็นคุณฮารุฮิโกะก็ไม่เป็นไรหรอก”    ในเมื่อกำแพงที่ได้พบกันค่อยๆคลายออกไปเรื่อยๆ...  ในวันข้างหน้าเธอคงยอมรับ...

 

                “แต่ฉันอยากรู้จักเธอจริงๆนะยูกิชิโร่จัง”  มากกว่านี้... มากพอที่จะได้รับความไว้วางใจและเผยสิ่งที่หลบซ่อนเอาไว้นั้น...

 

                “พูดแบบนี้กับคนไข้มากี่คนแล้วคะ?”   ใบหน้าอันแสนน่ารักเบี่ยงมองมา   ดูเหมือนเขาจะมีภาพพจน์ที่ไม่ดีจริงๆด้วย... ควรจะเปลี่ยนตัวเองได้แล้วกระมัง

 

                หมอหนุ่มหัวเราะขำขันและปล่อยมือให้กระเป๋าถือของหญิงสาวเป็นอิสระ   “เธอเป็นคนแรก   เพราะปกติฉันจะเล่นๆเพราะไม่มีเวลา”  

 

                “ฟังดูไม่ดีเลยนะคะ  คุณคิดก่อนพูดรึเปล่าน่ะ...”  ฟุยุมิไม่อยากจะเชื่อสายตาว่ามีคนพูดออกมาตรงๆแบบนี้ได้   ผู้ชายแบบนี้เป็นหมอได้เหรอเนี่ย...

 

                “ฮ่ะๆๆ  ก็พูดอะไรออกมาตรงๆน่ะ ไม่ต้องปิดบังกัน”   ยื่นมือไปลูบศีรษะของร่างเล็กกว่า   รู้ตัวอีกทีจึงดึงมือกลับมาเมื่อเผลอตัวไป

 

                “โทษทีๆ ลืมไปว่าไม่ควรทำ  เผลอไปหน่อยมันเคยชิน”   และคำตอบก็คือการพยักหน้าเห็นด้วย  รู้สึกเหมือนโดนตอกหน้าว่าเป็นคนไม่ดีชอบกลๆ... 

 

 

                กำแพงระหว่างกัน ระยะห่างที่มีระหว่างกันลดน้อยลงไปทีละเล็กทีละน้อย..  การพูดคุยสามารถสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนได้  ยิ่งเปิดใจให้กันมากเท่าไหรยิ่งเป็นการเริ่มความสัมพันธ์ที่ดีมากเท่านั้น  เธอมักสอนเด็กน้อยที่โรงเรียนเสมอ.. แต่กลับทำตัวไม่สมกับเป็นอาจารย์สอนคนอื่น...

 

 

มันต้องใช้เวลา... มากกว่านี้.....

 

 

                “ฉันกลับก่อนนะคะ”    โค้งใบหน้าเพื่อบอกลาตามมารยาทที่ดี   ถึงแม้จะคล้ายกับห่างเหินไม่รู้จัก  หากแต่หมอหนุ่มสามารถรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนไป

 

                “ถ้าบอกว่าจะไปส่งก็คงไม่ไปอยู่ดีสินะ”  คลี่ยิ้มโดยที่ไม่คาดหวัง  มันเป็นการละลาบละล้วงที่อยู่มากเกินไป..  ต้องเข้าใจว่าไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น...

 

                “พรุ่งนี้ถ้าฉันเจอเธอที่นี่อีกก็ดีนะ  นี่ฉันหวังอยู่นะเนี่ย”   ถึงแม้จะไม่สามารถหวังได้มากนัก...  กับสถานที่แห่งนี้ที่ไม่จำเป็นต้องมาบ่อยครั้งไป...

 

                “ไม่รับปากหรอกค่ะ”  ร่างเล็กในชุดกระโปรงมีระบายลูกไม้ก้าวเดินห่างออกไปจากสวนสีเขียวขจี   รู้สึกอุ่น... ข้างในอกอย่างประหลาด.. จากที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน....

 

                “กลับบ้านดีๆนะ~~   โบกไม้โบกมือส่งด้วยท่าทางอันแสนร่าเริง   คาดหวังว่าในพรุ่งนี้จะได้พบกัน หากไม่ได้พบกันก็คงทำให้พบกัน...

 

 

                อายุรแพทย์หล่อเหลาจ้องมองแผ่นหลังนั่นจนกระทั่งห่างออกไปไกล  ยิ้มและถอนหายใจเบาๆ  จากนี้ไปคงพูดไม่ได้ว่าไม่ได้จีบเขา ไม่ได้สนใจเขา  คาดหวังไปยังอนาคตอันใกล้ที่จะมาถึงนี้...  ถึงแม้ตนจะเป็นนายแพทย์ที่อาจไม่มีเวลาให้กับเธอบ่อยนักก็ตาม...ทั้งๆที่รู้แต่ก็...

 

 

                “เหมือนตกหลุมรักเข้าอย่างจัง”  กับผู้หญิงที่ไม่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตมาก่อน....

 

                “เราก็กลับบ้านบ้างดีกว่า”  บิดขี้เกียจไปมาก่อนก้าวขายาวออกไปจากสวนเพื่อไปยังลานจอดรถที่เดินจากมา   พรุ่งนี้จะได้พบกันไหมนะ...

 

 

ฉันอยากรู้จักเธอ.....

 

 

                คุณครูอนุบาลยืนรอรถประจำทางที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงพยาบาลอย่างเช่นเมื่อวันก่อน  มือเรียวยกขึ้นจับที่กลางอก..  รู้สึกแปลกนัก  จู่ๆมีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาบอกว่าเข้าใจและตามตื้อเกินความจำเป็น...  คล้ายกับมองเห็นตัวตนของเธอทะลุปรุโปร่ง  ทั้งๆที่ทำตัวไม่ดีออกไป... มีบางอย่างที่อบอุ่น...

 

 

                “เดาผู้ชายคนนั้นไม่ออกเลยจริงๆ...”   สุดท้ายแล้วจะเป็นแค่คำพูดเลื่อนลอยของผู้ชายคนหนึ่ง  หรือเป็นคำพูดที่แสนจริงใจ...

 

 

เริ่มอยากรู้จักคุณขึ้นมา...ทีละน้อย...

 

 

            คนสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน  ไม่เคยมีแม้แต่จุดร่วมจุดต่อให้ได้พบกัน  เวลาในฤดูร้อนผ่านไปอีกวันเพื่อเปลี่ยนแปลงบางสิ่งในชายหญิงคู่นี้...  พวกเราคงไม่รู้หรอกว่าวันข้างหน้าความสัมพันธ์ระหว่างเราทั้งสองจะไปในทางที่ดีหรือร้าย  อาจจะไม่มีความรักต่อกัน อาจจะตกหลุมรักกัน  เวลาคงเป็นสิ่งที่ให้คำตอบแก่พวกเราได้... ไม่ใช่ในช่วงเวลานี้ที่ยังคงมีกำแพงกั้นอยู่...

 

 

หิมะค่อยๆละลายไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว...

คล้ายกับการเปิดใจให้กับคนรู้จักที่ได้พบพาน...

 

เสียงเพลงเชื่องช้าเคล้าคลอเจ้าต้นทานตะวัน

ต่อให้มันพยายามโดดเดี่ยว... มันก็ต้องการคนดูแล..

 

 

“ถ้าได้พบกันอีกก็ดีนะ”

 

หากคนๆนั้นเข้ามาอยู่ในใจมากขึ้น...

ตอนนั้นเราจะเป็นอย่างไรนะ...

 

 




--------------------------------------------------------------------------------------------
 
Free Talk :  เปิดตัวละครเพิ่มมาอีกสองตัวคืออากิกับนัทสึ  สองคนนี้จะมีบทบาทมากขึ้นในช่วงหลังๆ  แล้วก็เป็นบทสำคัญด้วย ฮา  ช่วงแรกยังคงเป็นฮารุไปเรื่อยๆ 
 
ไม่ได้เขียนฟิคนอมอลนานแล้ว  (ไม่น่าจะเรียกฟิคต้องเรียกว่า novel สินะ)   เรื่องในโรงพยาบาลมันเขียนยาก อาศัยแค่ประสบการณ์เข้าออกที่ไปแค่ตรวจสุขภาพมาใช้ 555+   แต่หมอแบบอากิเนี่ยถ้าไปเป็นหมออายุรแพทย์คนไข้คงกลัวจนไม่กล้าพูดอาการออก มา 
 
สำหรับชื่อ  คุโรวาชิ แปลว่า เหยี่ยวสีดำ  แลดูเย็นชาจริงๆ =w="  อากิก็แปลว่าฤดูใบไม้ผลิ   ส่วนนัทสึยังผลัดไปก่อน =3="

 

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 263 ท่าน

Line PM