Guest   
 
Username:
Password:




 


  
 



 
อ่านเรื่อง
Sweet Heart My Girl
ธัญธารา
รุ่นพี่รหัสสุดลึกลับ
7
01/01/2533 00:00:00
677
เนื้อเรื่อง


   

         บริเวณถนนสีดำยาวที่ตรงไปยังมหาวิทยาลัยที่ห่างจากบ้านข้าวปั้นไม่กี่กิโลจักรยานสีชมพูลายคิตตี้กำลังมุ่งหน้าไปยังมหาลัยอย่างพอดีๆเพราะเจ้าตัวคนขับไม่ได้เร่งรีบอะไรนี่ก็เพิ่งจะหกโมงครึ่งเองกว่าจะเข้าเรียนคงเก้าโมงเช้าก็ว่าได้ วันนี้ข้าวปั้นโทรบอกนามิว่าไม่ต้องมารับขี่จักรยานไปเรียนเองเกรงใจเพื่อนแล้วพอนามิจะขัดขึ้นก็โดนสวนทันทีว่า

    ‘ไม่ต้องบอกว่าไม่เป็นไรเราเป็นเพื่อนกันเลย เพราะยังไงข้าวก็ตัดสินใจจะไปเองแล้วเอาไว้ขากลับจะรับนามิไปส่งที่บ้านแล้วกันนะ  เท่านั้นแหละเจ้าตัวก็รีบว่างสายทันทีโดยไม่ให้เพื่อนรักได้ปริปากบ่นแต่อย่างใดเลยแม้แต่นิด

                      “วันนี้อากาศดีจังเลยนะเนี่ย” ฉันพูดพึมพำคนเดียวเหมือนคนบ้าระหว่างขี่จักรยานไปมหาลัยแต่อากาศก็ดีจริงๆนะรถก็ไม่มีสักคันนี่ถ้าคนทั้งโลกเปลี่ยนมี่จักรยานแทนขับรถโลกเราคงไม่ร้อนแล้วก็ต้องสดใสขึ้นแน่ๆเลยนะเนี่ย ^O^ และอยู่ดีๆก็มีรถทรงยุโรปคันหนึ่งขับปาดหน้าฉันไปอย่างรวดเร็วจนจักรยานฉันเสียหลักเข้าข้างทาง

                      “เฮ้ย....อ้าย...........”  ปึง....!!!

                      “โอ๊ย ขับรถแบบนี้จะรีบไปไหว้เมียที่บ้านรึไงวะ”  =_= ^^ฉันมองตามรถคันที่ขับจากไปด้วยสายตาแค้นและสายตาฉันก็ไวพอที่จะเห็นป้ายทะเบียนรถคันนั้น เลขสวยซะด้วย ตม 11 รถคนรวยซะด้วย ฉันรีบลุกขึ้นหลังจากก้นกระแทกแทบระบมไปหมด ฝากไว้ก่อนเหอะไอ้ตูดหมึกสิบเอ็ดเอ๊ย!! >O< เจอเมื่อไรแม่จะถอดชิ้นส่วนออกแล้วเอาไปขายซะเลยนิ (~.,~)รถจักรยานคันสวยวิ่งเข้าจอดเทียบท่าที่ลานใต้ตึกแปดวันนี้ฉันตั้งใจไว้แล้วว่าไม่ว่านายกานต์อะไรนั่นจะลึกลับน่ากลัวมากแค่ไหนฉันก็จะต้องไปพบเขาให้ได้

                      “เอ๊ะ!! ไมยักรู้ว่าจะมีคนขี่จักรยานมามหาลัยเหมือนฉันด้วยหรอ เมื่อวานก็ไม่เห็นมีนิ จริงสิเราพึงจะมาทางตึกแปดเองนิ นับถือจริงๆที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน” ฉันพูดพำทำเพลงอยู่คนเดียวคล้ายคนบ้าก็ว่าได้ น่าแปลกที่มีคนขี่จักรยานมาด้วยปกติจะมีแต่รถยนต์กับมอเตอร์ไซต์เท่านั่น แถมจักรยานสีฟ้าลายโดราเอม่อนซะด้วย +_+ ไม่ยักรู้ว่ามีลายนี้ด้วยแหะแต่ก็ช่างเหอะตอนนี้รีบหาตัวนายนั่นจะดีกว่า ฉันเดินมาตามทางเดินใต้ตึกแปดพอเดินขึ้นชั้นสองก็เจอห้องสมุดเล็กๆ อ้อ ลืมบอกไปว่านี่เป็นห้องสมุดเก่าเห็นเขาว่าไม่ค่อยมีคนมาใช้เท่าไหร่ส่วนใหญ่จะไปห้องสมุดที่สร้างใหม่กันหมด จะว่าไปทำไมบรรยายกาศมันดูชวนขนลุกไงไม่รู้ซินายกานต์นั่นเป็นคนแบบไหนกันนะห้องสมุดเงียบๆแบบนี้ยังกล้ามานั่งอ่านหนังสืออีกรึไงไม่กลัว(ผี)บ้างเรอะ เอาล่ะเป็นไงเป็นกันฟ่ะ ฉันค่อยๆเอื้อมมือไปที่ลูกบิดประตูก่อนจะค่อยๆหมุนมันช้าๆ ทำไมข้างในไม่มีคนเลยฟ่ะเนี่ย เจ้าหน้าที่ดูแลซักคนก็ไม่รู้ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนหมดนะ พลั่ง!!

                      “โอ๊ย!” ไม่รู้เท้าฉันไปสะดุดอะไรฟ่ะเกือบล้มหน้าเสียโฉมแล้วมั้ยล่ะ -_-*

                      “เอ๊ะ...” ขาคนนิ อย่าบอกนะว่าเป็น ผะ...ผะ...ผี!!น่ะ >_< แล้วอยู่ดีๆร่างสูงๆของใครไม่รู้ที่ฉันคิดว่าน่าจะมาแอบนอนในนี้ลุกขึ้นยืนพลางบิดตัวไปมา เขาสูงมากเลยประมาณ 180 ก็ว่าได้มั้ง ใบหน้าดูหล่อเหมือนดาราเกาหลีเลย ยิ่งทรงผมไม่ต้องพูดถึงผมสีดำสนิทที่ยาวระต้นคอ จมูกที่โด่ง หน้าเรียวสวยเหมือนหน้าผู้หญิงเลย >///< หรือจะเป็นกานต์

                      “เอ่อ...คือฉันมาตามหารุ่นพี่ที่ชื่อกานต์คุณพอจะเห็นเขาบ้างรึเปล่าค่ะ” ฉันตัดสินใจถามออกไป ไม่น่าถามเลยนะยัยข้าวแล้วแกคิดว่าที่นี่จะมีใครบ้ามานั่งเป็นหนอนหนังสือได้ทั้งวันล่ะถ้าไม่ใช่นายกานต์อะไรนั่นที่พี่หลิวเล่าให้ฟังน่ะแต่ชายหนุ่มตรงหน้ากับไม่สนใจเสียงฉันแม้แต่น้อยเขากลับนั่งลงแล้วเอาแต่จ้องหนังสือเล่มหนาปึก นี่ฉันพูดกับนายอยู่นะ *O*

                      “ต้องขอโทษด้วยนะค่ะที่มารบกวนเวลาอ่านหนังสือ”  ไอ้หมอนี่มันหูหนวกรึไงฟ่ะ นี่ฉันบ้าไปแล้วใช่มั้ยที่มาพูดกับคนหูหนวกเป็นใบ้ หล่อก็หล่อน่าเสียดายจังหูหนวกซะงั้น -_- ;

                      “ตกลงคุณใช่กานต์รึเปล่าค่ะ” ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆที่พูดกับตัวเอง หึๆๆ =_=*// ฉันมันบ้า บ้า บ้าไปแล้ว ~

                      “เอ่อ...งั้นฉันจะนั่งรอตรงนี่แล้วกันนะค่ะ” ยังไงก็ต้องใช่นายกานต์แน่ๆเพราะรุ่นพี่หลิวบอกว่าเค้าชอบมาอยู่ที่นี่และยังชอบอ่านหนังสือ และผู้ชายคนนี้ก็ดูถ้าจะเป็นหนอนหนังสือและก็ดูลึกลับอย่างที่เขาลือ งั้นก็ไม่ผิดตัวหรอก ฉันเดินไปนั่งลงข้างๆเขาอย่างถือวิสาสะ แต่เขาก็เพียงเงยหน้าขึ้นมองฉันด้วยสายตาที่บอกว่า  เธอเป็นใคร ยุ่งอะไรกับฉัน ถ้าขื่นนั่งอยู่นี่ต่อฉันฆ่าเธอแน่ สายตาดุมาก แต่เขาก็หันไปสนใจหนังสือต่ออย่างเดิมโดยไม่สนใจฉันที่นั่งอยู่ห่างๆไม่ถึงสิบเมตรด้วยซ้ำไป

                      “ตกลงนายใช่กานต์รึเปล่า” ฉันถามออกไปอีกคำถามซึ่งทำให้เขาถึงกับปิดหนังสือหนาปึกนั้นดัง ปึก ซะดังลั่นห้องสมุดก่อนจะวางลงดัง ปัง ~ จนฉันถึงกับสะดุ้ง น่ากลัวอย่างที่เขาลือกันจริงด้วย มิน่าถึงไม่มีสาวๆพูดถึงเขาเท่าไหร่ กานต์หันมาจ้องตาฉันด้วยสายตาดุๆก่อนจะลุกขึ้นหยิบอะไรบางอย่างในกระเป๋าเป้ออกมา มันคือหนังสืออะไรบางอย่างแต่ฉันเห็นไม่ชัดเลยอ่ะ แล้วเค้าก็หันมาทางฉันก่อนจะโยนหนังสือเล่มนั้นใส่หน้าฉันดีนะที่ยืนมือรับไว้ทันไม่งั้นโดนหน้าฉันเต็มๆแน่ๆเลย T__T โหดมาก...

                      “อะไรหรอ?” ฉันถามออกไปโดยไม่คิดอีกแล้ว ก็หน้าปกมันก็บอกอยู่แล้วว่าคู่มือการเรียนวิศวกรรม ฉันมันโง่หรือแกล้งโง่ฟ่ะ คิดแล้วอยากตบตัวเองนัก กานต์เดินตรงมาที่ฉันก่อนจะยืนกระดาษใบเล็กๆให้แล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือพูดง่ายๆคือเขาคงคิดว่าฉันไม่ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ ~..~  ฉันได้แต่คลี่กระดาษใบเล็กจิ๋วนั่นออกดูว่าด้านในมันมีอะไรก็พบกับรายมือคัดบันจงอย่างสวยงามว่า

เชิญออกไปจากห้องสมุดซะ

ฉันจะอ่านหนังสือ

ส่วนหนังสือนั่นอ่านเสร็จก็ไม่ต้องเอามาคืนฉันยกให้

                                                            กานต์

   นับถือจริงๆว่าลายมือนายสวยมากกานต์ =_=* แต่ทำไมต้องเขียนใส่กระดาษด้วยล่ะในเมื่อฉันก็ไม่ได้หูหนวกเป็นใบ้ส่วนนายก็เหมือนกันหรือจะจริงอย่างที่ผู้หญิงพวกนั้นว่า เขาไม่ค่อยคุยกับใครเท่าไหร่ และรุ่นน้องทุกคนก็ไม่เคยเห็นเขายิ้ม หัวเราะ หรือว่าพูดกับใครเลย ฉันดูเหมือนว่าเขาจะใช้สายตาในการสื่อสารกับคนอื่นมากกว่านะ แปลกจริงๆ =_=*// ฉันเดินส่ายหัวออกมาจากห้องสมุดพร้อมหนังสือเล่มนั้น

                      “ข้าวปั้น”

                      “อ้าวพราว...นี่เธอมาทำอะไรแถวนี้เนี่ย”

                      “ฉันตางหากต้องถามเธอว่ามาทำอะไรแถวนี้ ไม่กลัวรุ่นพี่กานต์ว่าเอารึไง” ทำไมหมอนั้นต้องว่าด้วยล่ะหรือว่าพ่อเขาเป็นคนสร้างตึกนี้รึไงถึงห้ามใครมาที่นี่น่ะ

                      “ก็ตึกนี้ไม่มีใครมากันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะมีแต่พวกเรียนวิทย์เท่านั้นที่จะมาเพราะห้องวิทย์อยู่ชั้นสามของตึกน่ะ ส่วนห้องสมุดไม่มีใครมากันหรอกเพราะเขาไปห้องสมุดเปิดใหม่กันหมดมีแต่พี่กานต์นั่นแหละที่ชอบมานั่งอ่านหนังสือที่นี่ประจำ รุ่นน้องบางคนอยากเจอเขามากถึงกับพากันมาแอบดูแต่พอเข้าไปคุยด้วยก็ต้องหน้าจ๋อยไปเลยล่ะ” แหงล่ะดูหน้าตาท่านชายซิไม่ค่อยจะต้อนรับแขกสักเท่าไหร่เลย พูดด้วยก็เหมือนเราเป็นคนบ้าที่กำลังพูดกับตัวเอง หมอนี่เป็นคนรึเปล่านะ มีหัวใจเหมือนคนอื่นรึเปล่าเนี่ย

                      “พอดีฉันก็ตั้งใจมาตามหาเขานั่นแหละ ก็เขาเป็นรุ่นพี่รหัสฉันนิ พึ่งจะได้เจอกันก็วันนี้แหละ”

                      “แล้วเป็นไงมั่งอ่ะ”

                      “อย่างที่เห็น หมอนั่นเป็นใบ้รึไงนะ หน้าเนี่ยยังกับใส่หน้ากากดำตลอดเวลา ไม่แสดงสีหน้าอะไรใดๆให้เห็นเลยเห็นแล้วก็อดนึกไม่ได้ว่าหมอนี่เป็นพวกแวมไพร์รึไงถึงไม่พูดไม่จาไม่ชอบให้ใครมารบกวนเวลาอ่านหนังสือ วันๆคงจะหมกอยู่กับห้องสมุดตลอดซินะ หนอนหนังสือชัดๆ”  ฉันร่ายยาวจนยัยพราวถึงกับขำ

                      “อ้อ...พอดีฉันกำลังจะไปเอาอุปกรณ์ที่ห้องวิทย์น่ะ อาจารย์ใช้ เธอไปเป็นเพื่อนหน่อยซิ”

                      “กลัวอะไรนักหนา”

                      “ไม่กลัวได้ไง เห็นเขาว่าตึกนี้มีประวัติด้วยล่ะจะบอกให้” อย่าพูดงั้นดิ ไอ้คำว่ามีประวัติของเธอมันทำให้ฉันขนลุกสู่ไปทั้งตัวเลยรู้รึเปล่ายัยป๊อดเอ้ย!! แต่ฉันก็ชักจะเป็นโลกเดิมกำเริบแล้วซิ (โลกขี้กลัวน่ะ ^_^)

                      “ทำไรกันอ่ะ”

                      “อ้าย!!/อ้าย!!” ฉันกับยัยพราวตกใจถึงกับกระโดดกอดกันซะแน่

                      “เป็นไรกันเนี่ย” เสียงนามินิ

                      “อ้าวนามิ โธ่...ทำไมมาไม่ให้ซุ้มให้เสียงบ้างล่ะฮะ ตกใจหมด”

                      “ใช่ๆๆ” พราวตอบเสริมทันทีพลางยกมือขึ้นเหนืออกอย่างโล่งใจ

                      “ก็ให้แล้วไง  แล้วมาทำไรกันอ่ะ”

                      “เธอรู้ได้ไงว่าฉันอยู่นี่น่ะ” ฉันถามออกไปอย่างสงสัย

                      “ก็เห็นจักรยานเธอเลยรองเดินมาดูนี่ไง”

                      “นี่ๆฉันว่าเรารีบไปเอาของกันเหอะฉันชักกลัวแล้วซิ” พราวรีบเอยชวนด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ยัยนี่ป๊อดชะมัดเลยอ่ะ แค่นี้ก็กลัวไร้สาระชะมัดแฮะ พวกเราทั้งสามจึงตัดสินใจเดินขึ้นไปชั้นสามกันอย่างกล้าๆกลัวๆโดยมีฉันเป็นเกาะกำบังให้ก็ว่าได้ ทำไมต้องให้ฉันนำหน้าด้วยล่ะฟ่ะ YOY

                      “นี่ๆ ฉันว่าตึกนี้ดูไม่ชอบมาพากลเลยอ่ะ”

                      “เห็นด้วยนามิ ฉันเคยได้ยินมาว่ามีคนเคยเจอของดีเข้าให้แล้วล่ะ”

                      “อะไรอ่ะ”

                      “ก็มีคนเจอผู้หญิงผมยาวใสชุดสีขาวนั่งร้องไห้อยู่มุมระเบียงอ่ะดิ” ขณะที่ยัยสองตัวนั่นกำลังพูดพ่ำทำเพลงอย่างไร้สาระฉันที่เดินนำหน้าอยู่จึงหยุดเดินก่อนจะพูดว่า

                      “เลิกพูดเรื่องเพ้อเจ้อสักทีได้มั้ย แล้วมาช่วยกันมองดีกว่าว่าไอ้ห้องวิทย์น่ะมันห้องไหน”

                      “จ้าๆๆ” ทั้งคู่ตอบรับพร้อมกัน เราทั้งสามคนเดินเข้ามาในห้องวิทย์หลังจากเห็นป้ายที่ติดไว้ว่าห้องทดลองวิทยาศาสตร์แต่บรรยากาศภายในห้องชักน่าขนลุกชะมัดห้องก็มีแต่พวกฝุ่นกับหยักใยเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าพานโรงไม่เคยมาทำความสะอาดเลยรึไงนะ ถ้าฉันเป็นผ.อ.แม่จะไล่ออกให้หมดเลย

                      “ว่าแต่อาจารย์ให้เธอมาเอาอะไรล่ะ” ฉันหันไปถามพราวในขณะที่พราวและนามิเอาแต่เดินตามหลังฉันแล้วเกาะแขนกันกับนามิไม่ปล่อยพลางทำหน้าตาหวาดระแวง ยัยสองตัวนี่ก็เหลือเกินกลางวันแซกๆไม่รู้จะกลัวอะไรกันนักหนา

                      “นี่ ตกลงอาจารย์ให้มาเอาอะไรฮะ” ฉันร้องถามเสียงดังลั่นจนยัยขี้กลัวสองตัวถึงกับสะดุ้ง

                      “อ้อ กล้องจุลทรรศน์  แล้วก็ ขวดแก้วอีกสองใบน่ะ”

                      “งั้นก็มาช่วยกันหาซิ” ฉันว่าก่อนจะเดินหาของที่พราวบอกมาอย่างตั้งใจแต่ดูเหมือนยัยขี้กลัวจนขี้ขึ้นสมองอย่างสองคนนั่นจะหูตรึงกันนะ

                      “นี่...จะยืนเป็นผีตายซากหาอะไร มาช่วยกันหาดิ” ฉันว่าออกไปอย่างอดไม่ได้ นี่ถ้ามีผีโผล่ออกมาจริงๆไม่รู้ว่ายัยสองตัวเนี่ยสภาพจะเป็นยังไง ไอ้เรื่องแบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าฉันไม่กลัวแต่กลัวก็เก็บๆไว้ทำเป็นไม่กลัวจะดีที่สุดไม่เหมือนสองคนนั้นที่กลัวก็แสดงสีหน้ากลัวสุดๆออกมาซะขนาดนั้นน่ะ เฮ้อ  ~ เห็นแล้วกลุ้ม -_- ;

                      “นี่ข้าวปั้นเวลาแบบนี้ไม่ควรพูดเรื่องผะ...ผีนะ” นามิพูดด้วยน้ำเสียงตะกุตะกะ

                      “ใช่ๆไม่ควรเลย” เสริมทันทีเลยนะเธอยัยพราว นี่ฉันคิดถูกแล้วใช่มั้ยที่คบยัยสองตัวนี่น่ะ ไม่ช่วยอะไรได้เลยสักอย่างมีแต่จะทำให้วุ่นวายมากกว่าแฮะ ~_~

                      “นี่ไงขวดแก้ว” ฉันชี้ไปที่ขวดแก้วใสๆที่ตั้งอยู่ในตู้เก็บของก่อนจะเดินไปหยิบมันออกมาจากตู้แล้วเดินกลับมาหาสองคนนั่นที่กำลังทำท่าทางหวาดกลัวจนหัวแทบหด

                      “ไหนๆ เจอแล้วงั้นเรากลับลงไปเหอะ”

                      “ไหนเธอบอกว่ามีกล้องด้วยไงพราว” ฉันถามออกไปก่อนจะยัดขวดแก้วใส่มือพราวกับนามิคนละขวดแล้วก็เดินหากล้องต่ออย่างไม่สะทกสะท้านหรือแสดงความกลัวใดๆออกมาแม้ต่อน้อยแล้วอยู่ดีๆก็มีเสียงดัง ปัง ~!! พร้อมกับเสียงกรี๊ดของพราวกับนามิที่ดังลั่นตึกเลยก็ว่าได้ “อ้ายยยยย >_<” ส่วนฉันน่ะหรอก็ตกใจนิดๆแต่พอหันไปดูก็เห็นไอ้ตัวตัวเรื่องที่ทำให้ยัยสองตัวนั่นแหกปากดังลั่น มันคือหนังสือเล่มหนาๆที่มีฝุ่นคุกเต็มไปหมด

                      “เฮ้อ แค่หนังสือตกเองหรอ” พราวกับนามิพูดพร้อมกันอย่างโล่งอก ส่วนฉันก็เดินไปหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาเก็บไว้ที่เดิมจากที่มันตกและเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้นอีกเมื่อสายตาฉันเหลือบไปเห็นตู้ใบโตที่เก็บอุปกรณ์ต่างๆกำลังล้มลงมาทับหัวฉัน

                      “ข้าวปั้นระวัง!!!” ยัยสองตัวนั้นร้องเป็นเสียงเดียวกันแต่ฉันนี่ซิกลับยืนอ๋ออยู่ที่เดิมไม่รู้จะรอให้ตู้มันล้มทับหัวตายคาที่รึไงนะยัยข้าว แต่ทำไมฉันขยับขาไม่ได้เลยแย่แน่ๆ

                      “ระวัง!!” สิ้นเสียงสุดท้ายของใครบางคนฉันก็ไม่รับรู้อะไรอีกนอกจากแรงกระแทกหนักๆเหมือนมีคนถลาเข้ามาดึงตัวฉันออกจากตรงนั้นจนเราทั้งคู่ล้มกระแทกลงที่พื้นแล้วฉันก็หมดสติไป

                      ห้องพยาบาล

                        นามิและพราวนั่งเฝ้ามองร่างเล็กๆของข้าวปั้นที่นอนหมดสติอยู่บนเตียงนอนเล็กๆในห้องพยาบาลอย่างเป็นห่วงหลังจากที่กานต์รุ่นพี่ปีสี่สุดลึกลับที่ใครๆต่างลือกันมาช่วยเพื่อนสาวของพวกเธอไว้แล้วยังมีน้ำใจอุ้มเธอมาส่งที่ห้องพยาบาลอีก แต่ที่ทำให้นามิกับพราวปราบปลื้มมากที่สุดเห็นที่จะเป็นน้ำเสียงของกานต์ที่ไม่มีใครเคยได้ยินนอกจากพวกเพื่อนของเขาถึงจะเป็นคำสั้นๆที่ว่า ระวังก็ถือว่าพวกเธอมีบุญมากที่ได้ยินเสียงอันไพเราะของชายหนุ่มลึกลับแถมยังมีบุญตาได้เห็นหน้าเขาชัดๆอีกต่างหาก แต่ตลอดทางที่เขาอุ้มเพื่อนพวกเธอมาเขาก็ไม่พูดไม่จามีสีหน้าที่เรียบเฉยพอส่งเพื่อนเธอที่ห้องพยาบาลเสร็จพวกเธอก็พากันขอบคุณเขายกใหญ่แต่ก็ได้รับเพียงการพยักหน้าของเขาเท่านั้น เฮ้อ ~ อยากรู้จริงว่าทำไมเขาถึงเป็นผู้ชายที่ลึกลับน่าค้นหาจังนะ

                      “นามิข้าวปั้นฟื้นแล้ว” พราวพูดด้วยน้ำเสียงดีใจก่อนที่ทั้งคู่จะถลาเข้าไปดูเพื่อนรักด้วยความเป็นห่วง

                      “ข้าว ข้าวปั้นเป็นไงบ้าง” นามิถามอย่างห่วงใยหลังจากข้าวปั้นดันตัวลุกขึ้นพลางยกมือขึ้นกุมขมับอย่างเวียนหัวอาจจะเป็นเพราะอากาศที่ไม่ถ่ายเทในห้องวิทย์ก็ได้ที่ทำให้เธอหน้ามืดและอีกอย่างอาจเป็นเพราะเมื่อเช้าเธอไม่ได้กินอะไรเลยแม้แต่ขนมก็ตาม

                      “ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ไง”

                      “พอดีรุ่นพี่กานต์เขาไปช่วยเธอไว้แล้วก็ยังมีน้ำใจอุ้มเธอมาส่งที่ห้องพยาบาลด้วยนะ” พราวพูดด้วยน้ำเสียงปราบปลื้มดีใจจนออกนอกหน้า

                      “ใช่ๆ พวกเรามีบุญมากเลยที่ได้ยินเสียงรุ่นพี่เขาน่ะแถมยังเห็นหน้าชัดๆด้วย หล่อมากเลยแต่ผิดกับสีหน้าที่ดูเหมือนเย็นชาตลอดเวลาเลยล่ะ แต่ยังไงก็มีบุญแล้วล่ะถึงจะเป็นคำสั้นๆที่ว่า ระวัง น่ะ” นามิพูดด้วยน้ำเสียงเหม่อลอยจนข้าวปั้นอดที่จะหมั่นไสเพื่อนทั่งคู่ไม่ได้ นี่แสดงว่าหมอนั้นพูดได้ โธ่นึกว่าเป็นใบ้ซะอีกแต่เพื่อนเธอสองคนตอนนี้ชักจะบ้ากันเข้าไปใหญ่แฮะ (-__- ) ( -_-)

                      “เขาเป็นซุปเปอร์สตาร์สรึไงพวกเธอถึงได้หลงนักหลงหนา”

                      “ถ้าเป็นก็ดีน่ะซิ”

                      “นี่ฉันพูดประชดนะ”

                      “รู้แล้วๆเราก็แค่ล้อเล่นเนอะนามิเนอะ ^O^//”

  แล้วการสนทนาก็ต้องจบลงเมื่อมีฝีเท้าที่กำลังวิ่งตรงมาทางนี้อย่างเร่งรีบจนเกิดเสียงดังเหมือนกำลังรีบร้อนมาดูใครสักคนในห้องพยาบาลก็ไม่รู้ แต่พอทั้งหมดหันไปเจอก็เป็นซากุราอิที่วิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดอยู่ที่ประตูหน้าห้องพยาบาลพอเรียวเห็นข้าวปั้นเท่านั้นแหละก็รีบถลาเข้ามาดูทันที

                      “ข้าวปั้นเป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหนรึเปล่า ไอ้กานต์มันบอกว่าเธอเกือบโดนตู้ในห้องวิทย์ล้มทับไม่เป็นไรใช่มั้ย แล้วมีบาดแผลรึเปล่า ไปโรงพยาบาลมั้ย เดี๋ยวผมให้คนของผมเอารถมารับ” มาถึงเรียวก็ใส่เกียร์ถามแบบไม่หยั้ง หายใจบ้างก็ได้นะเดี๋ยวก็ได้หน้ามืดไปอีกคนหรอก

                      “ฉันไม่เป็นไร นายถามหลายคำถามแล้วยังถามไวแบบนี้ใครจะไปตอบทันกันล่ะฮะ” ข้าวปั้นต่อว่าทันที

                      “แหมๆเดี๋ยวนี้สนิทกันแล้วซินะ พราวนามิว่าเราไปหาที่นั่งเล่นที่อื่นกันดีกว่าปล่อยให้คู่รักเขาจู่จี๋กันเถอะเนอะๆๆ” นามิแซวอย่างอดไม่ได้จนข้าวปั้นถึงกับถลึงตาใส่ส่วนเรียวก็เอาแต่หยิบแบบเขินๆจนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุขก็ไม่ปาน

                      “ไปซิ ฉันก็ไม่อยากเป็นกางขวางคอใครเหมือนกัน” พราวช่วยเสริมทันที แบบนี้ล่ะเก่งกันจังนะแม่คุณทีตอนอยู่บนตึกแปดไม่เห็นเป็นแบบนี้บาง  หลังจากสองสาวจากไปข้าวปั้นก็หันมาเล่นงานเรียวทันที

                      “นี่เมื่อไหร่นายจะเลิกยุ่งกับฉันซักทีฮะ น่ารำคาญชะมัดเลย” ข้าวปั้นต่อว่าอย่างหงุดงิดก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องพยาบาลไปโดยมีสายตาของเรียวที่กำลังมองตามอย่าง งงๆ

                      “อะไรว่ะ คนอุตสาห์เป็นห่วง” แล้วเขาก็เดินตามเธอออกไปทันทีโดยไม่รู้ว่ามีสายตาอีกคู่ที่กำลังจับจ้องมองดูอยู่ในมุมหนึ่งของตึก

                      “ไม่ว่าแกจะเป็นใคร ถ้ายุ่งกับเรียวฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่” เสียงเล็กๆดูเคียดแค้นดังขึ้นอยู่มุมตึกพร้อมกับสายตาที่กำลังจ้องมองดูข้าวปั้นที่กำลังเดินหนีเรียวอย่างริษยา เธอเป็นดาวมหาลัยที่กำลังตามเกาะติดเรียวอยู่ ไม่ว่าเด็กผู้หญิงที่เธอเห็นจะเป็นใครก็ช่างแต่ถ้ามายุ่งกับคนที่เธอชอบมาสี่ปีเธอก็คงไม่ปล่อยมันไว้แน่นอน

                      โรงยิมเทคอนโด

                      “อ้าวข้าวปั้นหายดีแล้วหรอ” หลิวเอยถามอย่างเป็นห่วงหลังจากเห็นข้าวปั้นเดินสพายกระเป๋าเข้ามาในโรงยิม

                      “ไม่เป็นไรแล้วค่ะ สบายมาก”

                      “หึ เรียกร้องความสนใจชัดๆ” เสียงทุ้มหนักๆดังขึ้นก่อนที่เจมส์จะเดินถือกีต้าเข้ามานั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้างหลิวอย่างอารมณ์ดีที่ได้ว่าคน

                      “ใช่ ฉันเรียกร้องความสนใจให้เรียวมาดูแลฉันไง พอใจรึยัง” ข้าวปั้นประชดก่อนจะเดินกระแทกเท้าเข้าไปในห้องเปลี่ยนชุดสำหรับนักกีฬาโดยมีสายตาดุๆของเจมส์มองตามไม่ห่างจนเธอลับตาไปเขาถึงหันกับมาสนใจกีต้าต่อ

                      “แกนี่ก็ยังไงนะ เมื่อไรจะเลิกทะเลาะกันกับเธอสักที” หลิวพูดด้วยน้ำเสียงเอือมระอาก่อนจะเดินกลับไปฝึกเทคอนโดให้รุ่นน้องในชมรมต่ออย่างไม่สนใจ

                      “เมื่อไรที่ยัยหมวยนั่นยอมขอโทษเรื่องที่ทำให้ฉันขายหน้าวันรับน้องก็เมื่อนั้นแหละที่ฉันจะยอมยกโทษให้” เจมส์บ่นงึมงำอยู่คนเดียวเหมือนคนบ้าก็ไม่ปาน

                      “พี่เจมส์ครับพี่เจมส์” รุ่นน้องผู้ชายคนหนึ่งวิ่งกระหืบกระหอบมาเรียกเจมส์อย่างเร่งรีบ

                      “มีไรวะ”

                      “ตอนนี้สมาชิกชมรมดนตรีมาครบหมดแล้วครับพี่จะไปกล่าวอะไรหน่อยมั้ยในฐานะประธาน” เด็กหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงเชิงแนะนำ เพราะเจมส์จะชอบมามกตัวอยู่ที่ชมรมเทคอนโดเสมอแล้วปล่อยให้สมาชิกในชมรมซ้อมดนตรีกันเอาเองจนรุ่นน้องและหลิวคิดว่า ทำไมไม่ย้ายมาอยู่ชมรมเทคอนโดเลยล่ะ

                      “เอ่อๆ ไปก็ไป” เจมส์ตอบตกลงก่อนจะเดินเอากีต้ายืนให้รุ่นน้องถือแล้วตัวเองก็เดินนำหน้าไปอย่างสง่าปานราชาเลยก็ว่าได้ =_=// ส่วนที่ชมรมบาสที่มีเรียวอิจิเป็นประธานส่วนไนท์ป็นรองประธานก็กำลังสอนวิธีการชู้บาสกันอย่างเมามันส์จนรุ่นน้องเห็นแล้วยังอดปลื้มไม่ได้เพราะทุกลูกลงเป้าพอดีเปะ ไนท์กับเรียวถือว่าเล่นบาสเก่งที่สุดในมหาลัยแถมยังเป็นนักกีฬาบาสไปแข่งชนะมานับไม่ทวนก็น่าอยู่หรอกที่สาวๆจะชอบพวกเขาทั้งสูงยาว รูปหล่อพ่อรวย กีฬาก็เก่งอีกตางหาก

                      “เรียวค่ะพักดื่มน้ำหน่อยดีมั้ยค่ะ” นี่น่าดาวประจำมหาลัยรีบถลาเข้าหาคนรักทันทีพร้อมกับยืนขวดน้ำเย็นให้แล้วยังเช็ดหน้าเช็ดตาให้อีกจนพวกรุ่นน้องชายถึงกับร้องโห่กันออกมาเป็นแถว

                      “ไม่เป็นไรเดี๋ยวผมเช็ดเองก็ได้ นี่น่าไปพักเถอะแถวนี่มันแดดเดี๋ยวผิวเสียแล้วไม่สวยนะ” ที่พูดน่ะไม่จริงหรอก โกหกทั้งเพคนอย่างเรียวอิจิน่ะหรอจะเป็นห่วงเธอเขารำคาญเธอด้วยซ้ำจึงพยายามให้เธอไม่มายุ่งเวลาเขาสอนบาสให้น้องๆตางหากล่ะ

                      “นีน่าดีใจนะที่เรียวเป็นห่วงนี่น่างั้นตอนเที่ยงนี้นี่น่าจะมารับไปกินข้าวนะค่ะที่รัก” พูดจบก็ยืนหน้าไปหอมแก้มคนตัวโตทันทีโดยที่เขายังไม่ได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ แล้วก็ตามด้วยเสียงโห่จากรุ่นน้องตามเคย ถึงนี่น่าจะตามเกาะติดและเที่ยวป่าวประกาศให้คนอื่นรู้อยู่เลื่อยว่าเธอเป็นแฟนกับเขาแต่เขาก็ไม่สนใจอะไรที่แน่ๆเขารู้ว่าใจเขาไม่ได้มีให้เธอแม้แต่น้อยเขาคิดกับเธอเพียงเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น เพราะแม่เธอกับแม่เขาเป็นเพื่อนสนิทกันแถมแม่เขายังมีความคิดที่จะจับเขาหมั้นกับเธอด้วยซ้ำถ้าผู้เป็นพ่อไม่ขัดเอาไว้เสียก่อน ส่วนที่ชมรมรักการอ่านซึ่งมีกานต์เป็นประธานก็ร้างผู้คนเช่นกันแต่ก็ยังมีรุ่นน้องบางส่วนที่มาเข้าบ้างเพราะชมรมอื่นเต็ม ไม่รู้ว่าชมรมเขาเป็นชมรมทางเลือกสุดท้ายของรุ่นน้องรึเปล่า ตอนนี้สมาชิกในชมรมก็มีกันอยู่ประมาณยี่สิบกว่าคนแถมหนึ่งในนั้นยังมีนามิกับพราวอีกตางหาก

                      “ครับ รุ่นน้องทุกคนประธานของเราคงไม่มีอะไรจะพูดกับสมาชิกใหม่เขาแค่ให้มาบอกว่ายินดีต้อนรับทุกคนเชิญอ่านหนังสือกันตามสบาย” รุ่นพี่คนที่เป็นรองประธานเดินออกมาพูดทำเอารุ่นน้อง งง กันเป็นแถวแต่แล้วก็มีเสียงถามขึ้น

                      “แล้วพี่กานต์ไปไหนครับ”

                      “ประธานอ่านหนังสืออยู่ห้ามใครรบกวน เชิญทุกคนตามอัทธยาใส”

                      =_= ??” (สีหน้าของทุกคน) นี่พวกเขาคิดดีแล้วใช่มั้ยที่มาเข้าชมรมที่มีประธานที่เป็นคนลึกลับชวนขนลุกและน่ากลัว แถมยังไม่พูดไม่จาให้รองประธานมาพูดแทนซะงั้น -_- ;

 

ข้อความ :
จากคุณ * :
 

 
    มีปัญหาทางเว็บ ติดต่อ [email protected] จำนวนผู้ชมเว็บแจ่มใสขณะนี้: 215 ท่าน

Line PM